ตอนที่ 841 การฝ่าด่านวรยุทธของอสูรตะวันไบแซนไทน์
ความกดดันนั้นไม่ได้มีแต่เฉพาะลู่เฟิง แต่เกิดกับคนอื่นๆ ที่อยู่ในห้องด้วย
แน่นอนว่ามีหัวหน้าโรงเรียนหลายโรงเรียนในกลุ่มนี้ที่ประทับใจกับความสามารถของจางเซวียน แต่ด้วยสถานภาพของพวกเขา จึงยังต้องสงวนท่าที
หัวหน้ามั่วพยายามจะรับจางเซวียนเป็นศิษย์สายตรง, จ้าวปิงฉูเสนอให้มาเป็นศิษย์ของอาจารย์ของเขา และแม้แต่เว่ยหรันเฉว่ก็เห็นเขาเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันที่เธอสามารถปรึกษาหารือได้ ส่วนหมอนี่ไปไกลถึงขนาดรับจางเซวียนเป็นอาจารย์!
สถานภาพของอาจารย์นั้นสูงส่งกว่าลูกศิษย์มาก
ในเมื่อพวกเราเป็นรุ่นเดียวกัน แล้วคุณรับหมอนั่นเป็นอาจารย์ จะมิกลายเป็นว่าพวกเราต้องกลายเป็นศิษย์น้องของเขากันหมดหรือ?
“ใช่แล้ว!” หัวหน้าเจียงคำรามตอบ “ถ้าเรื่องที่คุณจะปรึกษาเป็นเรื่องนี้ล่ะก็ ผมไม่คิดว่าผมจำเป็นต้องฟัง!”
จากนั้นเขาก็เดินไปที่ประตู เตรียมจะออกไป
เจ้าลู่เฟิงคนนี้ทำเรื่องราวให้ดูใหญ่โตเกินเหตุ แต่ลงท้ายก็เป็นแค่การใช้โอกาสนี้ดูถูกดูหมิ่นท่านอาจารย์ของเขาและแก้แค้นที่โดนหยามหน้าในครั้งก่อน ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะต้องอยู่ร่วมการประชุม!
ลู่เฟิงหน้าตาถมึงทึงและตวาดลั่น “คุณยังไปไม่ได้!”
เขาได้ลงทุนลงแรงทุกวิถีทางเพื่อเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับสุดยอด ถ้าเจียงชิงชิงกลับออกไปเพื่อแจ้งข่าวกับจางเซวียนในตอนนี้ หมอนั่นจะต้องมีโอกาสเตรียมตัวและหนีไปได้แน่!
“อ้อ? ถ้าผมยืนยันว่าจะกลับ คุณจะหาเรื่องผมหรือ?” เจียงชิงชิงเลิกคิ้วขณะหันกลับมาจ้องหน้า ลู่เฟิงด้วยสายตาเย็นเยียบ
“ก็ใช่น่ะสิ! ไม่มีใครไปไหนได้ทั้งนั้นจนกว่าเรื่องนี้จะเสร็จสิ้น ผมจะไม่ออมมือให้ใครก็ตามที่พยายามทำแบบนั้น!” ลู่เฟิงคำรามขณะหรี่ตาอย่างดุดัน
เขาเงื้อมือขึ้นสำแดงพลังฝ่ามือไร้ถ้อยคำอีกครั้งโดยปราศจากความลังเล รอยฝ่ามือขนาดมหึมาพุ่งเข้าใส่หัวหน้าเจียงอย่างหนักหน่วง
พละกำลังของนักรบขั้นกึ่งการรับรู้จิตวิญญาณผนวกกับเทคนิคการต่อสู้ระดับจิตวิญญาณขั้นสูงสุดนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะประมาทได้ เมื่อเจอเทคนิคฝ่ามือที่รุนแรงขนาดนั้นเข้าไป อากาศโดยรอบก็แยกออกเป็นเสียงดังสนั่นจนแก้วหูของทุกคนแทบแตก
“คนอื่นอาจกลัวคุณ แต่ไม่ใช่ผม!”
