Skip to content

Lord of the Mysteries 212

Lord of the Mysteries

ตอนที่ 212 : ผู้เคียดแค้น
ณ ใจกลางดินแดนทางตอนเหนือของอาณาจักรโลเอ็น สายลมเหน็บหนาวได้พัดผ่านสุสานกว้างใหญ่และเงียบสงัด

บรรยากาศรอบสุสานราฟาเอลกำลังอึมครึมหม่นหมอง อากาศเย็นเฉียบจับใจได้กระตุ้นให้ไคลน์ตื่นจากภวังค์

มันเผยรอยยิ้มคร่ำครวญ

“ยังหลงเหลือความลับของการเดินทางข้ามโลกอยู่สินะ…แต่ดูเหมือนพลังคืนชีพจะใช้ได้อีกไม่เกินสองถึงสามครั้ง…และถ้าถูกสับละเอียดหรือป่นจนร่างแหลก ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าเราจะสามารถคืนชีพกลับมาได้อีก…”

……..

หลังจากผ่านไปครึ่งนาที ไคลน์ตัดสินใจติดกระดุมเครื่องแต่งกายกลับ มันเพิ่งสังเกตว่าตนกำลังอยู่ในชุดทักซิโด้ตัวใหม่ล่าสุดมีคราบดินสีน้ำตาลเปรอะเปื้อนประปราย

‘เบ็นสันและเมลิสซ่าคงไม่เคยถือเงินจำนวนมากมาก่อน…’

ไคลน์ครุ่นคิดกับตัวเอง

จากนั้นก็ใช้แขนข้างหนึ่งส่งพลังกระโดดม้วนตัว และลงจอดในท่ายืนได้ง่ายดาย แสดงให้เห็นว่าพลังโอสถตัวตลกยังอยู่ครบถ้วน

‘สุดยอดพี่ชาย สุดยอดน้องชาย สุดยอดเพื่อนร่วมงาน…’

ไคลน์ยืนอ่านคำจารึกบนป้ายหลุมศพ

มันรู้สึกแน่นหน้าอกฉับพลัน เนื่องจากเพิ่งตระหนักว่าเบ็นสันและเมลิสซ่าต้องเผชิญความเจ็บปวดแสนสาหัสเพียงใด

‘คงเจ็บปวดยิ่งกว่าการได้เห็นหัวหน้าเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา…’

ชายหนุ่มถอนหายใจพลางเหลียวซ้ายแลขวา ก่อนจะนั่งยองเพื่อปิดฝาโลงศพให้สนิท

ความคิดในหัวไคลน์ยังคงกระจัดกระจาย แต่มันทราบดี สิ่งสำคัญตอนนี้คือการรีบเก็บกวาดความผิดปกติของหลุมศพ เผื่อว่ามีใครบังเอิญผ่านมาเห็นเข้า

ถึงจะเป็นโลกของผู้วิเศษ แต่เรื่องเหนือสามัญสำนึกอย่างการคืนชีพคงไม่ปกติสักเท่าไร แถมยังเป็นกรณีหัวใจถูกทำลาย

หากเหยี่ยวราตรี ทูตพิพากษา หรือจิตแห่งจักรกลทราบข่าวการคืนชีพ รับรองได้เลยว่าชะตาชีวิตมันคงหลีกหนีไม่พ้นความยุ่งเหยิง

ถ้าเป็นโลกเก่า ไคลน์สามารถหลอกให้ผู้คนเชื่อว่าตนได้รับพรจากพระเจ้า เป็นมนุษย์ผู้ถูกเลือกโดยพระองค์ ทักษะการโกหกหน้าตายของมันอยู่ระดับเดียวกับผู้วิเศษนักต้มตุ๋น

อย่างไรก็ตาม เหตุผลดังกล่าวใช้ไม่ได้กับโลกปัจจุบัน ดินแดนแห่งนี้มีเทพตัวจริงสถิตชัดเจน แถมยังคอยตอบสนองพิธีกรรมของสาวกเป็นครั้งคราว!

