บทที่ 558 ห่านป่าบินลาลับสุดสายตา สุดฟ้าใต้หล้าหนทางช่างห่างไกล
- Home
- All Mangas
- Beyond The Timescape
- บทที่ 558 ห่านป่าบินลาลับสุดสายตา สุดฟ้าใต้หล้าหนทางช่างห่างไกล
บทที่ 558 ห่านป่าบินลาลับสุดสายตา สุดฟ้าใต้หล้าหนทางช่างห่างไกล
พริบตาที่เห็นลูกตา สายตาของสวี่ชิงก็จ้องเพ่ง หลิงเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ เขากะพริบตาปริบๆ ไม่พูดอะไร เขยิบเข้ามาใกล้สวี่ชิงสามสี่ก้าว
ลูกตาที่อยู่กลางฝ่ามือตวนมู่ฉางมองไปทางหลิงเอ๋อร์ทันที แต่ไม่นานก็กลับไปจ้องสวี่ชิงอีกครั้ง
เส้นเลือดสีน้ำตาลในลูกตาส่งกลิ่นอายเปื่อยเน่ามาเป็นระลอกๆ ยิ่งมีกลิ่นคาวแผ่ซ่าน ในขณะที่ปกคลุมไปทั่วทั้งห้องนี้ รอบๆ ก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนแว่วๆ ดังวนเวียน
“นี่คืออะไรหรือขอรับ” สวี่ชิงมองไปทางตวนมู่ฉาง
“ดวงตานี้เป็นวัตถุแปลกประหลาดที่ข้าได้มาตอนที่หาที่นี่เจอ ความสามารถด้านต้านทานไฟน่าตื่นตะลึงนัก แต่ว่าต้องสยบมันให้ได้ สำหรับเจ้าแล้วน่าจะไม่ยาก อีกทั้งมันขี้ขลาดนัก เจ้าขู่มันไม่กี่ทีก็ไม่กล้าสร้างเรื่องวุ่นวายแล้ว
“ข้าเคยอาศัยพลังของมันดำลงไปในหินหนืดทำการสำรวจครั้งหนึ่ง
“ใต้ทะเลเพลิงสวรรค์เต็มไปด้วยความลึกลับ ดังนั้นหากเจ้าอยู่ในนั้น ทางที่ดีอย่าลงไปถึงพันจั้ง”
“พันจั้งลงไปมีเขตแดนต้องห้ามของตำหนักเทพพระจันทร์สีชาด ไม่ว่าใครก็ยากจะบุกรุกเข้าไปได้แม้เพียงเล็กน้อย กระทั่งว่าข้าเคยเห็นสัตว์อสูรในทะเลเพลิงสวรรค์อยู่ที่ริมขอบพันจั้งก็ถูกเขตแดนต้องห้ามระเบิดแหลก”
ตวนมู่ฉางสีหน้าเคร่งขรึม พูดจบก็โยนดวงตาในมือไปให้สวี่ชิง
เมื่อสวี่ชิงรับมาแล้ว ดวงตาดวงนี้ก็ยังต้องเขาเขม็งเช่นเดิม แผ่ความชั่วร้ายแปลกประหลาดมา ยิ่งมีจิตปฏิปักษ์
สวี่ชิงสีหน้าเป็นปกติ ขณะที่ถือมันเล่นไว้ในมือ ก็เอ่ยเสียงเบา
“ผู้อาวุโส ตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดในแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา จุดวางเขตแดนต้องห้ามอย่างทะเลเพลิงสวรรค์เช่นนี้มีเยอะหรือไม่ขอรับ”
ตวนมู่ฉางหยิบกาสุราที่สวี่ชิงให้ออกมา นั่งอยู่ข้างๆ ดื่มไปอึกหนึ่ง สีหน้าแฝงด้วยความซับซ้อน พยักหน้า
“ไม่น้อยเลย
“สำหรับแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทราแล้ว ตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดอยู่สูงส่งสูงสุด เจตจำนงของพวกเขาตัดสินความเป็นตายของสรรพชีวิตทั้งหลาย เผ่าพันธุ์ใดหากไม่เคารพแม้เพียงเล็กน้อย จุดจบจะน่าอเนจอนาถนัก”
สวี่ชิงคล้ายครุ่นคิด นั่งอยู่ตรงข้ามกับตวนมู่ฉาง ถามต่อไป
“ผู้อาวุโส ผู้เยาว์อยากทราบเรื่องเกี่ยวกับตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดมากขึ้น ไม่ทราบว่าท่านสะดวกจะเล่าให้ข้าฟังสักหน่อยหรือไม่”
