Skip to content

Library Of Heaven’s Path 819

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 819 ลู่เฟิงสติแตก

“ยาเม็ดหนีไป? คุณหมายความว่าอย่างไรที่ว่าพวกมันหนีไป?”

C

ลู่เฟิงกับรองหัวหน้าทั้ง 4 ถึงกับผงะ

นอกจากยา 2-3 ชนิดที่พวกเขาเก็บไว้ใช้เอง นักปรุงยาระดับ 6 ดาวส่วนใหญ่ในโรงเรียนนักปรุงยาจะเก็บยาเม็ดที่ตัวเองหลอมไว้ที่หอยาเม็ด ซึ่งจะมีการปิดฉลากราคาไว้พร้อมขายเมื่อมีโอกาส

ชายวัยกลางคนที่กำลังพูดอยู่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องนี้

พูดได้ว่าทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ของนักปรุงยาระดับ 6 ดาวแห่งโรงเรียนนักปรุงยาก็อยู่ภายในหอยาเม็ดแห่งนี้ และคุณกำลังบอกผมว่ายาเม็ดพวกนั้นหนีไป?

ล้อเล่นหรือเปล่า?

“จริงๆ นะ! พวกมันหนีไปเอง” ชายวัยกลางคนผู้นั้นตอบด้วยอาการตื่นตระหนก ไม่รู้จะอธิบายสถานการณ์ว่าอย่างไร

ตัวเขาก็เป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวเหมือนกับอาจารย์คนอื่นๆ ในโรงเรียนนักปรุงยา ซึ่งการที่คนระดับนี้ไม่สามารถอธิบายบางอย่างออกมาเป็นคำพูดได้ นั่นหมายความว่าสิ่งที่เขาได้พบเจอต้องน่าตกตะลึงจริงๆ

“มันเกิดอะไรขึ้น?”

ลู่เฟิงสั่งการด้วยสีหน้าถมึงทึง “อธิบายมาให้ชัดเจนซิ”

“เรื่องเป็นอย่างนี้ ผมอยู่ในหอยาเม็ด กำลังตรวจสอบยาเม็ดอยู่ ก็พอดีกับที่ยาเม็ดพวกนั้นเริ่มบินหนีไป พวกมันเผ่นพรวดออกไปนอกหอยาเม็ดและหายวับไปกลางอากาศ” ชายวัยกลางคนตอบ

“คุณกำลังบอกผมว่ายาเม็ดพวกนั้นบินหนีไปเอง?” ผู้ฟังต่างอ้าปากค้าง

ก็เหมือนกับสิ่งประดิษฐ์ล้ำค่าระดับจิตวิญญาณ ยาเม็ดเกรด 6 ก็มีจิตวิญญาณของตัวเอง แต่มันไม่สามารถจะเคลื่อนที่หรือหนีไปไหนได้หากยังไม่ได้รับใครเป็นเจ้านาย ซึ่งการทำให้ยาเม็ดยอมรับใครเป็นเจ้านายนั้นยากยิ่งไปกว่าการทำให้สิ่งประดิษฐ์ล้ำค่ายอมรับเสียอีก แม้แต่กับนักปรุงยาด้วยกันยังยาก นับประสาอะไรกับคนอื่น!

และที่สำคัญกว่านั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้ยาเม็ดหลายขนานยอมรับเจ้าของคนเดียวกันในเวลาพร้อมๆ กัน!

ลู่เฟิงพลันนึกขึ้นได้ เขารีบถาม “ก่อนยาเม็ดจะบินหายไปน่ะ มีใครเข้าไปในหอยาเม็ดหรือเปล่า?”

