ตอนที่ 897 สถาบันปรมาจารย์ตะลึง (1)
หลังจากสอยหงหลิงกระเด็นไปแล้ว หัวหน้าเจียงวางพิณและกวาดตามองฝูงชนด้วยสายตาที่ทำให้ทุกคนหนาวเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง “ยังมีใครสงสัยแคลงใจในความสามารถของท่านอาจารย์ของผมอีกหรือเปล่า? ผมยิ่งกว่าเต็มใจนะที่จะทำให้คุณสนุกสนานกับการดวล!”
ฝูงชนเงียบกริบ คนที่เคยคิดแบบนั้นพลันหัวหดไปเพราะคำพูดเกี้ยวกราดของหัวหน้าเจียง
เป็นถึง 1 ใน 10 สุดยอดปรมาจารย์ แถมยังเป็นมือบรรเลงบทเพลงปีศาจระดับ 7 ดาว ใครจะไปสู้กับเขาได้?
เมื่อไม่มีปฏิกิริยาจากฝูงชน หัวหน้าเจียงหันกลับไปมองประธานชเวชังอวิ๋นแล้วยิ้มเยาะ “ประธานชเว ยังมีลูกศิษย์อีกหรือเปล่า เจอหน้าเสียพร้อมๆกันทีเดียวก็ดีนะ!”
เมื่อเจอเข้ากับสายตาของหัวหน้าเจียง บรรดาลูกศิษย์ของประธานชเวชังอวิ๋นพากันถอยกรูดและหลบหน้า ไม่กล้าสบตาเขาอีกเลย
ในเมื่อหงหลิงซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเขายังเจอตูมเดียวจอด แล้วใครจะอาจหาญไปดวลกับหัวหน้าเจียงล่ะ?
ประธานชเวถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะประสานมือและประกาศ “สภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิไป๋ถัวของเราไม่มีข้อคัดค้านในการที่ปรมาจารย์จางจะได้ขึ้นเป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์!”
ขนาดตัวเขายังรับมือกับหัวหน้าเจียงไม่ไหว นับประสาอะไรกับลูกศิษย์
เห็นจางเซวียนเอาตัวรอดไปได้อีกครั้ง จ้าวปิงฉูถอนหายใจอย่างโล่งอก “ในบรรดาตัวแทนทั้งห้าของสภาปรมาจารย์ในดินแดนนี้ สามในห้าได้ให้การยอมรับอาจารย์ใหญ่จางแล้ว รองประธานไป๋ แห่งจักรวรรดิสือเหยาและประธานมั่วแห่งจักรวรรดิหงหย่วน คุณทั้งสองมีความเห็นอย่างไร?”
เพราะพิธีสถาปนามีขึ้นอย่างเร่งรีบ จึงมีตัวแทนเพียง 4 คนจากสภาปรมาจารย์ของจักรวรรดิใกล้เคียงที่มาร่วมงานทันเวลา เมื่อนับรวมเอาประธานสภาปรมาจารย์ของจักรวรรดิหงหย่วนเข้าไปด้วย จึงมีตัวแทนทั้งหมด 5 คน
“สภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิสือเหยาของเราไม่มีข้อคัดค้าน!” ในเมื่อ 3 ตัวแทนของ 3 สภาปรมาจารย์ยังสู้กับจางเซวียนไม่ได้ รองประธานไป๋ซึ่งเป็นเพียงรองประธานยิ่งสู้ไม่ได้เข้าไปใหญ่ เขาจึงรีบลุกขึ้นและประสานมือ
เขาได้เห็นพัฒนาการของจางเซวียนมากับตาตั้งแต่ตอนอยู่ในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน และยังเป็นคนแรกที่เห็นด้วยกับการเสนอชื่ออีกฝ่ายให้เป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไปของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่มีข้อคัดค้านใดๆกับพิธีสถาปนาครั้งนี้
“ดี ในเมื่อไม่มีใครคัดค้าน เราจะดำเนินพิธีการขั้นต่อไป!” จ้าวปิงฉูพยักหน้า
อุปสรรคแสนสาหัสที่ว่าที่อาจารย์ใหญ่จะต้องเผชิญในปุจฉา-วิสัชนาก็คือบรรดาตัวแทนจากสภาปรมาจารย์สาขาอื่นๆ ในเมื่อแม้แต่ตัวแทนเหล่านั้นยังไม่มีข้อคัดค้าน ก็ถือว่าอาจารย์ใหญ่จางผ่านพิธีการขั้นนี้ไปได้อย่างปลอดภัย
ในตอนนั้นเอง นักเรียนกลุ่มใหญ่ซึ่งมีจำนวนราวหลายร้อยคนได้ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน ตัวแทนคนหนึ่งในหมู่พวกเขาพูดว่า “หัวหน้าจ้าว พวกเรามีคำถามที่อยากขอถามอาจารย์ใหญ่จาง!”
