ตอนที่ 878 กลับสันเขาปุยเมฆ
“ได้”
แม้เหล่าปรมาจารย์จะรู้สึกท้อแท้และไม่พอใจ แต่ก็รู้ดีว่าต้องทำตามคำสั่งของสถาบันปรมาจารย์ ไม่อย่างนั้นก็อาจเกิดเหตุการณ์โกลาหล พวกเขาจึงถอนกำลังจากสนามรบและมุ่งหน้าไปยังยอดเขาเล่หยวน
เมื่อเห็นกลุ่มนักเรียนเริ่มล่าถอย จางเซวียนสั่งการหัวหน้าจ้าว “คุณไปดูแลกลุ่มนักเรียน พวกเขาต้องการผู้นำในช่วงเวลาแบบนี้ พยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเหล่าอสูรวิเศษเท่าที่จะทำได้ ส่วนเรื่องการเจรจาต่อรอง ลำพังหัวหน้ามั่วกับผมก็พอ”
เมื่อรู้ว่าจางเซวียนกำลังจะส่งเขาไป จ้าวปิงฉูส่ายหน้า “ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก ผมจะตามคุณไปสันเขาปุยเมฆด้วย!”
แม้อาจารย์ใหญ่ของพวกเขาจะเพิ่งยกระดับวรยุทธไปหมาดๆ แต่ก็เป็นแค่นักรบตัวดักแด้ขั้นต้นเท่านั้น ด้วยระดับวรยุทธของจางเซวียนในตอนนี้ การมุ่งหน้าไปยังสันเขาปุยเมฆซึ่งเต็มไปด้วยอสูรระดับเซียนก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย ถึงจะต้องแลกด้วยชีวิต จ้าวปิงฉูก็ตัดสินใจว่าจะต้องตามไปรักษาความปลอดภัยของอาจารย์ใหญ่ให้ได้
“นี่คุณจะฝ่าฝืนคำสั่งของผมทันทีที่เสนอชื่อผมเป็นอาจารย์ใหญ่เลยหรือ?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
“ถ้าไม่เต็มใจจะฟังคำสั่งของผม คุณทั้งคู่ก็อยู่ที่นี่แหละ ผมไปเอง!”
“อาจารย์ใหญ่จาง” จ้าวปิงฉูขมวดคิ้วอย่างกังวล
“หัวหน้าจ้าว นักเรียนพวกนั้นต้องการคุณนะ คุณไปเถอะ ไม่ต้องห่วง ผมจะไม่ให้ใครมาทำอันตรายอาจารย์ใหญ่จางหรอก” หัวหน้ามั่วพูด
ครู่ต่อมา เขาก็ส่งโทรจิตหาจ้าวปิงฉู “เมื่อคุณกลับไป จัดระเบียบกองกำลังของเรา แล้วตามตัวปรมาจารย์มู่กับคนอื่นๆ 4 ชั่วโมง; ถ้าพวกเราไม่กลับไปภายใน 4 ชั่วโมง ส่งกองกำลังโจมตีสันเขาปุยเมฆได้เลย ผมจะรักษาความปลอดภัยให้อาจารย์ใหญ่จางในอีก 4 ชั่วโมงข้างหน้า”
“คือ” จ้าวปิงฉูชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “ได้ ถ้าอย่างนั้นผมไปก่อน!”