ไคลน์รีบนำดินกลบโลงศพจนมิดชิด จากนั้นก็เลื่อนแผ่นหินกลับคืนตำแหน่งเดิม ตามด้วยการใช้มือปัดเศษดินขณะลุกยืน

ฉากตรงหน้าไม่แปลกประหลาดอีกต่อไป ตนเหมือนกับชาวบ้านธรรมดาผู้เดินทางมาสักการะศพยามค่ำคืน สิ่งแปลกประหลาดจุดเดียวคงเป็น รูปโฉมของมันดันตรงกับภาพหน้าหลุมศพทุกประการ

ขณะขุดดินกลบเมื่อครู่ สัมผัสวิญญาณของไคลน์ได้พบนกหวีดทองแดงอะซิกถูกฝังรวมอยู่ด้วย จึงรีบขุดออกมาทำความสะอาด

อย่างไรก็ตามไคลน์ยังไม่มีแผนอัญเชิญผู้ส่งสารตอนนี้ มันตัดสินใจประเมินสถานการณ์รอบตัวไปอีกสักพัก

เมื่อยกแขนซ้ายขึ้นมาสำรวจ ชายหนุ่มพบจี้บุษราคัมยังคงผูกติดอยู่กับโซ่เงินรอบข้อมือ

“กะทิ้งไว้ให้ศพดูต่างหน้าหรือไง”

ไคลน์ยิ้มแห้งพลางถอดโซ่เงิน ตามด้วยการกวาดสายตามองรอบตัวอย่างเคร่งขรึม

“หัวหน้าคงถูกฝังอยู่แถวนี้…”

หลังจากเดินหาสักพัก มันตัดสินใจใช้เทคนิคลูกตุ้มวิญญาณค้นหาหลุมฝังศพดันน์

อาศัยแสงสลัวของจันทร์แดง ไคลน์เดินวนรอบสุสานราวสิบห้านาที จนกระทั่งได้พบภาพถ่ายขาวดำของดันน์·สมิท

ใบหน้าอ่อนโยน หน้าผากกว้าง เส้นผมเริ่มเถิกล้าน นัยน์ตาเทาเข้มลุ่มลึก ตรงตามรูปโฉมจริงของหัวหน้าเหยี่ยวราตรีทุกประการ

ใต้ภาพเป็นวันเดือนปีเกิด วันตาย และถ้อยคำจารึก

ผู้พิทักษ์ตัวจริง

สุดยอดมิตรแท้

สุดยอดหัวหน้าตลอดกาล

ไคลน์ยืนจ้องมองโดยไม่กล่าวสิ่งใดเป็นเวลานาน ดวงตาถูกของเหลวสีใสบดบังจนพร่ามัว ความรู้สึกในใจกำลังสับสนยุ่งเหยิง

คล้ายกับภาพเหตุการณ์ในวันนั้นถูกย้อนกลับมาฉายซ้ำ ไคลน์เห็นดันน์กำลังจ้องมองมาทางตนพร้อมกับขยิบตาแผ่วเบา

ตามด้วยเสียงไพเราะนุ่มนวล

“พวกเราช่วยทิงเก็นไว้ได้”

‘หัวหน้า…’ ไคลน์ตะโกนสุดเสียงภายในหัวใจตัวเอง

มันยืนแน่นิ่งเช่นนั้นนานราวสามนาทีคล้ายกับรูปปั้นหินอ่อน ใบหน้าเผยรอยยิ้มขื่นขมพลางพึมพำ

“หัวหน้า ในวันนั้น สภาพจิตใจของคุณไม่สมบูรณ์ใช่ไหม…คุณพูดจาเหลวไหลว่า จะนำลุงนีลล์เข้าไปอยู่ในความฝันด้วยกันหากอีกฝ่ายไม่ได้ตายเพราะคลุ้มคลั่ง แต่เขาเป็นผู้ส่องความลับส่วนคุณเป็นฝันร้าย มันคนละเส้นทาง คุณลืมใช่ไหมว่าไม่สามารถกินตะกอนพลังของเขาได้ แถมยัง…คุณไม่เคยถามเลยสักครั้งว่า ผมมีการโจมตีใดเป็นไพ่ตาย นั่นเพราะคุณลืม หรือเพราะเชื่อใจโดยไม่เคลือบแคลง…บางทีคุณอาจเดาได้ หลังจากผมนำสมบัติวิเศษออกจากประตูยานิส และระบุว่ามันเหมาะสมกับเลียวนาร์ด คุณคงทราบทันทีว่าผมมีไพ่ตายทรงพลังซ่อนอยู่ แต่คุณไม่เคยถามถึงมัน…”