ตวนมู่ฉางเงยหน้า สายตากวาดประเมินสวี่ชิงสามสี่ที
“เจ้าหนู ที่แผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา ตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดเหมือนกับเทพเจ้า เป็นสิ่งที่ไม่อาจล่วงเกินได้แม้แต่น้อย
“ดังนั้น เจ้าอย่าได้ไปหาเรื่องพวกมัน ไม่เช่นนั้น พวกมันไม่ใช่แค่สังหารเจ้าได้ง่ายเพียงพลิกฝ่ามือ ยิ่งมีวิธีจับเจ้ามาสังเวย ทำให้เจ้าได้รับคำสาป ออกไปจากที่นี่ไม่ได้อีก”
ตวนมู่ฉางภายนอกเย็นชาแต่จิตใจดี โดยเฉพาะจากการสัมผัสติดต่อกันช่วงนี้ ด้วยประสบการณ์ชีวิตของเขาก็มองออกหลายอย่าง ภาพลักษณ์ของสวี่ชิงก็เปลี่ยนไปอยู่เรื่อยๆ
ดังนั้น แม้สีหน้าของเขาจะเข้มงวด แต่น้ำเสียงกลับแฝงด้วยการเตือน
สวี่ชิงพยักหน้า เขารู้จักประมาณ และเข้าใจดีว่าแม้ตัวเองจะมีพระจันทร์สีม่วง แต่ก็ไม่ดูถูกเครือญาติที่เกี่ยวพันกับพระจันทร์สีชาดคนใดทั้งนั้น ทว่าเขาก็รู้ดี ในเมื่อมาที่นี่ บางครั้งต่อให้ตัวเองคิดอยากจะหลบเลี่ยง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะราบรื่น
และเข้าใจในตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดเพิ่มมากขึ้นอีกนิด ก็จะทำให้ความเป็นไปได้ในการหลบเลี่ยงของเขาเพิ่มมากขึ้น จึงถามรายละเอียดบางอย่างอีก
ตวนมู่ฉางได้ยิน หลังจากคิดๆ ก็เอ่ยอย่างช้าเนิบ
“ให้เจ้ารู้มากเพิ่มอีกสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน เจ้าจะได้เข้าใจถึงความน่ากลัวของตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดที่อยู่ที่นี่เพิ่มมากขึ้น
“ตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดทำการเพาะเลี้ยงแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทราแทนชื่อหมู่ ทุกช่วงหนึ่ง แต่ละเผ่าจะต้องส่งเครื่องสังเวยขึ้นไปให้
“และสำหรับตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดแล้ว พวกมันไม่สนใจความตายของเผ่าพันธุ์ เพราะทุกครั้งที่ชื่อหมู่มาถึง สิ่งมีชีวิตกว่าครึ่งทั้งแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทราจะถูกกลืนกิน
“ดังนั้น ภารกิจของตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดคือก่อนที่ชื่อหมู่จะมา คอยสะสมอาหารเอาไว้อยู่ตลอด เก็บรวบรวมไว้ และเมื่อชื่อหมู่จากไป ก็ทำการเลี้ยงเผ่าพันธุ์ต่างๆ เอาไว้อีกครั้ง ทำให้พวกมันเป็นเหมือนแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์ แพร่พันธุ์เติบโตเป็นรุ่นๆ ไปเรื่อยๆ”
ตวนมู่ฉางน้ำเสียงสงบนิ่ง เหมือนพูดเรื่องของคนอื่น ไม่ใช่ชะตาชีวิตของตัวเอง
สวี่ชิงฟังเงียบๆ
หลิงเอ๋อร์อยู่ข้างๆ มองทั้งสองคนดื่มสุรา หลังจากที่นางคิดอยู่ครู่หนึ่งก็วิ่งไปที่ครัว ถกแขนเสื้อขึ้น เตรียมทำกับแกล้มให้กับพวกเขาทั้งสอง
