ตอนที่ 349 : ขวดพิษ
ด้วยอำนาจเสียงโหยหวนของ ‘วิญญาณอาฆาต·สตีฟ’ ฝ่ายชารอนก็หลีกหนีไม่พ้นความเจ็บปวด แต่เธอฝืนกัดฟันหุบฝ่ามือขวา ส่งผลให้แสงสว่างดับลงพร้อมกับการหายไปของบานประตูมายาสีทองแดง
ไคลน์ทราบดีว่าสถานการณ์กำลังย่ำแย่ จึงอดทนต่ออาการบาดเจ็บตัวเอง ก้าวถอยหลังอย่างยากลำบาก ก่อนจะ ‘กระโจนไฟ’ ไปยังประกายเพลิงจากแรงระเบิดในทิศตรงกันข้าม
ขณะโผล่ตัวออกมายังเปลวไฟอีกฝั่ง ไคลน์หันไปเห็นสตีฟ ชายวัยกลางคนผู้สวมผ้าคลุมสีแดงเข้ม ยังคงยืนนิ่งในจุดเดิมโดยไม่ปรี่เข้ามาโจมตีตนอย่างบุ่มบ่าม ราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง
ทันใดนั้น ชายหนุ่มพลันตระหนักถึงลางร้าย ท้องไส้ปั่นป่วนกะทันหัน สมองขาวโพลน
ร่างกายอ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ
มาริค ผู้เพิ่งฟื้นตัวจากเสียงโหยหวนของวิญญาณอาฆาตเมื่อครู่ ต้องเลื่อนแขนขึ้นไปบีบหน้าอกด้วยสีหน้าแสนเจ็บแปลบ ร่างกายสั่นกระตุกเป็นระยะอย่างหยุดไม่อยู่
มาริคสูดลมหายใจสุดปอดพร้อมกับขบกรามแน่น มันใช้กรงเล็บแหลมคมฉีกทำลายเสื้อผ้าตัวเองจนเผยให้เห็นผิวพรรณขาวซีด ยิ่งกดกรงเล็บลึกก็ยิ่งมีเลือดสีแดงไหลซึมเป็นทางยาว เป็นการเอาชนะความเจ็บปวดด้วยความเจ็บปวดยิ่งกว่า
ไม่กี่อึดใจถัดมา ชารอนล้มทรุดลงกับพื้นในสภาพพยุงตัวไม่ขึ้น ดวงตาสีฟ้าครามสูญเสียความแวววาวราวกับตาบอดกะทันหัน
“พิษ…” หญิงสาวพึมพำแผ่ว
ไม่ห่างกันนัก สตีฟยืนจ้องกำปั้นขวาของชารอนด้วยสีหน้าประหวั่น
ว่ากันตามตรง มันไม่กล้าบุ่มบ่ามเพราะกังวลว่าบานประตูทองแดงลึกลับจะปรากฏออกมาอีก จึงทำเพียงตรวจสอบสถานการณ์เบื้องต้นอย่างใจเย็น
เนื่องจากมือขวาของตนกำลังถือมงกุฎจันทร์สาดส่องแสงสีแดงนวล สตีฟใช้มือซ้ายล้วงหยิบขวดแก้วโปร่งใสสีน้ำตาลออกจากกระเป๋า ตามด้วยการพ่นลมหายใจเย้ยหยัน
“ขวดพิษชีวภาพจะสร้างพิษหลากหลายชนิดขึ้นมาแบบสุ่ม ขอเพียงเปิดฝา พิษจะค่อยๆ ซึมเข้าสู่บรรยากาศทีละนิด ออกฤทธิ์ภายในหนึ่งนาที ร่างกายจะอ่อนแอลงฉับพลัน หากใครแช่อยู่ในสภาพแวดล้อมอันเต็มไปด้วยพิษนานเกินสี่นาที ร่างกายจะได้รับความเสียหายจนฟื้นฟูกลับมาไม่ได้อีก ในบางกรณีอาจถึงแก่ความตาย น่าเสียดาย นึกว่าเจสันจะอดทนได้จนถึงวินาทีนี้เสียอีก ชารอน ตามปรกติแล้ว เธอจะไม่ได้รับผลของพิษ เนื่องจากร่างวิญญาณสามารถต้านทานพิษโดยสมบูรณ์ ทว่า การมีอยู่ของมงกุฎจันทร์ชาดทำให้เธอมิอาจเปลี่ยนร่างได้ คงถึงเวลาแล้วกระมัง กับการยอมจำนนต่อฉันคนนี้ และให้ฉันได้เชยชมความงดงามจากภายในตัวเธอสักที”
สตีฟยืนอธิบายพลังของสมบัติวิเศษอย่างใจเย็น ราวกับรอให้พิษเล่นงานทุกคนจนหมดเรี่ยวแรงและไม่เหลือพลังสำหรับป้องกันตัว จากนั้นค่อยลงมือโจมตีปิดฉาก
