ตอนที่ 866 ความเก๋าของจางเซวียน
“ปรมาจารย์จาง”
เมื่อเห็นจางเซวียน ทั้งหูเหยาเหย่าและคนอื่นๆก็ตาโต พวกเขาพยายามล่าถอยจากการต่อสู้เพื่อมารวมตัวกับจางเซวียน แต่อีกฝ่ายคำรามเยาะ “แกคิดว่าอยากสู้ก็สู้ อยากเลิกก็เลิกอย่างนั้นหรือ?”
ฟิ้ว ฟิ้ว!
อีกฝ่ายกวัดแกว่งดาบในมือ พละกำลังมหาศาลไล่ตามหูเหยาเหย่ากับคนอื่นไปติดๆ ทำให้พวกนั้นไม่มีทางเลือกนอกจากหันหลังกลับเพื่อตอบโต้
แต่การตอบโต้ก็ช้าไป การกวัดแกว่งของอีกฝ่ายทำให้เกิดรอยบาดลึกบนแขนของพวกเขา
ช่างเป็นศิลปะเพลงดาบที่รวดเร็วอะไรเช่นนี้! จางเซวียนเลิกคิ้ว
ศิลปะเพลงดาบของอีกฝ่ายนั้นไม่ถึงกับล้ำลึกจนน่าทึ่ง แต่มีทั้งความเร็ว ความแม่นยำ และความเชี่ยวชาญกับความเข้าใจที่ไม่ธรรมดาในจิตวิญญาณเพลงดาบ ขนาดรวมกลุ่มกันต่อสู้ หูเหยาเหย่ากับพวกก็ยังต้านทานไว้ไม่ได้ ต้องถูกดึงเข้าสู่การสู้รบอีกครั้ง
เห็นคู่ต่อสู้โจมตีหูเหยาเหย่ากับพรรคพวกไม่หยุดหย่อน ทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสหนี จางเซวียนขมวดคิ้ว “สหายที่อยู่ตรงนั้นน่ะ พวกเราก็เป็นปรมาจารย์เหมือนกัน คุยกันดีๆก็ได้ ไม่เห็นต้องดวลแบบชี้เป็นชี้ตายอย่างนั้นเลย!”
“แกอยากจะหยุดการดวล? ก็ได้ ถ้าแกคิดจะช่วยชีวิตพวกมันได้สำเร็จก็ลองดู แต่ฉันเกรงว่าจะไม่มีพวกแกสักคนที่ไม่บาดเจ็บ!” นักรบตัวดักแด้ขั้นสูงสุดที่กำลังต่อสู้กับหูเหยาเหย่าและพรรคพวกคำรามเยาะ
เสียงของเขายังเด็กมาก ทำให้จางเซวียนต้องจ้องหน้า แล้วก็ต้องประหลาดใจที่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะอายุน้อยกว่าหูเหยาเหย่าและคนอื่นๆเสียอีก น่าจะแค่ 20 ต้นๆเท่านั้น
เป็นนักรบตัวดักแด้ขั้นสูงสุดตั้งแต่อายุเพียงเท่านี้ แถมยังปราบหูเหยาเหย่ากับคนอื่นๆได้พร้อมๆกัน ความปราดเปรื่องของเขาช่างน่าสะพรึงเสียจริง!
จางเซวียนหันไปมองนักรบระดับกึ่งเซียนอีกคนหนึ่ง แล้วก็ได้รู้ว่าอีกฝ่ายน่าจะมีอายุ 20 กว่าๆ
“ถ้างั้น ผมก็ขออภัยด้วย!”
เห็นคู่ต่อสู้ไม่มีทีท่าจะเลิกรา และหากปล่อยให้การต่อสู้ดำเนินต่อไป หูเหยาเหย่ากับพรรคพวกต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสแน่ จางเซวียนจึงกระโจนเข้าสู่การตะลุมบอนโดยไม่รีรอ
“ขั้นการเรียงร้อยสวรรค์?”