ตัวแทนคนนั้นคือนักเรียนผู้สังหารอสูรวิเศษส่วนใหญ่ในการสู้รบระหว่างสถาบันปรมาจารย์กับสันเขาปุยเมฆเมื่อก่อนหน้านี้
นักเรียนเกรด 4, จูเฉินชิง!
ครอบครัวของเขาถูกเหล่าอสูรวิเศษแห่งสันเขาปุยเมฆฆ่าตาย เขาจึงมีความเป็นปฏิปักษ์อย่างล้ำลึกต่อพวกมัน ทันทีที่ได้เข้าศึกษาในสถาบันปรมาจารย์ ก็ปฏิญาณตนไว้ว่าจะกำจัดไอ้พวกสารเลวที่นำความทุกข์ทรมานมาให้มวลมนุษยชาติจนสิ้นซากไปให้ได้
แต่ก็น่าเสียดายที่แม้จะมีการหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาหลายครั้ง แต่ทางสถาบันปรมาจารย์ก็ไม่เคยตัดสินใจบุกสันเขาปุยเมฆ ประกอบกับอิทธิพลของเขาในฐานะนักเรียนเพียงหนึ่งคนก็มีจำกัด จึงไม่มีอะไรที่เขาสามารถจัดการได้
เขาคิดว่าการบุกรุกของเหล่าอสูรวิเศษครั้งนี้จะสามารถเปลี่ยนท่าทีเฉยเมยของทางสถาบันที่มีต่อสันเขาปุยเมฆ, บีบให้พวกเขาหาทางแก้ไขและกำจัดอสูรพวกนั้นไปให้สิ้นซาก แต่ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าว่าที่อาจารย์ใหญ่จะยื่นข้อเสนอให้มีการเจรจาต่อรองกับสันเขาปุยเมฆ แถมยังได้ข้อตกลงกับพวกมันด้วย
นึกภาพตามได้ไม่ยากว่าเขาจะโมโหขนาดไหนตอนที่รู้ข่าว
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรวบรวมพลพรรคนักเรียน โดยมีเหตุผลเพียงข้อเดียวคือต้องการคำอธิบาย!
อันที่จริงเขารวบรวมพรรคพวกไว้ได้กว่าหลายหมื่นคนแล้วก่อนจะเริ่มพิธีสถาปนา แต่คนเหล่านั้นส่วนใหญ่มาจากแก๊งชวนชวน เมื่อได้เห็นว่าอาจารย์ใหญ่คนใหม่คือหัวหน้าแก๊งของพวกเขา จึงเปลี่ยนใจและไม่ขอเข้าร่วม ทำให้จำนวนผู้ประท้วงลดฮวบเหลือเพียงไม่กี่ร้อยคน
“เชิญ!” จ้าวปิงฉูขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด แต่ก็ให้โอกาสจูเฉินชิงพูด
“ผมขอถามอาจารย์ใหญ่จาง เมื่อไรสถาบันปรมาจารย์จะเข้าปะทะกับเหล่าอสูรแห่งสันเขาปุยเมฆอีกครั้ง?”
