ตอนที่ 861 เขาคืออาจารย์ใหญ่?
เสาหินนั้นแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่เนื่องจากในห้องมีค่ายกลเสริมกำลังอยู่หลายอัน จึงยังคงตั้งมั่นอยู่ได้
“เกิดอะไรขึ้น?”
“นักดนตรีไป๋ได้รับบาดเจ็บได้อย่างไร?”
“นี่มันอะไรกันน่ะ?”
ในช่วงเวลาสั้นๆตั้งแต่เกิดการปะทะ นักดนตรีไป๋ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ร่างของเธอกระแทกกับเสาหินจนทั้งห้องสั่นสะเทือน แรงกดดันนั้นทำให้ผู้ฟังหลุดจากภวังค์ และต่างก็มองหน้ากันอย่างงงงัน ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
การบรรเลงของนักดนตรีไป๋ก็ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ แล้วทำไมจู่ๆเธอถึงกระอักเลือดและทำเสาหินพัง?
เธอได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความสุภาพอ่อนโยนและรักษากิริยามาตลอด วันนี้อะไรหล่นใส่หัวเธอหรือเปล่า?
เกิดอะไรขึ้น? หยูเสิ่นชิงผงะและหันไปมองจางเซวียน
ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลัง เขารู้ดีว่าอาการพิสดารของนักดนตรีไป๋เป็นเหตุจากการที่ชายหนุ่มใช้ตะเกียบเคาะแก้วและจาน
สองคนนั้นกำลังสู้กันหรือเปล่า? หยูเสิ่นชิงขมวดคิ้วอย่างสงสัย
เราสั่งการให้นักดนตรีไป๋ตรวจสอบว่าจางเซวียนใช้วิธีพิเศษใดๆกับจิตวิญญาณหรือเปล่า?
แล้วทำไมทั้งคู่ถึงสู้กันล่ะ?
รอเดี๋ยว หรือว่าจางเซวียนก็เป็นมือบรรเลงบทเพลงปีศาจเหมือนกัน?
ผู้ที่รู้ว่าจางเซวียนเข้ารับการทดสอบเป็นมือบทเพลงบรรเลงบทเพลงปีศาจคือบรรดานักเรียนที่ปฏิบัติหน้าที่ในหอมือบรรเลงบทเพลงปีศาจ, หัวหน้าเจียง, และรองหัวหน้าหนิงเท่านั้น ข่าวนี้ไม่ได้ล่วงรู้เข้าหูคนของหยูเสิ่นชิง
แต่จากการที่จางเซวียนเคาะโต๊ะกับจาน ความจริงที่ปรากฏก็ชัดเจนกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว
หยู่เฟยเอ๋อหันไปถามหยูเสิ่นชิงอย่างร้อนใจ “ท่านพ่อ จางเซวียนเป็นแขกของฉัน หากเกิดอะไรขึ้นกับเขา จะส่งผลเสียต่อราชวงศ์นะ”
แม้เธอจะไม่รู้ว่าทำไมนักดนตรีไป๋ต้องโจมตีจางเซวียน แต่ก็รู้ว่าท่านพ่อต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่นอน
“อือ” รู้ดีว่าลูกสาวพูดถูก หยูเสิ่นชิงพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม เขาหันไปพูดกับนักดนตรีไป๋ “นักดนตรีไป๋ซวน หยุดเถอะ!”
หยูเสิ่นชิงไม่รู้ถึงอันตรายของการปะทะกันระหว่างมือบรรเลงบทเพลงปีศาจ เขาจึงคิดว่าไป๋ซวนยังคงทำตามคำสั่ง ไม่ได้รู้เลยว่าแท้ที่จริงเธอกำลังตกที่นั่งลำบาก
“ฉัน” ได้ยินคำพูดของหยูเสิ่นชิง ไป๋ซวนกำลังจะอธิบายเหตุการณ์ ก็พอดีกับที่เสียงเคาะของจางเซวียนเข้าโจมตีเธออีกครั้งหนึ่ง
ภายใต้การจู่โจมอันดุเดือดนั้น เธอต้องทุ่มพลังสุดตัวในการบรรเลงพิณเพื่อตอบโต้การโจมตีของเขา ทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะพูด
ตึง ตึง ตึง ตึง!
