Skip to content

Lord of the Mysteries 151

Lord of the Mysteries

ตอนที่ 151 : ไคลน์ขอร้อง
ระหว่างทางเดินกลับหมู่บ้าน เสียงร้องจากแมลงดังสลับกับนกฮูกเป็นพักๆ

อะซิกมองตรงไปด้านหน้าพร้อมกับตอบคำถามไคลน์

“ถึงจะยังไม่มั่นใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ผมเริ่มสัมผัสถึงเค้าลางของเหตุการณ์บ้างแล้ว”

มันเว้นวรรคหนึ่งลมหายใจ

“บางที…ผมอาจเป็นตัวตนเก่าแก่ มีชีวิตอยู่บนโลกมานานหลายพันปี”

มิสเตอร์อะซิก คุณยังกล้าใช้คำว่า ‘บางที’ อีกหรือ…ไคลน์รำพันติดตลก แต่ไม่ได้กล่าวออกไปต่อหน้า

“ความเงียบงันและอ้างว้างมักทำให้จิตใจมนุษย์อ่อนแอลงเสมอ…ตัวผมในอดีตคงสละบางสิ่งเพื่อแลกกับการมีอายุยืนยาว จากความทรงจำปัจจุบัน ผมอยู่บนโลกมาอย่างน้อยปลายยุคสมัยสี่ ประหนึ่งดวงวิญญาณเร่ร่อน…ไม่มีหลักแหล่ง”

เสียงอะซิกลุ่มลึก คล้ายพยายามระงับอารมณ์พลุ่งพล่านในใจ

“แต่ผมกลับจำอดีตแทบไม่ได้ หลงลืมผู้คนไปมากมาย แม้เคยสาบานว่าจะไม่มีวันลืมพวกเขาเหล่านั้นชั่วชีวิต”

ไคลน์ใช้ไม้ค้ำเขี่ยวัชพืชตรงหน้าพลางอธิบายความคิดของตัวเอง

“มิสเตอร์อะซิก ผมมีทฤษฎีเกี่ยวกับความทรงจำของคุณ”

“ทฤษฎี?” อะซิกหันมอง

“อาการความจำเสื่อมของคุณอาจมีวัฏจักรแบบตายตัว เช่นทุกหลายสิบปี และเมื่อครบกำหนด คุณจะถึงเวลา ‘ตาย’ พร้อมกับสูญเสียความทรงจำ จากนั้นจะตื่นขึ้นจากการหลับใหลและเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทฤษฎีนี้สามารถอธิบายได้ด้วยว่า เหตุใดคุณถึงฝันหลายเรื่องราวซึ่งไม่เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย”

ไคลน์อธิบาย

อะซิกเริ่มเดินช้าลง คล้ายกับความมืดมิดคอยรัดพันแขนขาไว้ให้ขยับได้ไม่สะดวก

มันเงยศีรษะมองตรงไปด้านหน้าด้วยสายตาขุ่นมัว เงียบงันอยู่สักพักก่อนจะกล่าว

“ทฤษฎีนี้สอดคล้องกับเศษชิ้นส่วนความทรงจำเก่าของผม…มันเพิ่งตื่นขึ้นเมื่อครู่”

เพิ่งตื่นขึ้น?

ไคลน์ฉุกคิดบางสิ่งได้ มันรีบหันไปบอก

“มิสเตอร์อะซิก คุณอาจไม่ต้องเดินทางออกจากทิงเก็นเพื่อตามหาความทรงจำแล้ว บางที ความทรงจำสามารถฟื้นฟูด้วยตัวเองเมื่อเวลาผ่านไป”

“เพราะอะไร?” อะซิกหันมองอย่างฉงน

ไคลน์ยิ้ม

“ความทรงจำของคุณยังไม่หายไปโดยสมบูรณ์ มันเพียงหลับใหลชั่วคราว หลักฐานพิสูจน์คือ ความทรงจำเก่าแก่เพิ่งกระตุกตื่นขึ้นเมื่อครู่ ยิ่งไปกว่านั้น คุณยังจำเหตุการณ์วันแรกของชีวิตใหม่ได้ใช่ไหม ขณะลืมตาตื่นขึ้นภายในกรุงเบ็คลันด์ และตระหนักว่าตัวเองจำอะไรไม่ได้เลย”