การเรียกร้องให้อาจารย์ใหญ่เปิดเผยผลการเจรจาต่อรองย่อมถือเป็นการกระด้างกระเดื่องอย่างรุนแรง และอาจถูกมองว่าท้าทายอำนาจของอาจารย์ใหญ่ จูเฉินชิงจึงเลือกตั้งคำถามในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งดูจะคุกคามน้อยกว่า
“ในที่สุดก็มีคนโยนระเบิดจนได้!”
“ดูเหมือนไม่ใช่เฉพาะพวกเราซึ่งเกี่ยวข้องกับสันเขาปุยเมฆเท่านั้นที่ต้องการคำอธิบาย กลุ่มนักเรียนก็ต้องการคำอธิบายเช่นกัน!”
“ดูซิว่าอาจารย์ใหญ่คนใหม่จะตอบคำถามนี้อย่างไร!”
…..
ได้ยินคำถามของจูเฉินชิง จูอี้กับคนอื่นๆสบตากันแล้วพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
ในฐานะฮ่องเต้ของจักรวรรดิขั้น 1 ในดินแดนนี้ การที่ใครจะได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญกว่าคือว่าที่อาจารย์ใหญ่คนใหม่นั้นเก่งกาจพอจะปกป้องพวกเขาหรือเปล่า?
พวกเขาก็รับรู้เรื่องราวของสันเขาปุยเมฆมาเช่นกัน จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องสงสัยในความสามารถ ของอาจารย์ใหญ่จาง
ถ้าอีกฝ่ายแค่รับมือกับเหล่าอสูรก็ยังไม่ไหว พวกเขาจะหวังให้อาจารย์ใหญ่ยืนหยัดเพื่อแต่ละจักรวรรดิในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานได้อย่างไรกัน
“ปะทะกับเหล่าอสูรแห่งสันเขาปุยเมฆ?”
เมื่อได้ยินคำถาม จางเซวียนกับจ้าวปิงฉูสบตากันและหัวเราะหึๆ จ้าวปิงฉูส่ายหน้า เขาก้าวออกมาและตอบว่า “ไม่จำเป็นต้องทำสงครามหรอก ปัญหาเกี่ยวกับสันเขาปุยเมฆได้รับการจัดการอย่างเด็ดขาดแล้ว พวกเราไม่จำเป็นต้องกังวลกับการคุกคามของเหล่าอสูรอีกต่อไป!”
“จัดการอย่างเด็ดขาดแล้ว?” จูเฉินชิงกับนักเรียนคนอื่นๆขมวดคิ้วและมองหน้ากัน
คำนั้นหมายความว่าอย่างไร?
การที่พวกเขาไม่ต้องกังวลอีกต่อไปนั้น อีกฝ่ายหมายถึงการทำสัญญากับเหล่าราชันย์ของสันเขาปุยเมฆหรือ? แต่จะให้ยอมรับคำพูดของศัตรูแบบง่ายๆได้อย่างไร ดูจะให้น้ำหนักกับเรื่องนี้น้อยเกินไปเสียแล้ว!
ถ้าเรื่องนี้จัดการกันได้ง่ายๆแบบนั้น สถาบันปรมาจารย์ก็คงไม่จนปัญญามาเนิ่นนาน แม้จะมีอาจารย์ใหญ่ผู้เก่งกาจมาแล้วตั้งหลายคน
“ต้องขออภัยด้วย แต่ในเมื่อหัวหน้าจ้าวพูดจาเป็นมั่นเหมาะแบบนั้น พวกเราก็อยากรู้ว่าทางสถาบันทำสัญญาอะไรกับสันเขาปุยเมฆ จึงจัดการเรื่องนี้ได้อย่างเด็ดขาด และจะไม่ต้องเผชิญกับการคุกคามของพวกมันอีก!” จูเฉินชิงกัดฟันกรอดและตรงเข้าประเด็น
“อาจารย์ใหญ่จาง ผมเอง”
เห็นจูเฉินชิงรุกไม่เลิก จ้าวปิงฉูมองตาจางเซวียนและพยักหน้า แต่ในตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสคนหนึ่ง ก็พรวดพราดเข้ามาจากบริเวณรอบๆสนามฝึก
ยังไม่ทันจะถึงเวที เขาก็ตะโกนอย่างขวัญเสีย “อาจารย์ใหญ่ เหล่าผู้อาวุโส ข่าวร้าย!”