จางเซวียนเองก็รู้ว่าทั้งคู่กำลังหารือกันผ่านโทรจิต แต่ไม่ใส่ใจ เขายืนผงาดบนหลังอสูรเซียนมังกรเพลิงแล้ว่งหน้าไปยังสันเขาปุยเมฆ
จ้าวปิงฉูกำหมัดแน่นขณะมองทั้งคู่จากไป ก่อนจะกลับไปยังสถาบันปรมาจารย์
“อาจารย์ใหญ่จาง คุณจะต้องไม่เป็นอันตราย”
รู้ดีว่าอาจารย์ใหญ่ของพวกเขายื่นข้อเสนอเจรจาต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของบรรดานักเรียนในสถาบัน อาจดูเหมือนเขาใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้องอยู่สักหน่อย แต่การสู้รบก็มาถึงอย่างกะทันหัน ไม่มีเวลาเตรียมตัว นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะสงวนกองกำลังของพวกเขาไว้ในเวลานี้
ยอมแบกรับข้อครหาเรื่องความล้มเหลวเพื่อปกป้องสถาบันปรมาจารย์จากภยันตราย ช่างเป็นการตัดสินใจที่แน่วแน่และกล้าหาญยิ่งนัก
พวกเขาเลือกคนไม่ผิดจริงๆ!
ปรมาจารย์จางเป็นบุคคลที่พึ่งพิงได้ เป็นปรมาจารย์ตัวจริงเหมือนกับปรมาจารย์ขง มีหัวใจกว้างใหญ่พอที่จะโอบกอดทั้งโลก
บางที พวกเขาอาจจะได้เป็นสักขีพยานในการเกิดขึ้นของตำนานคนใหม่
…..
อสูรเซียนมังกรเพลิงบินไปอย่างรวดเร็ว ครู่เดียวก็มาถึงสันเขาปุยเมฆ
หัวหน้ามั่วยืนผงาดอยู่บนหลังอสูรเซียน ก่อนตวาดก้อง “ผม, มั่วจู จากสถาบันปรมาจารย์ มาตามที่ตกลงกันไว้ ขอราชันย์แห่งสันเขาปุยเมฆออกมาพบผมด้วย!”
มีเสียงสุขุมนุ่มลึกตอบกลับมา
“ขี่หลังอสูรนกอินทรี เขาจะพาคุณกลับมาหาพวกเรา ส่วนอสูรระดับเซียนของคุณน่ะให้รออยู่ข้างนอก ผมเกรงว่าเราจะทำให้มันต้องตกที่นั่งลำบากหากการเจรจาล้มเหลว!”
อสูรเซียนมังกรเพลิงของหัวหน้ามั่วก็เป็นอสูรตัวหนึ่ง มันจะต้องตกที่นั่งลำบากถ้าการเจรจาไม่สำเร็จ เพราะหากช่วยเจ้านายก็เท่ากับหักหลังวงศ์วานว่านเครือของตัวเอง แต่หากเลือกช่วยอสูรด้วยกันก็เท่ากับทรยศนายท่าน ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่ถูกต้องเลย
“ได้”
หลังจากสั่งการบางอย่างผ่านโทรจิตกับอสูรของเขาแล้ว หัวหน้ามั่วก็ใช้พลังปราณคุ้มกันจางเซวียนไว้ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังอสูรอินทรีขนเทาที่อยู่ไม่ห่างออกไปนัก
กีซซซซซซ!
อสูรอินทรีขนเทากรีดร้องเสียงแหลมก่อนจะกางปีกและโผบินไป
อสูรอินทรีตัวนี้มีบางอย่างคล้ายคลึงกับนกอินทรีสีเขียวอ่อนที่จางเซวียนเคยฝึกให้เชื่อง แต่แข็งแกร่งกว่ากันมาก มันมีวรยุทธขั้นตัวดักแด้ จึงสามารถเคลื่อนไหวด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง
“อาจารย์ใหญ่จาง สำหรับตอนนี้ บอกใครต่อใครว่าคุณเป็นลูกศิษย์ของผมนะ หากพวกเขาพยายามทำให้อะไรๆยุ่งยากล่ะก็ ผมจะหาทางส่งคุณกลับอย่างปลอดภัย” หัวหน้ามั่วบอกจางเซวียนผ่านทางโทรจิต
จางเซวียนส่ายหัว “ไม่จำเป็นต้องทำอะไรแบบนั้นหรอก ถ้าผมไม่เปิดเผยตัวตนของตัวเอง จะเจรจาต่อรองกับพวกเขาได้อย่างไร?”
