ตอนที่ 353 : เมื่อวันนี้ไม่เหมือนกับเมื่อวาน
ทันใดนั้น ชายสูงวัยผู้มีจอนสีขาวหงอก ก้มหน้าดื่มชาคำใหญ่พลางถอนหายใจยาว
“ด้วยความสัตย์จริง ชีวิตของผมดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว และยังดีกว่าอีกหลายคนในเขตตะวันออก ยกตัวอย่างเช่น…”
มันชี้นิ้วไปทางกลุ่มคนเร่ร่อนซึ่งกำลังนอนเบียดเสียดตรงมุมถนนเพื่อคลายหนาว
ไคลน์และไมค์หันไปมองตาม ทั้งสองได้พบกับกลุ่มคนจรจัดทุกเพศทุกวัย กำลังนอนแออัดบนพื้นสกปรก จุดดังกล่าวมีกำบังยื่นออกมาเล็กน้อยไว้สำหรับป้องกันสายลมเย็น
มั่นใจได้เลยว่า หากสายลมหนาวเหน็บของปลายฤดูใบไม้ร่วงย้อนกลับมาอีกครั้ง พวกเขาเหล่านี้คงไม่ได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีก
ทันใดนั้น ไคลน์สังเกตเห็นหญิงชราอายุราวหกสิบ เสื้อผ้าเก่าโทรม แต่เนื้อตัวค่อนข้างสะอาด เส้นผมถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ
หญิงชราผมขาวมีสีหน้าอิดโรยเฉกเช่นคนจรจัดทั่วไป แต่เธอฝืนใจไม่ไปนอนกองสุมรวมกับคนเหล่านั้น เลือกย่างกรายไปบนถนนอย่างเชื่องช้า สายตาเหลือบมองร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่นเป็นระยะ
“เธอเองก็น่าสงสาร” ชายสูงวัยจัดการกับขนมปังดำชิ้นสุดท้ายบนจาน ตามด้วยการถอนหายใจเล็กน้อยขณะจ้องมองหญิงชรา
“เธอเคยมีชีวิตแสนสดใส สามีเป็นพ่อค้าธัญพืชมั่งคั่ง มีลูกชายอนาคตไกลหนึ่งคน แต่น่าเสียดาย สามีของเธอประสบภาวะล้มละลายกะทันหัน และเสียชีวิตไปในเวลาถัดมา บุตรชายวัยหนุ่มก็มีชะตากรรมไม่ต่างกันนัก ทิ้งให้เธอต้องเผชิญโลกแสนโหดร้ายตามลำพัง…เธอไม่ใช่คนจรจัดเหมือนพวกเรา แค่มองก็เห็นความแตกต่างแล้ว เฮ่อ หากปล่อยเอาไว้แบบนี้ เธอคงทนได้อีกไม่นาน นอกเสียจากจะถูกเรือนทำงานเรียกตัวอย่างต่อเนื่อง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นักข่าวไมค์·โยเซฟแสดงสีหน้าอึมครึมก่อนจะถอนหายใจยาว
“ผมต้องการสัมภาษณ์เธอ คุณช่วยตามเธอเข้ามาในร้านได้ไหม? สั่งอาหารได้ไม่อั้น ผมเลี้ยงเอง”
ชายสูงวัยมิได้ประหลาดใจกับคำขอร้อง เพียงจ้องสลับไปมาระหว่างไคลน์และไมค์
“สมกับเป็นเพื่อนสนิท ใจกว้างเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน คุณไม่ต้องห่วง เธอยอมรับข้อเสนอแน่”
อดีตคนเร่ร่อนดื่มชาอีกหนึ่งอึกใหญ่ ตามด้วยการลุกขึ้นยืนและเดินออกจากร้านกาแฟ
ถัดมาไม่นาน หญิงชราผู้สวมเสื้อผ้าเก่าแต่ค่อนข้างสะอาด เดินตามชายสูงวัยเข้ามาในร้านกาแฟ และผลจากความอบอุ่นของบรรยากาศด้านใน สีหน้าของเธอจึงดีขึ้นกว่าตอนแรกเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ร่างกายยังคงสั่นเทา ราวกับความหนาวเย็นไม่สามารถถูกขจัดออกไปได้หมดในคราวเดียว