เมื่อเห็นวรยุทธของจางเซวียน รอยยิ้มดูถูกเหยียดหยามก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนักรบระดับกึ่งเซียน ดูพร้อมที่จะเห็นจางเซวียนทำอะไรสักอย่างให้ตัวเองพัง
ขนาดนักรบตัวดักแด้ขั้นสูงสุด 4 คนยังสู้กับสหายของฉันไม่ได้ แล้วนักรบการเรียงร้อยสวรรค์ขั้นต้นอย่างแกจะเอาอะไรมาสู้ รนหาที่ตายแท้ๆ!
“ฉันก็กำลังคิดอยู่ว่าแกเก่งแค่ไหนที่ยืนใช้ปากสู้อยู่นั่น แต่กลับกลายเป็นว่าแกเป็นแค่นักรบการเรียงร้อยสวรรค์ ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ ฉันจะจัดการแกคนแรก!”
ชายอายุน้อยกว่าที่กำลังต่อสู้ก็รับรู้ถึงวรยุทธอันอ่อนด้อยของจางเซวียนและยิ้มเหยียดหยามเช่นกัน หลังจากผลักหูเหยาเหย่ากับพรรคพวกให้กระเด็นไปด้วยการกวัดแกว่งอันทรงพลังแล้ว เขาก็แทงดาบพรวดเข้าใส่จางเซวียน
ยังไม่ทันที่ดาบจะเข้าถึงตัว รังสีอันทรงพลังที่มันแผ่ออกมาก็บาดลึกเข้าไปในร่างกาย ทำให้อีกฝ่ายต้องตัวสั่นจนหยุดไม่ได้
ชายหนุ่มคนนั้นอาจเป็นแค่นักรบตัวดักแด้ขั้นสูงสุด แต่พลังที่ดาบของเขาแผ่ออกมานั้นเทียบได้กับนักรบระดับกึ่งเซียน
ไม่น่าแปลกที่หูเหยาเหย่ากับพรรคพวกรวมหัวกันสู้แล้วก็ยังรับมือเขาไม่ไหว
เมื่อรู้สึกถึงการจ้วงแทงอันทรงพลัง จางเซวียนก็ไม่พยายามจะหลบ เขาเปิดใช้งานดวงตาหยั่งรู้วิเคราะห์หาตำแหน่งที่ดาบจะปักลงมา จากนั้นก็ระบายลมหายใจยาว
ฟึ่บ!
แผงอกของจางเซวียนยุบลงตามแรงหายใจออก
ในการต่อสู้ระหว่างผู้เเชี่ยวชาญ เพียง 1 มิลลิเมตรก็สร้างความแตกต่างอันยิ่งใหญ่ได้ ดาบนั้นจ่อที่แผงอกของเขา แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่มีเจตนาสังหารเขาด้วยการจ้วงแทง ต้องการให้ถากๆแล้วจ่อหัวใจเท่านั้น แต่เพราะการหายใจออกยาวของจางเซวียน ทำให้ดาบหยุดตรงแผงอกของเขาพอดี
ต่อให้ดาบที่คมกริบที่สุดก็ไม่อาจทำให้ผ้าเนื้อบางที่สุดฉีกขาดได้หากมีแรงส่งไม่เพียงพอ
ต่อให้การจ้วงแทงของชายหนุ่มทรงพลังแค่ไหน มันก็หมดฤทธิ์ไปแล้ว จางเซวียนหัวเราะหึๆและยกมือขึ้นจับดาบของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบาด้วยนิ้วชี้และนิ้วกลางของเขา
ฟึ่บ!
ราวกับงูที่ถูกจับ ชายหนุ่มไม่อาจชักดาบกลับคืนได้แม้ว่าจะพยายามแค่ไหน
ช่างเป็นการหยั่งรู้ที่คมกริบกับสภาพจิตที่แข็งแกร่งอะไรเช่นนั้น
นักรบระดับกึ่งเซียนที่ยืนอยู่ข้างๆหรี่ตา
ท่วงท่านี้ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ไม่ใช่สิ่งที่ใครสักคนจะถอนตัวกลับได้ ทั้งทักษะการหยั่งรู้และความเข้มแข็งของจิตใจจะต้องไม่เบา
หากทักษะการหยั่งรู้ไม่เฉียบแหลมพอและเกิดการตัดสินใจผิดพลาด ลงท้ายดาบก็จะปักอก และถ้าไม่มีสภาวะจิตที่เข้มแข็งพอ ก็ไม่มีทางที่จะสงบจิตอยู่ได้ท่ามกลางการดวลแบบชี้เป็นชี้ตายอย่างนี้
น่าสนใจจริงๆ!