เมื่อกล่าวจบไคลน์เว้นวรรคพลางถอนหายใจยาวด้วยสีหน้าเจ็บปวด

“ผมเป็นตัวอะไรกันแน่…บางทีอาจเป็นเพียงวิญญาณร้ายกลับมาบนโลกอีกครั้งโดยมีชีวิตเพียงเพื่อการแก้แค้น…”

เมื่อพูดจบไคลน์เงียบงันเป็นเวลานานน้ำตาไหลเปียกสองข้างแก้ม

จนกระทั่งมันแผดเสียงแผ่วเบาโดยพยายามยั้งไว้ในลำคอ

“หัวหน้า…ผมจะไม่มีวันลืมคุณ!”

ขณะใช้มือปาดน้ำตาและเช็ดน้ำมูก สายลมเย็นเฉียบพัดผ่านลำตัวอย่างอ่อนโยน

ไคลน์ยืนนิ่งหลายนาที ก่อนจะกวาดสายตามองรอบทิศ และได้พบจุดมิดชิดสำหรับซ่อนตัวอยู่ห่างออกไปไม่ไกล

เมื่อแน่ใจว่าจะไม่ถูกใครรบกวน ชายหนุ่มรีบก้าวทวนเข็มสี่ครั้งและส่งตัวเองขึ้นบนมิติสายหมอกสีเทา

ประการแรก มันต้องทราบว่าตนเสียชีวิตด้วยฝีมือของใคร ไอ้ระยำหน้าไหนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์วุ่นวายทั้งหมด!

‘ในเมื่อมันปรากฎตัวต่อหน้า เรามั่นใจว่าผลการทำนายสามารถบอกใบ้บางสิ่ง’

ไคลน์เม้มปากแน่น ฉากรอบตัวยังคงไม่เปลี่ยนไปจากปกติ พระราชวังหรูหรารวมถึงโต๊ะทองแดงโบราณทรงยาว

มันนั่งลงบนเก้าอี้เดอะฟูล

กระดาษหนังสีน้ำตาลอมเหลืองปรากฏตัวพร้อมกับปากกาหมึกซึมสีแดง

ปัจจุบันร่างเนื้อบนโลกจริงไม่ได้ถูกปกป้องมิดชิดเหมือนทุกครั้ง ไคลน์จึงต้องเร่งมือทำนายหาผลลัพธ์

“ฆาตกรสังหารเรา”

เมื่อท่องครบเจ็ดหน มันเอนหลังพิงเก้าอี้พนักสูงพลางหลับตา จิตถูกส่งเข้าภวังค์หลับใหลภายในเวลาอันสั้น ด้วยความช่วยเหลือจากภาวะเข้าฌาน

นิมิตฉากตรงหน้าเริ่มปรากฏ รองเท้าบูตคู่ใหม่ไม่คุ้นตา ฝ่ามือสีขาวซีดผิดธรรมชาติ รวมถึงกล่องเถ้ากระดูกพระแม่เซเลน่าถูกหยิบขึ้นด้วยมือคู่เดียวกัน

ไคลน์เพ่งพินิจฉากนิมิตหน้าอย่างละเอียด มันมองเห็นชายวัยกลางคน ผมสั้นสีทองเข้ม สวมสูทตัวใหญ่กระดุมสองแถว ดวงตาข้างหนึ่งบอดสนิท ส่วนตาอีกข้างมีสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำ ใบหน้าเรียบเนียนไร้ริ้วรอยจนดูเหมือนรูปปั้นหินวิจิตรงดงาม

ภาพนิมิตความฝันแตกละเอียดในลักษณะเศษกระจก ชายหนุ่มถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์

มันขมวดคิ้วชนกันแน่น

เหตุใดตนถึงรู้สึกคุ้นเคยอีกฝ่าย?

ทันใดนั้นในฐานะนักทำนาย ไคลน์พลันตระหนักถึงเหตุผลของความคุ้นเคย

ตนเคยเห็นใบหน้าเช่นนี้ในประกาศจับของเหยี่ยวราตรี!

