ตอนที่ 794 เชวเจินหยางผู้แสนตื่นเต้น
“เยี่ยมเลย!” เมื่อรู้ว่าไม่มีปัญหาอะไร เจิ้งหยางถอนหายใจอย่างโล่งอก เขารีบหันไปที่ประตูทางเข้าอย่างตื่นเต้นและร้องเรียก “เข้ามาเลย!”
“ได้!”
เมื่อได้ยินคำนั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ถือหอกไว้ในมือก็เดินเข้ามาในบ้านพัก รังสีของเขาทั้งเข้มข้นและคมปลาบราวกับคมมีดที่พุ่งทะลุถึงสวรรค์
ในวัย 30 ต้นๆ ใบหน้าคมสันของเขายิ่งทำให้ความเป็นชายโดดเด่นขึ้นอีก
“ลุงฉาง หวังหยิ่ง หลิวหยาง นี่คือลูกศิษย์ที่ผมรับมา!” เจิ้งหยางแนะนำ
“ศิษย์เชวเจินหยางคารวะทุกท่าน!” ชายหนุ่มประสานมือคารวะ
“เชวเจินหยาง? วรยุทธของคุณ…ดูสูงกว่าเจิ้งหยางใช่ไหม? ทำไมคุณถึงขอให้เขาเป็นอาจารย์ล่ะ?” ซุนฉางขมวดคิ้ว
แม้เขาจะกะระดับวรยุทธที่แท้จริงของอีกฝ่ายไม่ได้ แต่ก็บอกได้ว่าสูงกว่าเจิ้งหยางแน่นอน
มันเรื่องอะไรที่ผู้เชี่ยวชาญระดับนี้จะรับเด็กคนหนึ่งเป็นอาจารย์?
“ถึงวรยุทธของผมจะสูงกว่าอาจารย์เจิ้งหยาง แต่ความรู้ความเข้าใจในศิลปะเพลงหอกของผมยังต่ำต้อยกว่าเขามากนัก เป็นเกียรติของผมอย่างมากที่จะได้เรียนรู้จากคนอย่างเขา!” เชวเจินหยาง ตอบอย่างนอบน้อม
แน่นอนว่านี่คือเชวเจินหยางจากสถาบันปรมาจารย์, หัวหน้าแก๊งตะวันฉาย และผู้ที่หมายมั่นปั้นมือจะเข้าท้าทายจางเซวียน
หลังจากตัดสินใจว่าจะทุ่มเทให้กับการฝึกปรือเพลงหอกใบไม้ร่วงขั้น 10 จนเชี่ยวชาญ เขาก็ออกจากสถาบันปรมาจารย์ไปเพื่อเสาะแสวงหาการฝึกฝน และระหว่างนั้นก็ได้พบเห็นการแสดงศิลปะเพลงหอกของเจิ้งหยางเข้าโดยบังเอิญ
แม้อีกฝ่ายจะมีระดับวรยุทธต่ำกว่าเขา แต่ความรู้ความเข้าใจในศิลปะเพลงหอกนั้นเหนือกว่าระดับความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างหอกกับมนุษย์เสียอีก ทำให้มีพละกำลังสูงส่งมาก
หลังจากที่ได้สนทนากันช่วงสั้นๆ เขาก็ได้รู้ว่าความเข้าใจในศิลปะเพลงหอกของอีกฝ่ายนั้นเข้าถึงระดับการกลั่นกรองความล้ำลึกแล้ว ซึ่งเป็นการตีความศิลปะเพลงหอกอย่างตรงไปตรงมาขั้นสุด ด้วยเหตุนี้ จึงอดใจไม่ได้ที่จะขอร่ำเรียนจากเขา
เชวเจินหยางคิดว่า หากหมั่นเพียรฝึกฝนภายใต้คำชี้แนะของอีกฝ่าย เขาจะต้องสำเร็จเพลงหอกใบไม้ร่วงขั้น 10 ในไม่ช้านี้ และเมื่อถึงเวลานั้น เขาก็จะสามารถปราบจางเซวียนและกอบกู้ชื่อเสียงเกียรติยศของแก๊งตะวันฉายกลับคืนได้!