เห็นลู่เฟิงเปิดฉากโจมตี เจียงชิงชิงรีบสะบัดข้อมือ แล้วพิณตัวมหึมาก็ปรากฏตรงหน้า มันลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ จากนั้น การเคลื่อนไหวอย่างสุขุมเยือกเย็นของ 10 นิ้วของเขาก็ทำให้เสียงดนตรีกังวานไปทั่วห้อง
แตร๊งงงงงง แตร๊งงงงง!
คลื่นเสียงพุ่งออกมา
บึ้ม!
ทันทีที่คลื่นนั้นปะทะกับพลังฝ่ามือ ลู่เฟิงรีบปล่อยพลังออกมาให้มากกว่าเดิมเพื่อเอาชนะคลื่นเสียงดนตรีของอีกฝ่ายให้ได้ แต่แล้วก็ต้องสะพรึงเมื่อพบว่าขนาดปล่อยพละกำลังเต็มพิกัดแล้วก็ยังต้านทานพลังของเสียงนั้นไม่ได้เลย
คลื่นเสียงดนตรีเข้าจู่โจม ทำให้ใบหน้าของเขาแดงก่ำขึ้นมาทันที แถมยังต้องถอยกรูดไปหลายก้าวขณะกระอักเลือดออกมา
“มือบรรเลงบทเพลงปีศาจระดับ 7 ดาว?” ลู่เฟิงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง
ระดับวรยุทธของหมอนี่อาจเทียบชั้นกับตัวเขาไม่ได้ แต่ความรู้ความเข้าใจเรื่องบทเพลงบรรเลงปีศาจของเขาได้เข้าถึงระดับ 7 ดาวแล้ว สำหรับความสามารถของเจียงชิงชิงในตอนนี้ แม้แต่นักรบระดับเซียนขั้น 2 ก็ยังสู้ไม่ได้
เพียงการปะทะครั้งเดียว จิตวิญญาณของเขาก็ได้รับความบอบช้ำอย่างสาหัส
“จริงด้วย คำชี้แนะของท่านอาจารย์ทำให้เราฝ่าด่านวรยุทธได้จริงๆ !” เจียงชิงชิงอุทานอย่างภาคภูมิใจ
ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์จาง เขาคงติดแหง็กอยู่ที่การเป็นมือบรรเลงบทเพลงปีศาจระดับ 6 ดาวจนชั่วชีวิต ในเมื่อเป็นแบบนี้ จะปล่อยให้ใครมาดูถูกดูหมิ่นอาจารย์ของเขาได้อย่างไร?
“ปรมาจารย์มู่”
ลู่เฟิงคิดว่าด้วยการฝ่าด่านวรยุทธครั้งล่าสุด เขาคงจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับหนึ่งในบรรดา 10 สุดยอดปรมาจารย์แล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าจะพ่ายแพ้ให้กับเจียงชิงชิง จึงได้แต่หันไปขอความช่วยเหลือจากปรมาจารย์มู่
“เอาเถอะ พอที หัวหน้าเจียง, คุณก็ใจเย็นก่อน ในเมื่อตงซินสาบานในนามของปรมาจารย์แล้ว เรื่องนี้ก็สมควรจะได้รับความสนใจ!”
ปรมาจารย์มู่โบกมือและพูดต่อ “ในเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้ว ทำไมเราไม่เชิญปรมาจารย์จางมาอธิบายแก้ต่างให้ตัวเขาเองล่ะ ถ้าเรื่องนี้เป็นการเข้าใจผิดกันจริงๆ เขาจะต้องมีคำอธิบายที่ฟังขึ้น แต่ถ้าไม่ หากเขาเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นล่ะก็ เราจะปล่อยให้เขาลอยนวลไปไม่ได้!”