“เกิดอะไรขึ้น?”
เห็นผู้อาวุโสแตกตื่นกลางพิธีสถาปนา จ้าวปิงฉูขมวดคิ้ว
“เรียนหัวหน้าจ้าว ระ-เรา” ผู้อาวุโสหน้าซีดตัวสั่นและพึมพำด้วยความหวาดกลัว “พวกเราถูกอสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนจากสันเขาปุยเมฆล้อมไว้หมดแล้ว!”
“ถูกล้อม?”
จ้าวปิงฉูกับจางเซวียนมีสีหน้างงๆเมื่อได้ยินคำบอกเล่านั้น แต่บรรดาฝูงชนพากันหน้าถอดสีด้วยความสะพรึง
สถาบันปรมาจารย์ถูกอสูรวิเศษกับอสูรระดับเซียนล้อมไว้
พูดอีกอย่างก็คือ พวกเขาติดกับและกลายเป็นเหยื่อที่ถูกต้อนให้จนมุม!
ทุกคนลุกพรวด ตั้งใจจะสำรวจสถานการณ์ แต่ในตอนนั้นเอง เสียงดังสนั่นจนแสบแก้วหูก็ก้องกังวานขึ้นกลางอากาศ
กีซ กีซซซซซซ!
เมื่อเงยหน้าดู ฝูงชนก็เห็นอสูรระดับเซียนขนาดมหึมา 3 ตัวบินตรงมายังสนามฝึก
พวกมันคือราชันย์มังกรปฐพีไผ่เขียว ราชันย์อสูรหูขาว และราชันย์อสูรเกราะเหล็ก ซึ่งเป็นสามในสิบราชันย์ไร้เทียมทานแห่งสันเขาปุยเมฆ
ยังไม่ทันจะมาถึง รังสีแผดกล้าของอสูรระดับเซียนขั้น 1 ก็แผ่ไปทั่วสนาม ทำให้ทั้งบริเวณนั้นปั่นป่วนราวกับมีพายุ
ที่ตามมาอย่างเป็นระเบียบคืออสูรระดับเซียนมือใหม่ 12 ตัวและอสูรระดับกึ่งเซียนอีก 30 ตัว!
หากมีแค่นี้ ฝูงชนกว่าแสนคนที่รวมตัวกันอยู่ในสนามคงไม่หวาดกลัว แต่ยังมีกองทัพอสูรบินได้อีกกว่า 3,000 ตัวบินตามมาด้วย!
แต่ละตัวมีวรยุทธขั้นต่ำอยู่ที่เหนืออสูรขั้น 7 บางส่วนสำเร็จวรยุทธเหนืออสูรขั้น 9 พวกมันเคลื่อนตัวมาอย่างเป็นระเบียบ เสียงร้องสง่างามดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า
ด้วยคำสั่งเพียงคำเดียวจากหัวหน้าของพวกมัน กองกำลังอันทรงพลังนี้จะสามารถกวาดล้างทุกอย่างให้ราบเป็นหน้ากลองได้ในทันที
ผู้อาวุโสจากโรงเรียนนักฝึกอสูรถึงกับหน้าซีด เขาคำรามสั่งการ “ปรมาจารย์ทุกคน พร้อมรบ!”
ฟึ่บ!
