Skip to content

Library Of Heaven’s Path 943

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 943 ยอดขุนพลละเหี่ยใจ

จางเซวียนรู้ดีว่าการบรรยายของเขาสามารถยกระดับความแข็งแกร่งของนักรบได้อย่างรวดเร็ว

C

แต่เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับความถนัดของนักรบแต่ละคนด้วย มีบางคนที่มีทักษะการต่อสู้แค่ระดับพื้นๆ และแม้แต่การบรรยายของจางเซวียนก็แทบจะไม่ส่งผลอะไรกับพวกเขา

อีกอย่าง ในการยกระดับพลังปราณและพละกำลังของร่างกายให้กับตัวแทนเป็นร้อยคนอย่างรวดเร็วนั้น เขาต้องใช้หินวิเศษขั้นสูงถึง 500 ก้อนเป็นเชื้อเพลิงในการฝึกฝนวรยุทธ ซึ่งทั้งสถาบันหงหย่วนก็มีนักเรียนเป็นแสนคน ไม่มีทางที่เขาจะหาหินวิเศษขั้นสูงมาได้ 500 ก้อน และไม่มีทางติดตั้งค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณที่ใหญ่พอสำหรับคนทั้งกลุ่มด้วย

ดังนั้นจึงชัดเจนว่าเป็นไปไม่ได้ที่ทั้งสถาบันจะกลายเป็นยอดขุนพล

แถมทางสภายอดขุนพลก็มีโควต้าจำกัด การที่ใครจะได้เข้าร่วมกับสภายอดขุนพลหรือไม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขา แต่ขึ้นอยู่กับชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ไม่ห่างออกไป

มาถึงตรงนี้ จางเซวียนก็หันไปมองจั๋วจิงเฟิงเพื่อขอความเห็น ซึ่งอีกฝ่ายก็ได้แต่หน้าตาบูดเบี้ยวและส่งสายตาสิ้นหวัง

ว่ากันตามตรง ตอนนี้จั๋วจิงเฟิงใกล้จะเสียสติเต็มที

ถ้าอาจารย์ใหญ่จางทำแบบนั้นจริงๆ ไม่ช้าทั้งสภายอดขุนพลก็คงกลายเป็นสาขาหนึ่งของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนเป็นแน่

“แค่ก แค่ก” จั๋วจิงเฟิงข่มอาการสติแตกไว้แล้วตอบอย่างหนักแน่น “อาจารย์ใหญ่จาง เป็นเรื่องดีมากสำหรับสภายอดขุนพลของเราที่จะรับผู้ปราดเปรื่องเอาไว้ให้มากที่สุด แต่ความรับผิดชอบของปรมาจารย์นั้นสูงส่งและยิ่งใหญ่กว่าเรื่องการต่อสู้ คงจะเป็นความสูญเสียต่อมวลมนุษยชาติอย่างมากหากนักเรียนส่วนใหญ่ของหงหย่วนกลายเป็นยอดขุนพลเสียหมด”

เป็นธรรมดาที่สภายอดขุนพลจะต้องแสวงหาผู้ปราดเปรื่องให้ได้มากที่สุดเพื่อยกระดับพละกำลังของตัวเอง แต่หากมีสมาชิกมากเกินไปและต้องกระจายทรัพยากรออกไปในวงกว้าง ก็คงไม่ใช่เรื่องดี

เหมือนกับการที่ทุกชนชาติต้องการกองทัพเพื่อปกป้องผลประโยชน์ให้ประชาชนของพวกเขา ยิ่งกองทัพมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นที่ต้องการมากขึ้นเท่านั้น แต่หากรับทหารจำนวนมากเกินไปก็จะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ ซึ่งอาจทำให้ต้องสูญเสียผลประโยชน์ในด้านอื่นๆได้

ดังนั้นความสมดุลจึงเป็นสิ่งจำเป็น

นี่คือเหตุผลที่ทางสภายอดขุนพลจำกัดจำนวนที่นั่งในแต่ละครั้ง

ถ้าปรมาจารย์ทุกคนกลายเป็นยอดขุนพลกันหมด ใครเล่าจะทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ให้กับนักรบ ใครเล่าจะทำหน้าที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับเหล่าประชากร หากทุกคนทุ่มเทเวลาให้กับการร่ำเรียนศิลปะการต่อสู้ โลกไม่ตกอยู่ในภาวะวิกฤตหรือ?