“เอ่อ”
เมื่อเห็นว่าแม้แต่ปรมาจารย์มู่ยังออกตัวให้ เจียงชิงชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับไปนั่ง “ก็ได้ ผมจะฟังความเห็นของปรมาจารย์มู่ แต่หวังว่าอาจารย์จางจะถูกเชิญตัวมาที่นี่ในฐานะปรมาจารย์นะ ไม่ใช่ในฐานะผู้ต้องสงสัย ผมไม่อยากเห็นใครแสดงทีท่าไม่เคารพต่อท่านอาจารย์ของผม”
“ตามนั้น!” ปรมาจารย์มู่พยักหน้า
ถึงตงซินจะได้ปฏิญาณโดยใช้ตัวตนปรมาจารย์ของเธอแล้ว แต่ก็ออกจะเป็นการไม่ยุติธรรมหากจะปฏิบัติตัวต่อจางเซวียนราวกับเป็นอาชญากรเพียงเพราะฟังความข้างเดียว อีกอย่าง จางเซวียนก็เป็นปรมาจารย์ผู้ปราดเปรื่องที่มีดวงตาหยั่งรู้ หากพวกเขาพรวดพราดไปจับตัวอีกฝ่ายมา แล้วเรื่องลงเอยด้วยการเข้าใจผิดกัน ก็อาจทำลายความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับสถาบันปรมาจารย์
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าจางเซวียนเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นขึ้นมาจริงๆ การที่พวกเขาส่งกองกำลังบุกไปจับตัวจะต้องทำให้หมอนั่นไหวตัวทันว่ามีอะไรผิดปกติและรีบหนีไป ซึ่งหายนะก็จะตามมา
“เอาเถอะ ผมไม่มีอะไรคัดค้าน!” เจียงชิงชิงโอนอ่อนผ่อนปรน
“ลู่เฟิง คุณได้ยินแล้วนะ ส่งคนไปเชิญจางเซวียนมาที่นี่เพื่อแสดงหลักฐานในส่วนของเขา ให้เปรียบเทียบกับตงซิน หวังว่าเขาจะอธิบายได้นะ ไม่อย่างนั้น ผมคงต้องกำจัดเขาด้วยตัวเอง!” ปรมาจารย์มู่พูด
“ได้!”
ลู่เฟิงพยักหน้าและเดินออกไปจากสภาผู้อาวุโสเพื่อส่งคนไปเชิญตัวจางเซวียน ก่อนจะกลับมารอยังที่นั่งของตัวเองอย่างอดทน
…..
ขณะที่ความวุ่นวายขนานใหญ่กำลังดำเนินไป จางเซวียนขี่จอมอสูรปีกม่วงมาถึงคฤหาสน์ของเขาและร่อนลง
ทันทีที่เข้าไปในห้องโถงใหญ่ ก็ได้การต้อนรับจากอสูรตะวันไบแซนไทน์กับซุนฉาง
“นายท่าน!”
ตอนนี้อสูรตะวันไบแซนไทน์แผ่รังสีที่เปี่ยมพลังและอำนาจออกมาราวกับมังกรผงาด ตลอดสองสามวันที่ผ่านมา มันแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายเท่า และนัยน์ตาก็เปี่ยมไปด้วยประกายของความสุขุมเยือกเย็นและเฉลียวฉลาด
“คุณฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จแล้วหรือ?” จางเซวียนตาโต
อสูรที่มีวรยุทธระดับเซียนขั้น 2 – การรับรู้จิตวิญญาณ แม้พละกำลังที่ได้จากการฝ่าด่านวรยุทธขั้นนี้จะไม่เท่ากับการพัฒนาจากขั้นเซียนมือใหม่ไปสู่ขั้นเซียนตัวจริง แต่ก็ทำให้มีประสิทธิภาพในการต่อสู้สูงขึ้นมาก
โดยเฉพาะในแง่ของการปลุกการรับรู้ของจิตวิญญาณ เมื่อมีการรับรู้จิตวิญญาณ ผู้นั้นจะมองเห็นทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวได้แจ่มชัดกว่าเดิม แม้การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็ไม่อาจหลุดรอดหูตาไปได้ ไม่ใช่ความสามารถที่ดวงตาที่ติดมากับร่างกายจะเทียบชั้นได้เลย
ผู้คนต่างพูดกันว่าวรยุทธระดับเซียนขั้น 2 เป็นก้าวแรกที่เจ้าของวรยุทธจะมีความเข้าใจในศาสตร์ลับตามแบบของเซียน และมีแต่ผู้ที่ปลุกดวงตาแห่งการรับรู้จิตวิญญาณขึ้นได้เท่านั้นถึงจะจัดเป็นเซียนตัวจริง
อสูรตะวันไบแซนไทน์พยักหน้า “ใช่!”
