Skip to content

Library Of Heaven’s Path 865

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 865 ผนึกกำลัง

ธูปกระชากวิญญาณทำจากสมุนไพรพิเศษหลายๆชนิด มีอานุภาพสูงถึงขนาดที่เล่นงานได้แม้กระทั่งนักรบขั้นตัวดักแด้ แต่ธูปกระชากวิญญาณก็ไม่อาจแยกแยะได้ว่าใครเป็นใคร หากพวกเขากระพือควันเข้าไปตอนนี้ ก็ย่อมได้รับผลกระทบเช่นกันเมื่อเข้าไปในถ้ำ

C

“พิษทุกชนิดย่อมมียาถอนพิษ เป็นไปได้ว่าพวกเขาผสมยาถอนพิษที่มีฤทธิ์แก้และกินกันไว้ก่อนแล้ว” จางเซวียนตอบอย่างสุขุม

พิษทุกชนิดมียาถอนพิษเสมอ ต่อให้อานุภาพร้ายแรงแค่ไหน นับประสาอะไรกับพิษที่มีฤทธิ์แค่ทำให้งวยงง

“อือ!” คนอื่นๆต่างพยักหน้า

“แล้วเราควรทำอย่างไร หากควันลอยเข้าไปในถ้ำเมื่อไหร่ เสือสมิงเขี้ยวดาบทั้ง 2 ตัวก็จะต้องสลบ แล้วพวกนั้นก็จะเอาผลหิ่งห้อยแดงไปได้!” ตงซินอุทานอย่างร้อนใจ

อีกฝ่ายมีนักรบระดับกึ่งเซียน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เมื่อเสือสมิงเขี้ยวดาบสิ้นฤทธิ์ไปแล้ว พวกเขาจะเข้าไปเก็บผลหิ่งห้อยแดงได้เร็วกว่าฝ่ายนั้น

หลังจากคิดหนักอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนตอบ “ถ้าอย่างนั้นเราจะต้องบุกก่อน”

ในเมื่อเขาไม่อาจรับมือกับอีกฝ่ายได้ ก็จะต้องเป็นฝ่ายที่ชิงออกตัวก่อน!

“ชิงออกตัวก่อน?” คนอื่นๆพากันงงงัน ไม่แน่ใจว่าจางเซวียนหมายถึงอะไร

อีกฝ่ายอยู่หน้าถ้ำแล้ว และในถ้ำก็คงไปด้วยควันของธูปกระชากวิญญาณ หากพวกเขาพรวดพราดเข้าไปตอนนี้ ไม่เพียงแต่จะไม่ได้ผลหิ่งห้อยแดง ยังจะต้องถูกพิษของธูปเล่นงานเอาด้วย

“รอผมตรงนี้นะ ถ้าเกิดอะไรขึ้น หนีไปทันที จำไว้ว่าความปลอดภัยของพวกคุณต้องมาก่อน ผมจะไปสำรวจรอบๆเพื่อดูว่าจะมีทางลอบเข้าไปในถ้ำโดยที่พวกเขาไม่รู้ได้หรือไม่” จางเซวียนสั่งการ

“คุณจะลอบเข้าไปในถ้ำ?”

ถ้ำก็ออกใหญ่โต และ 2 คนนั้นก็อยู่ปากถ้ำ จะแอบเข้าไปโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ได้อย่างไร?

“ไม่ต้องห่วงน่ะ ปล่อยเป็นหน้าที่ของผม” จางเซวียนยืนยันก่อนจะหลบไป

เพียงชั่วครู่ ร่างของเขาก็ลับหายไปจากสายตา

“เอ่อ” เมื่อจางเซวียนจากไปแล้ว ตงซินกับคนอื่นๆได้แต่มองหน้ากันอย่างงงงัน ไม่แน่ใจว่าควรจะทำอะไรต่อ

ครู่ใหญ่ต่อมา หูเหยาเหย่าถอนหายใจเฮือกและพูดว่า “ทำตามที่ปรมาจารย์จางสั่งเถอะ ในเมื่อเขาพูดออกมาแล้ว ก็แปลว่าเขาต้องมีแผนการ”

ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่มีอะไรที่พวกเขาจะทำได้ ทางเลือกเดียวก็คือทำตามคำสั่งของจางเซวียน

เพราะเท่าที่ดูจากปาฏิหาริย์มากมายที่อีกฝ่ายสร้างขึ้น บางทีเขาอาจจะทำอะไรที่เหนือความคาดหมายได้อีกครั้ง และเข้าไปเก็บผลหิ่งห้อยแดงได้ก่อน

…..