“ก็จริง” จางเซวียนพยักหน้ารับ

หากเขาต้องสูญเสียนักเรียนทั้งหมดให้กับสภายอดขุนพลทันทีที่เข้ารับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่แห่งสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน ก็คงไม่ใช่เรื่องดีแน่

หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนพูดขึ้น “ผมจะเปิดการบรรยายให้กับสมาชิกของแก๊งชวนในภายหลัง แต่จะไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้ารับการประเมินเป็นยอดขุนพลอีกแล้ว!”

ด้วยความสามารถของเขาตอนนี้ การบรรยายเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับนักเรียนทั้งหมดยังเป็นเรื่องยาก แต่หากเป็นเฉพาะสมาชิกแก๊งชวนชวน ก็ยังเป็นไปได้

อีกอย่าง คนเหล่านี้ก็ได้ติดตามเขามาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งยังจงรักภักดีมาก ถือเป็นรากฐานแห่งอำนาจและอิทธิพลของเขา

จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะเลือกใช้โอกาสนี้มอบให้กับสมาชิกของแก๊งชวนชวนก่อน มันเปรียบได้กับการให้รางวัล เป็นการเพิ่มความจงรักภักดีในหมู่นักเรียนให้กับหงหย่วนและตัวเขา เพื่อที่สถาบันจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันต่อไป

“ได้เลย!” เมื่อได้ยินว่าอาจารย์ใหญ่จะเปิดการบรรยายให้พวกเขา เหล่าสมาชิกของแก๊งชวนชวนต่างก็พยักหน้ารับอย่างตื่นเต้น

แม้พวกเขาจะไม่มีโอกาสเข้ารับการประเมินเป็นยอดขุนพล แต่ก็ยังเป็นเรื่องดีมากหากจะได้ยกระดับประสิทธิภาพการต่อสู้

จั๋วจิงเฟิงยกมือขึ้น “เอาล่ะ ผมขอประกาศว่าการคัดเลือกยอดขุนพลได้สิ้นสุดลงแล้ว”

“ในอีก 3 วันข้างหน้า จะมีผู้ที่ไม่ใช่ปรมาจารย์อีกหลายคนเข้าร่วมการประเมินยอดขุนพลด้วย ใครสนใจก็มาชมได้!”

“ผู้ที่ไม่ใช่ปรมาจารย์จะเข้ารับการประเมินเป็นยอดขุนพล?”

“ใครกัน?”

“ผมก็ไม่รู้”

ฝูงชนต่างสงสัยกับการประกาศอย่างกะทันหันนี้

จางเซวียนก็สงสัย เขาอดหันไปถามจั๋วจิงเฟิงไม่ได้ “ไม่ทราบว่าอัจฉริยะกลุ่มไหนที่จะเข้ารับการประเมินเป็นยอดขุนพลทั้งที่ไม่ได้เป็นปรมาจารย์?”

“แค่ก แค่ก!” จั๋วจิงเฟิงสำลักเมื่อได้ยินคำถามของอาจารย์ใหญ่จาง “พวกเขาก็เป็นศิษย์สายตรงของคุณยังไงล่ะ!”

