Skip to content

Library Of Heaven’s Path 898

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 898 สถาบันปรมาจารย์ตะลึง (2)

“สถาบันปรมาจารย์ได้เจรจาต่อรองกับทางสันเขาปุยเมฆแล้ว และทางนั้นก็ให้สัญญาว่าจะไม่ยกกองทัพอสูรมาคุกคามอีกไม่ใช่หรือ แล้วเกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร?”

C

“เราจะสู้รบปรบมือกับอสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนมากมายขนาดนี้ได้อย่างไรกัน?”

“พวกเราตายแน่!”

“นี่คือวิกฤตการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดที่สถาบันปรมาจารย์ต้องเผชิญนับตั้งแต่ก่อตั้งมา เลวร้ายเสียยิ่งกว่าสงครามที่อาจารย์ใหญ่โม่หลิ่วเจินเข้าสู้รบเมื่อ 4 พันปีก่อนเสียอีก!”

ฝูงชนต่างนิ่งอึ้งกันไปครู่ใหญ่กว่าคำพูดจะหลุดออกจากปาก

มีทั้งอสูรระดับเซียนและอสูรวิเศษล้อมรอบมากมายขนาดนี้ ต่อให้ท้ายที่สุดสถาบันปรมาจารย์จะได้รับชัยชนะ แต่ก็คงต้องเสียหายหลายแสน

อย่าว่าแต่นักเรียนเป็นแสนคนเลย ถ้าเสร็จสิ้นสงครามแล้วเหลือผู้รอดชีวิตอยู่สัก 1 ใน 3 ก็ถือว่าสวรรค์เมตตาแล้ว

ถ้าเกิดเหตุแบบนั้นขึ้นจริง เรื่องนี้จะต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์!

เพิ่งจะเมื่อครู่นี้เองที่พวกเขาได้รับคำบอกเล่าอย่างชัดเจนมั่นใจว่าปัญหาเรื่องการคุกคามจากอสูรในสันเขาปุยเมฆนั้นถูกจัดการเรียบร้อยไปแล้ว แต่พริบตาต่อมา สถานการณ์แบบนี้ก็เกิดขึ้น ต่อให้เจ้าหนุ่มจางเซวียนผ่านพิธีสถาปนาขึ้นเป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไปได้สำเร็จ ก็ไม่ต่างอะไรกับหัวโขนที่ปราศจากพละกำลังหรืออำนาจ และบางทีอาจจะเป็นตัวตลกให้ทั้งโลกหัวเราะเยาะอีกด้วย!

“จากการท้าทายของเหล่าประธานสภาปรมาจารย์ ก็เห็นได้ชัดว่าปรมาจารย์จางมีความสามารถไม่น้อย แต่เมื่อเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ก็กลับทำอะไรไม่ได้เลย คงต้องโทษตัวเองว่าดวงตกที่ต้องมาเจอเรื่องร้ายๆในวันสถาปนา” หนึ่งในฮ่องเต้ถอนหายใจอย่างเสียดาย

“จริงด้วย ต่อให้เขารับมือไหวและลดจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บจนเหลือน้อยที่สุด ก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว ถูกอสูรระดับเซียนและอสูรวิเศษล้อมรอบมากมายขนาดนี้ระหว่างพิธีสถาปนา ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไร ก็ถือว่าตกต่ำที่สุด ไม่ได้เรื่องที่สุดในบรรดาอาจารย์ใหญ่ที่สถาบันปรมาจารย์เคยมีมา!” จูอี้ส่ายหัวและมองจางเซวียนอย่างเห็นใจ

การแสดงออกก่อนหน้านี้ของว่าที่อาจารย์ใหญ่ทำให้เขาทั้งยอมรับและชื่นชม แต่ก็น่าเสียดายที่ถูกโชคชะตาเล่นตลกใส่ ต่อให้อีกฝ่ายเป็นอัจฉริยะขนาดไหน ก็ไม่มีทางทำอะไรได้เลยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนฝูงใหญ่ขนาดนี้

ขณะที่จูอี้กำลังรำพึงกับโชคชะตาของจางเซวียน ก็พลันรู้สึกว่าเสียงอึกทึกเซ็งแซ่ที่อยู่โดยรอบเงียบลงฉับพลัน เสียงหายใจที่อยู่รอบตัวเขาถี่กระชั้นขึ้นมาราวกับรอคอยเหตุการณ์สำคัญบางอย่าง

จูอี้ขมวดคิ้วและหันไปถามหยูเสิ่นชิงที่นั่งอยู่ข้างๆ “เกิดอะไรขึ้น?”