ทว่า มนุษย์หมาป่าไทร์ย่อมไม่ทราบเจตนา
เนื่องจากถูกครอบงำอย่างสมบูรณ์โดยอิทธิพลของมงกุฎจันทร์ชาด ไทร์เริ่มเปิดฉากการโจมตีอย่างไม่ลังเล มันกระโจนใส่มาริคพร้อมกับตวัดกรงเล็บแหลมคมหวังเอาชีวิต
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังต่อเนื่อง ร่างกายอันแข็งแกร่งดุจดังเหล็กกล้าของมาริคเริ่มเกิดบาดแผลหลายจุด
ไคลน์ใช้มือแตะหน้าผากตัวเอง และพบว่ามีอาการตัวร้อนเหมือนเป็นไข้หนัก แต่ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น มิได้รุนแรงดังคำอธิบายของสตีฟ
ดูเหมือนพิษจะเสื่อมพลังลงเพราะออร่าชำระล้างและปัดเป่าของเข็มกลัดสุริยัน.
ไคลน์ฉีกยิ้มเหยียดหยัน
“คิดจะรอให้พวกเราถูกพิษเล่นงานจนหมดสภาพเสียก่อน จึงค่อยโจมตีเข้ามา? แกไม่รู้หรอกหรือ ว่าทำไมฉันถึงเอาแต่ใช้ระเบิดมาตลอด? …ด้วยระเบิดปริมาณมากเช่นนี้ ผู้วิเศษของทางการต้องพบความผิดปรกติอย่างแน่นอน และพวกเขากำลังจะมาถึงจุดเกิดเหตุในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า แกเหลือเวลาไม่มากแล้ว!”
สตีฟหันมาจ้องไคลน์ผู้ใบหน้าถูกทาด้วยแถบสามสีจนระบุไม่ได้ว่าเป็นใคร ก่อนจะหัวเราะและกล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลน
“ลืมเสียสนิท…ยังมีอีกหนึ่งมดปลวกอยู่ตรงนี้ด้วยสินะ ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันสามารถบี้แกให้หายไปจากโลกตอนไหนก็ได้ กว่าผู้วิเศษของโบสถ์จะมาถึง แกคงไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้ว…”
โดยไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายพล่ามจนจบประโยค ไคลน์ยกมือขวาขึ้นพร้อมกับยิงกระสุนชำระล้างใส่
ปัง!
เพียงสตีฟขยับตัวเล็กน้อย มันสามารถย้ายตำแหน่งไปไกลหลายเมตรในพริบตา เกิดเป็นภาพมายาตกค้างตลอดทาง
ทว่า กระสุนของไคลน์ไม่ได้พุ่งไปยังจุดยืนเดิมของสตีฟ ตรงกันข้าม เป้าหมายคือวัตถุชนิดหนึ่งซึ่งถูกฝังไว้ใต้ดินลึกลงไปไม่กี่เซนติเมตร จุดประสงค์คือการสร้างความวุ่นวายโกลาหล!
ฟ้าว!
สายลมกระโชกพลันพวยพุ่งจากพื้นดิน ซอมบี้ของมาริคและภูตเงาดำของสตีฟต่างหยุดเคลื่อนไหวในจังหวะเดียวกัน
แทบจะในพริบตา อันเดดทุกตนวิ่งพรวดตรงไปยังใจกลางลานโล่งประหนึ่งฝูงสุนัขรุมทึ้งอาหาร
สตีฟ ผู้เตรียมสั่งให้เงาดำลอบจู่โจมไคลน์จากความมืด พลันผงะไปชั่วครู่ ก่อนจะแสดงสีหน้าประหลาดใจปนความตกตะลึง
ด้วยเหตุผลบางประการ มันไม่สามารถควบคุมบริวารอันเดดของตัวเองได้อีกต่อไป ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสักครั้งในชีวิต!
