ตอนที่ 893 สั่งสอนบทเรียนให้จางเซวียน?
เขากำลังจะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ แล้ว ‘สร้างจักรวรรดิ’ มาเกี่ยวอะไรด้วย?
ประเด็นสำคัญของการทดสอบเป็นปรมาจารย์คือการบ่มเพาะและชี้แนะผู้อื่น ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับราชการบ้านเมืองเลยนี่?
หัวหน้ามั่วถามยิ้มๆเมื่อรู้สึกได้ว่าจางเซวียนกำลังสงสัย “อาจารย์ใหญ่จาง นับตั้งแต่คุณเดินทางออกจากอาณาจักรเทียนเซวียน คุณคิดว่าอะไรคือความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างอาณาจักรกับจักรวรรดิ?”
“ความแตกต่าง?” จางเซวียนขมวดคิ้วก่อนให้คำตอบ “ระดับขั้นของสภาปรมาจารย์ในพื้นที่!”
จักรวรรดิอันทรงเกียรติ, จักรวรรดิขั้น 1, จักรวรรดิขั้น 2
อาณาจักรอันทรงเกียรติ, อาณาจักรขั้น 1, อาณาจักรขั้น 2
ความแตกต่างที่ใช้แบ่งแยกประเภทคือพละกำลังและความแข็งแกร่งของแต่ละดินแดน
และปัจจัยสำคัญที่สุดในการแบ่งแยกความแข็งแกร่งก็คือสภาปรมาจารย์!
เหล่าปรมาจารย์จะบ่มเพาะบรรดานักรบในดินแดนที่ตนเองพำนักอยู่ ยิ่งปรมาจารย์มีความสามารถมากเท่าไหร่ ลูกศิษย์ที่พวกเขาบ่มเพาะก็ยิ่งเก่งกล้าขึ้นเท่านั้น ปรมาจารย์ที่เก่งกาจสามารถใช้การสอนของตัวเองสร้างความรุ่งเรืองให้ดินแดนนั้นอย่างง่ายดาย
อย่างอาณาจักรเทียนเซวียน หากที่นั่นมีปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว ทั้งอาณาจักรคงจะเปลี่ยนแปลงไปมาก และไม่ช้าไม่นานก็คงได้กลายเป็นจักรวรรดิขั้น 1
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่จากการมีสภาปรมาจารย์ที่แข็งแกร่งนั้นถือว่ายิ่งใหญ่ไม่น้อย ไม่เพียงแต่ดินแดนนั้นจะเจริญรุ่งเรืองขึ้น ยังดึงดูดเหล่าผู้เชี่ยวชาญให้มารวมตัวที่นั่นด้วย อีกทั้งดึงดูดบุคลากรวิชาชีพอื่นๆให้มาก่อตั้งสาขาในดินแดนนั้น เช่นดงอสูร สมาคมนักปรุงยา สมาคมช่างตีเหล็ก สมาคมวิชาชีพเหล่านี้สามารถจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นต่อการบ่มเพาะผู้เชี่ยวชาญได้ หากมีหน่วยงานเหล่านี้อยู่ในพื้นที่ การที่อาณาจักรนั้นจะไม่เจริญก้าวหน้าก็คงเป็นเรื่องยาก
อาณาจักรเทียนเซวียนเป็นเพียงอาณาจักรไร้ขั้น แต่ถ้ามีสภาปรมาจารย์อยู่ที่นั่น ก็คงจะได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นอาณาจักรขั้น 2 ในไม่ช้า
“ใช่แล้ว มันคือระดับขั้นของสภาปรมาจารย์ที่มีอยู่ในพื้นที่” หัวหน้ามั่วพยักหน้า “ยิ่งมีสภาปรมาจารย์ระดับขั้นสูงเท่าไหร่ อาณาจักรนั้นก็จะยิ่งมีศักยภาพในการเจริญเติบโต เรื่องนี้เป็นความจริงที่รู้กันโดยไม่ต้องพูดออกมา ในทวีปแห่งปรมาจารย์น่ะ แทนที่จะพูดว่าสภาปรมาจารย์ถูกสร้างขึ้นในอาณาจักรและจักรวรรดิ คงจะถูกต้องกว่าหากจะพูดว่าบรรดาอาณาจักรและจักรวรรดิต่างๆถูกสร้างขึ้นล้อมรอบสภาปรมาจารย์! ยกตัวอย่างจักรวรรดิหงหย่วน เหตุผลหลักที่มันผ่านร้อนผ่านหนาว ต้านทานการสู้รบมาได้เป็นระยะเวลายาวนานแม้จะมีจักรวรรดิยิ่งใหญ่อยู่โดยรอบ ก็เพราะสถาบันปรมาจารย์ตั้งอยู่ที่นี่!”
จางเซวียนพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
แม้สภาปรมาจารย์จะไม่ใช่เครื่องกำหนดความรุ่งโรจน์หรือเสื่อมถอยของอาณาจักรโดยตรง แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้ก็คือ ที่ไหนก็ตามที่สภาปรมาจารย์ตั้งอยู่ เหล่าผู้เชี่ยวชาญจะมาชุมนุมกัน และศัตรูข้าศึกก็ไม่กล้ารุกราน
เห็นจางเซวียนเข้าใจในสิ่งที่เขากำลังพูดอยู่ หัวหน้ามั่วพูดต่อ
“ปรมาจารย์ทั่วไปที่จะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวนั้นจะได้รับการประเมินผลจากพฤติกรรมและการประสบความสำเร็จ แต่คุณไม่ใช่ปรมาจารย์ทั่วไป คุณเป็นถึงอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์ ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญแล้ว แต่เป็นสัญลักษณ์ของทางสถาบัน”
“สำหรับการสร้างจักรวรรดิ ผู้เข้าทดสอบจะต้องเลือกอาณาจักรอันทรงเกียรติขึ้นมาอาณาจักรหนึ่ง แล้วใช้ความสามารถของตัวเองพัฒนาสภาปรมาจารย์และยกระดับอาณาจักรนั้นให้กลายเป็นจักรวรรดิให้ได้! นี่คือการทดสอบซึ่งไม่ได้วัดเฉพาะความสามารถส่วนบุคคล แต่ยังเป็นความสามารถในการดูแลสถานการณ์โดยรวมด้วย ถือเป็นการทดสอบที่ยากมาก”
“ผมเข้าใจแล้ว” จางเซวียนอ้าปากค้าง เขาพึมพำอย่างลังเลกับหัวหน้ามั่ว “ถ้าผมปฏิเสธตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ในตอนนี้ ก็สายไปแล้วใช่ไหม?”
“….” หัวหน้ามั่ว
“ถ้าผมรู้ว่าปัญหาจะก่ายกองท่วมหัวขนาดนี้ จะไม่มีวันตอบตกลงเลย” จางเซวียนบ่นพึม
เขาตอบตกลงรับตำแหน่งนี้ก็เพราะรู้มาว่าจะได้เข้าถึงหนังสือทุกเล่มที่มีอยู่ในสถาบัน แถมยังมีทั้งหัวหน้ามั่วและหัวหน้าจ้าวอยู่ใกล้ๆ ก็นึกว่าคงไม่ต้องวุ่นวายกับกิจธุระเบ็ดเตล็ดของสถาบันเท่าไหร่
ใครจะไปคิดว่า นอกจากพิธีสถาปนาจะเยอะเรื่องแล้ว เขายังต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากในการเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวอีกด้วย ถ้ารู้เสียก่อน จะไม่มีวันตกปากยอมรับตำแหน่งเจ้าปัญหานี้เลย!
เขาคงเลือกที่จะเป็นปรมาจารย์ธรรมดาสามัญ เข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวแบบธรรมดาๆ ฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นนักรบระดับเซียน จากนั้นก็ออกจากพื้นที่ไปอย่างเงียบๆ แต่ตอนนี้ เขาติดแหง็กอยู่ในเรือสับปะรังเคที่เรียกว่าสถาบันปรมาจารย์!