อะซิกพยักหน้า

“ผมไม่มีทางลืมฝันร้ายในวันนั้น”

ไคลน์เคาะไม้ค้ำในมือซ้ายกระแทกพื้นขณะอธิบายต่อ

“ผมมองข้ามเรื่องพื้นฐานมาตลอด แต่หลังจากได้ยินคำอธิบายจากคุณ ทำให้เริ่มฉุกคิดบางสิ่งได้ ไม่แปลกไปหน่อยหรือ…คุณตื่นมาพร้อมเอกสารยืนยันตัวตนครบถ้วน แถมยังมีเงินมากพอสำหรับดำรงชีพได้อีกนาน การตื่นจากภาวะหลับใหลของคุณไม่ได้ทำให้คนรอบข้างรู้สึกประหลาดใจ…”

“ทุกสิ่งรอบตัวได้กำหนดทิศทางการใช้ชีวิตของคุณไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยแทบไม่ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนมากนักคำถามคือ แล้วใครเป็นผู้จัดแจงไว้ให้ คงเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจาก…ตัวคุณก่อนสูญเสียความทรงจำ ตัวคุณในอดีตได้รับความทรงจำคืนมาทั้งหมด และตระหนักว่ากำลังจะสูญเสียมันไปอีกครั้ง…เมื่อใกล้เริ่มวัฏจักรใหม่ เขาจึงจัดแจงทุกสิ่งสำหรับดำรงชีวิตให้คุณ เพื่อไม่ให้คนรอบข้างพบความผิดปกติ”

อะซิกหยุดเดิน มันเบือนหน้ามองไปทางหมู่บ้าน แสงสลัวจากโคมไฟสองดวงลอดผ่านกระทบพื้นถนน สองบุรุษต่างหยุดครุ่นคิดด้วยบรรยากาศเงียบงัน

“บางที ‘พ่อแม่’ ในความทรงจำของผม พ่อแม่ซึ่งเป็นเป้าหมายการตามหามาตลอด อาจไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตัวผมในอดีต…”

มันถอนหายใจขณะยอมรับว่า คำอธิบายของไคลน์มีความเป็นไปได้มาก

“ฉะนั้น คุณไม่ต้องออกไปตามหาความทรงจำ เพียงอดทนรอให้ถึงเวลาเหมาะสม อดีตของคุณก็จะคืนกลับมาเอง”

ไคลน์พยายามให้กำลังใจ

อาจารย์ผิวแทนแกว่งไม้ค้ำในมือขณะก้มหน้าครุ่นคิดหลายเรื่อง จนกระทั่งเวลาผ่านไปนาน ร่างกายหยุดนิ่งดุจดังรูปปั้นหิน

บรรยากาศเงียบงันครอบงำทั้งสองเป็นเวลานาน อะซิกเหม่อมองไปยังจุดห่างไกล

“บางที…ความทรงจำอาจกลับคืนอย่างสมบูรณ์เมื่อวัฏจักรชีวิตใกล้จบลง ผมไม่ต้องการรอนานขนาดนั้น ในเมื่อยังเหลือเวลาอีกมากให้ค้นหาตัวเอง อาจเป็นโอกาสให้ผมหลุดพ้นจากวงจรดังกล่าวเสียที การเป็นฝ่ายเริ่มออกตามหาความทรงจำก่อน อาจช่วยให้เรื่องราวในอดีตย้อนกลับมาเร็วขึ้น มีเวลามากขึ้นสำหรับเตรียมตัวรับมือวัฏจักร และหากโชคดี ผมอาจยุติได้ในรอบนี้”

“ถือเป็นตัวเลือกน่าสนใจมาก”

ไคลน์อมยิ้มมิได้ปฏิเสธความปรารถนาของอีกฝ่าย

“มิสเตอร์อะซิกครับ ผมมีเรื่องเล็กน้อยต้องการรบกวน เป็นภารกิจนอกเหนือจากการค้นหากะโหลกศีรษะบุตรชายคุณ และความไม่กลมกลืนในโชคชะตาผม”

อะซิกพยักหน้าเล็กน้อย

“จะให้ทำสิ่งใดหรือ?”