ทีละเล็กทีละน้อย อุณหภูมิอบอุ่นด้านในเริ่มไหลซึมเข้าไปในร่างกายของหญิงชรา แต่ก็ยังต้องใช้เวลาราวหนึ่งนาที กว่าเธอจะสลัดอาการหนาวเย็นออกเป็นปลิดทิ้ง
“คุณสามารถสั่งได้ทุกอย่างในร้าน เป็นค่าตอบแทนสำหรับการสละเวลามาสัมภาษณ์”
ไคลน์กล่าวแทนไมค์
หลังจากไมค์พยักหน้ายืนยัน หญิงชราสั่งขนมปังปิ้ง ครีมคุณภาพต่ำ และกาแฟหนึ่งแก้วด้วยท่าทีเกรงอกเกรงใจ จากนั้นก็กล่าวพลางเผยรอยยิ้ม
“ดิฉันเคยได้ยินมาว่า หากไม่มีสิ่งใดตกถึงท้องมานาน มนุษย์ไม่ควรรับประทานอาหารไขมันสูงจำนวนมาก”
สุภาพเรียบร้อย กิริยามารยาทผู้ดี.
ไม่เหมือนกับคนเร่ร่อนเลยสักนิด.
ไคลน์รำพัน
ก่อนอาหารจะมาถึง ไมค์เปิดประเด็น
“ช่วยเล่าประสบการณ์ก่อนจะมาเป็นคนเร่ร่อนให้ผมฟังได้ไหม”
หญิงชรานึกทบทวนเรื่องราวในอดีตของตนสักพัก พลางเผยรอยยิ้มขื่นขม
“สามีของดิฉันเคยเป็นพ่อค้าธัญพืช คอยรับซื้อผลผลิตต่อจากเกษตรกรท้องถิ่น แต่กลับต้องล้มละลายอย่างรวดเร็วเมื่อพระราชบัญญัติธัญพืชถูกเพิกถอน เขาไม่ใช่คนหนุ่มไฟแรงอะไร เมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝันกะทันหัน ร่างกายจึงรับไม่ไหวและล้มป่วยหนักในเวลาถัดมา ก่อนจะเสียชีวิตด้วยภาวะร่างกายอ่อนแอ ส่วนบุตรชาย เด็กหนุ่มไฟแรงผู้เรียนรู้วิชาค้าขายจากพ่อ เขาเองก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน แต่เนื่องจากเป็นคนอ่อนไหวและยังมีประสบการณ์ชีวิตไม่มาก จึงตัดสินใจกระโดดลงแม่น้ำทัสซอคในคืนไร้แสงจันทร์ ความพยายามจะฆ่าตัวตายในครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ แต่พฤติกรรมดังกล่าวถือว่าผิดกฎหมายอาณาจักร จึงถูกดำเนินคดีความในศาลท้องถิ่น ทางอัยการและตำรวจแสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างมาก คล้ายกับคดีของลูกชายดิฉันทำให้พวกเขาเสียเวลาชีวิตไปโดยเปล่าประโยชน์ หากต้องการฆ่าตัวตาย ก็ช่วยทำให้มันสำเร็จ จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนคนอื่น…ราวกับพวกเขาต้องการพูดเช่นนี้ แต่ก็ทำไม่ได้เนื่องจากโผงผางเกินไป”
“บุตรชายของดิฉันถูกตัดสินให้มีความผิดและต้องติดคุก โดยภายในคุก เขาลงมือจบชีวิตตัวเองสำเร็จตามความปรารถนา”
หญิงชราเล่าด้วยน้ำเสียงใจเย็น ประหนึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอ
แต่ด้วยเหตุผลบางประการ ไคลน์สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดรวดร้าวจากก้นบึ้ง
ไม่มีสิ่งใดน่าเศร้าไปกว่าหัวใจตายด้าน.