“ดูเอาเองเถอะ” ฮ่องเต้แห่งจักรวรรดิหงหย่วนหน้าซีดเผือดขณะชี้นิ้วสั่นเทาขึ้นไปบนท้องฟ้า

“ดูอะไร?”

ด้วยความงุนงงกับปฏิกิริยาของอีกฝ่าย จูอี้เงยหน้าขึ้น ภาพที่เห็นทำให้เขาต้องหรี่ตาด้วยความตกใจ ทั้งเนื้อทั้งตัวแข็งทื่อไปหมด เขาอุทานเสียงแหบแห้ง “นะ-นะ-นั่นมันอะไรกัน?”

ไม่ใช่เขาคนเดียวที่อยู่ในสภาพนั้น ฝูงชนพากันเงียบกริบ สนามฝึกซ้อมเงียบงันอย่างน่าประหลาด ทุกคนหน้าถอดสี ตกอกตกใจราวกับเห็นปีศาจ

จ้าวปิงฉูก็เงยหน้าดู และเห็นอสูรระดับเซียนกับอสูรวิเศษบินได้กำลังจัดเรียงแถวตัวเองให้เป็นถ้อยคำขนาดมหึมา ทอดยาวไปตามท้องฟ้าอันไร้ขอบเขตเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร

ทุกคำถูกจัดเรียงไว้อย่างสวยงามราวกับอักษรวิจิตรซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของจิตรกรผู้เชี่ยวชาญ

“ยินดีต้อนรับนายท่านที่กำลังจะได้เป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์! ขอให้นายท่านประสบความสำเร็จอย่างงามและมีชื่อจารึกไว้ตลอดชั่วลูกชั่วหลาน”

“นี่หมายความว่าพวกมันไม่ได้มาก่อเรื่อง แต่มาแสดงความยินดีอย่างนั้นหรือ?” อ่านถ้อยคำบนท้องฟ้าแล้ว จูอี้ถึงกับมึนงงไปหมด

เขาคิดว่าอสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนพวกนี้กำลังถือโอกาสเข้าโจมตีพิธีสถาปนา หรือแม้แต่อาจจะสังหารพวกเขาทั้งหมด ไม่เคยคิดฝันเลยว่าพวกมันจะจัดเรียงตัวขึ้นเป็นถ้อยคำแสดงความยินดี

นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

พรึ่บ!

ยังไม่ทันที่จูอี้จะหายตกใจ สามราชันย์แห่งสันเขาปุยเมฆที่อยู่บนท้องฟ้าก็ประสานมือและโค้งคำนับอย่างงามให้จางเซวียน “มังกรปฐพีไผ่เขียว อสูรหูขาว และอสูรเกราะเหล็กขอแสดงความยินดีที่นายท่านได้เป็นอาจารย์ใหญ่คนใหม่ของสถาบันปรมาจารย์ พวกเราได้เตรียมดอกปุยเมฆไว้ 132,000 ติน เป็นของกำนัลเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสนี้!” (ประมาณ 66,000 กิโลกรัม)

ฟึ่บ!

เมื่อพูดจบ อสูรระดับกึ่งเซียนบินได้ 30 ตัวก็ร่อนลงบนเวที ก่อนจะวางหีบใหญ่ที่อยู่ในกรงเล็บของมันแล้วเปิดออก

วิ้ง!

ทันใดนั้น กลิ่นหอมของใบชาก็อบอวลไปทั่วบริเวณ หมอกลอยฟุ้งออกมาจากหีบ เกิดเป็นสีสันหลากหลาย ทำให้ทัศนียภาพบนเวทีนั้นดูแปลกตาราวกับหลุดออกมาจากความฝันอันสวยงาม

“เอ่อ” นัยน์ตาของหยูเสิ่นชิงแทบปะทุออกจากเบ้า เขาพึมพำด้วยริมฝีปากสั่นเทา “นี่มันใบชาดอกปุยเมฆ ชั้นยอด?”