นักรบขั้นการเรียงร้อยสวรรค์คนหนึ่งอาจหาญเผชิญหน้ากับเพลงดาบของนักรบตัวดักแด้ขั้นสูงสุด หมอนี่ต้องบ้าบิ่นเอาการ
เพราะศิลปะเพลงดาบของอู๋ฉู่นั้นไม่อาจหยุดยั้งได้ง่ายๆอย่างที่เห็น เขาต้องลงแรงไปมากทีเดียว!
สหายของเขามีวรยุทธด้อยกว่า แต่ความเชี่ยวชาญในศิลปะเพลงดาบนั้นน่าอัศจรรย์ หมอนั่นจับดาบไว้ได้ก็คงเพราะแค่ดวงดี แต่ความท้าทายที่แท้จริงนั้นยังไม่เกิด
นักรบระดับกึ่งเซียนยิ้มมุมปากแล้วหันไปมองการสู้รบอย่างสุขุม อยากเห็นว่าสหายของเขาจะจัดการเจ้าหนุ่มนั่นอย่างไร สิ่งที่เห็นคือ สหายของเขาทุ่มพละกำลังสุดตัวจนหน้าแดงก่ำแล้ว แต่ก็ยังชักดาบออกจากปลายนิ้วของอีกฝ่ายไม่ได้
มันเกิดอะไรขึ้น? นักรบระดับกึ่งเซียนเลิกคิ้ว
พูดได้เลยว่าสหายของเขาเป็นผู้ไร้เทียมทานในหมู่นักรบที่มีวรยุทธขั้นเดียวกัน แต่ดาบของเขาถูกเจ้าคนนิรนามซึ่งมีวรยุทธอ่อนด้อยกว่าเขาเกือบ 2 ขั้นจับไว้แน่นโดยใช้เพียง 2 นิ้ว ทั้งยังชักคืนไม่ได้ มันเป็นไปได้อย่างไร?
“กะ-แก”
ขณะที่เขากำลังตะลึง เจ้าตัวที่ประสบเหตุด้วยตัวเอง, อู๋ฉู่ ก็กลัวจนแทบจะขาดใจ
เขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นแค่แมลงวันตัวกระจ้อยร่อยที่ตบทีเดียวตาย แต่การจ้วงแทงที่เขาทุ่มเทพละกำลังลงไปทั้งหมดกลับไม่อาจทำร้ายอีกฝ่ายได้ แถมยังถูกยึดไว้อีกด้วย!
“ปล่อยนะ!” อู๋ฉู่คำรามลั่นขณะที่รวบรวมพละกำลังชักดาบออก
“ก็เอาไปสิ!” จางเซวียนปล่อยนิ้ว
“เฮ้ย!”
สมกับที่เป็นนักต่อสู้ผู้ปราดเปรื่อง ไม่เหมือนสถานการณ์ตอนที่เกิดกับอิ้งชิง อู๋ฉู่ตีลังกาซัมเมอร์ซอลท์เพื่อบรรเทาแรงโน้มถ่วงจากการชักดาบกลับของเขา ทำให้เขาทรงตัวได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็พุ่งเข้าจ้วงแทงจางเซวียนอย่างแรงอีกครั้ง
รู้แล้วว่าคู่ต่อสู้ของเขาไม่ธรรมดา การจ้วงแทงครั้งนี้ของอู๋ฉู่จึงรวดเร็วกว่าครั้งก่อนมาก ยังไม่ทันที่ใครจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดาบก็ไปจ่ออยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายแล้ว
นักรบระดับกึ่งเซียนพยักหน้าอย่างชื่นชมกับการจ้วงแทงนั้น ‘ดาบเจ้าสำราญ’ นี่เยี่ยมจริงๆ
“ดูเหมือนเขาจะได้ความเเชี่ยวชาญของเราไปอย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์แล้ว!”