“ศิษย์สายตรงของผม? หมายถึงหวังหยิ่งกับคนอื่นๆอย่างนั้นหรือ? คุณรู้จักพวกเขาได้อย่างไร?” จางเซวียนงง

เขาอยู่ระหว่างเปิดการบรรยายขณะที่เจิ้งหยางเข้าท้าทายเหล่ายอดขุนพลเมื่อคืนก่อน จึงยังไม่รู้เรื่อง

“เมื่อคืนน่ะ ศิษย์สายตรงคนหนึ่งของคุณที่ชื่อเจิ้งหยางได้เข้ามาท้าทายพวกเรา ไม่มีใครในหมู่พวกเรารับมือกับเขาได้เลย ขนาดผมยังแพ้” จั๋วจิงเฟิงอธิบายอย่างกระอักกระอ่วน

“เจ้านั่นก็อวดดีเสียเหลือเกิน!” จางเซวียนส่ายหัว

ไม่แปลกใจเลยที่เหล่าสมาชิกของสภายอดขุนพลจะพากันละเหี่ยใจ เจอความพ่ายแพ้เข้าไปกะทันหันแบบนั้น เป็นใครก็รับไม่ได้

คราวนี้เจิ้งหยางทำเกินไป

จางเซวียนถอนหายใจเฮือกและพยายามปลอบใจ “พวกคุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกแย่ไปหรอก เจิ้งหยางเป็นศิษย์สายตรงของผม ผมสอนเขามากว่า 1 ปีแล้ว ตั้งแต่ยังเป็นแค่นักรบจวีซี แล้วเขาก็ผ่านอะไรมามาก เป็นธรรมดาที่พวกคุณจะรับมือกับเขาไม่ไหว”

หากจางเซวียนไม่พูดออกมาก็คงจะดีกว่า เพราะเมื่อได้ยินคำพูดของเขา เหล่ายอดขุนพลแทบจะทรุดฮวบลงกับพื้น

นี่คุณกำลังจะบอกว่าเขาเติบโตจากนักรบขั้น 1-จวีซีมาเป็นนักรบตัวดักแด้ภายในเวลาเพียงปีเดียว กระโดดมา 10 กว่าขั้นนี่นะ? และยิ่งกว่านั้น ขนาดพัฒนาพรวดพราดแบบนี้ ก็ยังมีพละกำลังถึงขนาดรับมือกับนักรบที่มีวรยุทธเหนือกว่าได้

ทำไมพวกเราถึงยิ่งละเหี่ยใจมากขึ้นอีกหลังจากได้ฟังคำตอบของคุณ?

เท่านั้นยังไม่พอ คุณหมายความว่าอย่างไรที่พูดว่าเป็นธรรมดาที่พวกเราจะรับมือกับเขาไม่ไหว?

พวกเราเป็นยอดขุนพลนะ มีประสิทธิภาพการต่อสู้เหนือกว่าปรมาจารย์ทั่วไปเสียอีก!

รู้ดีว่าตัวเขากับลูกน้องมีแต่จะรู้สึกต่ำต้อยลงไปอีกหากยังฟังคำพูดของอีกฝ่าย จั๋วจิงเฟิงรีบลุกขึ้นยืนและกล่าวอำลา “เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ ผมขอพาลูกน้องกลับไปฝึกซ้อมก่อน!”

มีความสามารถบางอย่างในโลกนี้ที่เชือดเฉือนหัวใจของผู้ฟังได้ด้วยคำพูดที่ไม่ได้เจตนา และนี่ก็คือความสามารถนั้น

ทั้งสายตาและน้ำเสียงของอีกฝ่ายก็จริงใจ แต่ทำไมพวกเขาถึงรู้สึกเหมือนโดนคำพูดเหล่านั้นตบหน้าอย่างจัง

พวกเราก็เป็นอัจฉริยะ คุณก็รู้นี่

เมื่อจั๋วจิงเฟิงจากไป ยอดขุนพลคนอื่นๆก็รีบตามหลัง ไม่นานทุกคนก็ลับหายไปจากสายตา

อาจารย์ใหญ่อีก 3 คนต่างก็ละเหี่ยใจไม่แพ้กัน ต่างคนต่างรู้สึกว่าอยู่ต่อก็มีแต่จะขายหน้า จึงรีบขอตัวกลับ หากไม่ใช่เพราะการประเมินที่จะมีในอีก 3 วันข้างหน้าล่ะก็ พวกเขาคงขึ้นเรือเหาะผาเมฆแจ้นกลับไปแล้ว