ในเวลาเดียวกัน ไคลน์ดีดนิ้วเพื่อสั่งให้ระเบิดใต้ดินหลายจุดทำงานพร้อมเพรียง เปลวเพลิงสีส้มอมแดงพลันลุกโชนรอบสนามรบ
ชายหนุ่มอาศัย ‘กระโจนไฟ’ ส่งตัวเองออกไปยังเขตรอบนอกของแนวโกดังด้วยความเร็ว
“คิดจะหนีอย่างนั้นหรือ?” สตีฟพึมพำด้วยเสียงเจือความหงุดหงิด มันเตรียมล่องหนเพื่อไล่ตามไคลน์ด้วยสปีดอันเป็นเอกลักษณ์ของร่างวิญญาณ ทว่า มุมสายตาบังเอิญเหลือบเห็นฝูงซอมบี้และเงาดำของตน กำลังรุมแย่งวัตถุปริศนาภายในกล่องโลหะใจกลางลานโล่งอย่างไร้เหตุผล
ถัดมาไม่นาน เหล่าอันเดดต่อสู้กันเองจนได้ผู้ชนะ เป็นภูตเงาดำตนหนึ่งของสตีฟ เมื่อมันคว้าวัตถุดังกล่าวสำเร็จ ร่างกายเงาดำพันสั่นกระเพื่อมแผ่วเบาพร้อมกับขยายขนาด ก่อนจะพุ่งหายไปจากสนามรบราวกับมีสติปัญญาเป็นของตัวเอง
หืม คงเป็นลูกไม้เพื่อเตรียมไว้หนีแต่แรก.
ฮึ! แกประเมินพลังของวิญญาณอาฆาตและมงกุฎจันทร์ชาดต่ำไป!
สตีฟยกเลิกการไล่ตามไคลน์ชั่วคราว มันเก็บขวดพิษชีวภาพเข้ากระเป๋าพลางหายตัวกลมกลืนกับความมืดรอบตัว และโผล่ออกมาอีกครั้งบนแผ่นน้ำแข็งซึ่งเคยเป็นแอ่งน้ำขังจากฝนตก จากนั้นก็อาศัยความเร็วเหนือจินตนาการพุ่งไล่ตามภูตเงาดำตัวใหญ่จนเกิดภาพติดตาตกค้าง
ระหว่างนั้น ดวงตาสีเขียวเข้มของสตีฟพลันส่องประกาย ส่งผลให้เงาดำตัวใหญ่สลายร่างไปพร้อมกับการร่วงหล่นของวัตถุปริศนาในมือ
ซอมบี้และเงาดำตนอื่นหาได้แยแสพลังควบคุมของสตีฟ ทำเพียงกรูเข้าหาวัตถุดังกล่าวอย่างหน้ามืดตามัว
สตีฟเริ่มตื่นตัวและเกิดความประหลาดใจหนักกว่าเก่า มันไม่เข้าใจเลยว่า เพราะเหตุใดสัมผัสวิญญาณของตนจึงไม่พบสิ่งผิดปรกติจากวัตถุดังกล่าว แต่ฝูงอันเดดกลับหิวกระหายแย่งชิงโดยไม่สนว่าใครเป็นเจ้านาย
สตีฟย่างกรายเข้าใกล้วัตถุปริศนาพร้อมกับโน้มตัวลงไปหยิบด้วยมือซ้าย
สิ่งนั้นคือพวงกุญแจสีทองเข้ม ซึ่งมีนกหวีดทองแดงทรงโบราณและกุญแจสีทองเหลืองลักษณะราบเรียบห้อยอยู่ติดกัน
สตีฟดึงพวงกุญแจขึ้นมาพร้อมกับใช้มือจับวัตถุปริศนาทั้งสองชิ้น
ขณะเดียวกัน มุงกุฎจันทร์ชาดในมือขวาของสตีฟพลันแผ่แสงสีแดงเข้มจนดูคล้ายกับพระจันทร์เลือดของจริงเข้าไปทุกขณะ
แต่ยังไม่ทันจะได้ไตร่ตรองสิ่งใด เสียงเพรียกอันแหบพร่าของใครบางคนพลันดังกังวานในสมองสตีฟกะทันหัน มันพลันเกิดความกลัวจากก้นบึ้งจิตใจ หนังศีรษะเจ็บแปลบคล้ายกับถูกขูดด้วยโลหะแข็ง
“อ๊ากก!”