ชายหนุ่มหวนนึกถึงวลีดังจากโลกเก่า
สำหรับโลกปัจจุบัน การฆ่าตัวตายไม่เพียงผิดหลักคำสอนของโบสถ์ แต่ผิดกฎหมายบ้านเมืองและต้องถูกลงโทษสถานหนัก
มันเดาเหตุผลได้ไม่ยาก ข้อแรก การฆ่าตัวตายส่วนมากจะกระทำโดยการกระโดดแม่น้ำ เนื่องจากสะดวก ทว่า หากมีการพบศพช้า วิญญาณคนตายจะกลายเป็นพรายน้ำสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้คน
ข้อสอง หากเป็นการฆ่าตัวตาย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่วิญญาณผู้ตายจะคุกรุ่นไปด้วยอารมณ์ด้านลบเข้มข้น สิ่งนี้ไม่ต่างจากการมอบพลังให้แก่พิธีกรรมชั่วร้ายหรือเทพมารโดยตรง
และยังเป็นเหตุผลว่าทำไม วัตถุใกล้ตัวของบุคคลฆ่าตัวตาย ถึงกลายเป็นวัตถุต้องคำสาปบ่อยครั้ง
บางที สมบัติปิดผนึกหลังประตูยานิสเมืองทิงเก็น ตุ๊กตาอัปมงคล ก็อาจมีต้นกำเนิดในลักษณะเดียวกัน.
เจ็ดโบสถ์หลักจึงต้องยับยั้งการฆ่าตัวตายของสาวกด้วยหลักคำสอนศาสนา และเหล่าราชวงศ์ได้กระทำผ่านกฎหมายบ้านเมือง
แน่นอน ในสายตาไคลน์ เรื่องนี้ค่อนข้างน่าหัวร่อ ในเมื่อคนคิดจะตาย ใครจะมีกะจิตกะใจหวาดกลัวกฎหมายอยู่อีก?
เมื่อจดบันทึกเสร็จ ไมค์เตรียมซักถามประโยคถัดไป แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นเจ้าของร้านเดินนำถาดอาหารมาวาง
“คุณกินให้อิ่มก่อน จากนั้นค่อยคุยกัน” ไมค์ชี้ไปยังแผ่นขนมปังปิ้ง
“ขอบคุณค่ะ” หญิงชราบรรจงกัดขนมปังคำเล็กอย่างไม่รีบร้อน กิริยามารยาทเป็นไปอย่างสุภาพเรียบร้อย
เมื่อสั่งมากินไม่มาก เพียงไม่นาน อาหารในถาดก็หมดลง
เธอนั่งดื่มกาแฟในถ้วยจนหมด และกล่าวเชิงขอร้องกับไมค์
“อากาศข้างนอกเย็นมาก ดิฉันไม่ได้นอนเต็มอิ่มมานานแล้ว ขอนอนก่อนได้ไหมคะ”
“เชิญครับ” ไมค์พยักหน้ารับโดยไม่ลังเล
หญิงชรารีบกล่าวขอบคุณนักข่าวหนแล้วหนเล่า ก่อนจะขดตัวนอนบนเก้าอี้และงีบหลับไปด้วยท่าทีผ่อนคลาย
ไมค์หันมาจ้องชายสูงวัยด้านข้างเธอ
“ผมรู้สึกว่าคุณเชี่ยวชาญในย่านนี้เป็นพิเศษ ขอจ้างเป็นไกด์นำทางได้ไหม วันละสามซูลเป็นไง? …อ๊ะ จริงสิ ผมยังไม่ได้ถามชื่อ”
ชายสูงวัยรีบส่ายหัว
“ม…มากไปแล้วครับ ผมได้รับค่าจ้างเพียงวันละหนึ่งซูลเท่านั้นแม้จะอยู่แต่ในท่าเรือตลอดทั้งวัน…เรียกผมว่าเฒ่าโคห์เลอร์ก็พอ”
“ถ้าอย่างนั้น วันละสองซูล ห้ามปฏิเสธ คุณเหมาะสมจะได้รับมันแล้ว” ไมค์ยืนกรานหนักแน่น