การที่ปรมาจารย์คนหนึ่งจะร่ำเรียนจากผู้ที่มีอาวุโสต่ำกว่าหรือมีวรยุทธด้อยกว่านั้นไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย ในประวัติศาสตร์ก็มีเรื่องทำนองนี้อยู่บ่อยครั้ง
สำหรับปรัชญาของเหล่าปรมาจารย์ ศิษย์ไม่จำเป็นต้องด้อยกว่าอาจารย์เสมอไป และอาจารย์ก็ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่กว่าศิษย์เสมอไป ทุกคนมีจุดแข็งของตัวเอง และผู้ที่เชี่ยวชาญมากกว่าในด้านไหนก็จะได้เป็นอาจารย์
แม้แต่ปรมาจารย์ขงก็ยังร่ำเรียนจากผู้ที่มีวรยุทธอ่อนด้อยกว่าเขา นับประสาอะไรกับปรมาจารย์คนอื่นๆ
“ผมเข้าใจแล้ว” ซุนฉางพยักหน้า
ในฐานะพ่อบ้านของนายท่านและนายน้อย เขาพอเข้าใจหลักการและแนวความคิดของเหล่าปรมาจารย์อย่างคร่าวๆเช่นกัน
ในเมื่อเจิ้งหยางเป็นศิษย์สายตรงของนายน้อย การที่เขาจะสอนใครสักคนหนึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนัก
“สำหรับตอนนี้ พวกคุณไม่ต้องมองหาบ้านพักแล้ว เอาใจใส่ฝึกฝนวรยุทธให้ดีก็แล้วกัน เจิ้งหยาง, หากคุณอยากถ่ายทอดศิลปะเพลงหอกให้เขาก็เป็นเรื่องดี ไว้ผมจะรายงานนายน้อยให้!” เมื่อเห็นอีกฝ่ายอยากขอความรู้และอยากให้เจิ้งหยางเป็นอาจารย์ของเขาอย่างจริงใจ ซุนฉางจึงตัดสินใจจะปล่อยให้เป็นไปตามนั้น
“ดี” เจิ้งหยางพยักหน้าก่อนจะหันไปหาเชวเจินหยาง “อีกสองสามวันนี้ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนนะ ถ้าคุณทำได้ดีล่ะก็ ผมจะพาคุณไปพบท่านอาจารย์ของผม ความรู้ความเข้าใจในศิลปะเพลงหอกของเขานั้นน่าทึ่งกว่าผมอย่างน้อยเป็น 10 เท่า อย่าทำให้ผมขายหน้าล่ะ!”
ขณะที่พูดแบบนั้น นัยน์ตาของเขาก็เปี่ยมไปด้วยประกายของความชื่นชม
“ท่านอาจารย์วางใจได้เลย ผมจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพื่อไม่ทำให้อาจารย์ปู่ต้องผิดหวัง!” เชวเจินหยางพยักหน้ารับอย่างตื่นเต้น
ไม่สงสัยแล้ว ที่ใครต่อใครต่างพูดว่าผู้เชี่ยวชาญตัวจริงนั้นมีอยู่ทั่วไปตามท้องถนน เพียงแค่ใครคนหนึ่งที่เขาพบโดยบังเอิญก็มีศิลปะเพลงหอกอันแสนน่าทึ่ง ทั้งยังมีอาจารย์ที่เก่งกาจยิ่งกว่าเขาอีกเป็น 10 เท่า
ขอแค่เขาได้พบท่านอาจารย์ของเด็กหนุ่มคนนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะต้องสำเร็จเพลงหอกใบไม้ร่วงขั้น 10 ในเร็วๆนี้แน่ และบางที…อาจจะเข้าถึงระดับที่ตัวเองไม่เคยนึกฝันว่าจะเป็นไปได้มาก่อนด้วย!