เห็นทุกคนจากไป จางเซวียนส่ายหัวก่อนจะลุกขึ้นยืนและมุ่งหน้าไปยังสำนักงานใหญ่ของแก๊งชวนชวน

ตอนที่เขาไปถึงสำนักงานใหญ่ พื้นที่นั้นก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนแล้ว

จางเซวียนแทรกตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและเริ่มต้นเปิดการบรรยาย เนื้อหาในการบรรยายของเขาก็เหมือนกับที่ถ่ายทอดให้เหล่าตัวแทน แต่คราวนี้เขาไม่ได้ใช้การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ ประสิทธิภาพที่ได้จึงด้อยกว่า นักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่อาจฝ่าด่านวรยุทธได้ในทันที

แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังรู้สึกว่าตัวเองได้รับประโยชน์มากจากการบรรยายครั้งนี้ ความรู้ความ เข้าใจในเทคนิคการต่อสู้เพิ่มขึ้นอย่างมาก อีกทั้งเทคนิควรยุทธบ่มเพาะร่างกายและกระบวนการเพิ่มความเข้มข้นของพลังปราณที่พวกเขาได้รับการถ่ายทอดให้ก็สร้างความตื่นเต้นเป็นอย่างมาก

การบรรยายกินเวลา 10 ชั่วโมงเต็ม จนฟ้ามืดอีกครั้ง หลังจากพักผ่อนชั่วครู่ จางเซวียนก็ออกจากสำนักงานใหญ่ของแก๊งชวนชวนเพื่อไปตามหาหัวหน้ามั่ว

“ช่วยผมเตรียมตัวหน่อย ผมต้องการเข้าไปในสุสานอาจารย์ใหญ่” จางเซวียนพูด

เขาเองก็รู้ว่าจั๋วจิงเฟิงกับอีกสามอาจารย์ใหญ่พากันหลีกเลี่ยงตัวเขาราวกับเชื้อโรค จึงไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ดูแลคนพวกนั้น

และตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่เขาจะเข้าไปในสุสานอาจารย์ใหญ่ เพื่อจะได้ไปเอาหินสะท้อนสายฟ้าที่จำเป็นต่อการฝ่าด่านวรยุทธจากนักรบกึ่งเซียนไปเป็นขั้นเซียนมือใหม่

ตอนนี้ระดับวรยุทธของเขาอยู่ที่กึ่งเซียนขั้นสูงสุดแล้ว ได้เวลาที่จะต้องหาเครื่องมือช่วยในการฝ่าด่านวรยุทธเสียที

“ผมรู้ว่าคุณอยากเข้าไปในสุสานอาจารย์ใหญ่โดยเร็วที่สุด จึงได้เตรียมสิ่งประดิษฐ์ที่จะช่วยแยกส่วนจิตวิญญาณของคุณไว้แล้ว ผมร้องขอจากสำนักงานใหญ่ทันทีที่ได้ข่าวว่าคุณผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว มันมาถึงตั้งแต่เมื่อ 2-3 วันก่อน” หัวหน้ามั่วตอบยิ้มๆ

ก่อนหน้านี้ ตอนที่จางเซวียนพูดกับหัวหน้ามั่วว่าอยากเข้าไปในสุสานอาจารย์ใหญ่ อีกฝ่ายได้บอกเขาว่าเขาจำเป็นต้องแยกส่วนจิตวิญญาณ แล้วทิ้งจิตวิญญาณส่วนหนึ่งเอาไว้ที่ป้ายสุสาน แต่การทำอย่างนั้นจะทำให้จิตวิญญาณของเขาเกิดความเสียหายและอาจเป็นการเปิดเผยตัวตนในฐานะผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ เขาจึงต้องขอยืมสิ่งประดิษฐ์ล้ำค่าจากทางสำนักงานใหญ่มาเพื่อการนี้ ซึ่งเงื่อนไขของการจะได้สิ่งประดิษฐ์นั้นมาก็คือตัวเขาต้องเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวเป็นอย่างน้อย

