ตอนที่ 371 : แฟนตัวยงคนแรกของนักสืบโมเรียตี้
“ผิดแล้ว ผมแค่โชคดีเท่านั้น มีพระองค์ช่วยอวยพรจากฟากฟ้า”
ไคลน์ถ่อมตนขณะเดินหลบทาง พลางเชิญชวนให้สจ๊วตเข้ามาข้างใน
ชายหนุ่มพูดความจริง เรื่องราวในคราวนี้มีดวงมาเกี่ยวข้องเสียมาก ก่อนสจ๊วตจะตกปากรับทำภารกิจ ไคลน์ทราบล่วงหน้าแล้วว่าแวมไพร์หนุ่มถูกขังภายในห้องใต้ดินวิหาร
สจ๊วตสั่นระริกเล็กน้อยขณะถอดโค้ทตัวหนาและหมวกแขวนไว้บนราวผ้า
“อากาศเริ่มกลับมาระยำอีกแล้ว บางที ผมควรเปลี่ยนไปสวมเสื้อจำพวกขนสัตว์ดูบ้าง”
มันกล่าวอย่างหัวเสีย
“แต่ผมกลับคิดว่าพวกเรายังเรียกอากาศแบบนี้ว่าเย็นจัดไม่ได้ หากคุณขึ้นไปทางตอนเหนือของแคว้นเลียบทะเลและลองพักค้างคืนแถวนั้นสักวัน คุณจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าอากาศหนาวของจริงเป็นเช่นไร” ไคลน์ยิ้ม
จากนั้น มันซักถามตามมารยาท
“กาแฟร้อนสักแก้วไหม?”
“ไม่เกรงใจก็แล้วกัน” สจ๊วตเดินตามชายหนุ่มเข้าไปในห้องนั่งเล่นชั้นล่าง “ผมเคยไปทางเหนือของแคว้นเลียบทะเลมาแล้ว และทราบว่าหิมะแถวนั้นเย็นจัดมากเพียงใด ถือเป็นการลาพักร้อนแสนคุ้มค่า แต่อากาศเย็นของเบ็คลันด์ก็ไม่ด้อยกว่ากันมากนัก มันแทรกซึมผ่านเสื้อโค้ทของผมเข้ามาราวกับใช้เวทมนตร์ แถมยังกัดกร่อนเข้าไปถึงแก่นกระดูก!
“อา~ เตาผิงคือของขวัญจากพระองค์!”
สจ๊วตยืนหน้าเตาผิงร้อนราวยี่สิบวินาที ก่อนจะนั่งลงบนโซฟาและหันมาจ้องไคลน์ ผู้กำลังง่วนอยู่กับการชงกาแฟกึ่งสำเร็จรูป
“ผมจะลงใต้ไปตกปลาแถวอ่าวเดซี่ในช่วงหยุดยาวปีใหม่นี้ แล้วคุณล่ะ? มีแผนลาพักร้อนแถวไหน? พวกเราอุตส่าห์อดทนต่อสภาพอากาศสุดบัดซบของเบ็คลันด์ตลอดทั้งปีและก้มหน้าทำงานเก็บเงินอย่างหนัก ทั้งหมดก็เพื่อเสพสุขในช่วงหยุดยาวแบบนี้ยังไงล่ะ!”
“บางที ผมอาจไปอ่าวเดซี่เหมือนกัน.”
ไคลน์ตอบกึ่งลังเล มันหันไปจ้องด้านข้างใบหน้าสจ๊วต พลางเข้าสู่ภวังค์ส่วนตัวชั่วขณะ
…ผมคงตัดสินใจคนเดียวไม่ได้
ต้องรอให้พี่ชาย เบ็นสัน และน้องสาว เมลิสซ่า อนุญาตเสียก่อน…
“ฮะฮะ! ถ้าเวลานั้นมาถึง ผมจะแสดงฝีมือการตกปลาอันยอดเยี่ยมให้ได้รับชม!” สจ๊วตยังคงสาวความยืด “เรายังร่ำรวยไม่มากพอ ไม่อย่างนั้นผมคงเลือกไปเที่ยวไกลๆ อย่างฟุซัค อินทิส หรือทวีปใต้มากกว่า”
หลังจากชงกาแฟเสร็จ ไคลน์ยื่นถ้วยกระเบื้องเคลือบให้อีกฝ่าย พลางเดินถอยหลังสองก้าวและนั่งลงฝั่งตรงข้ามสจ๊วต
ขณะมือข้างหนึ่งรับถ้วยกาแฟ สจ๊วตสูดลมหายใจสองหนเพื่อดื่มด่ำกลิ่นหอมและความอบอุ่นของไอน้ำ
หลังจากนั่งพักผ่อนหย่อนใจสักพัก มันวางถ้วยลงและกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ตามสัญญา ผมจะแบ่งเงินค่าจ้างในคราวนี้ให้คุณ สองสามีภรรยาไวท์มอบเงินจำนวน 50 ปอนด์เป็นการตอบแทน และคุณก็มีผลงานมากกว่าผมอย่างเห็นได้ชัด เชอร์ล็อก สามสิบปอนด์เป็นไง? ผมต้องนำเงินบางส่วนไปแบ่งจ่ายให้สายข่าวด้วย”
ห้าสิบปอนด์เองหรือ? แวมไพร์หนึ่งตนมีมูลค่าเพียงห้าสิบปอนด์!