“มีชายหนุ่มคนหนึ่งอายุราว 20 ปีเดินเข้ามา บอกว่าอยากขอดูรอบๆ เขาเดินและสัมผัสยาเม็ดทุกเม็ดไปทั่ว แต่สุดท้ายก็กลับออกไปโดยไม่ได้ซื้อแม้แต่เม็ดเดียว” ชายวัยกลางคนตอบหลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง

มีผู้คนไม่มากนักที่มีปัญญาซื้อยาเม็ดเกรด 6 จึงน้อยครั้งที่จะมีลูกค้าไปที่หอยาเม็ด ชายหนุ่มคนนั้นเป็นลูกค้าคนเดียวที่เขาได้พบตลอดทั้งวัน จึงจำได้อย่างแม่นยำ

“ชายหนุ่มอายุราว 20 ปี? หน้าตาแบบนี้หรือเปล่า?” ลู่เฟิงรีบใช้พลังปราณวาดรูปคนคนหนึ่งขึ้นกลางอากาศ แน่นอนว่าชายหนุ่มที่เขากำลังวาดอยู่คือจางเซวียน

ผู้ที่สำเร็จวรยุทธระดับเซียนแล้วจะสามารถทำในสิ่งที่เหนือจินตนาการได้โดยใช้พลังปราณ และการวาดรูปกลางอากาศก็เป็นหนึ่งในความสามารถมากมายเหล่านั้น

ชายวัยกลางคนรีบพยักหน้า “ใช่ เขานั่นแหละ!”

“เป็นอย่างที่คิดเลย” ทันใดนั้น ลู่เฟิงก็ตัวสั่นและแทบเสียสติ

เขากำลังกังวลใจว่าจางเซวียนจะทำลายโรงเรียนนักปรุงยาจนวอดวายเหมือนกับโรงเรียนนายแพทย์ จึงคอยเฝ้าดูอย่างระมัดระวัง ใครจะไปคิดว่าแทนที่จะทำลายโรงเรียนของพวกเขาจนวอดวาย หมอนั่นกลับขโมยทรัพย์สินล้ำค่าไปแทน!

เพื่อจะหลอมยาเม็ดเกรด 6 ขึ้นมา เหล่านักปรุงยาระดับ 6 ดาวของโรงเรียนนักปรุงยาต้องทุ่มเทเวลา ต้องลงทุนลงแรงมากมายจนกระทั่งหัวหน้าลู่กับรองหัวหน้าอีก 4 คนต้องเป็นหนี้เป็นสินและรอคอยให้ยาเม็ดเหล่านั้นถูกซื้อไปเพื่อจะได้ถอนทุนคืน

แต่เพียงแค่สัมผัส หมอนั่นก็ทำให้ยาเม็ดทุกขนานยอมรับเขาเป็นเจ้าของ และเอายาลอยนวลไปได้!

หากสภานักปรุงยาถูกทำลาย พวกเขาก็แค่สร้างขึ้นใหม่โดยนำผลกำไรที่ได้จากการขายยาเหล่านั้นมาใช้ อีกอย่างทางสถาบันปรมาจารย์และทางสมาคมนักปรุงยาจะต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเรื่องค่าเสียหายด้วย แต่ยาเม็ดเหล่านั้นเป็นสมบัติส่วนตัว จึงไม่มีทางจะไปเรียกร้องค่าชดเชยจากทางสถาบันปรมาจารย์หรือสมาคมนักปรุงยาได้

พูดอีกอย่างก็คือ เมื่อยาเม็ดเหล่านี้หายไป นักปรุงยาเกือบทุกคนในโรงเรียนนักปรุงยาก็อยู่ในสภาพล้มละลาย!

ลู่เฟิงยกมือขึ้นกุมหน้าอกแน่น

หัวใจ ปอด ตับไตไส้พุงของฉัน

“ไปดูกัน!”

ทั้งกลุ่มรีบเข้าไปในหอยาเม็ดเพียงเพื่อจะเห็นห้องขนาดมหึมานั้นว่างเปล่า

ยาเม็ดทุกขนานบินหนีไปด้วยตัวมันเอง ไม่มีหลักฐานที่จะชี้ชัดได้ว่าเป็นการกระทำของจางเซวียน ด้วยเหตุนี้ หากอีกฝ่ายปฏิเสธแข็งขัน พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้

ลู่เฟิงหันไปถามชายวัยกลางคนอย่างร้อนใจ “คุณรู้ไหมว่าชายหนุ่มที่เพิ่งแตะยาเม็ดไปไหนแล้ว?”