เชื่อแล้วว่าความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวนำมาซึ่งความเสียใจชั่วชีวิต!
จางเซวียนได้แต่ถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า
“แค่ก แค่ก!” หัวหน้ามั่วสำลักและหันไปมองจางเซวียนอย่างอับจนถ้อยคำ “แม้การทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวของคุณจะยากกว่าของคนอื่นๆ แต่หากผ่านไปได้ ก็จะทำให้คุณมีรากฐานแข็งแกร่งกว่าปรมาจารย์ทั่วไป การจะได้รับการเลื่อนขั้นก็ง่ายกว่า นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมปรมาจารย์ผู้ปราดเปรื่องส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเข้ารับการทดสอบในรูปแบบที่ยากกว่า เพราะไม่เพียงแต่มันจะช่วยบ่มเพาะพวกเขา แต่ยังช่วยปูทางความเจริญก้าวหน้าด้วย”
หากเป็นคนอื่นที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นอาจารย์ใหญ่ คงจะดีอกดีใจจนต้องเฉลิมฉลองกันหลายวัน แต่อาจารย์ใหญ่จางกลับบ่นพึมอยู่นั่น
ถ้าลู่เฟิงมาเห็นทีท่าของคุณ มิกระอักเลือดตายไปทันทีหรือ?
ลู่เฟิงทุ่มสุดตัวเพื่อให้ได้ตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ แต่แล้วความพยายามของเขาก็สูญเปล่า ส่วนคุณ, ตำแหน่งหล่นจากฟ้าลงมาบนหน้าตักเอาดื้อๆ แต่กลับไม่เต็มใจรับ
“คุณหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่า ‘การจะได้รับการเลื่อนขั้นก็ง่ายกว่า’?”
“อ๋อ หมายความว่าทันทีที่คุณผ่านการทดสอบก่อตั้งจักรวรรดิ ก็จะได้รับตราสัญลักษณ์ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวทันที และเมื่อสำเร็จเงื่อนไขครบ 3 ข้อ ก็ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว” หัวหน้ามั่วอธิบาย
“พูดง่ายๆก็คือ แค่คุณผ่านการทดสอบครั้งนี้ คุณก็จะได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวเลย ทั้งหมดที่ต้องทำก็แค่ยกระดับวรยุทธ บ่มเพาะระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ และฝึกฝนอาชีพรองรับเพิ่มเท่านั้น!”
“มีเรื่องดีๆแบบนี้อยู่ในโลกด้วย?” ได้ยินเช่นนั้น จางเซวียนที่กำลังห่อเหี่ยวก็ตาลุก
การทดสอบเพื่อเป็นปรมาจารย์ในทุกระดับขั้นล้วนแต่มีกระบวนการยุ่งยาก มีกฎเกณฑ์และข้อบังคับมากมาย หากเขาได้ผ่านไปเป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวเลยเพียงแค่ผ่านการทดสอบการก่อตั้งจักรวรรดิ ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก
“ใช่แล้ว!” หัวหน้ามั่วพยักหน้า
แต่สิ่งหนึ่งที่หัวหน้ามั่วไม่ได้บอกจางเซวียนก็คือ แม้การทดสอบก่อตั้งจักรวรรดิจะทำให้ผู้นั้นได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวเลย แต่การยกระดับอาณาจักรอันทรงเกียรติให้กลายเป็นจักรวรรดินั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ทักษะการหยั่งรู้ ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ชื่อเสียง และที่สำคัญที่สุดคือเวลา!
การยกระดับอาณาจักรอันทรงเกียรติให้กลายเป็นจักรวรรดิไร้ขั้นนั้น ไม่เพียงแต่จะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่ง ยังต้องสร้างรากฐานให้มั่นคงแข็งแรงพอที่จะรักษาความเจริญรุ่งเรืองของ จักรวรรดินั้นด้วย
ซึ่งการสร้างรากฐานให้แข็งแรงมั่นคงนั้นต้องใช้เวลา ในครั้งกระโน้น อาจารย์ใหญ่โม่ก็เข้ารับการทดสอบแบบนี้ ซึ่งแม้เขาจะมีความสามารถเป็นเลิศ ก็ยังต้องใช้เวลาถึง 3 ปีเต็ม!