“เอาล่ะ ผมจะดวลกับศิษย์ป้าหวังหยิ่งของคุณ ตั้งใจดูให้ดีล่ะว่าผมใช้ศิลปะเพลงหอกในการดวลอย่างไร!” เจิ้งหยางพูดขณะชักหอกออกมา
เทคนิคการต่อสู้นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การทำความเข้าใจรูปแบบและเจตจำนงของมัน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือต้องเรียนรู้ว่าจะสามารถนำไปใช้ในการต่อสู้ได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ การดวลจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มพูนความเข้าใจในเทคนิคการต่อสู้
“ได้เลย!” เชวเจินหยางพยักหน้าอย่างตื่นเต้น
“หวังหยิ่ง ฉันรบกวนเธอหน่อย…”
เจิ้งหยางกวัดแกว่งหอกอย่างรวดเร็วและพุ่งตรงไปหาหวังหยิ่งด้วยประกายคมปลาบ
ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น พวกเขาดวลกันเองอยู่เสมอ อีกทั้งยังมีพละกำลังและเทคนิคการต่อสู้ที่เหมือนกันเป๊ะ เมื่อเห็นคมหอกนั้น หวังหยิ่งยิ้มน้อยๆ และด้วยการก้าวหลบอย่างรวดเร็ว ร่างของเธอก็หายวับไป
พลั่ก!
จากนั้น ด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด หวังหยิ่งก็ปล่อยลูกเตะเข้าใส่ปลายหอกของเจิ้งหยาง แม้เธอจะใช้เทคนิคการต่อสู้แบบธรรมดา การเคลื่อนไหวของเธอก็ยังสง่างามและแปลกตาอย่างมาก ราวกับผีเสื้อที่กระพือปีกอยู่ท่ามกลางมวลดอกไม้
“ช่างเป็นศิลปะการเคลื่อนไหวและศิลปะการใช้ขาที่น่าทึ่งอะไรอย่างนั้น…” เชวเจินหยางตาโตด้วยความอัศจรรย์ใจ
ศิษย์ป้าหวังหยิ่งคนนี้ก็มีวรยุทธอ่อนด้อยกว่าเขา แต่ความเชี่ยวชาญในศิลปะการเคลื่อนไหวและศิลปะการใช้ขาของเธอนั้นเหนือชั้นกว่าบรรดาอาจารย์ในโรงเรียนศิลปะการต่อสู้เสียอีก
อันที่จริง…เขายังออกจะสงสัยอยู่ว่าแม้แต่ท่านอาจารย์ของเขา หัวหน้าโรงเรียนศิลปะการต่อสู้, หัวหน้าฉูฉางชิ่ง จะเคลื่อนไหวได้น่าทึ่งแบบนี้หรือเปล่า การเคลื่อนไหวของเธอนั้นเรียบง่าย แต่ทุกท่วงท่านั้นเหมาะเจาะทั้งเวลา จุดศูนย์ถ่วง และพละกำลังก็ไร้ที่ติอย่างสิ้นเชิง เขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน!
ควั่บ! ตุ้บ! พลั่ก!