การจ้วงแทงนั้นทั้งรวดเร็วและแม่นยำ มีรังสีของผู้พิชิต
แม้จะได้ความเชี่ยวชาญของเขามาเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่นั่นก็เป็นระดับที่น่าสะพรึงแล้ว เพราะทั้งคู่ยืนอยู่ใกล้กันมาก ต่อให้นักรบระดับกึ่งเซียนขั้นกลางทั่วๆไปก็หลบการโจมตีนั้นไม่ได้!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคราวนี้เจ้านักรบการเรียงร้อยสวรรค์คนนั้นจะต้องเสร็จแน่!
“ตกลงคุณจะไม่เลิกราใช่ไหม?”
ถ้าจางเซวียนตอบโต้ไม่ได้ เขาคงต้องบาดเจ็บสาหัสจากการโจมตีนั้น ต่อให้รอดชีวิตมา ก็คงต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มอีก 2-3 เดือน
เขาพยายามออมมือให้หมอนั่นแล้ว แต่หมอนั่นก็เอาแต่โจมตีดุเดือดไม่เลิกไม่รา จางเซวียนเลิกคิ้วอย่างขัดใจขณะงอนิ้วกลางและดีดเบาๆ
เคร้ง!
เกิดเสียงเคร้งดังกึกก้องราวกับแก้วแตก ดาบของอู๋ฉู่แตกเป็นเสี่ยงๆและร่วงลงกับพื้น
ตอนที่จางเซวียนจับดาบของอู๋ฉู่ไว้เมื่อครั้งก่อน เขาได้ประมวลหนังสือขึ้นแล้ว รู้ว่าข้อบกพร่องของมันอยู่ตรงไหน อีกอย่าง ตัวเขาก็มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับนักรบระดับกึ่งเซียนขั้นสูงสุด การทำลายดาบของอีกฝ่ายด้วยการดีดเบาๆจึงเป็นเรื่องง่ายดาย
“อะไรกัน?”
เห็นดาบระดับจิตวิญญาณขั้นสูงสุดของตัวเองถูกทำลายยับเยินเพียงเพราะอีกฝ่ายแค่ดีดนิ้ว อู๋ฉู่ตกใจจนแทบลมจับ
ขนาดนักรบระดับกึ่งเซียนขั้นสูงสุดออกแรงเต็มที่ ก็ยังเกือบเป็นไปไม่ได้ที่จะทำลายดาบจิตวิญญาณขั้นสูงสุดของเขา แต่มันกลับยับเยินเพียงเพราะถูกนิ้วดีดเบาๆเพียงครั้งเดียว เป็นไปได้อย่างไรกัน?
ส่วนนัยน์ตาของนักรบกึ่งเซียนอีกคนหนึ่งที่เฝ้ามองการต่อสู้อยู่ก็แทบปะทุออกจากเบ้า
เขาคิดว่าคราวนี้อย่างน้อยๆจางเซวียนต้องเจ็บหนักแน่ แต่หมอนั่นกลับทำลายดาบของอู๋ฉู่ได้ด้วยการดีดเพียงครั้งเดียว เขาจะต้องมีพละกำลังที่น่าสะพรึงขนาดไหนกัน?
หมอนั่นเป็นนักรบการเรียงร้อยสวรรค์จริงๆหรือเปล่า?
ทั้งคู่ภาคภูมิใจกับการเป็นนักรบผู้ไร้เทียมทานในหมู่นักรบที่มีวรยุทธขั้นเดียวกันมาตลอด แล้วสหายของเขาพ่ายแพ้ให้กับผู้ที่มีวรยุทธอ่อนด้อยกว่าได้อย่างไร?