“เอาล่ะ ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะเข้าทดสอบการก่อตั้งจักรวรรดิ สำหรับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว” จางเซวียนพยักหน้าอย่างมั่นใจ
“….” หัวหน้ามั่วพูดไม่ออก
ทำไมอาจารย์ใหญ่ของพวกเขาจึงทำอะไรเป็นเรื่องง่ายดายไปหมด?
นี่คือการทดสอบที่ยากที่สุดของการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว ปรมาจารย์ส่วนใหญ่พากันเผ่นหนีทันทีที่ได้ยิน แต่เขากลับตอบตกลงโดยไม่ลังเลอะไรเลย ได้ใคร่ครวญสักนิดหรือเปล่า?
หรือต่อให้ใคร่ครวญแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะมีขมวดคิ้วหรือแสดงความหวาดหวั่นในความยากของการทดสอบสักหน่อย!
ตอบตกลงพรวดพราดแบบนี้ นี่เขามั่นใจ หรือไม่รู้จริงๆว่ามันยากแค่ไหน?
หัวหน้ามั่วปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปิดปากอย่างลังเลและส่ายหน้า
อาจารย์ใหญ่ของพวกเขาทำในสิ่งที่เหลือเชื่อได้สำเร็จเสมอ สร้างปาฏิหาริย์ครั้งแล้วครั้งเล่า ปาฏิหาริย์ที่ใครๆก็คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้
อย่างการสู้รบที่สันเขาปุยเมฆ เอาจริงๆเขาก็นึกว่าตัวเองกำลังจะเดินทางไปเจรจาต่อรองกับ 10 ราชันย์ไร้เทียมทาน แต่ใครจะไปรู้ว่าอาจารย์ใหญ่ของพวกเขานั้น แท้จริงแล้วตั้งใจจะทลายแหล่งกบดานของพวกมัน!
บางที การทดสอบก่อตั้งจักรวรรดิซึ่งเป็นเรื่องยากที่สุดในสายตาของปรมาจารย์คนอื่นๆอาจจะเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วสำหรับเขาก็ได้
หัวหน้ามั่วชำเลืองดูท้องฟ้าเพื่อกะเวลา และรู้ว่าใกล้จะถึงการเตรียมการขั้นสุดท้ายของพิธีสถาปนาแล้ว จึงตัดสินใจทิ้งเรื่องนี้ไปก่อน “อาจารย์ใหญ่จาง ตอนนี้เรากลับสถาบันกันก่อนเถอะ หัวหน้าจ้าวกับหัวหน้าโรงเรียนนักออกแบบสวรรค์สร้างได้ตัดเย็บเสื้อคลุมเป็นพิเศษให้คุณ คุณต้องไปลองเสียก่อน!”
