ตอนที่ 817 อพยพ
“เขามาที่โรงเรียนนักปรุงยา?” หัวหน้าลู่ผงะไปครู่หนึ่งก่อนจะหรี่ตา “เขาไม่ใช่นักเรียนของสถาบันแล้วนะ ทำไมถึงไม่มีใครยับยั้งเขาไว้?”
ในเมื่อจางเซวียนไม่ใช่นักเรียนของสถาบันแล้ว จะเข้านอกออกในสถาบันตามอำเภอใจได้อย่างไร?
“เขามีตราสัญลักษณ์ประจำตัวของทั้งหัวหน้ามั่ว หัวหน้าจ้าว และหัวหน้าเว่ย แถมเขายังเป็นท่านอาจารย์ของ 3 แขกอาวุโสด้วย สถานภาพของเขาสูงส่งกว่าพวกเรา เราไม่อาจยับยั้งเขาได้!” ชายหนุ่มหน้าแดงก่ำ
ถึงสถาบันปรมาจารย์จะมีไว้สำหรับอาจารย์และเหล่านักเรียนเท่านั้น แต่อีกฝ่ายมีตราสัญลักษณ์ประจำตัวของหัวหน้าโรงเรียนถึง 3 โรงเรียน แล้วใครจะไปหยุดเขาได้?
“เขามาทำอะไรที่โรงเรียนนักปรุงยา?” ลู่เฟิงถามด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
ที่อีกฝ่ายพูดก็เป็นความจริง อย่าว่าแต่นักเรียนเลย แม้แต่ตัวเขาก็ยังไม่มีอำนาจที่จะยับยั้งจางเซวียนไม่ให้เข้ามาที่โรงเรียนนักปรุงยา
“ผมเองก็ไม่แน่ใจ ทันทีที่มาถึง เขาก็ตรงเข้าไปในหอสมุด” ชายหนุ่มพูด
“หอสมุด?” ลู่เฟิงขมวดคิ้ว “แต่เขาไม่มีตราสัญลักษณ์ประจำตัวนักเรียนนะ ไปทำอะไรที่นั่น?”
ในการจะเข้าหอสมุด นักเรียนแต่ละคนจะต้องมีตราสัญลักษณ์ประจำตัวนักเรียนและคะแนนวิชาการ หลังจากฝ่าด่านกำแพงคาใจได้แล้ว จางเซวียนก็ไม่ขาดแคลนคะแนนวิชาการอย่างแน่นอน แต่เขาไม่มีตราสัญลักษณ์ประจำตัวนักเรียน ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นนักเรียนของสถาบัน จึงเป็นธรรมดาที่จะเข้าไปใช้ไม่ได้!
“เขาหยุดอยู่ตรงทางเข้าหอสมุดและเข้าภวังค์อยู่ตรงนั้น” ชายหนุ่มอธิบายด้วยสีหน้าประหลาด
“เข้าภวังค์?” ลู่เฟิงกับรองหัวหน้าคนอื่นๆถึงกับงงเมื่อได้ยิน
ลงทุนมาถึงโรงเรียนนักปรุงยาเพื่อมายืนเข้าภวังค์อยู่หน้าหอสมุดนี่นะ?
“ใช่แล้ว เขายืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น ไม่พูดอะไรสักคำ สายตาจับจ้องอยู่ที่หอสมุด” ชายหนุ่มตอบ
หัวหน้าลู่กับรองทั้ง 4 ได้แต่กระพริบตาปริบๆ
พวกเขากำลังสงสัยว่าหมอนั่นคิดจะทำอะไร อุตส่าห์มาถึงโรงเรียนนักปรุงยาแล้ว แต่กลับไปยืนเข้าภวังค์นี่นะ? มันบ้าบออะไร!
“เขายังอยู่ที่นั่นหรือเปล่า?” ลู่เฟิงถาม
“ตอนที่ผมออกมา เขายังอยู่ที่นั่น นับจนถึงตอนนี้ก็ราว 1 ชั่วโมงแล้ว!” ชายหนุ่มตอบ
เมื่อรู้ว่าจางเซวียนยังอยู่ที่นั่น ลู่เฟิงอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่ว่าจะขบคิดอย่างไร เรื่องนี้ก็ดูไม่มีอะไรผิดปกติ เขาจึงลุกขึ้นยืน
“หมอนั่นทำให้เส้นทางสถิติโลกจารึกของโรงเรียนช่างตีเหล็กและหอคอยนายแพทย์ของโรงเรียนนายแพทย์พังพินาศไปแล้ว เพราะฉะนั้นเขาไม่ได้มาดีแน่ ตามผมไปดูกัน!”