“บ้าที่สุด!” อู๋ฉู่ส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ เขาพุ่งเข้าใส่จางเซวียนอีกครั้งด้วยสีหน้าที่ดูคลุ้มคลั่ง
เป็นไปไม่ได้ที่ใครสักคนที่มีวรยุทธต่ำกว่าเขาเกือบ 2 ขั้นจะเอาชนะเขาได้ได้ง่ายๆแบบนี้ เป็นไปไม่ได้เลย!
เห็นอีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะยอมหยุด จางเซวียนส่ายหัวพร้อมกับถอนหายใจก่อนจะง้างหมัด
เพลงหมัดเทียบฟ้า!
ปั้ก!
ยังไม่ทันที่อู๋ฉู่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็เจอหมัดกระแทกแผงอกเข้าให้ เขาร่วงลงไปกองกับพื้น ไอและกระอักเลือดออกมาไม่หยุด รู้สึกเหมือนอวัยวะภายในเคลื่อนไปหมดเพราะแรงปะทะ มันหนักหน่วงอย่างไม่น่าเชื่อ ขนาดผ่านไปพักหนึ่งแล้ว เขายังรวบรวมลมหายใจไม่ค่อยจะได้
“แก”
ใช้เวลาอีกครู่หนึ่งกว่าจะกระเสือกกระสนลุกขึ้นยืนได้ อู๋ฉู่หน้าเปลี่ยนสีด้วยความเดือดดาล เขาจ้องจางเซวียนและพร้อมจะออกตัวอีกครั้ง ก็พอดีกับที่นักรบระดับกึ่งเซียนที่ยืนอยู่ข้างๆขัดขึ้นมาทันควัน “พอได้แล้ว! ยังทำตัวเองให้อับอายขายหน้าไม่พออีกหรือ?”
อู๋ฉู่จ้องหน้าจางเซวียนอย่างลังเลอีกครู่หนึ่งก่อนจะกลับไปยืนด้านข้างอย่างไม่เต็มใจ เขาหยิบยาเม็ดออกมาแล้วกลืนลงไป จากนั้นอาการถึงค่อยยังชั่วขึ้น แม้เขาจะตัดสินใจไม่ทำอะไรต่อ แต่สายตาเป็นปฏิปักษ์ก็ยังจับจ้องอยู่ที่จางเซวียน ดูอยากจะฉีกเขาเป็นชิ้นๆเต็มที
จางเซวียนไม่ใส่ใจทั้งคู่ เขาเปิดน้ำเต้าไวน์แล้วถ่ายทอดพลังปราณลงไป ก่อนจะยื่นให้หูเหยาเหย่า กับพรรคพวกเพื่อเยียวยาบาดแผล จากนั้นก็หันไปจ้องมองทั้งสองคนด้วยคิ้วขมวดมุ่น
“พวกเราที่นี่ก็เป็นปรมาจารย์ด้วยกันทั้งนั้น แต่คุณจงใจจะเอาเป็นเอาตายกับสหายของผม กฎเกณฑ์ของสภาปรมาจารย์ไม่มีความหมายอะไรกับคุณเลยหรือ?”
“เอาเป็นเอาตาย? แกยังไม่ได้เห็นเลยว่าเอาเป็นเอาตายของจริงน่ะเป็นอย่างไร! ส่งผลหิ่งห้อยแดงมาเสียดีๆแล้วฉันจะปล่อยพวกแกไป ไม่อย่างนั้นพวกแกไม่มีใครรอดไปได้แน่!” อู๋ฉู่คำรามตอบ
เมื่อได้ยินแบบนั้น เชวเจินหยางผู้อารมณ์ร้อนก็ตวาดก้อง “ผลหิ่งห้อยแดง? พวกเราอยู่ข้างหลังพวกคุณมาตลอด จะไปเก็บผลหิ่งห้อยแดงตัดหน้าคุณได้อย่างไร?”
ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ พวกเขายังไม่มีโอกาสเข้าใกล้ปากถ้ำเลย แต่เจ้าคู่นี้กลับมาเรียกร้องผลหิ่งห้อยแดงจากพวกเขา สมองเพี้ยนไปแล้วหรือเปล่า?