ไคลน์มีรำพันอย่างผิดหวังในใจ
อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มก็พอจะทราบเช่นกันว่า ไม่ใช่เพราะครอบครัวไวท์ไม่ต้องการเพิ่มจำนวนเงิน แต่เป็นเพราะพวกเขากังวลว่าการเพิ่มเงินมากเกินไปจะทำให้บรรดานักสืบต่างสงสัยและหวาดกลัว แถมยังจะตกเป็นเป้าความสนใจจากกรมตำรวจหรือหน่วยพิเศษของทางการด้วย
สำหรับนักสืบเอกชนตามปรกติ ภารกิจมูลค่าห้าสิบปอนด์ก็นับว่าล่อตาล่อใจมากพอแล้ว โดยต้องไม่ลืมว่า ในสมัยก่อน ไคลน์เคยใช้เงินเพียงเจ็ดปอนด์เพื่อจ้างให้นักสืบเอกชนเฮนรีตามหาเบาะแสของปล่องไฟสีแดงรอบเมืองทิงเก็นและรอบนอก
“ยังไม่หมดแค่นั้น ครอบครัวไวท์ได้มอบเงินให้คุณเพิ่มจำนวนหนึ่ง พวกเขาแจ้งว่าเป็นค่าเดินทางของวันก่อน” ด้วยสีหน้าค่อนข้างประหลาดใจ สจ๊วตล้างหยิบธนบัตร 5 ปอนด์หกใบและธนบัตร 1 ปอนด์อีกหนึ่งใบ
ไคลน์เอื้อมแขนไปหยิบ พลางตรวจสอบความถูกต้องและไม่อธิบายว่าค่าเดินทางเหล่านี้เป็นมาอย่างไร
สจ๊วตไม่ซักถามมากความ เพียงกล่าวด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง
“ถ้าไม่นับมิสเตอร์สแตนธอน ผมไม่เคยเห็นนักสืบคนใดเก่งเท่าคุณมาก่อน คุณผันตัวมาเป็นนักสืบกลางคัน หรือว่าศึกษาภายใต้คำแนะนำของยอดนักสืบมานานแล้ว?”
ยอดนักสืบอาจารย์ของเรา? ก็นับว่ามีอยู่หลายคน ทั้งเชอร์ล็อก·โฮมส์ แอร์กูล·ปัวโรต์ เด็กประถมตลอดกาล* และเด็กหนุ่มผู้ชอบใช้ชื่อเสียงของปู่เป็นเดิมพัน… ไคลน์รำพัน
ชายหนุ่มครุ่นคิดก่อนจะมอบคำตอบ
“ผมมาจากแคว้นเลียบทะเล และเคยประกอบหลายอาชีพก่อนจะมาเป็นนักสืบ”
“กะแล้วเชียว ถึงได้มีความรู้และประสบการณ์กว้างขวาง…” สจ๊วตกล่าวด้วยสีหน้าคล้ายกับเริ่มเข้าใจบางสิ่ง
สหาย ไม่ยอกันเกินไปหน่อยหรือ?