ทั้งคู่เสร็จสิ้นการดวล เชวเจินหยางจ้องเขม็งทุกท่วงท่า แทบไม่กล้ากระพริบตาเพราะกลัวจะพลาดรายละเอียดไป
ต่างฝ่ายต่างน่าทึ่ง ทั้งศิลปะเพลงหอก ศิลปะการเคลื่อนไหว และศิลปะการใช้ขาที่ปรากฎในการดวลครั้งนี้ทำให้หัวใจของเขาเต้นถี่ด้วยความอัศจรรย์ใจและเกรงขาม ราวกับโลกใบใหม่กำลังเปิดต้อนรับ
“เจิ้งหยาง ทำไมเราไม่ดวลกันบ้าง?” หลิวหยางก้าวเข้ามาและถามยิ้มๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่มีใครคนหนึ่งในหมู่พวกเขาได้รับศิษย์ และด้วยวัยของพวกเขา การอยากโชว์ออฟต่อหน้าศิษย์ของอีกฝ่ายก็เป็นเรื่องธรรมดา
“ได้สิ!” เจิ้งหยางรับคำอย่างกระตือรือร้น เขาชูหอกขึ้นอีกครั้งแล้วพุ่งเข้าใส่หลิวหยาง
เชวเจินหยาง รีบหันไปจับตามองการดวลอีกครั้ง อยากรู้ว่าศิษย์ลุงหลิวหยางจะเก่งกาจแค่ไหน
ไม่เหมือนกับศิษย์ป้าหวังหยิ่ง ศิษย์ลุงหลิวหยางไม่สามารถเคลื่อนไหวด้วยความเร็วอันน่าทึ่งและดูเหมือนจะไม่ได้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษในศิลปะการใช้ขา แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือเพลงหมัดของเขา ยังไม่ทันที่การโจมตีของอาจารย์เจิ้งหยางจะเข้าถึงตัว เขาก็ปล่อยหมัดเพื่อปัดป้องหอกของเจิ้งหยางได้อย่างแม่นยำแล้ว
พลังปราณระเบิดออกจากจุดชีพจรของเขา และหมัดของเขาก็ดุดันราวกับพยัคฆ์คำราม
“ช่างเป็นศิลปะเพลงหมัดที่น่าทึ่งอะไรเช่นนี้… ในระดับวรยุทธเดียวกัน ต่อให้หยวนกังผู้เชี่ยวชาญในศิลปะเพลงหมัด เจอเขาหมัดเดียวก็คงเอาตัวไม่รอด…” เชวเจินหยางตื่นเต้นจนพูดไม่ถูก
เขาเคยคิดว่ากว่าจะสามารถทำความเข้าใจศิลปะเพลงหอกและเทคนิคการต่อสู้ระดับที่สูงกว่าเดิมได้ ก็คงต้องใช้เวลานาน ใครจะคิดว่าเพียงแค่ออกเดินทางวันแรก ก็ได้พบผู้คนที่แสนจะน่าทึ่งมากมายขนาดนี้
อย่าว่าแต่ท่านอาจารย์ ศิษย์ลุงและศิษย์ป้าที่เขาเพิ่งพบก็ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าเขา แต่ความเข้าใจในเทคนิคการต่อสู้ของทั้งสามเหนือชั้นกว่าปรมาจารย์ส่วนใหญ่ในสถาบันเสียอีก
บางทีอาจจะเก่งกาจกว่าผู้อาวุโสบางคนเสียด้วยซ้ำ!
แทบไม่น่าเชื่อเลย!
ไม่ช้า หลังจากที่อาจารย์ของเขากับศิษย์ลุงหลิวหยางเสร็จสิ้นการดวล ทั้งคู่ก็ยิ้มให้กันก่อนจะหันมาทางเชวเจินหยาง “เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ท่านอาจารย์, ศิษย์ลุง และศิษย์ป้า ถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไป ผม…มีเรื่องอยากขอร้อง” เชวเจินหยางสูดหายใจลึกก่อนจะข่มความตื่นเต้นไว้ และประสานมือพร้อมกับโค้งคำนับ
“อะไรหรือ?” เห็นสีหน้าเคร่งขรึมของอีกฝ่าย ทุกคนก็เงี่ยหูฟัง
“มันคืออย่างนี้…ผมได้ตั้งแก๊งขึ้นมา และผู้ติดตามผมส่วนใหญ่ต่างก็สนใจในศิลปะและเทคนิคการต่อสู้ พวกเขาต่างทุ่มเทเวลาไปกับการเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้ ถ้าไม่เป็นการรบกวนมากเกินไปล่ะก็ ผมขอเชิญท่านอาจารย์ศิษย์ป้าและศิษย์ลุงไปเปิดการบรรยาย และถ่ายทอดสาระสำคัญของเทคนิคการต่อสู้ให้พวกเขาฟังได้ไหม?” เชวเจินหยางถามอย่างร้อนใจ
“เปิดการบรรยาย?” หวังหยิ่ง เจิ้งหยาง และหลิวหยางมองหน้ากันด้วยสีหน้าไม่สู้ดี “พวกเราไม่ใช่ปรมาจารย์นะ จะเปิดการบรรยายได้อย่างไร?”