แม้เขาจะเพิ่งพบจางเซวียนแค่ครั้งเดียว แต่ก็จำได้ว่าหมอนั่นต้อนเขาจนมุมอย่างบ้าบิ่นแค่ไหน อีกอย่าง จางเซวียนก็เคยขู่จะเข้าท้าทายโรงเรียนนักปรุงยามาก่อนแล้ว ทำให้เขาใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว วิธีเดียวที่จะรู้สึกคลายใจลงบ้างก็คือต้องไปดูเอง
“ไปสิ!”
เมื่อนึกได้ว่าจางเซวียนสร้างวีรกรรมอะไรไว้บ้าง รองหัวหน้าทั้ง 4 ก็อ้าปากค้างและรีบออกเดิน
อันที่จริง ตอนที่พวกเขาได้ยินว่าจางเซวียนสร้างความปั่นป่วนให้กับโรงเรียนอื่นๆ ก็ออกจะกระหยิ่มยิ้มย่อง แต่เมื่อโดนเข้ากับตัวเองก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าหายนะมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ทำให้นั่งไม่ติด
ทุกคนรีบรุดไปยังหอสมุดด้วยความเร็วสูงสุด ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงที่หมาย
หอสมุดดูไม่แตกต่างอะไรจากเดิม ยังคงโอ่อ่าเป็นสง่า ไม่มีร่องรอยของความเสียหายแม้แต่น้อยและตัวจางเซวียนก็ไม่อยู่ ลู่เฟิงหันไปถามชายหนุ่มว่า “เขาอยู่ที่ไหน?”
“ผมก็ไม่รู้ เมื่อครู่ยังอยู่ตรงนี้อยู่เลย!” ชายหนุ่มตอบอย่างงงๆขณะที่ชี้นิ้วไปยังจุดๆหนึ่ง
หมอนั่นกำลังยืนเข้าภวังค์อยู่หน้าหอสมุดพักหนึ่งแล้ว เขารู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ จึงไปเข้าพบหัวหน้าโรงเรียน แล้วทำไมจู่ๆถึงหายตัวไปกระทันหัน?
แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตก็คือ บางทีอาจเป็นเพราะชื่อเสียงลือลั่นของจางเซวียน จึงมีผู้คนจำนวนหนึ่งมาออกันอยู่
“รอเดี๋ยว ผมต้องหาคำตอบจากใครสักคนให้ได้!” หลังจากมองไปรอบๆและไม่รู้ว่าจางเซวียนอยู่ที่ไหน ชายหนุ่มก็เดินเข้าไปในคอกเล็กๆที่อยู่ข้างๆทางเข้าหอสมุด
ตรงนั้นเป็นบริเวณที่มีนักเรียนเกรด 3 จำนวนหนึ่งคอยทำหน้าที่ดูแลหอสมุดอยู่
แต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะเข้าไปถึงบริเวณนั้น ‘แอ๊ดดด!’ ประตูก็เปิดออก นักเรียน 2 คนเดินออกมา
เมื่อจำหนึ่งในนั้นได้ ชายหนุ่มจะร้องเรียก
“หูสู่!”
“ศิษย์พี่ลู่ฮุ่ย!” หูสู่ประสานมือและทักทายตอบ
เห็นทั้งคู่ขนสัมภาระมาด้วย ลู่ฮุ่ยถามอย่างสงสัย “คุณสองคนจะไปไหนกัน?”
นักเรียนที่ทำหน้าที่อารักขาห้องสมุดนั้นจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตลอดทั้งเทอมเพื่อดูแลความเรียบร้อย แต่นี่เพิ่งเปิดเทอมมาได้แค่ 2-3 วันเท่านั้น ทั้งคู่หอบสัมภาระไปไหน?
“เรียนศิษย์พี่ พวกเราเพิ่งได้ฟังการบรรยายของปรมาจารย์จาง คำพูดของเขาชี้ทางสว่างให้ เรารู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับการเรียนหลอมยา จึงตัดสินใจจะขอออกจากโรงเรียนนักปรุงยาเพื่อเรียนวิชาชีพอื่นแทน!” หูสู่รายงาน
“การบรรยาย?” ลู่ฮุ่ยนัยน์ตาเบิกโพลงเมื่อได้ยินคำนั้น
ลู่เฟิงกับคนอื่นๆก็อดหันมามองไม่ได้
หมอนั่นเปิดการบรรยายที่นี่รึ?