เพราะเพิ่งผ่านการสู้รบมาหมาดๆ เหล่าปรมาจารย์ที่อยู่ด้านหลังเขาจึงชักอาวุธออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่โดยเร็ว แต่ละคนจับจ้องที่อสูรวิเศษบินได้อย่างหวาดระแวง พร้อมที่จะล่าถอยทันทีหากพวกมันเริ่มโจมตี
“บ้าที่สุด! พวกมันไม่ใช่สิ่งที่เราจะไว้ใจได้เลย ผมบอกแล้วบอกอีกว่าไม่ควรเก็บหอกข้างแคร่ไว้แบบนี้ ทำไมสถาบันปรมาจารย์ถึงงี่เง่าขนาดคิดว่าจะเจรจาต่อรองกับพวกมันได้ ดูสิว่าพวกมันทำอะไรลงไป!” จูอี้ก่นด่าด้วยใบหน้าซีดเผือด
“คาดหวังให้พวกอสูรยับยั้งชั่งใจและรักษาสัญญา ก็ตลกพออยู่แล้ว! นี่กลุ่มอสูรวิเศษบินเข้ามาโดยไม่บอกไม่กล่าวล่วงหน้า ชัดเจนเลยว่าพวกมันเตรียมการไว้แล้วสำหรับวันนี้! ต่อให้สถาบันปรมาจารย์รอดพ้นวิกฤตไปได้ ก็จะต้องเสียหายแบบกู่ไม่กลับ” ฮ่องเต้คนหนึ่งตั้งข้อสังเกตอย่างฉุนเฉียว
อีกหนึ่งฮ่องเต้คำรามเสียงเย็นเยียบ “จริงด้วย เจอกองทัพอสูรเข้าคุกคามระหว่างพิธีสถาปนาแบบนี้ อาจารย์ใหญ่จางจะต้องตกเป็นตราบาปของประวัติศาสตร์”
อสูรบินได้ 3,000 ตัว อสูรระดับกึ่งเซียนและระดับเซียนมือใหม่อีกหลายสิบตัวถือเป็นกองกำลังที่น่าสะพรึง แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้พวกเขาหวาดกลัว
สถาบันปรมาจารย์มีไม้ตายซ่อนไว้มากมายตลอดระยะเวลาหลายพันปีของประวัติศาสตร์ และยิ่งกว่านั้น ยังมีเชื้อพระวงศ์ของจักรวรรดิหงหย่วนอยู่ที่นี่ด้วย เมื่อมีกองกำลังของพวกเขาเข้าร่วม การสะสางความขัดแย้งจึงไม่ได้ยากเกินไป เพียงแต่หากเรื่องนี้แพร่งพรายเข้าหูคนอื่น ทั้งจางเซวียนและสถาบันปรมาจารย์จะต้องกลายเป็นตัวตลกให้ใครต่อใครหัวเราะเยาะไปอีกหลายปี
ฮื่อ! ฮื่อ! ฮื่ออออออ!
แต่ขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมพร้อมจะต่อสู้ เสียงคำรามของอสูรนับไม่ถ้วนก็ดังขึ้นพร้อมกันจนแสบแก้วหู สะท้านสะเทือนไปถึงสวรรค์ ไม่ช้าพื้นก็เริ่มสั่นอย่างรุนแรง
“เกิดอะไรขึ้น?” ใครคนหนึ่งท่ามกลางฝูงชนตะโกนขึ้นมา
ทุกคนรีบเหลียวซ้ายแลขวา สิ่งที่ได้เห็นทำเอาตัวแข็งทื่อ
ท่ามกลางกองฝุ่นฟุ้งที่อยู่ด้านนอกสถาบันปรมาจารย์ พวกเขาเห็นกองกำลังของช้างงวงน้ำเงินตัวใหญ่เบ้อเร่อกำลังพุ่งเข้ามา
ช้างงวงน้ำเงินเหล่านี้มีวรยุทธต่ำสุดที่เหนืออสูรขั้น 5 และในฝูงของพวกมันก็มีอยู่หลายพันตัว ภายใต้การนำของราชันย์ช้างงวงน้ำเงินซึ่งเป็นอสูรระดับเซียนขั้น 1 การปรากฏตัวของพวกมันก่อให้เกิดความหวาดกลัวและตื่นตระหนกกระจายไปทั่วกลุ่มฝูงชน
ขณะที่พื้นดินสะท้านสะเทือนเพราะร่างมหึมาเหล่านั้น ดูราวกับจุดจบของโลกเดินทางมาถึง หัวใจของผู้ที่เฝ้ามองมันอยู่ก็กระตุกด้วยความหวาดผวา
“พวกช้างงวงน้ำเงินก็อยู่ที่นี่ด้วย? ยุ่งล่ะสิ”
เมื่อเห็นอสูรตัวมหึมาที่มีหนังหนาเข้าร่วมวง ทุกคนยิ่งหน้าเสียหนักเข้าไปอีก
ลำพังแค่อสูรวิเศษบินได้ก็รับมือลำบากแล้ว หากมีช้างงวงน้ำเงินซึ่งมีพละกำลังมหาศาลเข้าร่วม การสู้รบคงจะยากเย็นยิ่งขึ้นไปอีก
จูเฉินชิงลุกพรวดและสั่งการ “ทุกคน เข้าไปในค่ายกลป้องกันตัว”
พรึ่บ!