“มีเสื้อคลุมพิเศษด้วย?” จางเซวียนอุทานออกมาก่อนจะนึกได้
ในฐานะผู้ที่กำลังจะเข้ารับการสถาปนาให้เป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์ แน่นอนว่าเขาจะต้องแต่งตัวให้โอ่อ่าสง่างามเพื่อสร้างความประทับใจให้กับฝูงชน จึงเป็นธรรมดาที่เสื้อคลุมปรมาจารย์แบบทั่วๆไปจะไม่ดีพอ
ทั้งคู่จึงออกจากคฤหาสน์และมุ่งหน้าไปยังสถาบัน
สถาบันปรมาจารย์คลาคล่ำไปด้วยผู้คน แขกผู้ทรงเกียรติและผู้เชี่ยวชาญมากมายเข้าร่วมพิธีสถาปนา มีทั้งหลากหลายตระกูลของเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนและผู้มีอิทธิพลจากจักรวรรดิใกล้เคียง ถือเป็นงานใหญ่ที่ไม่มีโอกาสได้เห็นในรอบ 100 ปี
เพื่อตัดปัญหา ทั้งคู่จึงขี่อสูรเซียนมังกรเพลิงตรงไปที่สภาผู้อาวุโสเลย
ฝูงชนคลาคล่ำเดินเข้าออกสถาบันปรมาจารย์ สถานที่นั้นถูกจับจ้องจากสายตาของทุกคน
ชายหนุ่มคนหนึ่งตั้งคำถามขณะเดินไปตามถนนกว้างใหญ่ “โหลวฮวน คุณน่ะเป็นคนที่มีเส้นสายดีที่สุดในหมู่พวกเรา รู้หรือเปล่าว่าใครที่กำลังจะได้เป็นอาจารย์ใหญ่?”
ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาคือชายหนุ่มในเสื้อคลุมสีขาวซึ่งถือพัดไว้ในมือ ชายหนุ่มเสื้อคลุมขาวคนนั้นมีรูปร่างหน้าตาหมดจด ดูราวกับนายน้อยจากตระกูลอันทรงเกียรติ
เขาคือคุณชายโหลวฮวน ซึ่งเดินทางจากจากสมาพันธ์นานาอาณาจักรมาที่สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนพร้อมกับจางเซวียน
ส่วนผู้ที่กำลังพูดกับเขาก็เป็นเพื่อนเก่าคนหนึ่งของจางเซวียนเช่นกัน หนึ่งในผู้ก่อตั้งแก๊งชวนชวน, ซ่งเชา!
“ผมจะไปรู้ได้อย่างไร?” คุณชายโหลวฮวนส่ายหน้า “ตัวตนของผู้ที่กำลังจะได้เป็นอาจารย์ใหญ่นั้นถูกเก็บเป็นความลับสุดยอดของสถาบัน เราจะได้รู้ก็ต่อเมื่อพิธีสถาปนาเริ่มนั่นแหละ”
ถึงแก๊งชวนชวนจะมีนักเรียนเกือบครึ่งหนึ่งของสถาบันเป็นสมาชิก แต่ก็ไม่อาจล่วงรู้ความลับข้อนี้
“ใครก็ได้ทั้งนั้นแหละ ขอแค่อย่าเป็นหัวหน้าลู่เฟิงที่มีปัญหากับหัวหน้าแก๊งของเรา ถ้าเขาได้เป็นอาจารย์ใหญ่ล่ะก็ แก๊งชวนชวนของเราคงได้ล่มสลายแน่!” ซ่งเชาพูดอย่างกังวล
“นั่นสิ มองในแง่ดีไว้ก็แล้วกัน!” คุณชายโหลวฮวนส่ายหน้าและถอนหายใจเฮือก
ครู่ต่อมา ชายหนุ่มคนหนึ่งก็พรวดพราดเข้ามาถามอย่างกังวล “โหลวฮวน รู้ไหมว่าตอนนี้หัวหน้าแก๊งของพวกเราอยู่ที่ไหน?”