เมื่อพ้นสายตาของคนอื่นๆมาแล้ว จางเซวียนซ่อนตัวในพื้นที่เงียบสงบก่อนจะถอดจิตออกมา

ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ วิธีเดียวที่เขาจะลอบเข้าไปในถ้ำได้ก็คือใช้จิตวิญญาณ

ส่วนที่เขาบอกพวกนั้นว่าจะเดินสำรวจพื้นที่เพื่อหาทางนั้นก็เป็นแค่ข้ออ้างที่จะได้หลบมาให้พ้นๆ

จิตวิญญาณของจางเซวียนลอยละล่องอยู่กลางอากาศ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปิดขวดน้ำต้นกำเนิด แล้วให้กายเนื้อดื่มเข้าไป 1 ขวด จากนั้นก็ขับเคลื่อนพลังปราณเทียบฟ้าจำนวนมากออกมาจากจุดตันเถียนก่อนจะเก็บร่างตัวเองไว้ในรังนางพญามด

กายเนื้อของเขาเข้าถึงสภาวะหัวใจของความว่างเปล่าแล้ว ทำให้สามารถฝึกฝนวรยุทธได้แม้ปราศจากจิตวิญญาณ ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ก็จะเป็นการเสียเวลาเปล่าหากไม่ใช้โอกาสนี้ฝึกฝนวิชากายทองคำเบญจโชติช่วง ที่ความโชติช่วงระดับ 3 โดยเฉพาะเมื่อมันไม่ได้รบกวนภารกิจของเขาแต่อย่างใด

ฟึ่บ!

จางเซวียนใช้พลังจิตวิญญาณถือแหวนเก็บสมบัติไว้ จากนั้นก็ลัดเลาะไปตามหน้าผาเพื่อมุ่งสู่ถ้ำ

มีทั้งต้นไม้และพุ่มไม้ขึ้นอยู่รอบๆหน้าผาอย่างหนาแน่นตลอดเส้นทางที่ไปสู่ถ้ำ จึงไม่ยากที่จางเซวียนจะถือแหวนเก็บสมบัติวงเล็กของเขาลัดเลาะผ่านไป

อีกอย่าง จิตวิญญาณของจางเซวียนก็สำเร็จวรยุทธขั้น 8-การเรียงร้อยสวรรค์ ขั้นสูงสุดแล้ว ทำให้เขาสามารถควบคุมพลังจิตวิญญาณได้เป็นอย่างดี หากเขาปกปิดรังสีไว้ แม้นักรบระดับกึ่งเซียนก็ไม่อาจรับรู้ได้

ฟิ้ว!

อาศัยการพลั้งเผลอชั่วครั้งชั่วคราวในการจับจ้องของทั้งคู่ จางเซวียนก็ลอดเข้าไปในถ้ำพร้อมกับแหวนเก็บสมบัติได้สำเร็จโดยไม่มีใครรู้

เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเริ่มสำรวจพื้นที่โดยรอบ

บริเวณภายในถ้ำนั้นทั้งแคบและลึก จากจุดที่เขายืนอยู่ มองไม่เห็นปลายอีกด้านหนึ่ง

ตอนนี้มีควันลอยเป็นชั้นบางๆอยู่ในถ้ำ และหากสูดหายใจเข้าไปเพียงเล็กน้อยก็จะต้องตกอยู่ในภวังค์

ถ้าเป็นเมื่อก่อน แม้จางเซวียนจะได้ฝึกฝนศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้า แต่เขาก็ยังต้องระมัดระวังตัวเมื่อเผชิญกับยาพิษ แต่หลังจากที่จิตวิญญาณของเขาได้ผสมผสานเข้ากับจิตวิญญาณของเว่ยหรูเหยียน และได้รับคุณสมบัติของสภาวะจิตวิญญาณเป็นพิษมา ก็ไม่มีพิษไหนทำอันตรายเขาได้อีก

จางเซวียนดุ่มลึกเข้าไปในถ้ำ ไม่ช้าก็เจอต้นไม้หน้าตาประหลาดต้นหนึ่ง

ลำต้นของมันบิดงอจนเหมือนกับชามใบขนาดกลางที่มีเถาวัลย์เกาะเกี่ยวอยู่โดยรอบ และสิ่งที่อยู่บนกิ่งก้านซึ่งมีหน้าตาเหมือนเถาวัลย์นั้นคือใบไม้สีทองและผลไม้สีแดงเรื่อหลายผล

ดูเหมือนผลไม้เหล่านี้จะยังไม่สุกเต็มที่ จางเซวียนบอกได้ว่าพวกมันน่าจะยังต้องใช้เวลาอีกหลายวัน