“ทำแบบนั้นน่ะอันตรายนะ” หัวหน้ามั่วส่ายหน้าอย่างเคร่งเครียด
“อสูรระดับเซียนพวกนี้เป็นปฏิปักษ์กับมนุษย์ และไม่ช้าการสู้รบก็คงเกิดขึ้น อันที่จริง ทางสถาบันปรมาจารย์พยายามหาหนทางกำจัดพวกมันอยู่เหมือนกัน แต่พวกมันก็ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ ไม่ยอมออกมา ทั้งสถาบันปรมาจารย์และทางเชื้อพระวงศ์ได้ส่งกองกำลังมากมายเข้าสำรวจลึกเข้าไปในสันเขาปุยเมฆตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่น้อยคนเหลือเกินที่รอดชีวิต”
“ส่งกองกำลังมากมาย?” จางเซวียนขมวดคิ้วขณะหวนนึกถึงศพจำนวนหนึ่งที่เขาพบอยู่รอบๆทะเลสาบน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพี
เป็นไปได้ว่าศพเหล่านั้นคือกองกำลังที่ทางเชื้อพระวงศ์หรือสถาบันปรมาจารย์ส่งเข้าไป
“สันเขาปุยเมฆนั้นถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกตลอดทั้งปี สภาพภูมิประเทศก็ซับซ้อนทุรกันดาร ทำให้การสำรวจเป็นไปได้ยาก อสูรระดับเซียนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้เหมือนก้างชิ้นใหญ่ที่ตำคอเรา คอยจะหาเรื่องใช้กำลังกับเราอยู่เรื่อย พวกเรารอคอยเวลาที่จะกำจัดมันมานานแล้ว แต่น่าเสียดายที่ทลายแนวคุ้มกันของมันไม่ได้!”
มาถึงตอนนี้ หัวหน้ามั่วพลันนึกอะไรได้บางอย่างและมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นอีก “ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนจะมีเหตุผลซับซ้อนยิ่งกว่าอยู่เบื้องหลังการที่อสูรระดับเซียนเลือกยึดครองพื้นที่สันเขาปุยเมฆ ท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนเหมือนจะค้นพบอะไรบางอย่าง แต่เขาก็หายตัวไปก่อนที่จะสามารถเปิดเผยใครให้รู้ และจากการสำรวจตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าการหายตัวไปของผู้อาวุโสหวูหยางจื่อก็มีบางอย่างเกี่ยวข้องกับสันเขาปุยเมฆเช่นกัน!”
จางเซวียนหรี่ตาเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
เขาเองพอเข้าใจความลึกลับเกี่ยวกับการหายตัวไปของหวูหยางจื่อ ทั้งยังได้รับทรัพย์สมบัติของอีกฝ่ายด้วย ถ้าสันเขาปุยเมฆเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของหวูหยางจื่อจริงๆ ก็หมายความได้อย่างเดียวว่าเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นอยู่เบื้องหลัง
ไอ้โหดเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า?
หลังจากได้ทรัพย์สมบัติของหวูหยางจื่อ จางเซวียนเคยถามไอ้โหดถึงเรื่องนี้ แต่ฝ่ายนั้นสูญเสียความทรงจำไปมากแล้ว จึงบอกอะไรไม่ค่อยได้
อาจเป็นอย่างนั้น!