บทสนทนาเป็นไปอย่างพิสดาร ลูกค้าต้องการจ้างแพง แต่คนบริการกลับต้องการให้ราคาถูกลง ไคลน์ทำเพียงส่ายหัวและจิบกาแฟในแก้วพลางอมยิ้ม
ทันใดนั้น ชายหนุ่มสัมผัสถึงความไม่ชอบมาพากล จึงรีบเปิดเนตรวิญญาณและหันไปมองหญิงชราผู้กำลังนอนขดตัวบนเก้าอี้
ใบหน้าของหญิงชรา ซึ่งเคยดีขึ้นเล็กน้อยจากอุณหภูมิอบอุ่นในร้านและกาแฟ ได้กลับไปขาวซีดอีกครั้ง
…สีออร่าหายไปโดยสิ้นเชิง
“…” ไคลน์ลุกพรวดพร้อมกับเลื่อนมือไปวางใต้จมูกของหญิงชราเพื่อตรวจสอบลมหายใจเข้าออก
ขณะไมค์และโคห์เลอร์กำลังประหลาดใจ ไคลน์กล่าวด้วยสีหน้าอึมครึม
“เธอสิ้นลมแล้ว”
ไมค์อ้าปากค้าง แต่ไม่มีคำใดเล็ดลอด
โคห์เลอร์ทำสัญลักษณ์สามจุดบนหน้าอกและกล่าวด้วยรอยยิ้มขื่นขม
“กะแล้วเชียว เธอไม่น่าจะทนได้นาน…เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกวันในเขตตะวันออก แต่อย่างน้อย เธอก็ได้อิ่มท้องและนอนหลับท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นก่อนตาย…ได้แต่หวังว่า…ตัวผมจะมีโอกาสได้ตายสบายแบบนี้บ้าง”
ไคลน์ไม่เงียบงันหลายวินาที จนกระทั่งมันเริ่มเปิดปาก
“โคห์เลอร์ คุณช่วยตามตำรวจให้ที”
“ตกลง” ชายสูงวัยทำสัญลักษณ์บนหน้าอกสามหนและเดินออกจากร้านกาแฟ
เจ้าของร้านชำเลืองมองเล็กน้อย แต่มิได้ลงมือจัดการอะไร ราวกับเรื่องนี้ไม่ใช่ธุระกงการของมัน
ถัดมาไม่นาน พนักงานตำรวจในชุดตารางหมากรุก มือข้างหนึ่งถือไม้กระบอง เหน็บปืนไว้ตรงเอว เดินเข้ามาในร้าน
ตำรวจเหลือบมองศพหญิงชรา ตามด้วยการซักถามไมค์และไคลน์พอเป็นพิธี
“เท่านี้แหละ เสร็จแล้ว คุณสามคนไปได้ ผมจะให้ใครสักคนมาเก็บศพเอง”
“แค่นี้เองหรือ?” ไมค์โพล่งด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ตำรวจพ่นลมหายใจหงุดหงิด
“แล้วต้องมีอะไรอีก? เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกวันทุกชั่วโมงในเขตตะวันออก!”
มันกลอกตาเล็กน้อยก่อนจะมองสลับไปมาระหว่างไมค์และไคลน์
“พวกคุณไม่ใช่คนแถวนี้ใช่ไหม? …เป็นใครมาจากไหน?”
ไมค์แสดงบัตรนักข่าว ส่วนไคลน์แจ้งว่าตนคือนักสืบเอกชนผู้รับงานคุ้มกัน
สีหน้าตำรวจเปลี่ยนไปทันที มันจ้องไคลน์ด้วยสายตาเคร่งขรึม พลางตะคอก
“พกปืนแบบผิดกฎหมายมาด้วยใช่ไหม! ผมคงต้องค้นตัวคุณ หากขัดขืน คุณจะมีความผิดในฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน!”