ลักษณะเด่นของผลหิ่งห้อยแดงที่สุกเต็มที่คือสีแดงสดและการแผ่แสงเรืองออกมาจนเหมือนกับหิ่งห้อย แต่ตอนนี้มันเป็นเพียงสีแดงเรื่อเท่านั้น

ก็เหมือนกับที่ตงซินและคนอื่นๆกะไว้ คงต้องใช้เวลาตั้งแต่ 1 สัปดาห์ไปจนถึงครึ่งเดือนกว่าจะเก็บผลไม้ได้

ที่ยืนจังก้าอยู่ตรงหน้าต้นไม้ต้นนั้นคือเสือสมิงเขี้ยวดาบขนาดมหึมาตัวหนึ่ง ร่างของมันใหญ่โตจนน่าทึ่ง สูง 2 เมตรและยาว 5 เมตร มีรังสีคุกคามที่ทำให้ผู้พบเห็นแทบไม่กล้าทำอะไร

เสือสมิงเขี้ยวดาบอีกตัวหนึ่งกำลังเดินย่ำไปมารอบๆต้นไม้ด้วยอาการหวาดระแวง มันเขม้นมองไปทางปากถ้ำอยู่เรื่อยๆ ดูเหมือนจะรู้แล้วว่ามีศัตรูคอยเฝ้าดูอยู่ข้างนอก นัยน์ตาของมันฉายความสงสัยและกังวลใจ ดูเหมือนมันกำลังใคร่ครวญว่าควรจะเก็บผลหิ่งห้อยแดงที่ยังไม่สุกเต็มที่แล้วหนีไปดีหรือไม่

ควันของธูปกระชากวิญญาณเข้ามาไม่ถึงถ้ำในส่วนนี้ เจ้าเสือตัวยักษ์ทั้งสองจึงยังมีสติดีอยู่

ดูเหมือนการสำรวจของตงซินจะแม่นยำ จางเซวียนพยักหน้า

ต้นไม้ต้นนั้นมีผลหิ่งห้อยแดงอยู่ 10 ผลจริงๆ และเจ้าเสือสมิงเขี้ยวดาบทั้ง 2 ตัวก็เป็นอสูรที่มีวรยุทธระดับตัวดักแด้ขั้นสูงสุด

การเก็บรายละเอียดได้ถูกต้องขนาดนี้ ก็แปลว่าตงซินจะต้องสำรวจรอบๆถ้ำมาแล้ว

แม้เสือสมิงเขี้ยวดาบทั้ง 2 ตัวจะขี้ระแวง แต่ก็ย่อมมีช่วงเวลาที่มันลดความเข้มงวดของการตรวจตราลงบ้าง และอีกอย่าง ตอนนั้นผลหิ่งห้อยแดงก็ยังอยู่ในสภาพที่อีกนานกว่าจะสุกเต็มที่ พวกมันจึงไม่ต้องหวาดระแวงมากเท่าตอนนี้

ด้วยวรยุทธตัวดักแด้ขั้นสูงสุดของตงซิน ถึงเธอจะสู้เจ้าเสือสมิงเขี้ยวดาบ 2 ตัวนี้ไม่ได้ แต่ก็สามารถลอบเข้ามาสำรวจพื้นที่ได้โดยพวกมันไม่รู้

ตอนนี้เราทำได้ 2 วิธี วิธีแรกคือปล่อยอสูรตะวันไบแซนไทน์ออกมาให้สังหารเจ้าเสือสองตัวนั่น แล้วเก็บผลหิ่งห้อยแดงไป นี่เป็นวิธีที่ง่ายและตรงประเด็นที่สุด แต่ก็จะเสี่ยงต่อการถูกเปิดเผยว่าเป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ แถมยังเรื่องที่เรามีรังนางพญามดอีก ส่วนวิธีที่ 2 คือหาทางเร่งการสุกของผลหิ่งห้อยแดง เก็บมันมาซะ แล้วรีบหนีไปโดยไม่ให้ใครรู้ ถ้าทำได้แบบนั้นก็จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปรมาจารย์ทั้งสองคนได้ ทำให้ขจัดปัญหาไปได้มาก จางเซวียนคิด

แน่นอนว่าวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการปล่อยอสูรตะวันไบแซนไทน์ออกมาเพื่อกำจัดเจ้าสองตัวนั้นโดยเร็ว แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังคงอธิบายได้ยากอยู่ดีว่าเขาทำอย่างไรจึงลอบเข้ามาในถ้ำได้โดยที่ 2 ตัวนั้นไม่รู้ และอสูรตะวันไบแซนไทน์โผล่มาจากไหน