ถึงเรื่องนี้จะสำคัญแค่ไหน แต่ที่สำคัญกว่าก็คือพวกเขาต้องตามจางเซวียนไปให้ทันและยับยั้งไม่ให้เขาสร้างความวอดวายมากกว่านี้

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ชายวัยกลางคนตอบ “ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ดูจากทิศทางที่เขามุ่งหน้าไป คิดว่าเขาน่าจะไปห้องประชุมนักปรุงยา”

“ห้องประชุมนักปรุงยา?” ลู่เฟิงตัวสั่น “แย่แล้ว!”

เขาวิ่งออกจากหอยาเม็ดและมุ่งหน้าไปยังห้องประชุมนักปรุงยาโดยไม่ลังเล มีรองหัวหน้าทั้ง 4 ตามไปติดๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ห้องประชุมนักปรุงยาคือสถานที่ที่นักปรุงยาส่วนใหญ่ใช้เข้าฟังการบรรยายสาธารณะ นักเรียนส่วนใหญ่ของโรงเรียนนักปรุงยาใช้เวลาที่นั่น

หากหมอนั่นเข้าไปเปิดการบรรยายอย่างที่ทำนอกหอสมุดล่ะก็ ทั้งโรงเรียนนักปรุงยาจะต้องไม่เหลือใครสักคนแน่ ให้ตายสิ!

แม้เขาจะทำลายสิ่งปลูกสร้างของโรงเรียนช่างตีเหล็กและโรงเรียนนายแพทย์ แต่ความเสียหายเหล่านั้นก็บูรณะเยียวยาได้ด้วยการใช้เงิน แถมการกระทำของเขายังทำให้ชื่อเสียงของโรงเรียนเหล่านั้นโด่งดังขึ้นจนจำนวนนักเรียนที่ต้องการเข้าเรียนในทั้ง 2 โรงเรียนดังกล่าวมีเพิ่มขึ้นด้วย

แต่สิ่งที่เขาทำกับโรงเรียนนักปรุงยานั้นไม่ใช่! หากเขาเปิดการบรรยายอีกครั้งเหมือนกับที่ทำนอกหอสมุดล่ะก็ นักเรียนทุกคนจะต้องขอลาออกจากโรงเรียนนักปรุงยา แล้วโรงเรียนที่มีแต่อาจารย์ ไม่มีนักเรียน ก็เท่ากับตายทั้งเป็นดีๆ นี่เอง!

ในโรงเรียนโรงเรียนหนึ่ง นักเรียนคือองค์ประกอบสำคัญที่สุด อาจารย์ที่ไม่มีนักเรียนให้สอน จะยังคงเรียกตัวเองว่าอาจารย์ได้หรือ?

ให้ตายสิวะ!

แค่เอายาเม็ดเกรด 6 ในหอยาเม็ดไปหมดก็แย่พออยู่แล้ว แต่คราวนี้เขากำลังวางแผนให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ในโรงเรียนนักปรุงยาด้วย

นั่นเท่ากับถอนรากถอนโคนโรงเรียนนักปรุงยาเลยทีเดียว!

ลู่เฟิงยกมือขึ้นกุมหน้าอกอีกครั้ง

หัวใจของฉัน ปอดของฉัน ตับไตไส้พุงของฉัน

พวกเขารีบไปอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพียงสิบอึดใจ หัวหน้าลู่และรองทั้งสี่ก็มาถึงห้องประชุมนักปรุงยา สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าทำให้พวกเขาแทบเสียสติ

ห้องประชุมแห่งนี้สามารถจุผู้ฟังได้หลายหมื่นคน และโดยปกติจะมีคนใช้งานแน่นขนัดอยู่เสมอ แต่ตอนนี้ไม่มีใครให้เห็นสักคน นอกจากแมว 1 หรือ 2 ตัวแล้ว แม้แต่จิตวิญญาณสักดวงก็ไม่มีให้เห็น