“ใบชาดอกปุยเมฆ ที่คุณมอบให้พวกเราเป็นครั้งคราวน่ะหรือ?” จูอี้ถามอย่างประหลาดใจ

ในฐานะฮ่องเต้ของจักรวรรดิเพื่อนบ้าน เขาได้รับสิทธิพิเศษในการรื่นรมย์กับใบชาที่ทำจากดอกปุยเมฆอันล้ำค่า แต่ด้วยปริมาณที่มีจำกัด จึงมีโอกาสได้ดื่มเพียงไม่กี่หนเท่านั้น ถึงจะมีตำแหน่งสูงส่งก็ตาม

แต่ถึงอย่างนั้น กลิ่น รส และสัมผัสของมันก็เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยลืมเลือนจนชั่วชีวิต

แค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว

“ที่ผมให้คุณ?” หยูเสิ่นชิงส่ายหัว

“ห่างไกลจากนั้นเยอะ ใบชาที่ผมมอบให้คุณเป็นใบชาดอกปุยเมฆเกรดต่ำสุด ถ้าเปรียบเทียบกับที่อยู่ในหีบน่ะ ของพวกเราก็ไม่ต่างอะไรกับขยะดีๆนี่เอง!”

“มะ-ไม่ต่างอะไรกับขยะ?” จูอี้กับฮ่องเต้คนอื่นๆหน้าตึง

เมื่อเห็นทีท่านั้น หยูเสิ่นชิงพลันรู้สึกตัวว่าพูดผิดไปเสียแล้ว จึงรีบอธิบาย “อย่าเข้าใจผิดนะ ไม่ได้หมายความว่าผมจงใจส่งใบชาเกรดต่ำไปให้พวกคุณ ใบชาพวกนั้นน่ะเป็นชาคุณภาพดีที่สุดเท่าที่มีในวังหลวงแล้ว พวกเราไม่มีปัญญาเก็บใบชาจากดอกปุยเมฆชั้นยอดหรอก!”

“ไม่มีปัญญาเก็บ?” ฮ่องเต้คนอื่นๆถึงกับชะงัก

นึกดูสิว่ายังมีบางอย่างที่ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในจักรวรรดิหงหย่วนเอื้อมไม่ถึงด้วยหรือ?

“เพื่อให้ได้ใบชาที่มีคุณภาพระดับนั้น ดอกปุยเมฆจะต้องมีอายุอย่างน้อย 200 ปี และได้รับการบ่มเพาะจากน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพี จากนั้นจะต้องถูกตากแห้งอย่างระมัดระวังเป็นเวลา 3 ปีเต็ม ถึงจะพร้อมนำมาชงดื่ม ซึ่งหากเปรียบเทียบกับใบชาที่ทางวังหลวงใช้อยู่นั้น มีอายุไม่ถึง 3 ปี ไม่มีทางจะเทียบชั้นกับใบชาระดับนั้นได้หรอก” หยูเสิ่นชิงยิ้มเจื่อนๆ

ทั้งคู่เป็นใบชาดอกปุยเมฆก็จริง แต่คุณภาพต่างกันมาก มีแต่ใบชาที่อยู่ในหีบพวกนั้นถึงจะเรียกได้ว่าใบชาที่แท้จริง หากเปรียบเทียบกัน ใบชาที่ดื่มกันอยู่ในวังหลวงก็ไม่ต่างอะไรกับวัชพืช

“ใบชานั้นล้ำค่าขนาดที่วังหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนของคุณยังไม่มีโอกาสได้รับ แต่อสูรระดับเซียนพวกนั้นมอบให้เป็นของกำนัลกว่าหนึ่งแสนติง?” เมื่อนึกได้ จูอี้กับฮ่องเต้คนอื่นๆสบตากัน ทุกคนปากคอแห้งผากกันไปหมด ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยายความรู้สึกในตอนนี้

ในฐานะผู้นิยมชาดอกปุยเมฆ พวกเขารู้ดีถึงมูลค่าอันสูงส่งของมัน ต่อให้เป็นเกรดธรรมดาหรือเกรดต่ำแบบที่หยูเสิ่นชิงมีอยู่ในครอบครองนั้นก็ถือว่าล้ำค่าสุดๆแล้ว

มอบใบชากว่า 100,000 ติงเป็นของกำนัลอย่างง่ายดายขนาดนี้

ออกจะใจกว้างไปสักหน่อยไหม?

แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะหายตกใจ เสียงหัวเราะอย่างรื่นเริงก็ดังลั่นขึ้นกลางอากาศ ก้องกังวานไปทั่วสถาบันปรมาจารย์

“สิงโตเพลิงเลือดนก หมีหลังเหล็ก และอสูรหัวเสือขอแสดงความยินดีเช่นกันที่นายท่านได้เป็นอาจารย์ใหญ่คนใหม่ของสถาบันปรมาจารย์ พวกเราได้เตรียมสมุนไพรระดับจิตวิญญาณและระดับเซียนจำนวน 30 หีบ เป็นของกำนัลเพื่อการเฉลิมฉลองครั้งนี้”

พรึ่บ!

จากนั้น สิงโตเพลิงเลือดนก 10 ตัว หมีหลังเหล็ก 10 ตัว และอสูรหัวเสือ 10 ตัวก็เดินเรียงแถวขึ้นมาบนเวที แต่ละตัวแบกหีบขนาดราว 2 เมตรไว้บนหลัง และหลังจากวางหีบลงบนเวทีอย่างนุ่มนวลแล้ว พวกมันก็เปิดหีบออกช้าๆ กลิ่นที่ตลบอบอวลออกมาในอากาศนั้นล่องลอยไปไกลกว่า 10 ลี้ (5 กิโลเมตร)

“นี่คือดอกพิศวงระดับเซียน ใบไม้แดงระดับเซียน เบญจมาศนานาพันธุ์ระดับเซียน มากมายถึงขนาดที่ต่อให้นำสมุนไพรทั้งหมดที่มีในโรงเรียนนายแพทย์มารวมกัน ก็ไม่มีทางรวบรวมได้ขนาดนี้!”

“ยังไม่หมดนะ ดูให้ดีสิ ยังมีลำต้นของดอกใบเขียว ใบหอมอบอวล หญ้าเคราไม้ระดับจิตวิญญาณ สมุนไพรเหล่านี้หายากมาก ต่อให้เซียนสมุนไพรแห่งจักรวรรดิหงหย่วนก็อาจไม่มีด้วยซ้ำ!”

“ดูนั่นสิ ใช่ดอกพันทองคำหรือเปล่า ก่อนหน้านี้ผมใช้เวลาถึง 10 ปีเต็มๆแวะเวียนไปตามจักรวรรดิขั้น 1 กว่ายี่สิบจักรวรรดิเชียวนะ แต่ก็ยังหาไม่เจอสักดอก นี่มีอยู่ครึ่งหีบเชียวหรือ?”

“นั่นหญ้ากลืนกินหัวใจย่อส่วนใช่ไหม? มันเป็นสมุนไพรหายากมาก มีชื่อในฐานะส่วนประกอบสำคัญของการผลิตไวน์ชั้นยอดที่มีฤทธิ์รุนแรงถึงขนาดทำให้ผู้นั้นลืมความรักที่เคยมีมาได้เลย เมื่อสมัยที่ผมยังหนุ่ม เพื่อให้ลืมความรักเก่า ผมตระเวนไปทั่วโลกเพื่อค้นหามัน และต้องใช้เวลาถึง 3 ปีเต็มกว่าจะเจอต้นหนึ่งที่มีอายุเพียง 3 เดือน แต่ที่อยู่ในหีบนั้นโตเต็มวัย มีอายุอย่างน้อยๆก็หลายร้อยปีแล้ว!”