ตั้งแต่แรก มันก็จวนเจียนจะฝ่าด่านวรยุทธได้อยู่แล้ว เมื่อได้ซึมซับพวงเครื่องในวานรดึกดำบรรพ์ซึ่งมีคุณสมบัติที่เข้ากับร่างกายของมันหลายอย่างเข้าไป อสูรตะวันไบแซนไทน์ก็สามารถฝ่าด่านคอขวดไปสู่การสำเร็จวรยุทธระดับเซียนขั้น 2 ได้สำเร็จ
“เยี่ยมเลย!” จางเซวียนสะบัดข้อมือและนำน้ำเต้าใบใหญ่ออกมา “นี่คือน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพี มันจะช่วยปรับสภาพวรยุทธของคุณได้เป็นอย่างดี!”
การที่เหล่าอสูรระดับเซียนในสันเขาปุยเมฆหวงแหนน้ำหล่อเลี้ยงปฐพียิ่งกว่าชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่มีเหตุผล เพราะมันมีอานุภาพน่าทึ่ง
“ขอบคุณนายท่าน!”
อสูรตะวันไบแซนไทน์เปิดจุกน้ำเต้าและพลันรู้สึกถึงพลังจิตวิญญาณเข้มข้นที่อยู่ในนั้น มันตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น
สัญชาตญาณบอกทันทีว่าน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีที่อยู่ในน้ำเต้าใบนี้มีค่ายิ่งกว่าหินวิเศษขั้นสูงหลายสิบก้อน
นายท่านมอบของล้ำค่าให้อย่างง่ายดายแบบนี้ บ่งบอกถึงความเชื่อใจอย่างลึกซึ้งที่มีให้มัน
จางเซวียนหันไปถามซุนฉาง “ระหว่างที่ผมไม่อยู่ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?”
“ไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่” ซุนฉางขมวดคิ้ว “เมื่อหลายวันที่แล้ว หูเหยาเหย่าส่งข้อความมาบอกว่าดูเหมือนคฤหาสน์ของเราจะถูกจับตามอง”
“ถูกจับตามอง?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
หูเหยาเหย่าเป็นหัวหน้าแก๊งปีศาจเจ้าเสน่ห์ มีคนเก่งๆ อยู่ในสังกัดมากมาย หากเธอส่งข่าวมาแบบนี้ ก็ดูท่าจะเป็นความจริง
“คุณรู้หรือเปล่าว่าคนพวกนั้นเป็นใคร?”
“ผมพยายามสืบดูหลายครั้งแล้ว แต่อีกฝ่ายเก่งกาจเกินไป พวกนั้นหนีทันทุกที” ซุนฉางหน้าแดงก่ำด้วยความละอายใจ
ระดับวรยุทธของเขาตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องเลย ความแข็งแกร่งระดับนี้อาจดูไม่ธรรมดาในจักรวรรดิขั้น 2 แต่ยังถือว่าไม่เอาไหนในจักรวรรดิขั้น 1 อย่างเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน
“นายท่าน ผมรู้ พวกที่มาจับตามองคฤหาสน์ของเราคือเหล่าผู้อาวุโสจากสถาบันปรมาจารย์!” อสูรตะวันไบแซนไทน์ตอบ
เมื่อฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้นการรับรู้จิตวิญญาณแล้ว มันสามารถรับรู้ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยรอบได้อย่างง่ายดาย
ซุนฉางอาจไม่รู้ว่าคนจำพวกไหนที่มาป้วนเปี้ยนอยู่นอกคฤหาสน์ แต่ไม่มีทางหลุดรอดสายตาของอสูรตะวันไบแซนไทน์ไปได้
“เหล่าผู้อาวุโสของสถาบันปรมาจารย์? พวกนั้นจะมาจับตาผมทำไม?” จางเซวียนงง
แม้เขาจะทำลายโรงเรียนไป 2-3 โรงเรียน แต่การส่งผู้อาวุโสผู้ทรงเกียรติของสถาบันมาจับตาเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ มันไม่เกินไปหน่อยหรือ?