ตอนนี้เขาผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวและได้รับสิ่งประดิษฐ์ล้ำค่ามาแล้ว จึงถึงเวลาที่จะเข้าไปดูข้างในเสียที

“เยี่ยมเลย!” จางเซวียนพยักหน้า

ทั้งคู่มุ่งหน้าไปยังสุสานอาจารย์ใหญ่ เมื่อไปถึงปากทางเข้า ก็พบกับจ้าวปิงฉูซึ่งนำสิ่งประดิษฐ์จากสำนักงานใหญ่มาให้จางเซวียน

“นี่คือระฆังทองแดง ตราบใดที่คุณถือมันไว้ในมือ มันจะช่วยเยียวยาจิตวิญญาณของคุณและทำให้การแบ่งเสี้ยวจิตวิญญาณเป็นไปอย่างปลอดภัย” จ้าวปิงฉูอธิบาย

จางเซวียนตรวจสอบสิ่งประดิษฐ์ในมือของเขา และพบว่ามันเป็นระฆังทรงกลมที่มีขนาดราวกำปั้น เมื่อถือไว้ในมือก็รู้สึกถึงคลื่นพลังงานอันอบอุ่นที่ไหลเข้าสู่จิตวิญญาณของเขาเพื่อเข้าไปเยียวยา

“เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ดีจริงๆ!” จางเซวียนตาโต

แม้จะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนักสำหรับผู้พยากรณ์จิตวิญญาณที่จะแบ่งเสี้ยวจิตวิญญาณของตัวเอง แต่ถือเป็นภารกิจโหดหินสำหรับนักรบทั่วไป และมีโอกาสสร้างความเสียหายได้มาก จางเซวียนยังเคยสงสัยว่าอาจารย์ใหญ่คนก่อนๆทิ้งเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของตัวเองไว้ได้อย่างไรโดยไม่เกิดปัญหา แต่มาตอนนี้ ดูเหมือนว่าระฆังทองแดงจะเป็นคำตอบของเรื่องทั้งหมด

เมื่อจิตวิญญาณได้รับการเยียวยา มันจะถูกแบ่งเสี้ยวออกมาและเก็บไว้ในระฆังทองแดงก่อนจะ ถูกเก็บไว้ในป้ายสุสาน ระฆังทองแดงจะช่วยลดผลกระทบของการเสื่อมถอยทั้ง 5 ทำให้จิตวิญญาณคงอยู่ได้เป็นหมื่นปีโดยไม่สูญสลายไป

“อาจารย์ใหญ่จาง คุณควรจะเปิดทางเข้าและเข้าไปในสุสานด้วยตราประทับอาจารย์ใหญ่ของคุณ พวกเราไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าไปด้วย ขอรอคุณอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน” หัวหน้าจ้าวพูดยิ้มๆ

“ได้” จางเซวียนพยักหน้าแล้วจ้องมองที่สุสานอาจารย์ใหญ่

มันตั้งอยู่ใกล้กับสภาผู้อาวุโส ติดอยู่ติดกับภูเขา มีค่ายกลปกปิดขนาดใหญ่ติดตั้งไว้รอบสุสานอาจารย์ใหญ่ ทำให้ภูเขาทั้งลูกหายวับไปจากสายตา หากไม่ใช่หัวหน้าโรงเรียนทั้งสองพาเขามาเอง ก็คงจะหาไม่เจอ

ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นสถานที่พักสุดท้ายของอาจารย์ใหญ่แต่ละรุ่น สำคัญกว่าหอวรยุทธของสถาบันปรมาจารย์เสียอีก