วิธีที่ 2 น่าจะดีกว่า! หลังจากใคร่ครวญแล้ว จางเซวียนรู้สึกว่าวิธีหลังปลอดภัยกว่ากันมาก

เราต้องจัดการเจ้าสองตัวนี้ให้สลบก่อน

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว จิตวิญญาณของจางเซวียนถอยไปตั้งหลักครู่หนึ่ง และดึงควันจากธูปกระชากวิญญาณเข้ามาโดยใช้พลังจิตวิญญาณของเขา

ผลหิ่งห้อยแดงควรจะถูกเก็บเมื่อโตเต็มที่ ดังนั้น ในการเร่งการเจริญเติบโตของมัน จางเซวียนจะต้องนำกายเนื้อออกมาเพื่อใช้พลังปราณเทียบฟ้าของเขา ดังนั้นเขาจึงต้องจัดการเจ้าสองตัวนั้นเสียก่อน

ภายใต้การควบคุมของจิตวิญญาณ ควันธูปกระชากวิญญาณเข้ามาล้อมรอบต้นไม้อย่างรวดเร็ว

เพราะมัวแต่จับจ้องผู้บุกรุกที่อยู่ด้านนอกถ้ำ เสือทั้ง 2 ตัวจึงไม่คิดว่าจะถูกวางยา มันสูดหายใจเข้าไปโดยไม่คิดอะไร จากนั้นร่างของมันก็สั่นสะท้านไม่หยุด เพียงชั่วพริบตาเดียวพวกมันก็อยู่ในสภาพงงงัน

หลังจากรออยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจแล้วว่าเจ้าสองตัวนั้นหมดสภาพ จางเซวียนก็รีบเข้าไปที่ต้นไม้ นำกายเนื้อออกมาแล้วใส่จิตวิญญาณกลับคืนเข้าไป

เขาสะบัดข้อมือ นำน้ำเต้าที่บรรจุน้ำหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของเส้นเลือดปฐพีออกมาแล้วหยดลงไปบนผลไม้พร้อมถ่ายทอดพลังปราณเทียบฟ้าเข้าไป

เหตุผลที่จางเซวียนก็มาที่นี่โดยไม่กังวลเรื่องพิธีสถาปนา แม้หูเหยาเหย่าจะบอกไว้แล้วว่าเธอเองก็ไม่แน่ใจว่าผลหิ่งห้อยแดงจะสุกเต็มที่เมื่อไหร่ก็เพราะความสามารถในข้อนี้

เขาได้ร่ำเรียนกรรมวิธีนี้เมื่อครั้งที่พยายามเร่งการเจริญเติบโตของดอกสิบใบในบ้านพักของโหยวฉู่ ด้วยอานุภาพของน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีผนวกกับพลังปราณเทียบฟ้า ผลไม้ที่มีสีแดงเรื่อก็พลันมีสีเข้มขึ้น ทั้งยังค่อยๆเรืองแสงออกมา ไม่ช้ากลิ่นหอมสดชื่นก็อบอวลไปโดยรอบ

ผลไม้สุกแล้ว! จางเซวียนตาโต

เขารีบเก็บผลหิ่งห้อยแดงทั้ง 10 ผลใส่ลงไปในกล่องหยกก่อนจะเก็บไว้ในแหวนเก็บสมบัติ จากนั้นก็ถอดจิตออกจากกายเนื้อ เอากายเนื้อใส่เข้าไปในรังนางพญามด ก่อนจะเอารังนางพญามดเก็บไว้ในแหวนเก็บสมบัติอีกครั้ง

หลังจากเสร็จขั้นตอน เขาก็ชำเลืองมองเสือสมิงเขี้ยวดาบอีกครั้ง เห็นพวกมันยังยืนโงนเงนไปมาอย่างงุนงง จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบเก็บแหวนเก็บสมบัติขึ้นมาแล้วพรวดออกไปจากถ้ำ

หลังจางเซวียนออกมาพ้นถ้ำได้ไม่นาน เขาก็เห็น 2 ปรมาจารย์ผู้จุดธูปกระชากวิญญาณเมื่อครู่กำลังเดินไปมาราวกับพยายามจะตรวจสอบดูว่าพวกเขาทำให้เจ้าเสือสมิง 2 ตัวนั้นสลบได้หรือยัง

จางเซวียนอมยิ้ม แล้วถือแหวนเก็บสมบัติลอยผ่านไปหาพื้นที่เงียบๆที่ไม่มีใครอยู่ ก่อนจะนำกายเนื้อออกมาและส่งจิตวิญญาณกลับคืนเข้าร่าง

ระหว่างช่วงเวลาที่เขาไปเก็บผลหิ่งห้อยแดงอยู่ กายเนื้อของเขาได้ฝึกฝนวิชากายทองคำเบญจโชติช่วง-ความโชติช่วงระดับ 3 สำเร็จแล้ว

ความแข็งแกร่งของร่างกายเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากเดิมที่ 8 ล้านติ่ง กลายเป็นเป็น 16 ล้านติ่ง

เมื่อผนวกเข้ากับพลังจากจิตวิญญาณและพลังปราณ เขาจะมีพละกำลังรวมกันถึง 53 ล้านติ่ง เทียบได้กับนักรบกึ่งเซียนขั้นสูงสุดเลยทีเดียว!