ไคลน์ยิ้ม แต่ไม่ตอบ
สจ๊วตจิบกาแฟหนึ่งคำและพูดต่อ
“เชอร์ล็อก ผมหวังว่าคุณจะคอยช่วยเหลือกันอีกในอนาคต หากผมต้องเจอคดียากและไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง”
ไม่เลว สายสัมพันธ์ในวงการนักสืบของเราเริ่มเพิ่มขึ้นแล้ว…
ไคลน์ตอบด้วยสีหน้าพิจารณา
“ถ้ามีเวลาและมีโอกาส”
หลังจากจบบทสนทนาจิปาถะ สจ๊วตเป็นฝ่ายขอตัวกลับ และไคลน์ก็เดินมาส่งหน้าบ้าน
เมื่อสวมโค้ทและหมวกเสร็จ ขณะสจ๊วตกำลังเตรียมเปิดประตู มันตัดสินใจหันกลับมาและพูดด้วยสีหน้าจริงใจ
“เชอร์ล็อก คุณใช้ชีวิตเรียบง่ายเกินไปแล้ว ด้วยพรสวรรค์ระดับคุณ กาแฟในบ้านควรมีรสชาติดีกว่านี้”
ง…งั้นหรือ?
ไคลน์ผงะหนึ่งอึดใจ จากนั้นก็แสดงสีหน้าเคอะเขิน
ชายหนุ่มหัวเราะแห้งพลางตอบกลับ
“ต้องขออภัยด้วย ผมมีลิ้นจระเข้ กาแฟทุกยี่ห้อจึงเหมือนกันหมด”
…
หลังจากส่งสจ๊วตกลับ ไคลน์แวะไปร้านขายเนื้อเพื่อซื้อกระดูกวัวและเนื้อสันใน แวะร้านผักเพื่อซื้อเครื่องปรุงจำเป็น เช่นหัวไชเท้า จากนั้นก็เดินวนซื้อเครื่องเทศจากอีกหลายร้านจนครบตามต้องการ มันอยากทำซุปกระดูกวัวหัวไชเท้าเป็นอาหารค่ำและกินคู่กับข้าวเก่า
เมื่อนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงตรง ไคลน์เดินเข้าร้านอาหารริมถนนแบบสุ่มและสั่งสเต๊กซี่โครงแกะจานเล็กมารับประทาน
หลังจากผ่านช่วงบ่ายอันแสนผ่อนคลาย ชายหนุ่มลงมือศึกษาหนังสือแห่งความลับต่อจากของเก่า ยิ่งได้อ่าน ก็ยิ่งพบว่าตนยังขาดแคลนความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับมากมายเพียงใด
โชคยังดี ไคลน์มีพื้นฐานค่อนข้างแข็ง มันจึงทำความเข้าใจในหลายเรื่องเมื่อลองอ่านจับใจความและครุ่นคิดตาม
เย็นวันเดียวกัน ขณะชายหนุ่มได้กลิ่นอันเย้ายวนของซุปกระดูกวัว ลูกกระเดือกของมันเลื่อนขึ้นลงสองสามหน
ทันใดนั้น ไคลน์ได้ยินเสียงกริ่งบ้านอีกครั้ง ราวกับสิ่งนี้คือสัญญาณของมื้ออาหารค่ำ
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายคำใหญ่ ก่อนจะเดินไปทางประตูหน้าและใช้มือจับลูกบิด
ภาพของผู้มาเยือนผุดขึ้นในหัวตามปรกติ อีกฝ่ายคือแวมไพร์ใบหน้าหล่อเหล่าแต่บกพร่องกล้ามเนื้อ เอ็มลิน·ไวท์
ต้องรีบขนาดนี้เลย?
ช่างรักษาคำพูดซะจริง…
ไคลน์เปิดประตูและยิ้มให้อีกฝ่าย
“สายันห์สวัสดิ์ มิสเตอร์ไวท์”
เอ็มลินเชิดคางขึ้น เผยสีหน้าไม่สบอารมณ์
ขณะไคลน์กำลังจะพูดบางสิ่ง สายตาเหลือบไปเห็นเสื้อคลุมยาวสีน้ำตาลของอีกฝ่าย จึงกล่าวด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง
“คุณเพิ่งกลับจากวิหารใช่ไหม?”
แล้วเมื่อวานใครพูดเอาไว้ว่าจะไม่กลับไปเหยียบวิหารอีกเป็นขัดขาด?
โดยมิอาจรักษามาดสุขุมไว้ได้ เอ็มลินขบกรามแน่นและเค้นเสียงพูด
“ตาแก่นั่น… ตาแก่นั่น! บ้าจริง! ต้องทำอย่างไรข้าถึงจะขจัดการชี้นำทางใจออกไปได้!?”