หูสู่ยิ้มเจื่อนๆและมีสีหน้าไม่สู้ดี “ใช่ หลังจากที่ยืนเข้าภวังค์อยู่ครู่หนึ่ง ปรมาจารย์จางก็เริ่มต้นบรรยาย ผมเป็นคนหนึ่งที่โชคดีได้ฟัง และเมื่อฟังแล้วถึงได้รู้ตัวว่าอาชีพนักปรุงยาที่แม้จะเป็นหนึ่งในเก้าสถานะระดับบนและเป็นอาชีพที่มีเกียรติสูงส่ง แต่ผมก็ไม่เหมาะสมกับมันเลย ระยะเวลายาวนานหลายปีที่ผมใช้ไปกับการหลอมยาล้วนสูญเปล่า”
การบรรยายของปรมาจารย์จางนั้นล้ำลึกและน่าทึ่งมาก ผู้ใดที่ได้ฟังก็ย่อมได้รับประโยชน์มหาศาล แม้หูสู่จะเรียนการหลอมยามาระยะหนึ่งแล้ว แต่การบรรยายที่ว่าก็ทำให้เขารู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้เหมาะสมกับการเป็นนักปรุงยาเลย
ต่อให้เขาฝืนเดินต่อไป ก็มีแต่จะต้องเผชิญกับความยากลำบาก และสุดท้ายก็ต้องสะดุดกับด่านคอขวด
แทนที่จะต้องได้รับผลเสียในท้ายที่สุด ย่อมดีกว่ามากหากเขาจะเปลี่ยนไปเล่าเรียนวิชาอื่น
ถึงอย่างไรก็ยังมีอีก 9 วิชาชีพรองรับในสถาบันปรมาจารย์ ต่อให้เขาไม่เรียนการหลอมยา ก็จะต้องมีสักอาชีพหนึ่งที่เหมาะสมกับเขา
เมื่อได้ยินคำพูดของหูสู่ ลู่ฮุ่ยก็อดหันไปถามนักเรียนเกรด 3 อีกคนที่ยืนอยู่ข้างเขาไม่ได้ “คุณก็คิดว่าคุณไม่เหมาะสมกับการหลอมยาหรือ?”
“ใช่แล้ว ผมไม่คิดว่าผมเหมาะสมกับการเรียนหลอมยาเช่นกัน ลาก่อนศิษย์พี่!”
เมื่อร่ำลาเสร็จ ทั้งคู่ก็หันหลังกลับแล้วเดินจากไป
“เฮ้ย”
เมื่อทั้งสองออกไป ก็ไม่มีใครคอยดูแลหอสมุดอีก หัวหน้าและรองหัวหน้าทั้ง 4 มองหน้ากันอย่างจนปัญญา ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
แต่นั่นก็ยังไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่สุด
เพราะครู่ต่อมา นักเรียนอีกสองสามคนก็เดินออกมา ซึ่งก็เหมือนกับหูสู่และนักเรียนที่อยู่ข้างเขา คือทุกคนแบกสัมภาระมาด้วย
เมื่อมองดูใกล้ๆ หนึ่งในรองหัวหน้าก็อุทานออกมาอย่างประหลาดใจ “รองหัวหน้าเว่ย นั่นลูกศิษย์ของคุณไม่ใช่หรือ?”
บางครั้งรองหัวหน้าและหัวหน้าโรงเรียนก็รับนักเรียนเป็นศิษย์เช่นกัน เหมือนกับที่เว่ยหรันเฉว่รับหูเหยาเหย่าเป็นศิษย์สายตรง
เมื่อจำพวกเขาได้ รองหัวหน้าเว่ยตอบ “ใช่ พวกเขาเป็นศิษย์ของผม, ซูหย่งหนิงกับคนอื่นๆ”
“พวกเขาพากันแบกสัมภาระนี่ คงไม่ได้คิดว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับการหลอมยาด้วยหรอกนะ!” รองหัวหน้าคนอื่นๆอ้าปากค้าง
“จะเป็นไปได้อย่างไร?” รองหัวหน้าเว่ยอุทาน “ซูหย่งหนิงไม่เพียงแต่จะเป็นนักเรียนนักปรุงยาที่เก่งกาจที่สุดในบรรดาลูกศิษย์ของผม แต่ยังอยู่ในอันดับต้นๆด้วย ความสามารถในการหลอมยาของเขานั้นสูงส่งมาก ไม่ช้าก็จะต้องได้เป็นนักปรุงยาระดับ 6 ดาวแน่ เขาจะไม่เหมาะสมกับการหลอมยาได้อย่างไร?”