ไคลน์ก้มศีรษะเรียบเรียงคำพูด

“ภายในสัปดาห์หน้า หรือสองสัปดาห์ข้างหน้า ผมต้องการให้คุณเดินทางไปยังหมู่บ้านห่างไกลจากทิงเก็นราวห้าชั่วโมงด้วยรถม้า จากนั้นก็สร้างเหตุการณ์ผิดปกติเหนือธรรมชาติขึ้น โดยไม่ก่อความเดือดร้อนให้ใคร หากพิจารณาจากวิธีแกะรอยสายเลือดก่อนหน้านี้ ผมพอจะเดาได้ว่า พลังของคุณเชี่ยวชาญด้านวิญญาณและความตาย คงสร้างเหตุการณ์เหนือธรรมชาติได้ไม่ยาก”

“ไม่มีปัญหา” อะซิกตอบอย่างไม่ลังเล

มันไม่ได้ถามจุดประสงค์ของไคลน์ด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกัน อะซิกก็มิได้ปฏิเสธข้อสันนิษฐานของไคลน์ เรื่องตนมีพลังพิเศษเกี่ยวกับวิญญาณและความตาย

“ขอบคุณครับ เรื่องนี้สำคัญกับผมมาก แล้วก็…รบกวนเลือกเหยื่อเป็นสาวกของโบสถ์รัตติกาลเท่านั้น และต้องไม่หลงเหลือเบาะแสให้สาวถึงตัวได้”

หลังจากคดีเหนือธรรมชาติดังกล่าวถูกส่งต่อมาถึงเหยี่ยวราตรีทิงเก็น ไคลน์จะขอร่วมทีมภารกิจและเบิกใช้งาน 3-0782

ระหว่างปฏิบัติภารกิจ มันจะแอบขโมยพลังจาก 3-0782 เล็กน้อย โดยการประกอบพิธีกรรมสร้างยันต์เพลิงสุริยัน

ในสายตาไคลน์ ยันต์ดังกล่าวคือสมบัติวิเศษทรงพลังเป็นอันดับหนึ่งในปัจจุบัน

ชายหนุ่มตั้งสมมติฐานว่า ตัวการปล่องไฟแดงยังคงไม่ออกจากเมืองทิงเก็น ดังนั้นหากทำการค้นหาอย่างต่อเนื่อง คงเกิดการปะทะกันสักวันแน่

ตนจำเป็นต้องมีไพ่ตายป้องกันตัวไว้บ้าง

และจากข้อมูลขณะทำนายถึงเทพสุริยันเจิดจรัส ไคลน์ยังได้ทราบว่า 3-0782 จะไม่เสียหายแม้ถูกขโมยพลังไปบางส่วน

ในกรณีเลวร้าย ระยะเวลาสำหรับชำระล้างดวงวิญญาณจะเพิ่มขึ้นจากปรกติ

ท่านเทพธิดาได้โปรดเข้าใจด้วย ลูกช้างทำไปเพื่อจุดประสงค์ดีงาม เพื่อปกป้องเมืองทิงเก็นให้พ้นภัยจากคนชั่ว ได้โปรดอย่าเสกสายฟ้าลงทัณฑ์ใส่กันเลย…ไคลน์พยายามอ้อนวอนและชี้นำให้เทพธิดารัตติกาลเห็นว่า ตนหาได้มีเจตนาร้ายไม่

อะซิกไม่สนว่าชายหนุ่มมีจุดประสงค์อันใด เพียงพยักหน้ารับอย่างเต็มใจ

“ไว้ผมระบุเมืองและวันเวลาให้คุณทราบก่อนเริ่มลงมือ จะได้มีเวลาเตรียมตัวทัน”