โดยไม่รอให้ไคลน์ตอบ เอ็มลินใช้มือตบหน้าอกแผ่วเบาและกล่าวด้วยสีหน้าขึงขัง
“เรื่องนั้นช่างมันก่อน รีบพาข้าไปหาคนไข้เร็วเข้า อาหารเย็นมื้อเยี่ยมกำลังรอข้าอยู่”
ขณะเล่า แวมไพร์หนุ่มฟุดฟิดจมูกเล็กน้อย คล้ายกับสัมผัสกลิ่นของบางสิ่งได้
ไคลน์หยิบโค้ทและหมวกโดยไม่สานต่อบทสนทนาให้ยืดยาว
“ตกลง”
หลังจากปิดประตูและเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ชายหนุ่มซักถามอย่างเป็นกันเอง
“คุณมีใบอนุญาตจำหน่ายยาไหม?”
ถ้าไม่มี เราต้องโน้มน้าวนักกฎหมายเยอร์เก้นอย่างไร เขาถึงจะยอมให้คุณนายดอริสกินยาพิสดารเข้าปาก…
เอ็มลินแหงนมองฟ้า 45 องศาและพูด
“ข้าไม่จำเป็นต้องใช้เศษกระดาษเพื่อพิสูจน์ความยอดเยี่ยมของตัวเอง”
ขณะไคลน์กำลังขมวดคิ้ว แวมไพร์หนุ่มเสริมด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“แน่นอน ต้องมีอยู่แล้ว การทดสอบช่างง่ายดาย ข้ายังไม่ต้องเอาจริงด้วยซ้ำ”
…ทำไมฉันถึงรู้สึกว่านายกำลังภาคภูมิใจกับใบอนุญาตเสียเต็มประดา?
ไคลน์ยิ้มเงียบ
เอ็มลินก้มหน้ามองพื้นถนนเปียกด้านล่างพลางส่งเสียงผ่อนคลาย
“เจ้ารู้ไหมว่าข้าชอบอะไรในเบ็คลันด์?”
“ไม่รู้” ไคลน์ตอบเฉยเมย
เอ็มลินยิ้ม
“ท้องฟ้าอันหม่นหมองและเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบ พวกคอยมันบดบังแสงแดดอย่างมิดชิด ช่วยให้ข้าสามารถออกไปไหนมาไหนตอนกลางวันได้โดยไม่รู้สึกระคายเคือง เมืองนี้ดีไปหมด ยกเว้นอากาศ”
นายกำลังจะบอกว่า แสงแดดเป็นอันตรายต่อแวมไพร์จริง? โชคยังดี เมื่อวานเราฉุกคิดได้และไม่ได้พกเข็มกลัดสุริยันติดตัวไปด้วย ไม่อย่างนั้น เราคงหมดสิทธิ์สื่อสารกับเอ็มลิน…
ไคลน์กระจ่างไปอีกหนึ่งประเด็น
ขณะพูดคุยไปเรื่อยเปื่อย ทั้งสองเดินมาถึงหน้าบ้านของนักกฎหมายเยอร์เก้น
ไคลน์เดินเข้าไปสั่นกริ่ง
เพียงไม่นาน ประตูบ้านถูกเปิดออก และคุณนายดอริส ผู้สวมอาภรณ์หนาหลายชั้นแม้จะอยู่ในบ้าน กล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“มิสเตอร์นักสืบ เป็นคุณเองหรือ?”