เมื่อได้ยินคำสั่ง บรรดานักเรียนต่างก็ตื่นจากภวังค์แล้วรีบเข้าไปในค่ายกลป้องกันตัวซึ่งจะช่วยป้องกันพวกเขาจากการพุ่งเข้าชาร์จอย่างดุเดือดของช้างงวงน้ำเงิน
กีซ! กีซซซซซซ!
แต่หลังจากเข้าไปในค่ายกลได้ไม่นาน เสียงกรีดร้องแหลมก็ดังขึ้นต่อหน้าต่อตา ทุกคนได้แต่กระพริบตาปริบๆ กองทัพหมาป่าเขี้ยวเหล็กหลายพันตัวพุ่งเข้ามาภายใต้การนำของราชันย์หมาป่าเขี้ยวเหล็ก, อสูรระดับเซียนขั้น 1
หมาป่าเขี้ยวเหล็กนั้นขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าเล่ห์และความสามารถในการรวมหัวกันเพื่อโจมตีอะไรสักอย่าง ทำให้เป็นคู่ต่อสู้ที่รับมือได้ยาก พวกมันปรากฏตัวพร้อมๆกันหลายพันตัวอย่างนี้ นี่คือหายนะของจริง!
“พวกเราเสร็จแน่!” ใครคนหนึ่งในหมู่ฝูงชนพึมพำอย่างอ่อนแรง ขณะที่ผู้คนรอบตัวเขาก็หน้าถอดสีด้วยความท้อแท้
แม้แต่หยูเสิ่นชิงยังอดขนลุกขนพองไม่ได้กับจำนวนมหาศาลของคู่ต่อสู้ที่อยู่ตรงหน้า
แม้ขันทีหลัวฟู่จะพูดไว้ว่าพวกเขาอาจรู้เรื่องผลการเจรจาต่อรองที่สันเขาปุยเมฆได้ก่อนพิธีสถาปนา แต่ก็ดูเหมือนจะมีความล่าช้าบางอย่างอันเกิดจากสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง ด้วยเหตุนี้ หยูเสิ่นชิงจึงไม่รู้ว่าหัวหน้ามั่วให้สัญญาอะไรไว้กับเหล่าราชันย์แห่งสันเขาปุยเมฆ
แฮ่! แฮ่!
ราวกับฟ้าถล่ม กองทัพสิงโตเพลิงเลือดนกมาถึงภายใต้การนำของราชันย์สิงโตเพลิงเลือดนกซึ่งเป็นอสูรระดับเซียนขั้น 1 และก็เหมือนกับอสูรชนิดก่อนๆหน้า พวกมันมีอยู่หลายพันตัว
ตามมาด้วยหมีหลังเหล็ก อสูรหัวเสือ วานรเพลิงเลือดนก
9 ใน 10 ของจอมราชันย์แห่งสันเขาปุยเมฆมาถึงพร้อมกับบริวารอีกหลายพันตัว เมื่อรวมกันแล้วก็กลายเป็นกองทัพอสูรอันเกรียงไกรที่มีอสูรหลายหมื่นตัว!
พูดอีกอย่างก็คือ กองกำลังทั้งหมดของสันเขาปุยเมฆมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ราวกับพวกมันกำลังประกาศศักดาว่าจะกวาดล้างสถาบันปรมาจารย์ให้ราบเป็นหน้ากลองภายในวันนี้!
ทุกคนหน้าซีดเผือด ไม่มีใครกล้าพูดอะไรแม้แต่คำเดียว