สำหรับนักรบที่มีระดับวรยุทธเกือบถึงเซียนขั้น 2 ถูกลักพาตัวอย่างเงียบเชียบในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน สถานที่ที่สถาบันปรมาจารย์ตั้งอยู่ เป็นไปไม่ได้เลยที่เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นจะลงมือทำการด้วยตัวเอง
“เพื่อค้นหาความจริง พวกเราได้ส่งกองกำลังและแม้แต่นักรบระดับเซียนเข้าไปในสันเขาปุยเมฆ แต่ไม่มีใครทำสำเร็จ, 700 ปีก่อน ผมพยายามสำรวจพื้นที่นี้ด้วยตัวเอง และถ้าไม่ใช่เพราะท่านอาจารย์ใหญ่คนเก่า ผมคงเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่แล้ว” หัวหน้ามั่วพูดด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ
สมัยที่เขายังหนุ่มและเลือดร้อน เขาเคยลอบเข้ามาที่สันเขาปุยเมฆด้วยความอยากค้นหาความลับ แต่ยังไม่ทันจะไปได้ไกล ก็เจอเหล่าอสูรเข้าโจมตี
ถ้าไม่ใช่เพราะท่านอาจารย์ใหญ่คนเก่ายื่นมือมาช่วย เขาคงตายไปแล้ว
“ผมเข้าใจ” จางเซวียนนึกไม่ถึงว่าหัวหน้ามั่วจะมีประสบการณ์แบบนั้น
เขาเองเคยเข้าไปในสันเขาปุยเมฆเช่นกัน แล้วที่นั่นก็มีอะไรแปลกประหลาดจริงๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะจางเซวียนมีวิถีทางของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณและหุ่นปีศาจ ก็คงไม่มีทางลอบเข้าไปยังส่วนลึกของสันเขาและขโมยน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีมาได้
“เพราะฉะนั้น คุณต้องไม่เปิดเผยตัวตนนะ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ พวกอสูรระดับเซียนจะต้องพยายามจับตัวคุณไปกักขัง” หัวหน้ามั่วพูด
“เอาเถอะ อย่างนั้นก็ได้” จางเซวียนพยักหน้า
เมื่อคำนึงถึงความเสี่ยงหลายๆด้านของเรื่องนี้ การที่เขาจะเปิดเผยตัวตนของตัวเองก็เป็นอันตรายจริงๆ
ต่อให้มีอสูรตะวันไบแซนไทน์ หม้อต้นกำเนิดทองคำ และหุ่นปีศาจอีกหลายตัว ก็ยังยากที่เขาจะรอดจากการโจมตีของอสูรระดับกึ่งเซียน ระดับเซียนมือใหม่ และระดับเซียนที่อยู่ในสันเขาปุยเมฆ
ขณะที่ทั้งคู่กำลังหารือกันอยู่ อสูรอินทรีก็บินฝ่ากลุ่มหมอกมาถึงยอดเขา
เมื่อมองดูใกล้ๆ จางเซวียนรู้สึกว่าพื้นที่บริเวณนี้ดูคุ้นตา มันคือพื้นที่ที่เขาพบน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีนั่นเอง
กีซซซซซซ!
อสูรอินทรีร้องเสียงแหลมก่อนจะร่อนลงกับพื้น จากนั้นหัวหน้ามั่วกับจางเซวียนก็กระโดดลงจากหลังของมัน
“ผม, มั่วจู จากสถาบันปรมาจารย์ มากับลูกศิษย์ ขอพบราชันย์แห่งสันเขาปุยเมฆ!”