หมายความว่า ฆาตกรคืออินซ์·แซงวิลล์ อดีตอาร์คบิชอปแห่งโบสถ์รัตติกาล ผู้ขโมยสมบัติวิเศษ 0-08 ติดมือไป ได้ยินว่าล้มเหลวในการเลื่อนลำดับถัดจาก ‘ผู้เฝ้าประตู’

“เป็นหมอนี่เองหรือ”

ภาพเหตุการณ์มากมายจากอดีต ย้อนกลับมาฉายซ้ำในสมองไคลน์ จนกระทั่งถึงฉากสุดท้ายก่อนภาพตัด อินซ์·แซงวิลล์ก้มตัวหยิบกล่องบรรจุเถ้ากระดูกพระแม่เซเลน่า

กึกๆๆ..

ขณะใช้ความคิด ไคลน์ใช้ปลายนิ้วเคาะขอบโต๊ะทองแดงตามนิสัย หลายสิ่งถูกปะติดปะต่อในหัวอย่างรวดเร็ว

“หัวหน้าบอกว่า หากผู้วิเศษเสียชีวิตตามปกติศพจะเหลือทิ้งตะกอนพลังเอาไว้ ตะกอนพลังมีค่าเทียบเท่าโอสถ เพียงแต่ยังขาดวัตถุดิบเสริมเพียงเล็กน้อย หรือก็คือหากใครทราบสูตรผลิตโอสถอย่างละเอียดจนรู้ถึงวัตถุดิบเสริม ก็จะปรุงโอสถดังกล่าวร่วมกับซากศพได้ทันที แน่นอนผู้วิเศษไม่สามารถเลื่อนลำดับแบบข้ามหลายขั้นได้ ผลลัพธ์มีเพียงภาวะคลุ้มคลั่งหรือเสียสติรออยู่ ถ้าจำไม่ผิดผู้วิเศษขั้นสูงขึ้นไปต้องเลื่อนลำดับผ่านพิธีกรรมซับซ้อน… แบบนี้ก็หมายความว่าส่วนขาดหายไปของสูตรโอสถ ‘ผู้เจิดจรัส’ ในมือเรา คือขั้นตอนพิธีกรรมสินะ อีกนัยหนึ่งคือ ผู้วิเศษตั้งแต่ลำดับ 4 ขึ้นไปต้องประกอบพิธีกรรมเลื่อนลำดับทุกครั้ง…อินซ์·แซงวิลล์คือลำดับ 5 ผู้เฝ้าประตู เส้นทางเทพมรณา และมันต้องการกลายเป็นผู้วิเศษขั้นสูง ครึ่งเทพ

จากสถานการณ์ของมันอินซ์·แซงวิลล์มีสามตัวเลือกให้ตัดสินใจ ทางแรก ลำดับ 4 เส้นทางเทพมรณา ทางสอง ลำดับ 4 เส้นทางผู้ไร้หลับ และทางสุดท้าย ลำดับ 4 เส้นทางเทพสงคราม ‘นักล่าปีศาจ’ ในเมื่อพระแม่เซเลน่าคือตัวตนระดับนักบุญ ย่อมหมายถึง เธอเคยเป็นผู้วิเศษลำดับ 4 หรือ 3 มาก่อนขณะยังมีชีวิต เราจึงสรุปได้ว่า เถ้ากระดูกพระแม่ต้องเป็นตะกอนพลังของโอสถลำดับ 4 หรือ 3 ในเส้นทางผู้ไร้หลับ อินซ์·แซงวิลล์ เคยเป็นถึงอาร์คบิชอปของโบสถ์รัตติกาลมาก่อน มันย่อมทราบว่าพระแม่อยู่ในลำดับใด และคงทราบสูตรผลิตโอสถเกี่ยวข้อง หรือแผนของมันตั้งแต่ต้น คือการขโมยเถ้ากระดูกพระแม่เซเลน่าและกลายเป็นผู้วิเศษลำดับ 4 เส้นทางผู้ไร้หลับ? ถ้าอย่างนั้น…กะโหลกศีรษะของทายาทเทพมรณา อาจเป็นวัตถุดิบสำคัญในพิธีกรรมเลื่อนลำดับ…ต้องใช่แน่! เพราะนั่นคือตะกอนพลังของผู้วิเศษเส้นทางเทพมรณา ถ้าทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เป้าหมายหลักของแผนการคือหัวหน้าไม่ใช่เรา มันอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทั้งหมด…”