สตีฟแหกปากดังลั่น ร่างกายสั่นกระตุกรุนแรงจนวัตถุในมือซ้ายขวากระจัดกระจายไปคนละทิศทางกลางอากาศ
ลำตัวทรุดลงไปนอนกองบนพื้น ผิวหนังเกิดอาการยุบพองจนผิดธรรมชาติ ท่อนแขนเรียวเล็กของเด็กทารกงอกเงยในหลายจุดตามลำตัว เส้นเลือดปูดโปนคล้ายกับมีของเหลวน่าขยะแขยงไหลเวียนด้านใน
ทันใดนั้น เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นจากพื้นในจุดไม่ห่างไกล เป็นไคลน์ผู้ใช้กระโจนไฟโผล่ออกมาดักตรงจุดตกของมงกุฎจันทร์ชาด
ชายหนุ่มไม่คิดใช้มือเปล่าสัมผัสสมบัติวิเศษโดยตรง เพียงออกแรงใช้ฝ่าเท้าดีดแผ่วเบาให้มงกุฎจันทร์ชาดลอยไปทางชารอนผู้กำลังอ่อนแรง
ยิ่งมงกุฎจันทร์ชาดลอยไกลตัว เสียงร้องของสตีฟก็ยิ่งทวีความเจ็บแปลบมากขึ้น มันทำได้เพียงนอนขดคุดคู้อยู่บนพื้นขณะสมบัติวิเศษชิ้นสำคัญตกลงบนฝ่ามือชารอน
ร่างชารอนเริ่มโปร่งใส ดวงตาสีฟ้าครามกลับมาแววตาราวกับได้รับกำลังวังชา
มือขวากำแน่นประหนึ่งต้องการผนึกบางสิ่งไว้ด้านใน มือซ้ายถือมงกุฎจันทร์สาดส่องแสงสีแดงเลือนรางของพระจันทร์เลือด
ชารอนบรรจงลอยตัวอย่างไม่รีบร้อน
ความพิเศษของมงกุฎจันทร์ชาดคือ ทุกคนในบริเวณจะได้รับอิทธิพลของจันทร์เต็มดวง ยกเว้นตัวผู้ใช้งาน!
ชารอนไม่ได้อยู่ในสภาพอ่อนแออีกแล้ว
และแน่นอน ในร่างวิญญาณ เธอไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวพิษชีวภาพ!
ขณะเดียวกัน ฝูงซอมบี้และเงาดำยังคงมีอากัปกิริยาเช่นเดิมไม่เปลี่ยน-ต่อสู้เพื่อแย่งชิงกุญแจทองแดงโบราณบนพื้นโคลน
ไคลน์ไม่แยแส เพียงยกมือซ้ายขึ้นมาเล็งชี้ไปด้านหน้า
เข็มกลัดสุริยันสว่างวาบหนึ่งหน พร้อมกับการปรากฏตัวของเสาลำแสงสีขาวจากท้องฟ้า เป้าหมายคือกลุ่มซอมบี้และเงาดำจำนวนหนึ่งซึ่งกำลังรุมตอมนกหวีด
จุดดังกล่าวสว่างไสวยิ่งกว่ายามเที่ยงตรง ฝูงเงาดำถูกแสงแดดแผดเผาและสลายไปในพริบตา ส่วนซากศพซึ่งเคยเป็นมนุษย์มาก่อน ร่างกายพวกมันผุดหมอกควันสีดำ ก่อนจะเกิดเปลวเพลิงสีส้มลุกโชนตามหลัง
ฝูงซอมบี้เริ่มถูกแผดเผาจนละลายคล้ายเทียนไข
เมื่อเสาลำแสงหายไป ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือนอกจากนกหวีดทองแดงโบราณสลักลวดลายซับซ้อนของอะซิก กุญแจทองเหลืองหน้าตาแสนธรรมดา และพวงกุญแจสีดำเกรียม กำลังนอนแน่นิ่งบนพื้นดินโคลนสีน้ำตาล
ในทางกลับกัน ชารอนไม่คิดเข้าไปช่วยเหลือมาริคผู้กำลังย่ำแย่จากการโหมกระหน่ำของมนุษย์หมาป่าไทร์ เธอเลือกใช้หนึ่งในความพิเศษของวิญญาณอาฆาต ‘สิงกระจก’ โดยการส่งร่างโปร่งใส่ของตนเข้าไปในแผ่นน้ำแข็งสีใสเหนือแอ่งน้ำ เป็นการใช้เทคนิคเดียวกับสตีฟก่อนหน้านี้
หญิงสาวโผล่ขึ้นจากแผ่นน้ำแข็งพร้อมกับยกกำปั้นขวาเล็งไปทางสตีฟ ผู้กำลังจะกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด จากนั้นก็กางแบมือขวาออกจนสุด
โดยไม่ต้องรอนาน เส้นแสงสีขาวพวยพุ่งออกจากฝ่ามือชารอนและถักทอกลายเป็นบานประตูทองแดงลึกลับ
ฟ้าว!