นี่เป็นสิ่งที่พี่สาวและป้าๆ ที่นางรู้จักสอนให้ ผู้ชายเวลาดื่มเหล้า ในฐานะที่เป็นศรีภรรยาจะต้องทำกับแกล้มสักสองสามอย่าง เช่นนี้ถึงจะแสดงความเป็นแม่ศรีเรือนได้ดียิ่งขึ้น
การกระทำของหลิงเอ๋อร์ทำให้สวี่ชิงเงยหน้ากวาดสายตามองไปอย่างอดไม่ได้ อยากจะพูดอะไรแต่ก็หยุดเอาไว้ เห็นหลิงเอ๋อร์เบิกบานดีใจ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป
แม้ตวนมู่ฉางจะเห็นเช่นกัน แต่เรื่องเล็กๆ แบบนี้เขาย่อมไม่เอามาใส่ใจ ตอนนี้ดื่มสุราพลางเล่าเรื่องตำหนักพระจันทร์สีชาดที่เขารู้ทั้งหมดอย่างละเอียด
สำหรับคนท้องถิ่นแล้ว ความเข้าใจต่อตำหนักพระจันทร์สีชาดของพวกเขามากกว่ารายงานข่าวจากนอกแผ่นดินใหญ่
สวี่ชิงฟังอย่างตั้งใจ จวบจนหลังจากนั้นครู่หนึ่ง เสียงแหบแห้งของตวนมู่ฉางก็ดังก้อง
“นับๆ เวลาดู ตำหนักพระจันทร์สีชาดก็ใกล้จะมาแล้ว วันหน้าเมื่อเจ้าจากไป มองเห็นจากไกลๆ จำไว้ว่าต้องก้มหน้า พวกมันดูออกง่าย เป็นสีแดงเถือกไปทั้งแถบ
“โดยปกติแล้ว ขอเพียงไม่ไปหาเรื่อง ตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดก็จะไม่สนใจเผ่าต่างๆ และผู้บำเพ็ญไร้สังกัด เหมือนช้างที่ไม่สนใจมดปลวกฉันนั้น”
ตวนมู่ฉางเยาะเย้ยตัวเอง
“สิ่งที่พวกมันสนใจมีเพียงแต่ละเผ่าเตรียมเครื่องสังเวยได้สำเร็จหรือไม่ หากเผ่าใดทำไม่สำเร็จ เช่นนั้น เผ่าๆ นั้นก็จะถูกนำมาชดเชย
“อย่างเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว เผ่าตำราขาวที่อาศัยอยู่ทางเหนือ ก็เพราะทำตามเงื่อนไขของตำหนักเทพไม่สำเร็จ ดังนั้น ทูตเทวะคนหนึ่งจึงลงมาเยือนพร้อมด้วยผู้รับใช้เทวะจำนวนหนึ่ง พรากคนในเผ่าไปเจ็ดส่วนเพื่อชดเชย”
“ทูตเทวะมีพลังบำเพ็ญระดับใดหรือขอรับ” สวี่ชิงถาม
“ทูตเทวะตำหนักเทพพระจันทร์แดงมีเท่าไร คนนอกไม่รู้ พวกมันเผ่าพันธุ์แตกต่างกันไป พลังบำเพ็ญล้วนเป็นระดับหวนสู่อนัตตา ส่วนผู้รับใช้เทวะเป็นระดับสมบัติวิญญาณ ส่วนตั้งแต่ระดับสมบัติวิญญาณลงไปจะเป็นทาสเทวะ”
สวี่ชิงคล้ายครุ่นคิด หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยถามขึ้นว่า
“มีบุตรเทวะหรือไม่”
“มี!” ตวนมู่ฉางในดวงตาฉายแววหวาดเกรง
“ตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดมีบุตรเทวะหนึ่งองค์ ว่ากันว่าเขาเป็นเครือญาติที่แท้จริงของชื่อหมู่ พลังบำเพ็ญไม่รู้ และสำหรับเขาแล้วพลังบำเพ็ญไม่สำคัญแล้ว สิ่งที่สำคัญคือพลังเทพเจ้าที่เขาครอบครอง
“และ…เขาสามารถชี้ชะตาให้คนที่เลือก ในยามที่ชื่อหมู่ลงมา ไม่ถูกกลืนกิน”
ตวนมู่ฉางถอนหายใจ
“ลำพังเพียงข้อนี้ ก็ทำให้ผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วนบ้าคลั่ง เพื่อที่จะได้รับการละเว้นนี้ ก็ยินดีที่จะจ่ายค่าตอบแทนทุกอย่าง”