ฟู่ว…ไคลน์ถอนหายใจผ่อนคลาย

มันได้ทราบว่า อย่างน้อยการเดินทางมายังหมู่บ้านลามุดวันนี้ก็ไม่เสียเที่ยว

การค้นพบอาจไม่มาก ช่วยให้อะซิกฟื้นฟูความทรงจำกลับมาได้บางส่วน แต่ประเด็นสำคัญกว่านั้นคือ ตนได้รับพันธมิตรแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน แถมยังเป็นกำลังสำคัญในการต่อกรกับบุรุษปล่องไฟแดงผู้สามารถบิดเบือนโชคชะตา

…

ห้าทุ่มครึ่งวันเดียวกัน ไคลน์กลับถึงบ้านหมายเลข 2 ถนนดารารัตน์ด้วยสภาพหิวโหยและอ่อนแรง

มิสเตอร์อะซิกไม่แม้แต่จะเลี้ยงข้าว…ชายหนุ่มรำพันในใจ แต่มันย่อมทราบดี อีกฝ่ายคงไม่มีกะจิตกะใจจะทานอะไรแน่

ไคลน์ผลักประตูเข้าไป บรรยากาศภายในบ้านไม่ได้มืดสนิท ค่อนข้างผิดคาดทีเดียว

ตะเกียงแก๊สยังส่องแสงสลัวภายในห้องนั่งเล่น เบ็นสันเอนหลังพิงโซฟาพร้อมกับสวมโค้ตตัวหนา ในมือถือหนังสือหนึ่งเล่ม

เมื่อเหลือบเห็นประตูบ้านเปิดออก ขณะเบ็นสันกำลังจะกล่าวบางสิ่ง เกิดหาวกระทันหันจนต้องเลื่อนมือปิดปาก

ไคลน์ปิดประตูมิดชิดพลางหันมายิ้มให้

“ฉันเดินทางไปหมู่บ้านลามุดพร้อมกับมิสเตอร์อะซิกมา พวกเราสำรวจปราสาทเก่าแก่บนภูเขาไม่ไกลจากหมู่บ้าน”

เบ็นสันพลันกระจ่าง

มันเผยรอยยิ้มก่อนจะกล่าวติดตลก

“ท่ามกลางค่ำคืนไร้แสงจันทร์ ณ ปราสาทเก่าแก่อายุราวพันปี บรรยากาศรอบตัวเย็นเฉียบและชวนขนหัวลุก นักโบราณคดีสองคนกำลังเตรียมเข้าไปสำรวจด้านใน…นำไปแต่งนิยายสยองขวัญได้เลยนะ”

ว่ากันตามตรง เหตุการณ์ในวันนี้ก็ไม่ห่างไกลจากคำว่าสยองขวัญสักเท่าไร…ไคลน์รำพันขณะหวนนึกถึงภาพ ‘ประตู’ สุดหลอน

มันตอบกลับด้วยน้ำเสียงเจือความผวา

“ก็รู้สึกคล้ายแบบนั้นอยู่นะ”

เบ็นสันอมยิ้มพลางปิดหนังสือในมือ

“ฉันไปนอนดีกว่า นับตั้งแต่เริ่มอ่านตำราวรรณกรรมโบราณ การนอนในแต่ละวันค่อนข้างราบรื่นทีเดียว”

ไคลน์อมยิ้มขบขันมุกตลกของอีกฝ่าย ก่อนจะฉุกคิดเรื่องสำคัญได้…คำพูดของมิสจัสติส!

หล่อนระบุว่า ระบบสอบข้าราชการจะถูกประกาศและนำมาใช้จริงช่วงต้นปีหน้า

ชายหนุ่มหรี่เสียงตัวเองลง

“เบ็นสัน เคยบอกไปแล้วใช่ไหม ว่าบริษัทรักษาความปลอดภัยของฉันมีเส้นสายกับกรมตำรวจแคว้นอาโฮว่า ฉันบังเอิญได้ยินเข้า กษัตริย์และรัฐมนตรีเริ่มเบื่อหน่ายกับระบบทำงานอันเชื่องช้าของรัฐบาลแล้ว พวกเขาจึงเตรียมเปิดสอบสาธารณะขึ้น ลักษณะคล้ายกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย”

เบ็นสันผงะชั่วครู่ ก่อนดวงตาจะเปล่งปลั่งอย่างมีความหวัง

“สอบสาธารณะ?”