แรงกดดันมหาศาลที่เธอได้รับทำให้นักดนตรีไป๋ซวนต้องถอยกรูด ทุกย่างก้าวของเธอจิกเป็นรูปรอยเท้าลงบนพื้นดินลึกราวครึ่งสือ
วิ้ง!
สุดท้าย ตัวเธอก็ถอยไปจนปะทะกำแพงของห้องโถงใหญ่ ค่ายกลที่อยู่ด้านหลังเธอเรืองแสงขึ้น มันเข้าขวาง แล้วการถอยกรูดของเธอก็หยุดลง
“เอ๊ะ?”
เมื่อรู้สึกได้ถึงการรองรับด้านหลัง ไป๋ซวนถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นก็พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
ตอนที่เธอหลังชนฝาอยู่นั้น รอยยิ้มก็ปรากฏบนริมฝีปากสีแดงเรื่อของเธอ
“เสื้อคลุมสีน้ำเงินของเขาพริ้วไหวอยู่ในสายลม หัวใจของฉันลอยละล่องไปแสนไกล หากวาสนาชักพาให้ฉันมิอาจอยู่ร่วมกับคุณ หรือความเงียบเป็นสิ่งเดียวที่คุณให้ฉันได้?”
มันคือบทเพลงที่เปี่ยมไปด้วยความทรงจำ ทำให้ทุกคนตกอยู่ในภวังค์ จางเซวียนเลิกคิ้วและลุกขึ้นยืน
เธอเกือบจะพ่ายแพ้ให้กับบทเพลงบรรเลงปีศาจของเขาแล้ว แต่ด้วยการพยุงไว้ของค่ายกลเสริมกำลังที่มีอยู่ในห้อง ทำให้เธอรับมือการโจมตีของเขาได้ในที่สุด
หากจะพูดให้ง่ายขึ้น ค่ายกลที่มีอยู่ก็เหมือนกับการรวบรวมพลังจิตวิญญาณไว้ที่จุดๆหนึ่งเพื่อ ประสิทธิภาพเฉพาะอย่าง เช่นการเรียกพลังดาบฉีมาเพื่อโจมตีคู่ต่อสู้ หรือปล่อยหมอกลึกลับเพื่อใช้ล่อลวงอีกฝ่าย
หัวใจของค่ายกลเสริมกำลังนั้นไม่ได้อยู่ที่การทำให้สิ่งปลูกสร้างแข็งแกร่งขึ้น แต่อยู่ที่การบรรเทาและซึมซับการโจมตี ทำหน้าที่เหมือนกับฟองน้ำ
เมื่อแรงปะทะถูกซึมซับไป ก็แน่นอนว่าวัตถุที่ได้รับการปกป้องจะไม่เสียหายมากนัก
การที่เธอมีค่ายกลเสริมกำลังเป็นเครื่องมือช่วยตอบโต้ จะทำให้การโจมตีของจางเซวียนอ่อนกำลังลง!
อย่างที่มีคำกล่าวว่า ‘ความเศร้าโศกครวญคร่ำหาความหลังทำให้จิตวิญญาณแตกสลาย’
ถ้าจางเซวียนไม่สามารถรับมือกับการครวญเพลงของอีกฝ่ายได้ เขาอาจต้องถึงกับเสียชีวิต
ในเวลาเพียงชั่วครู่ ด้วยการใช้ค่ายกลเสริมกำลัง นักดนตรีไป๋ซวนสามารถพลิกสถานการณ์ ทำให้ตัวเขาตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบ
ก็แน่นอนว่าประมาทอาชีพไหนไม่ได้จริงๆ!
แต่ถึงแม้จางเซวียนจะอยู่ในสภาพเสียเปรียบ สีหน้าของเขาก็ไม่มีร่องรอยของความวิตกกังวลแม้แต่น้อย เขากลับหัวเราะหึๆและตบโต๊ะ จากนั้นแก้วไวน์ที่มีไวน์อยู่เต็มก็ลอยขึ้นมา
“ช่างเป็นบทเพลงที่ไพเราะจริงๆ ผมขอดื่มให้นักดนตรีไป๋นะ!”
เสียงของเขาถูกถ่ายทอดพลังของบทเพลงบรรเลงปีศาจลงไป มันพุ่งเข้าต่อกรกับการขับร้องของอีกฝ่าย และพริบตาต่อมา จางเซวียนก็กระดิกนิ้วที่ถือแก้วไวน์อยู่
ทิศทางที่แก้วไวน์พุ่งไปนั้นไม่ได้ไปหานักดนตรีไป๋ แต่ไปยังกำแพงที่อยู่ด้านข้างเธอ
เพล้ง!