เมื่อเห็นสมุนไพรล้ำค่าต่างๆนานาที่อยู่ในหีบ ทั้งปรมาจารย์จากโรงเรียนนักปรุงยาและโรงเรียนนายแพทย์ก็แทบจะคลั่ง

ไม่เพียงแต่สมุนไพรพวกนี้จะราคาแพงมาก ยังสุดแสนจะหายากอีกด้วย แต่อสูรระดับเซียนเหล่านี้ มอบให้อาจารย์ใหญ่จางทีเดียว 30 หีบ แถมทุกชนิดยังอยู่ในสภาพที่แก่จัดและโตเต็มที่

นำสิ่งเหล่านี้มาเป็นของกำนัลเพื่อแสดงความยินดี พวกมันจะปอกลอกสันเขาปุยเมฆเลยหรือไง?

“หมาป่าเขี้ยวเหล็ก ช้างงวงน้ำเงิน และวานรเพลิงเลือดนกขอแสดงความยินดีเช่นกันที่นายท่านได้เป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์ พวกเราเตรียมสินแร่ไว้ 30 หีบเป็นของกำนัลเพื่อการเฉลิมฉลองครั้งนี้!”

พรึ่บ!

ยังไม่ทันที่ฝูงชนจะหายทึ่งกับสมุนไพรระดับจิตวิญญาณและระดับเซียนจำนวน 30 หีบ ราชันย์ 3 ตัวสุดท้ายก็ขึ้นไปบนเวที และมอบของกำนัลอย่างเอิกเกริก

หมาป่าเขี้ยวเหล็ก 10 ตัว ช้างงวงน้ำเงิน 10 ตัว และวานรเพลิงเลือดนก 10 ตัวเดินเรียงแถวขึ้นไปบนเวที จากนั้นก็วางหีบขนาดใหญ่ที่แบกไว้บนหลังลงกับพื้นแล้วเปิดออก

บูมมมม!

คลื่นความสั่นสะเทือนของพลังจิตวิญญาณสะท้อนไปในอากาศ เกิดแสงเจิดจ้าจนแสบตาระเบิดขึ้น

สินแร่หายากทุกชนิดที่ฝูงชนเคยได้ยินชื่อแต่ไม่เคยเห็นมาก่อนปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา

“นั่นมันโลหะหินผาน้ำเงินใช่ไหม? ผมได้ยินมาว่าโลหะชนิดนี้แข็งแกร่งกว่าโลหะฉูอันเสียอีก และอาวุธที่หลอมขึ้นจากโลหะหินผาน้ำเงินจะมีน้ำหล่อเลี้ยงสีน้ำเงินพลุ่งพล่านอยู่ภายใน ว่ากันว่าอาวุธเหล่านั้นคมกริบอย่างน่าทึ่ง เฉือนเนื้อสดๆได้ขาดสนิทโดยไม่มีแม้แต่คราบเลือดติดคมอาวุธ ผู้เชี่ยวชาญมากมายนับไม่ถ้วนยอมตายเพื่อให้ได้ครอบครองมันสักตำลึง นี่เอามาทั้งหีบ อย่างน้อยๆก็น่าจะหลาย 10 ตันใช่ไหม?” (1 ตำลึง = 50 กรัม)

“ผมเห็นสินแร่ห้ามเลือดในหีบอีกใบหนึ่งด้วย! ถ้าบดสินแร่นั้นแล้วเคลือบบนคมอาวุธ ต่อให้โลหะที่แข็งแกร่งที่สุดก็กลายเป็นของเหลวได้อย่างง่ายดาย! ก่อนหน้านี้ผมพยายามขอซื้อจำนวนหนึ่ง จากสมาคมช่างตีเหล็ก แต่ก็ถูกปฏิเสธ เพราะผมยังมีระดับขั้นต่ำเกินไป แต่อสูรระดับเซียนพวกนี้มอบให้ปรมาจารย์จาง 1 หีบเต็มๆ?”

“นั่นหินแกร่ง! หากได้รับการเจียระไนอย่างระมัดระวัง ก็จะกลายเป็นอัญมณีที่แวววาวยิ่งกว่าเพชรเสียอีก แม้จะมีค่าไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับสินแร่ชนิดอื่น แต่ก็ไม่เห็นต้องมอบให้มากมายหลายหีบขนาดนั้นเลย!”