บางทีความว่างเปล่านี้อาจเป็นการประกาศว่ายุคสมัยแห่งความรุ่งโรจน์ของโรงเรียนนักปรุงยาได้จบลงแล้ว

หลังจากมองไปรอบๆ ในที่สุดหัวหน้าลู่ก็พบอาจารย์ซึ่งทำหน้าที่ดูแลห้องประชุมนักปรุงยา จึงรีบเข้าไปตั้งคำถาม

“อาจารย์หวู นักเรียนอยู่ที่ไหน? พวกเขาอยู่ที่ไหน?”

หวูเทียนเป็นนักปรุงยาระดับ 6 ดาว และหนึ่งในผู้อาวุโสของโรงเรียนนักปรุงยา

แต่แทนที่จะตอบคำถามของหัวหน้าลู่ อาจารย์หวูกลับเก็บข้าวของต่อและพูดขึ้นว่า “ท่านหัวหน้า คุณมาได้เวลาพอดี ผมกำลังจะไปร่ำลาคุณที่สำนักงานอยู่เลย”

“ร่ำลาผม?” ลู่เฟิงถึงกับตัวแข็ง ความกังวลใจเข้าจู่โจมใบหน้าของเขาทันที “หรือว่าจะเป็นเพราะจางเซวียนคนนั้นอีกแล้ว?”

“ใช่แล้วล่ะ”

หวูเทียนหัวเราะเบาๆ “การบรรยายของปรมาจารย์จางเปิดหูเปิดตาผม ผมจึงยอมรับเขาเป็นอาจารย์ นับจากวันนี้เป็นต้นไปผมจะไม่เป็นผู้อาวุโสของโรงเรียนนักปรุงยาอีกแล้ว แต่จะเป็นสมาชิกธรรมดาสามัญคนหนึ่งของแก๊งชวนชวน! ผมจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างหนักที่นั่นและฝ่าด่านวรยุทธให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!”

“คุณยอมรับเขาเป็นอาจารย์แล้ว?” ลู่เฟิงอ้าปากค้าง แทบกระอักเลือดออกมา

ข้อเท็จจริงที่ว่าหวูเทียนเป็นอาจารย์ผู้เปิดการบรรยายที่มีนักเรียนเข้าฟังหลายหมื่นคนบ่งบอกถึงความสามารถและตำแหน่งของเขาในโรงเรียนนักปรุงยา แต่คนอย่างเขากลับรับจางเซวียนเป็นอาจารย์?

นี่มันนรกจกเปรตอะไรวะ?

ไม่แค่นั้น เขายังเต็มใจลดตัวลงไปเป็นสมาชิกธรรมดาสามัญของแก๊งชวนชวนด้วย บอกผมมาซิว่าสมองส่วนไหนของคุณที่มันเสื่อมไป?

แก๊งชวนชวนเป็นแค่แก๊งนักเรียนธรรมดาแก๊งหนึ่ง ผู้อาวุโสอย่างคุณเข้าไปยุ่งเกี่ยวเพื่ออะไร?

“เอาล่ะ ผมขอตัวนะ”

หลังจากหวูเทียนเก็บข้าวของชิ้นสุดท้ายเสร็จ เขาก็หันหลังกลับแล้วเดินออกไปอย่างมุ่งมั่น ไม่มีความลังเลใจหรืออาลัยอาวรณ์ต่อโรงเรียนนักปรุงยาแม้แต่น้อย

“อาจารย์หวู รอเดี๋ยว ถ้าคุณรับจางเซวียนเป็นอาจารย์แล้ว แล้วอาจารย์คนอื่นๆ ล่ะ? หอประชุมนักปรุงยาควรจะมีอาจารย์อยู่ราว 40 คน นี่พวกเขาไปไหนหมด?” หัวหน้าลู่ตะโกนถามตามหลัง