เมื่อกระแทกเข้ากับกำแพง แก้วไวน์ก็แตกเป็นเสี่ยงๆก่อนจะร่วงลงมา แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือแทนที่จะร่วงลงสู่พื้นทันที เศษแก้วกลับค้างอยู่กลางอากาศ
ฟึ่บ!
พริบตาต่อมา ก็ราวกับใครสักคนเข้าไปหยุดแกนกลางของมันไว้ ค่ายกลเสริมกำลังในห้องโถงใหญ่หยุดทำงานไปทันที
เมื่อแรกที่จางเซวียนเข้ามาในห้อง เขาได้ใช้ดวงตาหยั่งรู้สำรวจบรรดาค่ายกลเอาไว้แล้ว จึงรู้ดีว่าจุดอ่อนของมันอยู่ที่ไหน
แก้วไวน์ที่เขาขว้างไปนั้นถูกถ่ายทอดพลังปราณลงไป และแม้จะดูเหมือนว่าเศษแก้วแตกกระจัดกระจายไปทั่วทิศทาง แต่อันที่จริงมันอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา ด้วยการควบคุมเศษแก้วอย่างแม่นยำ เขาสามารถหยุดการทำงานของค่ายกลเสริมกำลังได้ในทันที
หลักการเดียวกันกับลูกเตะทลายค่ายกล
ค่ายกลหยุดทำงาน? หยูเสิ่นชิงหวาดระแวงขึ้นมาทันทีเมื่อรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในห้อง
เขากำลังรอให้นักดนตรีไป๋หยุดบรรเลง แต่ฝ่ายนั้นก็กลับร้องเพลงขึ้นแทน และยังไม่ทันที่เขาจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ปรมาจารย์จางก็ลุกพรวดและขว้างแก้วไวน์ จากนั้นค่ายกลก็หยุดทำงาน
เขาลุกขึ้นทันทีเพื่อระงับเหตุการณ์ แต่ก็ราวกับเดจาวู สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนเก่า คือยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำอะไร นักดนตรีไป๋ที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากค่ายกลเสริมกำลังแล้วก็พ่ายแพ้ให้กับการโจมตีของจางเซวียน เธอกระอักเลือดกองใหญ่ออกมาแล้วกระเด็นหงายหลังไปอีกครั้ง
ครืนนนนน!
คราวนี้ไม่มีค่ายกลช่วยปกป้อง แล้วกำแพงจะต้านทานแรงปะทะหนักหน่วงได้อย่างไร? มันแหลกสลายกลายเป็นเศษซากในชั่วพริบตา โครมมมม!
ห้องโถงใหญ่มีเสาหินค้ำยันไว้เพียง 4 ต้นเท่านั้น เมื่อครู่นี้ก็พังไปต้นหนึ่งแล้ว และเมื่อกำแพงอีกด้านพังทลายไป ทั้งห้องก็เกิดความไม่เสถียรขึ้นมาทันที เพดานร่วงกราวลงมาเสียงดังลั่น
บ้าจริง! หยูเสิ่นชิงรู้สึกราวกับจะเสียสติ
หมอนั่นเป็นเทพเจ้าแห่งความวอดวายตัวจริง สามารถทำลายทุกสิ่งที่เข้าใกล้
ตัวเขาถึงขนาดเชื้อเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลมาหลายคนเพื่อเสริมกำลังให้กับห้องโถงใหญ่ แต่สุดท้ายก็ยังลงเอยแบบนี้
นี่คุณมาร่วมงานเลี้ยงวันเกิดหยู่เฟยเอ๋อหรือมาทำลายวังของเรา?
แต่ก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาจะคิดเรื่องนั้น หยูเสิ่นชิงสำแดงพลังปราณค้ำยันเพดานที่กำลังพังทลายไว้ เพื่อปกป้องคนในห้อง
ในฐานะนักรบระดับเซียนขั้น 1-สูงสุด แม้จะไม่อาจซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่อย่างน้อยก็สามารถหยุดการพังทลายที่กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ถึงอย่างไร วันนี้ก็เป็นวันเกิดลูกสาวของเขา ห้องโถงใหญ่อาจพังทลายก็จริง แต่เขาจะปล่อยให้อัจฉริยะหนุ่มๆผู้ปราดเปรื่องเหล่านั้นบาดเจ็บไม่ได้ ไม่อย่างนั้น ใครๆจะมองราชวงศ์ของเขาเป็นอย่างไร?