เมื่อเริ่มจับต้นชนปลายได้ ไคลน์รีบเขียนประโยคทำนายเพื่อยืนยันสมมติฐานของตน ตามด้วยการนำปลายลูกตุ้มวิญญาณจ่อเหนือผิวกระดาษหนัง

มันท่องคาถาพึมพำเจ็ดครั้ง ก่อนจะลืมตาเพ่งมองลักษณะการหมุนของจี้บุษราคัม

ผลคือหมุนตามเข็ม

เนื่องจากไคลน์มีข้อมูลมากพอการทำนายจึงประสบความสำเร็จ และคำตอบได้ระบุชัดเจนว่า สมมติฐานเมื่อครู่เป็นความจริง

อินซ์·แซงวิลล์จัดฉากเหตุการณ์ทั้งหมดโดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ขโมยเถ้ากระดูกพระแม่เซเลน่าและเลื่อนเป็นผู้วิเศษลำดับ 4

ไคลน์ใช้มือเคาะขอบโต๊ะพลางครุ่นคิดหาคำถามและสมมติฐานใหม่

“อินซ์·แซงวิลล์เป็นแค่ผู้วิเศษลำดับ 5 เส้นทางเทพมรณา ลำพังตัวมันไม่ควรมีพลังสร้างความบังเอิญได้มากขนาดนี้ ตัวอย่างชัดเจนคือเมกูส เธอปรากฏตัวในสำนักงานเหยี่ยวราตรีทันทีหลังจากเราและเลียวนาร์ดพบจดหมาย หมายความว่า สิ่งนี้เป็นอิทธิฤทธิ์ของสมบัติวิเศษ 0-08? รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกับปากกาขนนกธรรมดา แต่สามารถเขียนโดยไม่ใช้หมึก…หรือจะมีพลังประเภทเปลี่ยนให้ตัวหนังสือกลายเป็นความจริง?”

“ไม่ใช่ คงไม่ง่ายขนาดนั้น…เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง อินซ์·แซงวิลล์คงกำหนดให้กล่องเถ้ากระดูกพระแม่ติดปีกคู่หนึ่งและบินไปหามันด้วยตัวเอง จากนั้นก็นอนกระดิกเท้ารอคอยผลลัพธ์อยู่ในแหล่งกบดานห่างไกล 0-08 ต้องมีข้อจำกัดบางอย่าง และค่อนข้างแน่ชัดว่าไม่มีพลังด้านต่อสู้โดยตรงเพราะถ้าเป็นเช่นนั้น อินซ์·แซงวิลล์คงบุกถล่มเหยี่ยวราตรีสาขาทิงเก็นด้วยตัวเอง และเปิดประตูยานิสเข้าไปหยิบกล่องเถ้ากระดูกตามใจชอบ แต่ในฐานะสมบัติระดับ 0 พลังของมันย่อมไม่ธรรมดาเช่นกัน…อาจเป็นไปได้ว่าหากใครถูกเขียนชื่อลงไปบนกระดาษ บุคคลผู้นั้นจะมีพฤติกรรมตรงตามข้อความของ 0-08 โดยไม่รู้ตัว? ต้องใช่แน่ เพราะสิ่งนี้สอดคล้องกับความบังเอิญมากมายรอบเมืองทิงเก็นตลอดช่วงสองสามเดือนหลัง ถ้าเป็นแบบนั้นจริงสมบัติวิเศษ 0-08 ไม่มีพลังมากเกินไปหน่อยหรือ?”