ไมค์พลันหน้าเสีย มันย่อมทราบว่านักสืบเอกชนทุกคนมักพกปืนผิดกฎหมาย
ทว่า ไคลน์เพียงกล่าวเสียงเรียบ
“เชิญ”
มันปล่อยให้ตำรวจค้นตัว และไม่พบสิ่งใดแปลกปลอมในร่างกาย
หลังจากศพของหญิงชราถูกนำออกไป และตำรวจเดินออกจากร้านด้วยอากัปกิริยาฉุนเฉียว ไมค์ขบกรามแน่นอย่างเจ็บใจ
“มีคนตายทั้งที แต่เขากลับห่วงเรื่องการพกปืนโดยไม่มีใบอนุญาตเนี่ยนะ!?”
ขณะตัดพ้อ นักข่าวหันมามองไคลน์และถามอย่างประหลาดใจ
“คุณไม่ได้พกปืนมาหรือ?”
ไคลน์ส่ายหัว ก่อนจะหยิบซองปืนและลูกโม่หนึ่งกระบอก ออกจากใต้โต๊ะ
“ในฐานะนักสืบ ผมชินกับเรื่องนี้แล้ว”
หารู้ไม่ว่า ด้วยพลังของนักมายากล ไคลน์สามารถนำปืนไปจ่อหน้าคนธรรมดาโดยไม่ให้อีกฝ่ายมองเห็นได้
เหนือสิ่งอื่นใด มันเลิกซื้อกระสุนธรรมดามาสักพักแล้ว โดยกระสุนพิเศษจะถูกเก็บไว้บนมิติสายหมอกเท่านั้น ส่งผลให้ลูกโม่กระบอกปัจจุบันไม่มีกระสุนบรรจุอยู่
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไคลน์ยิงปืนไม่ได้ มันยังมีพลังในการเลียนเสียง ‘ปัง’ ขณะเหนี่ยวไกลูกโม่
เมื่อบทสนทนาจบลง เฒ่าโคห์เลอร์หันมาส่งเสียงกระซิบ
“…คุณเป็นนักสืบหรอกหรือ”
ไคลน์ชี้ไปทางไมค์พลางอธิบายหน้านิ่ง
“เมื่อครั้งนั้น ผมได้รับการไหว้วานจากเขาให้มาสัมภาษณ์คนในเขตตะวันออก”
ไมค์นั่งลงโดยไม่ปฏิเสธ มันครุ่นคิดสักพักก่อนจะอธิบายรายละเอียดของงาน
“ถึงผมจะตามสืบเรื่องกลุ่มอันธพาลและได้เห็นการตายอันน่าสมเพชของโสเภณีบางคน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้จักเขตตะวันออกอย่างลึกซึ้ง ดังนั้น ได้โปรดเปิดหูเปิดตาผมด้วย และช่วยทำให้ผมทราบว่า ตัวผมควรสืบข้อมูลเจาะลึกในเรื่องใดเป็นพิเศษ”
ขณะกล่าว มันหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมากางบนโต๊ะกาแฟ
ไคลน์ชำเลือง
“คุณจะสัมภาษณ์ชาวตะวันออกโดยแบ่งแยกตามช่วงอายุหรือ? ผมคิดว่าแบบนั้นวุ่นวายเกินไป ควรแบ่งตามจุดพักอาศัยมากกว่า เช่นหอพักคุณภาพดี ซึ่งจะมีชาวเมืองราวหกเจ็ดคนนอนเบียดเสียด หรือไม่ก็ตามมุมตึก สวนสาธารณะ ม้านั่ง ร้านเหล้า และเรือนทำงาน อีกทั้ง คุณยังสามารถจำแนกตามช่วงเวลาทำงานได้ด้วย”
ไมค์ตั้งใจฟังพลางพยักหน้ารับ
“แนวคิดไม่เลว โคห์เลอร์ คุณมีความเห็นอย่างไรบ้าง?”
เฒ่าโคห์เลอร์เลื่อนมือขั้นมาลูบดั้งจมูก
“ผมอ่านหนังสือไม่ออก แต่คำพูดของคุณนักสืบฟังดูสมเหตุสมผลมาก”
ไมค์ก้มหน้าตรึกตรองสักพัก ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนแผน
“ตกลง พวกเราจะตระเวนไปตามหอพักใกล้เคียงและสัมภาษณ์ชาวเมืองแบบสุ่ม”
………………….