จางเซวียนสะบัดข้อมือแล้วนำตราประทับอาจารย์ใหญ่ของเขาออกมาแสดงตรงหน้า ทันใดนั้น ทางเดินขนาดเล็กก็ปรากฏขึ้นในค่ายกล เขาเดินเข้าไป

ครู่ต่อมา โลกรอบตัวของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เขาพบตัวเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางป่าเขาเขียวชอุ่ม

ภูเขานี้ไม่สูงนัก เหมาะที่จะเรียกว่าเนินเขามากกว่า สภาพภูมิทัศน์ภายในค่ายกลนั้นแตกต่างจากด้านนอกอย่างสิ้นเชิง มีเส้นทางที่ปูด้วยกระเบื้องหินสีน้ำเงิน และเมื่อเดินไปตามเส้นทางนั้น ไม่ช้าจางเซวียนก็พบว่ามันมาสิ้นสุดอยู่ที่ป้ายหินอันใหญ่

มันมีความสูงราว 80 เมตรและยาว 20 เมตร ยากที่จะบอกได้ว่าทำจากวัสดุชนิดไหน มีทั้งความยิ่งใหญ่และความเก่าแก่โบร่ำโบราณอบอวลอยู่โดยรอบ ราวกับเดินเข้าไปในอดีต

นี่คือป้ายสุสานอย่างนั้นหรือ? จางเซวียนสงสัย

ก่อนหน้านี้ หัวหน้ามั่วได้บอกเขาว่าการที่จะเข้าไปในสุสานอาจารย์ใหญ่ได้นั้น เขาจะต้องมอบเศษเสี้ยวหนึ่งของจิตวิญญาณเอาไว้ที่ป้ายสุสาน เท่าที่ดูจากขนาดและบรรยากาศที่อบอวลอยู่โดยรอบ ป้ายหินนี้ก็น่าจะใช่

จางเซวียนเดินวนรอบๆป้ายหินและรู้สึกได้ถึงพลังจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งที่อยู่ภายในป้ายหินนั้นราวกับมีจิตวิญญาณมากมายถูกถ่ายทอดเอาไว้ภายใน ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนมีภูเขาขนาดใหญ่กดทับ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือป้ายสุสาน จางเซวียนพยักหน้า เราควรจะหาหลุมฝังศพของมู่ข่ายให้เจอและเอาหินสะท้อนสายฟ้ามาก่อน แล้วค่อยถ่ายทอดจิตวิญญาณเสี้ยวหนึ่งเข้าไปในป้ายสุสาน

จางเซวียนเพิ่งได้รับระฆังทองแดงมาและมันก็เพิ่งเริ่มต้นการบ่มเพาะเยียวยาจิตวิญญาณของเขาได้ไม่นาน เขาจึงยังไม่สามารถแบ่งเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณออกมาได้ในตอนนี้

แม้จะรับรู้แล้วว่าต้องทิ้งเศษเสี้ยวหนึ่งของจิตวิญญาณเอาไว้ที่ป้ายสุสาน แต่ก็รู้ว่าสามารถเดินหน้าไปต่อได้โดยยังไม่ต้องทำอย่างนั้น บางทีแค่เขาทำก่อนกลับออกไปก็น่าจะพอ จางเซวียนจึงเดินวนรอบๆป้ายสุสานอีกครั้ง แล้วตรงเข้าไปด้านใน

ไม่ช้าเขาก็พบกับป้ายหลุมฝังศพป้ายแรก ที่จารึกไว้บนนั้นคือคำว่าอาจารย์ใหญ่คนที่ 103 ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน

อาจารย์ใหญ่คนที่ 103? หมายความว่านี่คือหลุมฝังศพของท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนน่ะสิ? แต่เขาหายตัวไปก่อนที่จะได้เข้ามาในสุสานอาจารย์ใหญ่ไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงมีหลุมฝังศพของเขาอยู่ที่นี่?

จางเซวียนถึงกับงง

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!