คุณอาจจะเป็นผู้อาวุโส เป็นคนสำคัญคนหนึ่งของโรงเรียนนักปรุงยา แต่ตราบใดที่อาจารย์คนอื่นๆ ยังอยู่ พวกเราก็เอาตัวรอดได้แม้ไม่มีคุณ แต่ทำไมตอนนี้ทุกอย่างถึงโล่งโจ้งไปหมด? ต่อให้นักเรียนไม่อยู่ อาจารย์ก็ควรอยู่ไม่ใช่หรือ?

“คนอื่นๆ น่ะตัดสินใจแน่วแน่กว่าผมมาก ตอนนี้พวกเขาคงไปรายงานตัวที่แก๊งชวนชวนแล้ว เอาล่ะ ผมต้องขอตัวก่อน ไม่อย่างนั้นจะพลาดการบรรยาย เดี๋ยวจะล้าหลังคนอื่นเขา” หวูเทียนโบกมือก่อนจะหันหลังกลับอีกครั้งและเดินหายลับไป

“พวกนั้นไปรายงานตัวกับแก๊งชวนชวนกันหมด?” ลู่เฟิงเข่าอ่อนขึ้นมาทันที เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ในตอนนั้นเขาดูไม่มีอำนาจล้นฟ้าอีกต่อไป กลายเป็นตาแก่กิ๊กก๊อกคนหนึ่ง

ให้นรกกินหัวสิ!

ไอ้การที่นักเรียนจะหายตัวไปหมดก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่เอาอาจารย์ไปเป็นนักเรียนของตัวเองด้วยนี่นะ

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ล่ะก็ คุณทำลายโรงเรียนนักปรุงยาของผมเสียย่อยยับ! ในเมื่อไม่มีทั้งนักเรียนและอาจารย์ แล้วจะเอาสิ่งปลูกสร้างพวกนั้นไปทำอะไร

ลู่เฟิงกับรองหัวหน้าทั้ง 4 มองหน้ากันอย่างพรั่นพรึง จนปัญญาจะหาถ้อยคำมาบรรยายความรู้สึกในตอนนี้

“ท่านหัวหน้า ถ้าคุณไม่เข้าไปก้าวก่ายเรื่องของโหยวฉู่ ผมคิดว่าอย่างมากที่สุดที่โรงเรียนนักปรุงยาจะได้รับก็คือตึกพังไป 2-3 ตึก แต่ล่วงเลยมาถึงขนาดนี้แล้ว ตอนนี้เราจะทำอย่างไร?” รองหัวหน้าโจวถอนหายใจเฮือก

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” ลู่เฟิงพึมพำด้วยนัยน์ตาเลื่อนลอย

เพิ่งเมื่อครู่นี้เองที่เขาทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้จางเซวียนทำลายสิ่งปลูกสร้างของโรงเรียนนักปรุงยา แต่ตอนนี้เขาหวังให้เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นแทน

โรงเรียนนักปรุงยาเป็นโรงเรียนหมายเลข 1 ของสถาบันปรมาจารย์ เพราะจำนวนมหาศาลของนักเรียนและประสิทธิภาพในการสอนของอาจารย์ และก็เพราะพื้นฐานข้อนี้ที่ทำให้เขากลายเป็นหัวหน้า 10 สุดยอดปรมาจารย์ รวมทั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนอาจารย์ใหญ่ของสถาบัน

แต่ในเมื่อตอนนี้ สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในโรงเรียนนักปรุงยาก็มีแต่ตัวเขากับรองหัวหน้าทั้ง 4 เท่านั้น ฐานอำนาจหายวับไปหมดแล้ว บางทีตอนนี้อิทธิพลของเขาอาจจะต่ำต้อยกว่าโรงเรียนนาฏศิลป์เสียอีก!

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเขาได้อย่างไร?