หัวหน้ามั่วก้าวออกมาและแผ่รังสีของนักรบระดับเซียนขั้น 1-สูงสุดเพื่อสำแดงพละกำลัง
“หัวหน้ามั่ว เข้ามาสิ”
เสียงเรียบเฉยเสียงหนึ่งดังขึ้นจากภายในถ้ำที่อยู่ตรงหน้า จากนั้น เสือสมิงดำซึ่งมีวรยุทธระดับกึ่งเซียน 2 ตัวก็เดินออกมาแสดงทีท่าต้อนรับ ดูเหมือนพวกมันจะเป็นองครักษ์ของถ้ำนี้
“เข้าไปกันเถอะ”
หัวหน้ามั่วสูดหายใจลึกและเดินนำ จางเซวียนเดินตามหลัง
เมื่อมองไปรอบๆ จางเซวียนเห็นทั้งอสูรระดับกึ่งเซียนและระดับเซียนมือใหม่อารักขาพื้นที่นั้นอยู่มากมาย เหมือนกับครั้งล่าสุดที่เขามา เพียงแต่จำนวนของมันดูจะลดลงมาก
พวกมันส่วนหนึ่งคงไปร่วมการสู้รบกับกองกำลังของสถาบันปรมาจารย์
ทั้งคู่เดินลึกเข้าไปในถ้ำ ไม่ช้าก็มาถึงบริเวณที่น้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีถูกเก็บไว้ และที่นั่นเอง ทั้งสองก็ได้พบกับอสูรระดับเซียนขั้น 1-สูงสุดนั่งอยู่ 10 ตัว
ทันทีที่หัวหน้ามั่วกับจางเซวียนเข้าไป พวกมันก็หันกลับมาจ้องมอง เจตนาสังหารเย็นเยียบปรากฏชัดในแววตา
1 ใน 10 อสูรระดับเซียนขั้น 1, อสูรเสือสีทองคำรามก้อง “มั่วจู คุณก็ช่างอาจหาญนักที่พาลูกศิษย์วรยุทธขั้นตัวดักแด้มาที่นี่!”
ในฐานะหัวหน้าโรงเรียนนักฝึกอสูร หัวหน้ามั่วพอรู้จักเหล่าอสูรระดับเซียนที่อาศัยอยู่ในสันเขาปุยเมฆอยู่บ้าง
หัวหน้ามั่วโบกมือและพูดอย่างไม่ใส่ใจอสูรเสือสีทอง “ในเมื่อผมมาอยู่ที่นี่แล้ว เราก็เริ่มเจรจากันเสียทีว่าจะแก้ปัญหาการสู้รบระหว่างสถาบันปรมาจารย์กับพลพรรคของสันเขาปุยเมฆได้อย่างไร ผมเชื่อว่าพวกเราเห็นตรงกันว่าถ้ายังขืนต่อสู้กันอยู่แบบนี้ ทั้งสองฝ่ายก็มีแต่จะได้รับความเสียหายหนัก การสู้รบครั้งนี้น่ะไม่มีผู้ชนะหรอก”
“ได้รับความเสียหายหนัก? เสียหายหนักแล้วอย่างไรล่ะ? พวกมนุษย์มาขโมยน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีของพวกเรา ทำลายรากฐานของเราเสียหมดสิ้น ให้ผมบอกตามตรงนะ ถ้าพวกเราเหล่าอสูรจะต้องเสียหายหนักล่ะก็ ผมจะต้องแน่ใจว่าพวกมนุษย์อย่างคุณจะต้องเจ็บปวดกว่าเป็น 2 เท่า!” สิงโตเพลิงเลือดนกซึ่งเป็นอสูรระดับเซียนขั้น 1-สูงสุดคำรามกร้าว
“เราขโมยน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีของพวกคุณ?” หัวหน้ามั่วขมวดคิ้ว
“อันที่จริงน่ะ พื้นที่ตรงนี้เป็นบริเวณที่เราเก็บน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีไว้ แต่ตอนนี้มันหายไปหมดแล้ว มีแต่มนุษย์ชั่วร้ายอย่างพวกคุณเท่านั้นแหละที่เล่นสกปรก!” สิงโตเพลิงเลือดนกตวาด
หัวหน้ามั่วมองไปรอบๆ และเห็นร่องรอยของหลุมยุบซึ่งดูเหมือนทะเลสาบที่ว่างเปล่า แม้จะไม่มีอะไรอยู่ในนั้น แต่เขาก็ยังรู้สึกได้ถึงพลังจิตวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งบ่งบอกว่าเคยมีบางสิ่งที่มีพลังจิตวิญญาณเข้มข้นอยู่ในแอ่งนั้น
แต่ที่นี่คือใจกลางสันเขาปุยเมฆ! มีทั้งอสูรระดับเซียนมือใหม่และอสูรระดับเซียนเพ่นพ่านอยู่เต็มไปหมด อาจหาญเข้ามาขโมยน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีภายใต้สถานการณ์แบบนี้ คนๆนั้นจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับไหน?