ในทวีปแห่งปรมาจารย์ ‘การบรรยาย’ เป็นคำที่โดยปกติแล้วใช้กับปรมาจารย์เท่านั้น พวกเขาอาจมีความเข้าใจอันล้ำลึกในเทคนิคการต่อสู้ก็จริง แต่การบรรยายให้ผู้อื่นฟังทั้งที่ตัวเองไม่ได้เป็นปรมาจารย์…จะเป็นการล้ำเส้นไปหรือเปล่า?
“แม้พวกคุณจะไม่ใช่ปรมาจารย์ แต่ก็มีความเชี่ยวชาญในเทคนิคการต่อสู้ตามแบบของตัวเองอย่างที่ปรมาจารย์ส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงตลอดช่วงชีวิตของพวกเขาด้วยซ้ำ ถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไปล่ะก็ ผมจะให้บรรดาผู้ติดตามของผมจ่ายค่าเล่าเรียนเพื่อเป็นการแสดงถึงความจริงใจ…” เชวเจินหยางพูดต่อหลังจากลังเลอยู่คู่หนึ่ง
หากเขาสามารถเชิญทั้ง 3 ไปเปิดการบรรยายให้สมาชิกในแก๊งของเขาได้ฟัง ประสิทธิภาพการต่อสู้ของคนเหล่านั้นจะต้องพุ่งพรวด และเมื่อเป็นแบบนั้น ไม่นานแก๊งตะวันฉายก็จะต้องก้าวขึ้นเป็นแก๊งหมายเลขหนึ่งของสถาบัน!
เมื่อถึงเวลานั้น เขาจะได้ล้างอายที่ถูกจางเซวียนหยามหน้าเสียที!
“ค่าเล่าเรียนหรือ? เท่าไหร่ล่ะ?”
ยังไม่ทันที่หวังหยิ่งกับคนอื่นๆจะได้ตอบ ซุนฉางซึ่งนั่งฟังอยู่ตลอดก็ถามแทรกขึ้นมาด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย
ในฐานะพ่อบ้าน เขามีหน้าที่ดูแลค่าใช้จ่ายและการเดินทางของทั้งกลุ่ม จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเงิน
ตอนนี้หินวิเศษที่นายน้อยหามาได้ไม่เพียงพอต่อการฝึกฝนวรยุทธเสียด้วยซ้ำ คงถึงเวลาที่พวกเขา จะต้องหาด้วยตัวเองแล้ว
ถ้าหวังหยิ่งกับคนอื่นๆสามารถใช้โอกาสนี้หาเงินได้ พวกเขาก็จะไม่ต้องประสบกับปัญหาการเงินอย่างที่เจออยู่ในปัจจุบัน และนายน้อยจะต้องยินดีมากหากได้รับรู้
“ผมจะให้ทุกคน…มอบหินวิเศษขั้นกลางให้พวกคุณคนละ 100 ก้อน ผมมีผู้ติดตาม 500 คน รวมแล้วก็จะเป็นหินวิเศษขั้นกลาง 50,000 ก้อน…” เชวเจินหยางตอบ
แก๊งตะวันฉายเป็นแก๊งที่มีชื่อเสียงในสถาบันและมีผู้ติดตามหรือเหล่าสมาชิกกว่า 2 พันคน แต่ผู้ที่ สนใจในศิลปะการต่อสู้มีอยู่ราว 500 คนเท่านั้น
“500 คน? คนละ 100 ก้อน?” ซุนฉางตาโต
ด้วยการบรรยายครั้งเดียว พวกเขาจะได้หินวิเศษขั้นกลาง 50,000 ก้อน!