ต่อให้อยากกล่าวหาพวกเรา หาอะไรที่สมเหตุสมผลกว่านี้หน่อย!
“พวกเราขอยืนยันว่าก่อนหน้านี้มีผลหิ่งห้อยแดงอยู่ในถ้ำจริงๆ แต่ตอนที่เราเข้าถ้ำไปเมื่อครู่ก่อน มันหายไปหมดแล้ว แถมยังเห็นร่องรอยที่บ่งบอกว่ามีคนเร่งการเจริญเติบโตของผลไม้ด้วย ก็มีพวกเราอยู่แค่ไม่กี่คนในหุบเขาแห่งนี้ แล้วจะเป็นใครถ้าไม่ใช่พวกแก?” อู๋ฉู่สวนกลับ
เสือสมิงเขี้ยวดาบทั้ง 2 ตัวก็สลบและไม่มีร่องรอยว่าพวกมันได้เก็บผลไม้ไปก่อนหน้าพวกเขา เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าจะต้องมีใครสักคนเล่นงานมันเพื่อเอาผลหิ่งห้อยแดงไป
ในหุบเขานี้ก็มีกันอยู่ไม่กี่คน ตัวการก็จะต้องเป็นพวกนี้แหละ!
“ถ้าพวกเราได้ผลหิ่งห้อยแดงมา คงออกจากหุบเขานี้ไปเสียนานแล้ว มันเรื่องอะไรจะมามัวเสียเวลาทะเลาะกับคุณอยู่ นี่คุณจงใจพูดเรื่องไร้สาระเพื่อจะตบทรัพย์พวกเรานี่!” หูเหยาเหย่า คำราม
ในความเห็นของเธอ ทั้งคู่คงเก็บผลหิ่งห้อยแดงไปแล้วและกำลังใช้โอกาสนี้หาเรื่องขูดรีดอีก
ช่างเป็นปรมาจารย์ที่ทำตัวน่าอายเสียจริง
“บังอาจนัก พวกเรา” อู๋ฉู่กำลังจะเถียงกับหยู่เฟยเอ๋อ ก็พอดีกับที่นักรบระดับกึ่งเซียนที่ยืนอยู่ข้างเขาโบกมือและตวาด “พอที!”
อู๋ฉู่เงียบกริบ
“ผมแน่ใจว่าพวกเราทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าผลหิ่งห้อยแดงมีความสำคัญ ก็อย่างที่คุณพูด พวกเราก็ล้วนแต่เป็นปรมาจารย์ ถ้าคุณเก็บผลหิ่งห้อยแดงมาแล้วล่ะก็ พวกเราก็พร้อมจะเจรจาต่อรองเพื่อแบ่งสรรปันส่วนกันอย่างเป็นทางการภายใต้กฎของสภาปรมาจารย์” นักรบระดับกึ่งเซียนพูดอย่างสุขุม
“คุณคิดจะต่อรองอย่างไร?” จางเซวียนถาม
“ง่ายนิดเดียว ถ้าใครคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกคุณรับมือกับการโจมตีของผมได้ 3 ครั้ง พวกเราก็จะกลับไปทันที แต่ถ้าไม่อย่างนั้น เราก็ต้องขออภัยด้วย เพราะพวกคุณจะไม่ได้กลับออกไปแน่จนกว่าจะส่งมอบผลหิ่งห้อยแดง 5 ผลให้เรา!” นักรบระดับกึ่งเซียนตอบ
“ถ้าพวกเราชนะ คุณจะได้กลับไปโดยไม่ต้องชดใช้อะไรเลย แต่ถ้าเราแพ้ เราต้องมอบผลหิ่งห้อยแดงให้คุณ 5 ผล? นี่เป็นเรื่องตลกที่สุดเท่าที่ผมได้ยินมา คุณเรียกสิ่งนี้ว่าการต่อรองหรือ? อะไรที่ทำให้คุณคิดว่าพวกเราจะตอบตกลงกับเงื่อนไขแบบนี้?” จางเซวียนคำรามเสียงเย็น