“ตอนที่ผมฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ระดับเซียนขั้น 2 และเข้าถึงการรับรู้จิตวิญญาณนั้น ผมได้ยินการสนทนาของพวกเขา ดูเหมือนว่าเจ้าลู่เฟิงนั่นตั้งใจจะเรียกประชุมสภาผู้อาวุโสเพื่อตัดสินโทษของคุณ ผมไม่แน่ใจเรื่องรายละเอียด เพราะพวกนั้นไม่ได้พูดอะไรมาก แต่คิดว่า 2-3 วันนับจากนี้ คุณควรระมัดระวังตัวไว้” อสูรตะวันไบแซนไทน์พูด
“ลู่เฟิงจะตัดสินโทษของผม?” จางเซวียนประหลาดใจ
หลังจากเขาก่อเรื่องที่โรงเรียนนักปรุงยา ลู่เฟิงได้เรียกประชุม 10 สุดยอดปรมาจารย์มาแล้วครั้งหนึ่งเพื่อหาทางถอดถอนใบอนุญาตวิชาชีพปรมาจารย์ของจางเซวียน แต่แผนการนั้นก็ล้มเหลว
หัวหน้าเจียงบอกเรื่องนี้ให้เขารู้เมื่อตอนอยู่ที่โรงเรียนมือบรรเลงบทเพลงปีศาจ ตกลงหมอนั่นยังหาเรื่องไม่หยุดหรือนี่?
แต่ในเมื่อครั้งแรกไม่สำเร็จ ก็แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรกับครั้งที่สอง
“เท่าที่ดู ผมคิดว่าพวกนั้นพบหลักฐานสำคัญบางอย่างที่จะใช้เล่นงานคุณ” อสูรตะวันไบแซนไทน์พูด
“ตามที่ผมรู้ ไม่เพียงแต่พวกเขาจะเชิญประธานมั่วเกาหย่วนมา แต่ยังเชิญสิ่งประดิษฐ์ระดับเซียน คือ ‘หม้อต้นกำเนิดทองคำ’ มาด้วย!”
เหล่าผู้อาวุโสที่มาจับตาดูคฤหาสน์ดูจะไม่รู้เรื่องรู้ราวมากนัก ดังนั้น แม้อสูรตะวันไบแซนไทน์จะแอบฟังบทสนทนาของพวกเขา แต่ก็จับต้นชนปลายมาได้เพียงบางส่วน
“หม้อต้นกำเนิดทองคำ?”
“มันคือสิ่งประดิษฐ์ระดับเซียนที่มีหน้าที่อารักขาสถาบันปรมาจารย์ อยู่ภายใต้การควบคุมของท่านอาจารย์ใหญ่ มีพละกำลังสูงส่งถึงขนาดทำลายล้างนักรบระดับเซียนขั้น 3 ได้!”
อสูรตะวันไบแซนไทน์ขมวดคิ้ว “แต่หลังจากนายท่านของผมเสียชีวิตไป หม้อต้นกำเนิดทองคำก็เข้าสู่ภาวะจำศีลและไม่มีใครออกคำสั่งกับมันได้อีกเลย เรื่องนี้คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการบุกรุกของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น!”
จางเซวียนขมวดคิ้วจนหน้าย่น
ถ้าสิ่งที่อสูรตะวันไบแซนไทน์พูดเป็นความจริงล่ะก็ แปลว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วจริงๆ !
แต่ว่า ไอ้การส่งกลุ่มผู้อาวุโสมาจับตาดูเขา มันเกี่ยวอะไรกับการบุกรุกของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นล่ะ? หรือว่าข่าวเรื่องหุ่นปีศาจและไอ้โหดได้รั่วไหลออกไป?
ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น เขาจะต้องเจอปัญหาใหญ่แน่
การที่ปรมาจารย์คนหนึ่งจะมีเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นระดับตัวท็อปเป็นลูกน้องก็ประหลาดพออยู่แล้ว แต่เขายังมีหุ่นปีศาจโลหะอยู่ในครอบครองอีกเป็นกองทัพ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายเรื่องนั้นอย่างไร
ขณะที่จางเซวียนกำลังคิดหนักว่าลู่เฟิงพยายามทำอะไร เจิ้งหยางก็พรวดพราดเข้ามาในห้อง
“ท่านอาจารย์”
จางเซวียนหันไปถาม “มีอะไร?”