“นั่นหินพอกหิมะใช่ไหม? ถ้านักรบผู้ฝึกฝนเทคนิควรยุทธที่ประกอบด้วยพลังหยินมีไว้ติดตัวสักหน่อย ระดับวรยุทธของเขาจะพุ่งพรวดขึ้นอีกมาก”

ทันทีที่สินแร่เหล่านั้นปรากฏแก่สายตา เหล่าปรมาจารย์ของโรงเรียนช่างตีเหล็กก็แทบคลั่ง

ในฐานะช่างตีเหล็ก พวกเขารู้จักสินแร่ทุกชนิดที่อยู่ในหีบเหล่านั้น และอดอื่นตะลึงไปกับมูลค่าของมันไม่ได้ หากนำมารวมกัน จะมีมูลค่าเทียบเท่ากับสินทรัพย์ของทั้งสถาบันปรมาจารย์และราชวงศ์ของจักรวรรดิหงหย่วนรวมกันทีเดียว!

ซึ่งของเหล่านี้เป็นของกำนัลฟรีๆให้กับปรมาจารย์จางเนื่องในโอกาสพิธีสถาปนาของเขา!

“จูเฉินชิง คุณพูดว่าสถาบันปรมาจารย์ของเรายอมตกเป็นรองเพื่อโน้มน้าวใจให้เหล่าอสูรแห่งสันเขาปุยเมฆยอมล่าถอยไม่ใช่หรือ?”

“แต่ของกำนัลเหล่านี้น่ะ ต่อให้พลิกทั้งสถาบันปรมาจารย์ ก็ไม่มีทางรวบรวมมาได้มากขนาดนี้หรอก”

“แถม 10 จอมราชันย์ยังนำบริวารมามอบของกำนัลด้วยตัวเองอีกต่างหาก!”

…..

กลุ่มนักเรียนที่ลุกขึ้นยืนเพื่อประท้วงจางเซวียนก่อนหน้านี้หันไปมองจูเฉินชิงเป็นตาเดียว

เพราะจูเฉินชิงบอกพวกเขาว่าสถาบันปรมาจารย์ยอมชดใช้เงินจำนวนมหาศาลให้กับทางสันเขาปุยเมฆ เพื่อหว่านล้อมให้พวกนั้นยอมล่าถอย และพิธีสถาปนาจะได้ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น เมื่อได้ฟังเรื่องราวของเขา ทุกคนจึงลุกขึ้นยืนเพื่อตั้งคำถามอย่างไม่เกรงใจกับว่าที่อาจารย์ใหญ่

แต่แทนที่สถาบันปรมาจารย์จะชดใช้ทรัพย์สินให้สันเขาปุยเมฆ กลับกลายเป็นว่าทางสันเขาปุยเมฆกำลังมอบของกำนัลมากมายชิ้นแล้วชิ้นเล่า!

ต่อให้หัวทื่อหัวช้าแค่ไหน ก็ชัดเจนแล้วว่า การยอมตกเป็นรองเพื่อให้พิธีสถาปนาดำเนินไปได้อย่างราบรื่นที่พวกเขาได้รับการบอกเล่ามานั้นเป็นเรื่องโกหก

“ผะ-ผม ผมจะรู้ได้อย่างไรว่ามันจะเป็นแบบนี้?” จูเฉินชิงอุทานออกมาพร้อมกับตัวสั่น น้ำตาร่ำๆจะไหล

ก็ในเมื่อทางฝ่ายสถาบันเป็นผู้ยื่นข้อเสนอให้เจรจาต่อรอง แถมการเจรจาต่อรองยังเกิดขึ้นในถิ่นของคู่ต่อสู้ จึงเป็นเรื่องง่ายมากที่ผู้เจรจาต่อรองจะถูกบีบให้ยอมแพ้ ซึ่งแน่นอนว่าผลการเจรจาจะต้องทำให้พวกเขาโดนดูถูกเหยียดหยามและต้องอับอาย

ใครจะไปคิดว่าเหตุการณ์จะพลิกผันจนกลับตาลปัตร?

จูเฉินชิงรู้สึกเหมือนสติสตังของเขาถูกความบ้าบอที่อยู่รอบข้างตบเอาอย่างแรง

อะไรกันนี่!

พวกคุณแน่ใจนะว่าไปที่นั่นเพื่อเจรจาต่อรอง ไม่ใช่ไปปล้นพวกมัน?

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!