“เอ่อ…ผมว่า ทำไมถึงไม่ขยับราคาค่าเรียนขึ้นเป็น 200 ก้อนล่ะ นอกจากพวกเขาจะถ่ายทอดสาระสำคัญของเทคนิคการต่อสู้ให้แล้ว ยังจะถ่ายทอดพื้นฐานวรยุทธให้อีกด้วย ไม่ต้องห่วงนะ ผมรับประกันได้เลยว่าคุณจะไม่เสียใจกับการทำข้อตกลงครั้งนี้!” หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ซุนฉางเสนอ
“พื้นฐานวรยุทธ?” เชวเจินหยางชะงัก
“ใช่แล้ว หวังหยิ่ง, อธิบายให้เขาฟังถึงพื้นฐานวรยุทธขั้นอายุขัยยืนยาวสักนิดหนึ่งสิ!” ซุนฉางพยักหน้า
“ได้” หลังจากรวบรวมความคิดอยู่ครู่หนึ่ง หวังหยิ่งก็เริ่มต้น “วรยุทธขั้นอายุขัยยืนยาวนั้นเป็นขั้นแรกของนักรบเหนือมนุษย์ หากฝึกฝนวรยุทธอย่างผิดวิธี ไม่เพียงแต่จะก้าวหน้าได้ช้า ยังจะทำให้เกิดช่องว่างที่มองไม่เห็นต่อการประสบความสำเร็จในอนาคตของบุคคลผู้นั้นด้วย…”
หวังหยิ่งไม่ได้อ่านหนังสือเรื่องนี้มากนัก แต่ในฐานะผู้ฝึกฝนเคล็ดวิชาเทียบฟ้าฉบับเรียบง่ายและได้ร่ำเรียนจากจางเซวียนโดยตรง ความเข้าใจของเธอจึงอยู่ในระดับที่เรียกว่าน่าทึ่ง
พูดไปเพียงไม่กี่คำ เชวเจินหยางก็ตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น
การฝึกฝนวรยุทธอย่างถูกวิธีนั้นจะทำให้นักรบมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการก้าวไปสู่วรยุทธระดับที่สูงขึ้น ด้วยพื้นฐานที่แน่นหนาขนาดนี้…แม้แต่อาจารย์ที่เก่งที่สุดในสถาบันก็ยังทำไม่ได้แบบนี้เลย!
พูดได้ว่าวิธีการฝึกฝนวรยุทธที่เขาได้ฟังนั้นอยู่ในขั้นสมบูรณ์แบบ เพียงแค่ได้ยินเสี้ยวหนึ่ง เชวเจินหยางก็ได้รับประโยชน์มากจากการถ่ายทอดความรู้ครั้งนี้
“เยี่ยมเลย! ถ้าเหล่าผู้ติดตามของเราได้ฟัง พวกเขาจะต้องปรับพื้นฐานและยกระดับวรยุทธได้รวดเร็วขึ้นอีก!”
ยิ่งคิด เชวเจินหยางก็ยิ่งตื่นเต้น เขาหันไปมองหวังหยิ่งกับคนอื่นๆด้วยนัยน์ตาเป็นประกายราวกับเห็นภูเขาทองคำ
แม้เขาจะไม่รู้ว่าปรมาจารย์คนไหนที่บ่มเพาะศิษย์ได้ปราดเปรื่องขนาดนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้ก็คือ ความสว่างโชติช่วงของแก๊งตะวันฉายอยู่ใกล้แค่เอื้อม!
หากบรรดาผู้ติดตามเขาได้ฟังการบรรยาย ไม่เพียงแต่สมาชิกแก๊งตะวันฉายจะได้พัฒนาระดับวรยุทธและเข้าใจเทคนิคการต่อสู้มากขึ้น แก๊งตะวันฉายยังจะดึงดูดนักเรียนให้อยากเข้าเป็นสมาชิกอย่างไม่ขาดสายด้วย
และด้วยสิ่งนี้ เขาจะก้าวไปเหนือชั้นกว่าคนอื่นๆและพุ่งขึ้นสู่สุดยอด
“ฮ่าฮ่าฮ่า! จางเซวียน! คอยดูแล้วกันว่าจะแข่งกับฉันได้อย่างไร!”
เชวเจินหยางตาโตด้วยความตื่นเต้น ในชั่วขณะนั้น เขาแทบจะเห็นรังสีเรืองรองแห่งอนาคตของแก๊งตะวันฉายเปล่งประกายอยู่ตรงหน้าเขาเลยทีเดียว