หัวใจของฉัน ปอดของฉัน ตับไตไส้พุงของฉัน ทุกอย่างบอบช้ำไปหมด

ลู่เฟิงยังไม่เต็มใจจะยอมแพ้ เขากัดฟันกรอดอย่างมุ่งมั่นและลุกขึ้นยืน “ไปที่แก๊งชวนชวนกัน ผมไม่เชื่อว่าเด็กใหม่อย่างเขาจะเอาชนะใจและได้ความจงรักภักดีจากอาจารย์ทั้ง 300 คนและนักเรียนอีก 60,000 คนในโรงเรียนนักปรุงยาของเราได้หรอก!”

ถึงอย่างไรตัวเขาก็เป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุดที่กำลังจะได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวในอนาคตอันใกล้ แล้วเขาจะต้องพ่ายแพ้ให้กับเด็กใหม่เพียงคนเดียวหรือ?

“ได้สิ” รองหัวหน้าทั้งสี่ต่างพยักหน้า ทั้งกลุ่มเดินตามอาจารย์หวูไป 20 นาทีต่อมาก็มาถึงหอพักเด็กใหม่ซึ่งตอนนี้ถูกใช้เป็นสำนักงานใหญ่ของแก๊งชวนชวน

แม้มองจากระยะไกล ก็เห็นฝูงชนออกันอยู่แน่นขนัด

ที่ยืนอารักขาประตูทางเข้าอยู่คือนักเรียนเกรด 4 สามคนซึ่งดูน่าเกรงขาม คนหนึ่งถือหอก คนหนึ่งถือกระบี่ และคนสุดท้ายยืนมือเปล่า

ทั้งสามคือผู้แพ้พนันกับจางเซวียนก่อนหน้านี้, อิ้งชิง ไป๋เหมี่ยน และหยวนกัง

ที่นั่งอยู่บนม้านั่งหลังประตูคือชายตุ้ยนุ้ยคนหนึ่ง เขาถือตะกร้าไว้ในมือขณะนั่งเขย่าขาอย่างสบายอารมณ์ เมื่อเห็นทั้ง 5 ก็รีบลุกขึ้นมาต้อนรับ “นี่คือหัวหน้าลู่ผู้ยิ่งใหญ่ใช่ไหม? คุณตั้งใจจะมาเข้าฟังการบรรยายหรือ? ค่าเข้าฟังเพียงแค่หินวิเศษขั้นสูง 1 ก้อนเท่านั้น ที่นี่เราไม่แบ่งแยกชนชั้นหรอก เก็บราคาเดียวกันทุกคน!”

“คุณว่าอะไรนะ?” ใบหน้าของลู่เฟิงกระตุก เขาแทบลมจับไปเดี๋ยวนั้น

เมื่อได้ยินบทสนทนา เจิ้งหยางก้าวออกมาประสานมือ “หัวหน้าลู่ ในเมื่อพวกเราเป็นผู้อาวุโสของสถาบันปรมาจารย์เหมือนกัน ผมจะขอต้อนรับคุณอย่างเป็นทางการในฐานะศิษย์พี่ ศิษย์พี่ลู่, ตอนนี้ท่านอาจารย์ของผมกำลังถ่ายทอดความรู้อันลึกซึ้งเรื่องการหลอมยา เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่คิดจะเข้าฟังการบรรยายต้องจ่ายค่าผ่านประตู มันเป็นกฎ และเป็นการแสดงถึงความเคารพในวิชาชีพด้วย ลุงฉางแค่ทำตามกฎเท่านั้น ในฐานะศิษย์น้อง ผมหวังว่าคุณจะไม่ทำอะไรให้ลุงของผมต้องลำบากใจ!”

“ศิษย์พี่? ลุงฉาง? ผม, ศิษย์น้อง?” ลู่เฟิงหน้ามืด

ให้ตายห่าเถอะ! สถานภาพของฉันต่ำต้อยกว่าเจ้าอ้วนที่รู้แต่วิธีจะสูบเงินจากคนอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่กันนี่?

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!