“ขออภัยด้วย”
หลังจากเล่นงานนักดนตรีไป๋แล้ว จางเซวียนก็ถอนหายใจและประสานมือเข้าหากันอย่างสง่างาม
หากอีกฝ่ายสู้กับเขาในฐานะนักรบ เขาย่อมแพ้ยับ แต่มาท้าทายเขาในเชิงของบทเพลงบรรเลงปีศาจแบบนี้ ถือเป็นความโง่เขลามาก
จากนั้น จางเซวียนก็หันไปพูดกับหยูเสิ่นชิงด้วยมาดของผู้ผดุงความชอบธรรม “ฝ่าบาท ผมเป็นปรมาจารย์ที่ได้การยอมรับจากสถาบันปรมาจารย์ แต่นักดนตรีไป๋ลอบโจมตีผมระหว่างที่เธอบรรเลงบทเพลง ชัดเจนว่าเธอมีเจตนาร้าย ผมสงสัยว่าเธออาจเกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น! ขอฝ่าบาทโปรดจับกุมและสอบสวนเธอเพื่อความปลอดภัยของบรรดาพลเมืองในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนด้วย!”
เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น? ได้ยินคำนั้น หยูเสิ่นชิงแทบเข่าอ่อน
ผมคือคนที่ขอให้เธอทดสอบคุณ แล้วมาเกี่ยวอะไรกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น?
อีกอย่าง คุณทำลายงานเลี้ยงวันเกิดของลูกสาวผมเสียยับเยิน ผมยังไม่ว่าอะไรสักคำ แต่ยังมีหน้ากล้าใช้น้ำเสียงของผู้ผดุงความชอบธรรมแบบนั้นอีก?
“ถ้าฝ่าบาทสงสัยในสิ่งที่ผมพูด ฝ่าบาทเชิญประธานมั่วมาตรวจสอบก็ได้!” เห็นหยูเสิ่นชิงยังเงียบ จางเซวียนคิดว่าอีกฝ่ายไม่แน่ใจในคำพูดของเขา เพราะฮ่องเต้กับนักดนตรีไป๋เป็นเพื่อนกันมาหลายปี จึงยื่นข้อเสนอใหม่
เมื่อได้ยินว่าจางเซวียนไปไกลถึงขนาดจะเชิญประธานสภาปรมาจารย์มา หยูเสิ่นชิงแทบปรี๊ด
นักดนตรีไป๋แค่ทดสอบคุณตามคำสั่งของผม ว่าคุณเป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณหรือเปล่า แต่ไม่เพียงคุณจะเล่นงานเธอเสียเละ ยังทำลายวังของผมด้วย กล้าหาญชาญชัยพูดแบบนั้นออกมาได้อย่างไร?
หยูเสิ่นชิงคำรามและสะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด “วันนี้เป็นงานเลี้ยงวันเกิดลูกสาวของผม แต่คุณทำลายบรรยากาศเสียหมด ไม่ว่านักดนตรีไป๋จะโจมตีคุณหรือไม่ก็ตาม วังของเราไม่ต้อนรับคุณอีกต่อไป ออกไปซะ!”
หยูเสิ่นชิงโมโหเดือดจนแทบจะฆ่าจางเซวียนได้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าฝูงชนก็จำเป็นต้องรักษากิริยาในฐานะฮ่องเต้ อีกอย่าง จางเซวียนก็เป็นปรมาจารย์ เขาจึงไม่กล้าทำอะไรเกินเลย
“คุณขอให้ผมออกไป?” นึกไม่ถึงว่าไม่เพียงแต่อีกฝ่ายจะไม่สอบสวนตัวการที่โจมตีเขา แต่ยังกลับขอให้เขาออกไปแทน จางเซวียนขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
“ใช่แล้ว นับจากวันนี้เป็นต้นไป ผมขอสั่งห้ามคุณไม่ให้เหยียบย่างเข้ามาในพระราชวังแห่งจักรวรรดิหงหย่วนอีก คุณไม่ใช่แขกของราชวงศ์อีกต่อไป!” หยูเสิ่นชิงประกาศด้วยน้ำเสียงวางอำนาจ
หากเขาทำได้ คงจะลงโทษรุนแรงกว่านี้ แต่จางเซวียนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบรรดาหัวหน้าโรงเรียนหลายคนในสถาบันปรมาจารย์ เขาจึงไม่กล้าทำอะไรให้บานปลาย
“ท่านพ่อ” นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ในงานเลี้ยงวันเกิดของเธอ หยู่เฟยเอ๋อหันไปวิงวอนเขา
“พอ พ่อตัดสินใจแล้ว!” หยูเสิ่นชิงโบกมืออย่างตัดสินใจเด็ดขาด
“มัวรีรออะไรอยู่ล่ะ? ไม่ได้ยินคำสั่งของฝ่าบาทหรือ?”