ใครๆก็รู้ว่าหัวหน้ามั่วสำเร็จวรยุทธขั้นสูงระดับหนึ่งแล้วเมื่อครั้งที่พยายามสำรวจสันเขาในครั้งนั้น แต่ก็เกือบถูกฆ่าตายตั้งแต่ยังมาไม่ทันได้ครึ่งทาง
การลอบเข้ามาได้สำเร็จ ขโมยของล้ำค่าของอสูรระดับเซียน แถมยังหนีรอดกลับไปได้ในสภาพที่ยังมีชีวิต เจ้าหมอนั่นได้ช่วยระบายความแค้นนานนับปีไม่ถ้วนที่มนุษย์มีต่ออสูรระดับเซียนผู้เย่อหยิ่งเหล่านี้!
“ผมไม่รู้เรื่องนี้เลย”
ถึงแม้หัวหน้ามั่วจะแสนยำเกรงบุรุษนิรนามผู้นั้น แต่เขาก็ไม่แสดงออกทางสีหน้า กลับขมวดคิ้วและถามว่า “คุณกล่าวอ้างว่าเป็นการกระทำของมนุษย์ มีหลักฐานหรือเปล่า จับตัวการได้ไหม?”
“ฮะ? ผมไม่รู้เรื่องเลย? คุณคิดว่าจะสามารถปิดบังเรื่องนี้ได้เพียงแค่บอกว่าตัวเองไม่รู้เรื่องอย่างนั้นหรือ?” อสูรเสือสีทองคำราม
“ผมไม่ได้พยายามจะกลบเกลื่อนนะ แต่ดูเหมือนคุณก็ไม่มีหลักฐานหรือสงสัยใครอยู่ในใจ ก็ไม่มีทางที่ผมจะช่วยชดใช้อะไรให้คุณได้ ผมไม่คิดว่าการมัวพูดเรื่องนี้อยู่จะทำให้เราคืบหน้า มาพูดถึงการสู้รบเถอะ” หัวหน้ามั่วพูดต่อ
“มันเป็นแค่ความขัดแย้งเล็กน้อยระหว่างเรา สภาปรมาจารย์คงไม่อยากจะเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่หากเรื่องนี้ลุกลามบานปลายและทำให้ประชาชนต้องเดือดร้อน ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าทางสภาปรมาจารย์จะไม่ตัดสินใจว่าสันเขาปุยเมฆของพวกคุณไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดำรงอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป และยื่นมือมากวาดล้าง ต่อให้ผมไม่พูดออกมา ผมก็เชื่อว่าคุณน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดี ในเมื่อพวกคุณอยู่สงบสงบมาหลายปีแล้ว มันเรื่องอะไรถึงเกิดวุ่นวายเอาตอนนี้ ทำให้ความพยายามของพวกคุณเองก็เสียเปล่า?”
ได้ยินคำพูดของหัวหน้ามั่ว อสูรเสือสีทองคำรามเสียงเย็นเยียบ “ที่ผ่านมาเรามีน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพี มันคือความหวังในการยกระดับวรยุทธของพวกเรา พวกเราเต็มใจที่จะเก็บตัวเงียบ แต่ตอนนี้”
“เราจะไม่ตัดเรื่องการชดเชยหรือไกล่เกลี่ยทิ้งไปหรอกนะ ขอแค่ทางสถาบันปรมาจารย์เต็มใจจะมอบหินวิเศษขั้นสูง 50,000 ก้อนให้เรา และช่วยเราติดตั้งค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณเกรด 6 จำนวน 500 อันทั่วทั้งสันเขาปุยเมฆ ผมจะสั่งการให้อสูรวิเศษพวกนั้นล่าถอยทันที!”