ซูหย่งหนิงเป็นหนึ่งในนักเรียนที่ปราดเปรื่องที่สุดของเขา หากคนอย่างนี้ไม่เหมาะสมกับการเรียนหลอมยา แล้วใครล่ะจะเหมาะสม?
“แล้วเขา?” รองหัวหน้าคนอื่นๆถามด้วยความฉงน
หอบผ้าหอบผ่อนมาแบบนี้ ก็แปลว่าเขามีเจตนาเดียวกันกับหูสู่ ถ้าไม่คิดจะออกจากโรงเรียนนักปรุงยาล่ะก็ จะเป็นเหตุผลอะไร?
“ผมจะไปถามเขา!” รองหัวหน้าเว่ยหน้าดำคร่ำเครียดแล้วรีบเดินออกไป
แต่ในตอนนั้นเอง ซูหย่งหนิงก็เห็นเขา จึงรีบเข้ามาทักทาย
“ท่านอาจารย์!” ซูหย่งหนิงประสานมือคารวะ
“เกิดอะไรขึ้น?” รองหัวหน้าเว่ยหรี่ตา
“เรียนท่านอาจารย์ ผมมาเพื่อขอลา!” ซูหย่งหนิงทรุดตัวลงคุกเข่าและคำนับ
“ขอลา? คงไม่ใช่พบว่าตัวเองไม่เหมาะกับการเป็นนักปรุงยาหรอกนะ?” เมื่อได้ยินคำนั้น รองหัวหน้าเว่ยโมโหจนแทบระเบิด
“แน่นอนว่าไม่ใช่อย่างนั้น ผมเพียงแค่รู้สึกว่าผมไม่เหมาะกับบทเรียนของท่านอาจารย์ และคงจะพัฒนาตัวเองได้ยากหากยังอยู่ภายใต้คำชี้แนะของคุณต่อไป ด้วยเหตุนี้จึงไม่อยากให้ท่านอาจารย์ต้องเสียเวลาอันมีค่ากับผมอีก ผมขอลา!” ซูหย่งหนิงพูดอย่างลังเลเล็กน้อย จากนั้นก็สะบัดข้อมือและนำตราสัญลักษณ์ของอีกฝ่ายออกมาคืนให้
ก็เหมือนกับการที่อาจารย์เลือกนักเรียน นักเรียนก็เลือกอาจารย์ได้เช่นกัน มันเป็นความสัมพันธ์ 2 ทาง
“บทเรียนของผมไม่เหมาะกับคุณ?” รองหัวหน้าเว่ยถึงกับอึ้ง
เขาเป็นรองหัวหน้าโรงเรียนนักปรุงยาและนักปรุงยาระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด ความรู้เรื่องการหลอมยาของเขาเป็นรองเพียงแค่หัวหน้าลู่เฟิงเท่านั้น
แต่หมอนี่อยากลาออกจากการเป็นลูกศิษย์ของเขา!
“ใช่ หลังจากได้ฟังการบรรยายของปรมาจารย์จางแล้ว ในที่สุดผมก็เข้าใจว่าการหลอมยาคืออะไร แม้บทเรียนของท่านอาจารย์จะน่าทึ่ง แต่ผมพบว่าบทเรียนของปรมาจารย์จางนั้นโดนใจและล้ำลึกกว่า ผมจึงตั้งใจจะไปเข้าร่วมกับแก๊งชวนชวนเพื่อติดตามปรมาจารย์จาง ผมเสียใจ และขอท่านอาจารย์ได้โปรดเข้าใจด้วย!”
หลังจากคืนตราสัญลักษณ์ให้กับมือของรองหัวหน้าเว่ยที่กำลังอึ้งตะลึงอยู่ ซูหย่งหนิงก็ลุกขึ้นยืน เขาหันหลังกลับและเดินจากไป
…..
รองหัวหน้าเว่ยถึงกับอึ้ง ใบหน้าของเขากระตุกไม่หยุด รู้สึกเหมือนจะเสียสติอยู่รอมร่อ
ไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครลาออกจากการเป็นศิษย์ของเขา ซึ่งเป็นถึงนักปรุงยาระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด แถมเหตุผลที่ลาออกก็เพราะบทเรียนของเขาด้อยกว่าการบรรยายของนักเรียนใหม่คนหนึ่ง
ให้นรกกินหัวเถอะ!
นี่มันตบหน้ากันชัดๆ!
“ท่านอาจารย์ พวกเราต้องขอลาออกเช่นกัน ได้โปรดให้อภัยพวกเราด้วย!”