เห็นจางเซวียนเจอฮ่องเต้ปรี๊ดใส่ไปเต็มๆ เสิ่นจวินแทบหัวเราะก๊าก เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วตวาดจางเซวียน ถือโอกาสระบายความแค้น
“ก็ได้!” นึกไม่ถึงว่าจะถูกสั่งให้ออกไปแบบนี้ จางเซวียนก็ไม่มีอะไรจะพูด
เขาคงกลับไปนานแล้วถ้าไม่ใช่งานเลี้ยงวันเกิดของหยู่เฟยเอ๋อ จางเซวียนได้แต่ส่ายหน้า หันหลังกลับแล้วเดินออกไป
“ท่านอาจารย์ รอฉันด้วย!” หลังจากสบตาหยู่เฟยเอ๋อ หลัวฉีฉีก็รีบตามจางเซวียนไปติดๆ
“ปรมาจารย์จาง” นึกไม่ถึงว่าจะมีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นในงานเลี้ยงวันเกิดของเธอ หยู่เฟยเอ๋อหน้าเสีย เธอกัดฟันกรอดแล้วรีบวิ่งตามจางเซวียนไป
“เฟยเอ๋อ!” เห็นลูกสาวพรวดพราดออกไปกับจางเซวียน หยูเสิ่นชิงหน้าดำคร่ำเครียดจนแทบจะบีบเอาหมึกออกมาจากหน้าได้
ความขุ่นเคืองเดือดพล่านครอบงำจิตใจของเขา ขณะที่กำลังจะสั่งการให้บริวารออกไปจับตัวหยู่เฟยเอ๋อ หลัวฟู่, ขันทีเก่าแก่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พลันสะบัดข้อมือแล้วนำตราหยกอันหนึ่งออกมา เมื่อมองดู ใบหน้าของเขาก็ถอดสีด้วยความประหลาดใจ
หลัวฟู่รีบเดินไปร้องเรียกหยูเสิ่นชิงด้วยริมฝีปากที่ยังสั่นระริก “ฝ่าบาท”
“มีอะไร?” หยูเสิ่นชิงถามอย่างรำคาญใจ
“เราเพิ่งได้ข่าวเกี่ยวกับผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไปของสถาบันปรมาจารย์” หลัวฟู่พูดกับหยูเสิ่นชิงผ่านทางโทรจิต ไม่กล้าส่งเสียงดัง
“แล้วเป็นใครล่ะ ลู่เฟิงหรือจ้าวปิงฉู?” หยูเสิ่นชิงถามอย่างร้อนรน
เรื่องของหยู่เฟยเอ๋อก็สำคัญ แต่การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับอาจารย์ใหญ่คนต่อไปเป็นเรื่องสำคัญกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตของตระกูลหยู่ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองหรือความตกต่ำก็ได้
“ฝ่าบาท ไม่ใช่ทั้งคู่! อาจารย์ใหญ่คนต่อไปคือจะ-จางเซวียน!” หลัวฟู่เสียงสั่นด้วยความหวาดกลัว
“จางเซวียน? ชายที่เพิ่งเดินออกไปคือจางเซวียนหรือ?” หยูเสิ่นชิงรู้สึกราวกับถูกฟ้าถล่มใส่
“ใช่แล้วฝ่าบาท!” หลัวฟู่รีบพยักหน้า
หยูเสิ่นชิงลนลานออกจากห้องโดยไม่ลังเล “ปรมาจารย์จาง อย่าเพิ่งไป! ผมคิดว่าเกิดความเข้าใจผิดบางอย่างระหว่างเรา”
“…..” เสิ่นจวิน
“…..” ฝูงชน