“ถูกต้อง หากนายสอบผ่าน จะถูกบรรจุเข้าทำงานในฐานะข้าราชการของอาณาจักร หากไม่ผิดไปจากการคาดเดา ลักษณะข้อสอบจะคล้ายกับสอบเข้ามหาวิทยาลัย ประกอบด้วยวิชาวรรณกรรม ไวยากรณ์ภาษา คณิตศาสตร์และตรรกะ รวมถึงกฎหมายของอาณาจักรเบื้องต้น”

ไคลน์รีบเสริมเพื่อให้ไม่ผิดสังเกตเกินไป

“เบ็นสัน ช่วยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับด้วย แล้วก็อย่าคาดหวังมาก ไม่มีใครทราบว่าร่างกฎหมายจะผ่านสภาขุนนางและสภาสามัญหรือไม่”

“จะจำใส่ใจไว้ แต่ไม่ต้องห่วง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่มีทางทิ้งการเรียนแน่”

เบ็นสันยิ้ม

“ต่อให้ไม่มีระบบสอบข้าราชการ ฉันก็จะตั้งใจอ่านหนังสือต่อไป ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ต้องหลุดพ้นจากวงจรชีวิตแสนน่าเบื่อในปัจจุบันให้ได้ ฉันตระหนักแล้วว่า จุดแตกต่างระหว่างมนุษย์และลิงบาบูนขนหยิกคือการเรียนรู้”

นั่นไม่จริงเลย มีการวิจัยแล้วว่า ลิงบาบูนฉลาดพอจะเรียนรู้ได้เบื้องต้น…ไคลน์เสริมในใจโดยไม่ได้พูดออกไป สายตามองตามหลังเบ็นสันเดินขึ้นชั้นสอง

หลังจากนั้น ชายหนุ่มเดินลูบท้องเข้าไปในครัวเพื่อมองหาของกิน แล้วก็พบว่าวัตถุดิบส่วนของตนยังหลงเหลือ หรือก็คือ เมลิสซ่าและเบ็นสันจงใจเตรียมเผื่อไว้ให้

ชายหนุ่มอมยิ้ม ก่อนจะเริ่มลงมือเตรียมอาหารมื้อดึกสงัดสำหรับตัวเอง

บรรยากาศรอบตัวผ่านไปอย่างเงียบงัน ทุกคนนอนหลับกันหมดแล้ว ยกเว้นไคลน์

ชายหนุ่มกำลังตื่นตัวตามลำพังภายในบ้าน จมูกสูดกลิ่นหอมหวลเข้าไปเต็มปอด ร่างกายละเมียดลิ้มรสอาหารพิถีพิถันบรรจง

ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างสุขสงบ

…

หลังจากอิ่มเอมใจ ไคลน์เก็บจานไปล้างและอาบน้ำชำระร่างกาย ก่อนจะปิดประตูห้องนอนลงกลอนมิดชิด

ถึงจะหาวไม่หยุด แต่ชายหนุ่มพยายามครองสติไว้อย่างสุดความสามารถ กำแพงวิญญาณถูกสร้างรอบตัวด้วยมีดเงิน

ไคลน์ต้องการขึ้นไปยังมิติสายหมอกเพื่อทำนายหาข้อสรุปว่า การดัดแปลงพิธีกรรมของมาดามดาลี่ย์เป็นเรื่องอันตรายหรือไม่

มันต้องการเปลี่ยนคาถาท่อนเรียกหาวิญญาณเป้าหมาย ให้เป็น ‘เดอะฟูลผู้มาจากต่างยุคสมัย’ แทน

……………………

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!