“การบรรยายของปรมาจารย์จางเปิดหูเปิดตาให้เราตาสว่าง แม้จะเป็นเพียงการบรรยายสั้นๆ แต่ก็ทำให้ผมรู้ตัวว่าเพียงแค่ติดตามเขา ผมก็จะกลายเป็นนักปรุงยาผู้ก้าวหน้าและยิ่งใหญ่”
…..
ยังไม่ทันที่รองหัวหน้าเว่ยจะหายช็อค เพื่อนคนอื่นๆที่มากับซูหย่งหนิงก็รีบเข้ามายื่นตราสัญลักษณ์คืนให้
ก่อนหน้านี้ ทุกคนล้วนแต่เพียรพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้เข้าเรียนกับเขา และถึงกับฉลองอยู่ 3 วัน 3 คืนเต็มๆเมื่อทำสำเร็จ ทุกคนมองว่าเป็นเกียรติสูงสุดและเที่ยวคุยโม้ไปทั่วโรงเรียนนักปรุงยาเรื่องการได้เป็นศิษย์ของเขา แต่มาตอนนี้ทุกคนกำลังขอลาออก และเท่าที่ดูจากสีหน้า ก็ดูเหมือนกำลังหวาดกลัวว่าเขาจะไม่ยอมให้ไป!
รองหัวหน้าเว่ยอึดอัดขัดใจจนแทบหายใจหายคอไม่ออก
“ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่!”
เห็นนักเรียนจากไปด้วยสีหน้ายินดีปรีดาหลังจากได้ลาออกแล้ว หัวหน้าลู่ถึงกับอ้าปากค้าง เขาเดินเข้าไปถามรองหัวหน้าเว่ย “นักเรียนมากมายลาออกพร้อมกันแบบนี้ เป็นไปได้ไหมว่าบทเรียนของคุณมีข้อผิดพลาด และจางเซวียนนำสิ่งนั้นมาเปิดเผย?”
เหตุผลเดียวที่จะทำให้เกิดการอพยพของนักเรียนก็คือความผิดพลาดของบทเรียนที่อาจารย์ให้!
ถ้าเป็นอย่างนั้น ไม่เพียงแต่ชื่อเสียงของอาจารย์จะตกต่ำ เกียรติยศของทั้งโรงเรียนก็จะไม่เหลือด้วย!
เหตุผลหลักที่โรงเรียนนักปรุงยาได้เป็นโรงเรียนหมายเลข 1 ของสถาบันปรมาจารย์ก็เพราะจำนวนนักเรียนที่มีมากมาย รวมแล้วราว 60,000 คน แต่นักเรียนจำนวนมากมายแย่งกันลาออกพร้อมๆกันแบบนี้ หมายเลขหนึ่งจะต้องสั่นคลอนแน่
เห็นหัวหน้าลู่แสดงความแคลงใจในความสามารถของเขา รองหัวหน้าเว่ยได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ “ผมไม่คิดว่าการสอนของผมมีอะไรผิดพลาดนะ”
เขาออกแบบบทเรียนของตัวเองตามแนวทางปฏิบัติดั้งเดิมของสมาคมนักปรุงยามาตลอด แม้จะไม่โดดเด่น แต่ก็ไม่มีทางมีข้อผิดพลาด ปัญหาแบบไหนกันที่ทำให้นักเรียนจำนวนมากมายขอลาออกหลังจากได้ฟังการบรรยายของจางเซวียน?
“แล้วจะเป็นเหตุผลอะไรล่ะ?” ลู่เฟิงขมวดคิ้ว
ขณะที่เขากำลังจะพูดต่อ นักเรียนอีกกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวและรีบเดินเข้ามาหา
“หัวหน้า, นั่นดูเหมือนลูกศิษย์ของคุณ” รองหัวหน้าเว่ยพูด
หัวหน้าลู่พยักหน้า
ก็เหมือนกับลู่ฮุ่ย นักเรียนเหล่านี้เป็นศิษย์ของเขาซึ่งได้ร่ำเรียนกันมาหลายปีแล้ว
“อย่าห่วงน่ะ ผมมั่นใจในบทเรียนและการสอนของผม ลูกศิษย์ของผมไม่ลาออกเหมือนลูกศิษย์คุณหรอก บางทีอาจจะมารายงานเรื่องจางเซวียนก็ได้” หัวหน้าลู่พูดอย่างมั่นใจ
แต่ขณะที่เขากำลังจะอ้าปากถามว่ามาทำอะไร พวกนั้นก็พลันทรุดตัวลงคุกเข่าอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ท่านอาจารย์ พวกเราขอขอบคุณที่ชี้แนะให้เรามาตลอดระยะเวลาหลายปี แต่พวกเราขอลาออก!”