แมวดำโบรดี้ซึ่งกำลังนอนหมอบข้างประตู จ้องมองเอ็มลินด้วยสายตาหวาดระแวงผิดวิสัย ประหนึ่งสัมผัสได้ว่าชายคนนี้ไม่ปรกติ
ไคลน์ชี้มาทางแวมไพร์หนุ่มด้านข้าง
“ผมบังเอิญได้รู้จักกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคปอด จึงรบกวนให้เขาช่วยดูอาการของคุณ ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ทางนี้คือคุณหมอเอ็มลิน·ไวท์”
“อย่างนั้นเองหรือ? ช่างเป็นเด็กหนุ่มจิตใจงดงาม อุตส่าห์นึกเป็นห่วงหญิงชราคนนี้…”
ดอริสนำทางสองหนุ่มเข้าไปในบ้าน
เด็กหนุ่ม… มุมปากไคลน์กระตุกเล็กน้อย แต่มันมิได้กล่าวสิ่งใดออกไป
ระหว่างทางไปยังห้องนั่งเล่น เอ็นลินหันมากระซิบกระซาบ
“อาการของคนไข้คงรักษาให้หายขาดไม่ได้แล้ว ร่างกายของเธอชราและอ่อนแอเกินไป ยาสูตรพิเศษของข้าอาจช่วยให้เธอผ่านฤดูหนาวของปีนี้ไปได้ แต่คงมีอายุขัยเหลืออีกไม่เกินห้าปี นอกเสียจากจะกินยาอมตะหรืออะไรเทือกนั้นเข้าไป พวกเราคงทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว หรือจะให้ข้าลองเปลี่ยนเธอให้เป็นผีดูดเลือด? แต่ด้วยอายุปูนนี้ เธอคงไม่สามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงซึ่งเกิดจากตะกอนพลังได้ และเหนือสิ่งอื่นใด พ่อแม่ของข้าไม่มีตะกอนพลังเหลือแล้ว”
รักษาให้หายขาดไม่ได้…
หัวใจไคลน์คล้ายกับถูกบีบรัด
มันหันไปพูดกับเอ็มลิน
“ทำยาให้เธอก่อน หลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวค่อยคิดหาทางอีกที”
“ตกลง วันนี้ข้าพกตัวยากึ่งสำเร็จรูปติดตัวมาเผื่อด้วย”
เอ็มลินไม่มากพิธีรีตองขณะนั่งลงบนโซฟา
ทันใดนั้น นักกฎหมายเยอร์เก้นเดินออกจากครัวพลางถอดผ้ากันเปื้อน มันหันมาซักถามไคลน์ถึงเหตุผลของการมาเยี่ยมเยียน
เมื่อทราบเรื่องเบื้องต้น เยอร์เก้นหันไปทางแวมไพร์หนุ่ม
“คุณหมอไวท์ โรคปอดของคุณย่ามีอาการเป็นยังไงบ้างครับ?” นักกฎหมายซักถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เอ็มลินคุ้นเคยกับสถานการณ์เช่นนี้ดี มันเริ่มอธิบายรายละเอียดของโรคปอดทุกซอกมุม จนกระทั่งข้อมูลจำนวนมากแล่นเข้าไปในหัวเยอร์เก้น แวมไพร์กลุ่มจึงกล่าว
“เธอจำเป็นต้องได้รับอากาศบริสุทธิ์และอบอุ่นเป็นเวลานาน นั่นคือคำแนะนำด้วยความหวังดีจากผม นอกจากนั้น ผมยังมียาชนิดพิเศษสำหรับบรรเทาอาการของเธอโดยเฉพาะ ไม่ต้องกังวล ผมไม่คิดเงินพวกคุณ”
ขณะเล่า มันล้วงหยิบใบอนุญาตและขวดโลหะขนาดเล็ก
“มีผลข้างเคียงไหม?” เยอร์เก้นซักไซ้
“ไม่มีเลย ปัญหาเดียวของมันคือการไม่สามารถรักษารากเหง้าของโรคได้อย่างสมบูรณ์ เพียงช่วยเยียวยาได้ชั่วคราว”
เอ็มลินตอบด้วยมาดของมืออาชีพ
“หากไม่ใช่เพราะนักสืบโมเรียตี้ ผมจะไม่ให้ยาชนิดนี้กับใครเด็ดขาด”
“ขอดิฉันลองกินได้ไหม? แค่ก…” คุณนายดอริสพูดแทรก
เยอร์เก้นหันมาจ้องไคลน์อีกครั้ง ชายหนุ่มพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ เนื่องจากทำนายยืนยันสรรพคุณของตัวยาเรียบร้อยแล้ว
“ก็ได้” เยอร์เก้นไม่มีทางเลือด
มันยืนจ้องคุณนายดอริสบรรจงดื่มของเหลวในขวดโลหะ พลางประเมินท่าทีตอบสนองของเธอเป็นระยะ
ในช่วงต้นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เธอเริ่มหายใจได้สะดวกขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
ดอริสลุกขึ้นยืนและโน้มตัวไปลงอุ้มแมวดำอย่างมีชีวิตชีวา
“ดิฉันรู้สึกดีกว่าเดิมมาก!”
ขณะเห็นภาพดังกล่าว ใบหน้าเคร่งเครียดของเยอร์เก้นเริ่มเผยรอยยิ้ม
แต่ไคลน์กำลังหมกมุ่นอยู่กับคำว่า :
มีชีวิตได้ไม่เกินห้าปี…
มันยิ้มจืดชืดพลางถอนหายใจยาว
จะเรียกว่าเป็นมายากลได้ไหม… กับการใช้พลังวิเศษสร้างผลลัพธ์ปลอมๆ เพื่อให้คนดูมีความสุข…
………………….