หลังจากสิ้นเสียงสายลมเสียดสี หมวกใบเล็กบนศีรษะหญิงสาวพลันปลิวกระเด็น เส้นผมซึ่งเคยถูกจัดทรงอย่างเรียบร้อย ยามนี้กำลังสะบัดพลิ้วไหวในลักษณะยุ่งเหยิง
ภาพนี้เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า การใช้สมบัติวิเศษติดต่อกันสองครั้งไม่ใช่เรื่องดีต่อร่างกายนัก
แอ๊ด~
บารประตูลึกลับเปิดออกพร้อมกับเสียงไม้เสียดสี ตามด้วยเสียงหัวเราะ ร้องไห้ และโหยหวนดังกังวานจากด้านใน
ท่อนแขนอันเต็มไปด้วยซี่ฟัน รวมถึงท่อนแขนปราศจากเนื้อหนัง พุุ่งพรวดออกจากรอยแยกมิติโดยมีเป้าหมายการฉุดรั้งเป็นสตีฟ ผู้มีตุ่มหนองจำนวนมากผุดขึ้นบนผิวหนัง
เถาวัลย์สีเขียวเข้มใบหน้าทารก รวมถึงหนวดสัตว์ประหลาดมายาผิวมันเลื่อม กำลังรัดพันร่างกายผู้วิเศษลำดับ 5 อย่างแน่นหนา
“อ๊าก!”
สตีฟแหกปากอีกครั้ง
ส่งผลให้ของเหลวสีเหลืองอันน่าขยะแขยงเริ่มไหลออกจากผิวหนังทั่วร่างกายสตีฟ ช่วยทำให้มันสามารถดิ้นรนขัดขืนแรงดึงกระชากของฝ่ามือพิสดารได้นานกว่าเดิม
ฉากเบื้องหน้าสตีฟคือรอยแยกมิติสีแดงส่องสว่าง ลักษณะคล้ายอุโมงค์มิติซึ่งจะนำพาไปสู่จักรวาลอันมืดมิดปราศจากริ้วแสง
ทันใดนั้น ไคลน์ยกปืนขึ้นเล็งเป้า
โดยไม่ลังเลหรือแสดงสีหน้าหนักอกหนักใจ ชายหนุ่มบรรจงลั่นไกอย่างเลือดเย็น
ปัง! ปัง!
เข็มกลัดสุริยันส่องแสง ช่วยฉาบกระสุนพิเศษของไคลน์ให้เปี่ยมพลังศักดิ์สิทธิ์ปริมาณเข้มข้น หัวกระสุนแหวกอากาศปะทะกับศีรษะของสตีฟอย่างแม่นยำ
แม้จะมิอาจทะลวงผ่านร่างกายอันแข็งแกร่งดุจดังเหล็กกล้าไปได้ แต่กระสุนเกิดระเบิดสร้างเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ คลอกสตีฟให้กลายเป็นคบไฟมนุษย์ในพริบตา
“อ๊าก!”
เสียงแหกปากดังระงมอีกหน ร่างสตีฟถูกดึงเข้าใกล้บานประตูมากกว่าเก่าจากผลของการเสียสมาธิ
ไคลน์รีบใช้มือขวาเทปลอกกระสุนออกจากโม่ และใช้มือซ้ายล้วงหยิบกล่องกระสุนพิเศษจากเสื้อโค้ท ขณะเดียวกันก็เพ่งจิตถ่ายพลังวิญญาณเข้าไปในเข็มกลัดสุริยัน
สอง
หนึ่ง
เสาแสงลำสีขาวโพลนส่องลงมาจากท้องฟ้าอีกครั้ง เป้าหมายไม่ใช่อื่นใดนอกจากร่างกายสตีฟซึ่งกำลังถูกพันธนาการหน้าประตู
ไคลน์แบ่งสมาธิเลือกกระสุนชำระล้างสามนัด กระสุนปัดเป่าสามนัด บรรจุใส่ใส่โม่อย่างใจเย็นและตบกลับเข้าตำแหน่งพร้อมใช้งาน
ปากกระบอกถูกเล็งไปยังศีรษะสตีฟอีกครั้ง พร้อมกันกับการส่องสว่างของเข็มกลัดสุริยันบนหน้าอก ไคลน์กระหน่ำรัวไกปืนหกนัดซ้อนโดยไม่เว้นจังหวะพักหายใจ
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
………………….