“เพราะขนาดเมกูส ผู้กำลังอุ้มท้องบุตรเทพนอกรีต ก็ยังถูกผลจาก 0-08 กำหนดพฤติกรรมได้ตามใจชอบ… สมกับเป็นสมบัติวิเศษระดับ 0 ‘อันตรายยิ่งยวด’ ถูกเก็บเป็นความลับสุดยอดของโบสถ์มานาน ห้ามเบิกใช้งาน ห้ามเผยแพร่ให้ใครทราบ ห้ามระบุรายละเอียดกับใครเด็ดขาด”

ชายหนุ่มหยุดเคาะโต๊ะ มันเขียนประโยคทำนายลงบนกระดาษเพื่อเตรียมยืนยันสมมติฐานเมื่อครู่

แต่น่าเสียดาย ผลทำนายล้มเหลว อาจเป็นเพราะข้อมูลไม่พอ หรือไม่ก็ถูกขัดขวางด้วยพลังลึกลับในระดับสูงกว่า

เมื่อตระหนักว่าตนใช้เวลาไปมากไคลน์เกิดความคิดจะกลับโลกความจริงโดยเร็ว

แต่ก่อนลงไปมันขอทำตามใจเป็นหนสุดท้ายข้อความทำนายใหม่ถูกเขียนลงบนแผ่นกระดาษ

“เมืองปัจจุบันของอินซ์·แซงวิลล์”

ในเมื่ออีกฝ่ายมี 0-08 อยู่กับตัว แถมเลื่อนระดับกลายเป็นครึ่งเทพสำเร็จ ผลการทำนายอาจล้มเหลว หากถามระบุถึงตำแหน่งอย่างละเอียด ไคลน์จึงไม่มีทางเลือกนอกจากซักถามเป็นเขตกว้างๆ อย่างชื่อเมือง

แน่นอน ถ้าไม่มีพลังมิติสายหมอกคอยขจัดการรบกวนภายนอก มันไม่มีทางทำนายถึงตำแหน่งปัจจุบันของอินซ์·แซงวิลล์ได้แน่นอน ไม่ว่าจะกำหนดคำถามกว้างแค่ไหน

ชายหนุ่มเอนหลังพิงเก้าอี้พร้อมกับหลับตาพึมพำประโยคทำนายเจ็ดครั้ง

มันถูกส่งเข้านิมิตความฝันอันพร่ามัว

นิมิตเกิดรอยร้าวทันที แต่ยังไม่แตกละเอียดเป็นเศษกระจก ไคลน์มองเห็นแม่น้ำกว้างขวาง บรรยากาศอึมครึมเล็กน้อย กึ่งกลางเป็นสะพานข้ามขนาดใหญ่ ตลิ่งสองฝั่งมีท่าเรือเรียงราย มีร้านค้า และคนงานท่าเรือเดินขวักไขว่

ถัดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของแม่น้ำ บ้านเรือนน้อยใหญ่เรียงชิดติดกัน ส่วนมากเป็นสถาปัตยกรรมตามยุคสมัย ทรงอาคารคล้ายคลึงกับพิมพ์นิยมในอาณาจักรโลเอ็น หลังคาหลายเหลี่ยม มุขหน้าต่างใหญ่ ไม่มีเฉลียงหน้าบ้าน

นอกเหนือจากบ้านคน ยังมีอาคารสถาปัตยกรรมทรงโกธิคอีกหลายแห่ง ท้องถนนเต็มไปด้วยคนเดินเท้าและรถม้า บางครั้งก็มองเห็นเครื่องจักรแปลกตา

ยิ่งไกลออกไปทางตะวันออกยิ่งได้พบกับปล่องไฟขนาดใหญ่จำนวนมาก บรรยากาศเหนือท้องฟ้าอึมครึมเปี่ยมด้วยมลพิษ

เมื่อหันไปมองทางตะวันตกอาคารบ้านเรือนแต่ละหลังเริ่มมีขนาดสูงใหญ่ สีสันฉูดฉาดแปลกตา ไม่ว่าจะเป็นเท้าอมฟ้า น้ำตาลอ่อน หรือเหลืองอ่อน รวมถึงปราสาทโอ่อ่าหลังใหญ่ มาพร้อมยอดหอคอยแหลมและหอฬิกาตั้งเด่นตระหง่าน

ก๊อง!

เสียงระฆังหอนาฬิกาดังกังวาน ตามด้วยการถูกส่งออกจากนิมิตความฝันของไคลน์

มันทราบทันทีว่าเมื่อครู่คือเมืองใด

‘ดินแดนแห่งความหวัง’ และ

‘มหานครแห่งหมู่นคร’

กรุงเบ็คลันด์

…………………

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!