“ท่านอาจารย์ รองหัวหน้าโจวกับรองหัวหน้าเว่ยจากโรงเรียนนักปรุงยามาขอพบ พวกเขาบอกว่าอยากเชิญอาจารย์ไปที่สถาบันเพื่อหารือเรื่องสำคัญ” เจิ้งหยางพูด
“เชิญ?” จางเซวียนขมวดคิ้วหนักขึ้นอีก “พวกเขามีทีท่าอย่างไร?”
“ทีท่าหรือ? ก็สุภาพอ่อนน้อมดี ตอนนี้ทั้งคู่น่าจะอยู่ในห้องรับแขก” เจิ้งหยางตอบ
อันที่จริงตัวเขาก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรไม่ธรรมดา เพราะหลังจากท่านอาจารย์ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับโรงเรียนนักปรุงยา ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายก็เหมือนไฟกับน้ำ ไม่มีทางจะอยู่ร่วมกันได้ การที่จู่ๆ อีกฝ่ายก็มาเยี่ยมเยียนถึงคฤหาสน์และขอเชิญท่านอาจารย์ไปสถาบันปรมาจารย์นั้นเป็นเรื่องที่พิลึกพิลั่นเอามากๆ
สุภาพอ่อนน้อมดี แต่ส่งคนมาจับตาเรานี่นะ? ดูเหมือนพวกนั้นพยายามจะหาหลักฐานอะไรให้ได้สักอย่างและกลัวว่าเราจะหนีไปหากรู้ความลับเข้า
นัยน์ตาของจางเซวียนฉายแววคมปลาบขึ้นมา
หลังจากส่งกลุ่มผู้อาวุโสมาเฝ้าจับตาดูเขาและนำไพ่ไม้ตายของสถาบันปรมาจารย์ออกมา พวกนั้นยังส่งรองหัวหน้าโรงเรียนมาเชิญเขาไปที่สถาบันด้วยท่าทีสุภาพอ่อนน้อม เรื่องนี้บ่งบอกว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังจะต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก
แถมเขายังปีนเกลียวกับลู่เฟิงด้วย แน่นอนว่าหมอนั่นคงไม่หายอาฆาตแค้นง่ายๆ
ประหลาดมาก!
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนสั่งการ “อสูรตะวันไบแซนไทน์ ระหว่างนี้ผมอยากให้คุณเข้าไปอยู่ในรังนางพญามด ต่อไปอาจจะต้องการความช่วยเหลือจากคุณ!”
“ได้สิ” อสูรตะวันไบเเซนไทน์พยักหน้าก่อนจะเข้าไปอยู่ในรังนางพญามด
ตอนนี้รังที่ว่ามีขนาดกว้างราว 12 เมตร แม้จะมีที่ไม่กว้างขวางพอให้เขายืดเส้นยืดสาย แต่อย่างน้อยก็ไม่อึดอัด
หลังจากเสร็จเรื่อง จางเซวียนกำลังจะออกไปพบรองหัวหน้าทั้งสอง ก็พอดีกับที่นึกได้ จึงสั่งการให้ซุนฉางกับเจิ้งหยางสำรวจโดยรอบจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ จากนั้นก็นำตัวโคลนออกมาและมอบแหวนเก็บสมบัติไว้กับตัวโคลน
ไอ้โหดและม้วนกระดาษลายมือปรมาจารย์ขงที่ได้มาใหม่ก็อยู่ในแหวนเก็บสมบัตินั้น
ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น เหล่าปรมาจารย์ล้วนมีทัศนคติว่า ‘ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าเสียใจภายหลัง’ หากเขาจนมุมขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็คงต้องขอความช่วยเหลือจากตัวโคลน
ตัวโคลนกับตัวเขามีจิตวิญญาณดวงเดียวกัน ดังนั้น ตราบใดที่ตัวโคลนไม่ได้ถูกเก็บไว้ในแหวนเก็บสมบัติ ทั้งคู่ก็สามารถสื่อสารกันได้สบาย