(นักรบระดับกึ่งเซียนขั้นต้นมีพละกำลัง 40 ล้านติ่ง, ขั้นกลาง 44 ล้านติ่ง, ขั้นสูง 48 ล้านติ่ง และขั้นสูงสุด 52 ล้านติ่ง)

เมื่อรู้สึกได้ถึงพลังท่วมท้นที่ไหลไปทั่วร่าง จางเซวียนก็อดตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นไม่ได้

นักรบการเรียงร้อยสวรรค์ ขั้นต้นคนหนึ่งมีพละกำลังเทียบเท่ากับนักรบระดับกึ่งเซียนขั้นสูงสุด คงมีแต่จะทำให้ใครต่อใครสะพรึงกันเป็นแถวๆ

ช่องว่างนี้ไม่อาจเติมเต็มได้เพียงเพราะมีความปราดเปรื่อง ต้องขอบอกว่ามันเป็นปาฏิหาริย์!

เอาล่ะ เราควรกลับสักที จางเซวียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาลุกขึ้นยืนและกลับไปยังบริเวณที่หูเหยาเหย่ากับคนอื่นๆอยู่เมื่อครู่

แต่ทันทีที่เข้าใกล้บริเวณนั้น ก็พลันรู้สึกถึงคลื่นความสั่นสะเทือนรุนแรงไปโดยรอบ

แย่แล้ว

จางเซวียนเร่งความเร็วและหรี่ตาด้วยความหวาดระแวง 2-3 อึดใจต่อมา เขาก็เห็นนักรบหลายคนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด

เชวเจินหยาง หูเหยาเหย่า ตงซิน และหลงชางเยว่กำลังต่อสู้กับหนึ่งในสองคนที่พวกเขาได้พบเมื่อครู่ ทุกคนปล่อยพลังการโจมตีหลายรูปแบบ แต่คู่ต่อสู้ของพวกเขานั้น แม้จะโดน 4 รุม 1 ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะพ่ายแพ้ ตรงกันข้าม เขากลับรับมือการโจมตีนั้นได้สบาย แถมทั้งสี่ยังจนมุมจนถึงขนาดต้องใช้เทคนิคที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองด้วย

นี่มันนักรบตัวดักแด้ขั้นสูงสุด? จางเซวียนมองหน้าคู่ต่อสู้ของเขาแล้วขมวดคิ้ว

ถ้าฝ่ายตรงข้ามเป็นนักรบระดับเซียน ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมถึงทั้ง 4 จึงยังอยู่ในสภาพเสียเปรียบแม้จะรวมหัวกันสู้ แต่นี่ คู่ต่อสู้ก็เป็นปรมาจารย์ที่มีวรยุทธระดับตัวดักแด้ขั้นสูงสุดเท่ากันเป๊ะกับพวกเขา

ทั้ง 4 มีชื่อเสียงในฐานะอัจฉริยะของสถาบันปรมาจารย์ มีนักรบในระดับเดียวกันไม่กี่คนที่สามารถเอาชนะพวกเขาได้

แต่คราวนี้ต้องมารวมหัวกันสู้กับอีกฝ่าย มันเกิดอะไรขึ้น?

คู่ต่อสู้ของพวกเขาดูจะทรงพลังไปแล้ว!

จางเซวียนชำเลืองมองไปด้านข้าง และเห็นนักรบระดับกึ่งเซียนกำลังยืนพิงก้อนหินขณะจ้องดูการดวลอย่างเฉยเมย

ดูไม่ได้เป็นห่วงเป็นใยเลยสักนิดว่าสหายของตัวเองจะเป็นอย่างไร

เหมือนอีกฝ่ายจะมั่นใจเต็มที่ในพละกำลังของคู่หูของเขา

รู้ดีว่าหูเหยาเหย่ากับคนอื่นๆต้องแพ้ยับเยินแน่หากการดวลยังคงดำเนินต่อไป จางเซวียนเดินเข้าไปตวาด “หยุดนะ!”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!