เขาคือหนึ่งในสมาชิกของแก๊งชวนชวนเช่นกัน เป็นนักเรียนเกรด 3
“มันเรื่องอะไรถึงมาร้อนรนตามหาหัวหน้าแก๊งของเรา?” คุณชายโหลวฮวนขมวดคิ้ว
ถ้าจะพูดกันตามตรง หัวหน้าแก๊งของพวกเขาไม่รับผิดชอบอะไรเอาเสียเลย มอบหมายภารกิจทุกอย่างให้อยู่ในมือของพวกเขา แถมยังหายตัวไปจากสถาบันโดยไม่บอกไม่กล่าวมา 2-3 วันแล้ว ไม่มีข่าวคราวอะไรทั้งนั้นว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน
ชายหนุ่มมองไปรอบๆอย่างระแวดระวังก่อนจะกระซิบกระซาบ “เรื่องเป็นอย่างนี้ ผมกำลังหาที่นั่งและรอให้พิธีสถาปนาเริ่ม ก็พอดีกับที่เจอเข้ากับกลุ่มคนน่าสงสัย พวกนั้นถามหาหัวหน้าแก๊งของเรา ดูเหมือนจะมีเจตนาไม่ดี”
“พวกนั้นถามหาหัวหน้าแก๊งของเรา?” คุณชายโหลวฮวนขมวดคิ้ว
“ใช่” ชายหนุ่มพยักหน้า
กว่าครึ่งของนักเรียนในสถาบันล้วนเป็นสมาชิกของแก๊งชวนชวน การที่คนกลุ่มนี้ถามหาจางเซวียน จึงกลายเป็นจุดสนใจในเวลาไม่นาน
“พาผมไปดูที!” คุณชายโหลวฮวนสั่งการ ก่อนจะหยุดกึก “เดี๋ยวก่อน เรียกอิ้งชิงกับคนอื่นๆไปด้วย!”
“ได้”
ชายหนุ่มรีบออกเดิน 2-3 นาทีต่อมาก็กลับมาพร้อมกับอิ้งชิง ไป๋เหมี่ยนและคนอื่นๆ
“เอาล่ะ ไปดูกัน” เมื่อเห็นทุกคนพร้อมหน้ากันแล้ว คุณชายโหลวฮวนสั่งการให้ชายหนุ่มนำทางไป
ไม่ช้า พวกเขาก็พบกลุ่มชาย 8 คนในชุดประหลาดกำลังเดินสำรวจไปรอบๆสถาบัน พวกนั้นมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง หยุดถามคนที่ผ่านไปผ่านมาเป็นระยะว่าจางเซวียนอยู่ที่ไหน
แต่เนื่องจากขนาดคุณชายโหลวฮวนก็ยังไม่รู้ว่าจางเซวียนอยู่ที่ไหน จึงเป็นธรรมดาที่นักเรียนเหล่านั้นจะยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่
เมื่อพาตัวเข้าไปใกล้และเงี่ยหูฟัง ก็ได้ยินชายหนุ่มชุดประหลาดเหล่านั้นกระซิบกันเอง
“ทำไมถึงไม่มีใครรู้เลยว่าจางเซวียนอยู่ที่ไหน? นายน้อยหลิวสั่งการให้พวกเรามาสั่งสอนบทเรียนให้หมอนั่น เราต้องเดือดร้อนหนักแน่ถ้าทำไม่สำเร็จ เป็นไปได้ไหมว่าเขารู้แผนการของเราล่วงหน้า และกลัวจนหลบไปซ่อนตัว?” ชายหนุ่มที่มีแผลเป็นบนใบหน้าพูดอย่างงงๆ
เขาถามคนที่ผ่านไปผ่านมาหลายคนแล้ว แม้ทุกคนจะดูเหมือนรู้จักจางเซวียน แต่ก็ไม่มีสักคนที่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ทำให้หงุดหงิดใจมาก
“พวกเขาตั้งใจจะสั่งสอนบทเรียนให้หัวหน้าแก๊งของเรา? อ้าว ถ้าอย่างนั้นก็เป็นศัตรูของเราด้วยสิ!”
เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว คุณชายโหลวฮวน ซ่งเชาและคนอื่นๆสบตากันก่อนจะพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง ทุกคนดูจะเห็นพ้องต้องกัน
กล้าคิดจะสั่งสอนบทเรียนให้หัวหน้าแก๊งของพวกเขา ช่างรนหาที่ตาย!
ในเมื่อเป็นอย่างนั้นล่ะก็ ขอพวกเราประกาศศักดาของแก๊งชวนชวนเสียหน่อย
ภาวนาให้หัวใจของพวกแกแข็งแกร่งพอที่จะไม่กลัวจนตกใจตายไปเสียก่อนนะ เมื่อรู้ว่ากำลังมีเรื่องกับใคร!