สวี่ชิงได้ยิน ในส่วนลึกของดวงตาก็กะพริบแสงเย็นเยียบที่ไม่อาจสับสังเกตได้กลุ่มหนึ่งขึ้นมา ไม่ได้ถามเรื่องพระจันทร์สีชาดอีก แต่ถามถึงพลังแท้จริงของความร่วมมือทั้งสองเผ่าในทะเลเพลิงสวรรค์
ในเมื่ออยู่ที่นี่ สิ่งที่เขาต้องเผชิญหน้าโดยตรงที่สุดตอนนี้ ก็คือการค้นหาจากสองเผ่านี้
“สองเผ่านี้มีสมบัติวิญญาณหกคน รวมบรรพจารย์ของพวกเขาด้วย ส่วนหวนสู่อนัตตา…”
ตวนมู่ฉางส่ายหน้า
“ไม่มี
“เพราะผู้วิเศษระดับหวนสู่อนัตตารสชาติดีที่สุด ดังนั้นเพียงปรากฏขึ้นหนึ่งคน ก็จะถูกตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดทำสัญลักษณ์ไว้ แม้จะไม่ถูกจัดการ แต่ก็เท่ากับอยู่บนรายการอาหารแล้ว
“ดังนั้น ผู้บำเพ็ญระดับสมบัติวิญญาณบริบูรณ์เหล่านั้นในแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา พวกเขาล้วนทำการควบคุม ไม่ทะลวงขั้นได้ก็จะไม่ทะลวงขั้น
“อยู่บนรายการอาหารตายแน่ไม่ต้องสงสัย แต่หากไม่อยู่บนรายการอาหารไม่แน่ว่าอาจจะมีอัตราการรอดชีวิตในระดับหนึ่ง แม้อัตราความเป็นไปได้จะต่ำมาก แต่เพื่อมีชีวิตรอดต่อไป ก็ทำได้เพียงเช่นนี้เท่านั้น”
สวี่ชิงเข้าใจกระจ่างแจ้ง ก่อนหน้านี้เขายังสงสัยว่าทำไมสองเผ่าถึงไม่มีระดับหวนสู่อนัตตา ตอนนี้ได้คำตอบแล้ว
ตวนมู่ฉางเอ่ยต่อไป
“ส่วนเผ่าเงาคันฉ่องและเผ่าผืนนภา เป็นเพียงเผ่าเล็กๆ สองเผ่าก็เท่านั้น ผู้บำเพ็ญระดับสมบัติวิญญาณหกตนในนั้น ผู้ที่หลอมรวมคลังสมบัติหนึ่งคลังได้อย่างสมบูรณ์ที่แท้จริง ก็มีเพียงบรรพจารย์สองตนเท่านั้น
“ตนอื่นๆ อย่างราชครูตนนั้น ล้วนอยู่ในช่วงหล่อเลี้ยงสมบัติลับวิถีสวรรค์เท่านั้น ยังกำลังหล่อเลี้ยงมรรคาดวงดาราเจิดจรัส”
ส่วนผู้บำเพ็ญสมบัติวิญญาณ สวี่ชิงมีความเข้าใจไม่มาก ระยะห่างนั้นห่างไกลจากเขามากนัก จึงไม่เคยถามอาจารย์ ตอนนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินคำบรรยายของระดับสมบัติวิญญาณ
“หล่อเลี้ยงมรรคาดวงดาราเจิดจรัสหรือขอรับ” สวี่ชิงสังเกตเห็นคำนี้
ตวนมู่ฉางพยักหน้า
“มีเพียงหล่อเลี้ยงวิถีสวรรค์ของตัวเองได้แล้วเท่านั้น ในสมบัติลับของตัวเองมีดวงดาราเจิดจรัสลอยขึ้นมา ถึงจะแสดงพลังกฎเกณฑ์ของตัวเองได้ จึงจะนับว่าสมบัติลับคลังหนึ่งสำเร็จ เป็นผู้แข็งแกร่งสมบัติวิญญาณได้อย่างแท้จริง
“และขั้นตอนนี้ยากลำบากยิ่งนัก พลังบำเพ็ญและทรัพยากรที่มากขึ้นกว่าเดิมเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น สัมผัสพลังกฎเกณฑ์ให้กำเนิดวิถีสวรรค์จึงจะเป็นจุดสำคัญ
“ดังนั้น สมบัติวิญญาณส่วนมากความจริงแล้วล้วนหยุดอยู่ที่ขั้นนี้ ชื่อว่า หล่อเลี้ยงมรรคาดาราเจิดจรัส
“สำหรับผู้บำเพ็ญปราณก่อกำเนิดแล้ว ผู้บำเพ็ญสมบัติวิญญาณขั้นหล่อเลี้ยงมรรคาแข็งแกร่งมากจริงๆ แต่สำหรับผู้บำเพ็ญสมบัติวิญญาณที่ก่อสมบัติลับได้สำเร็จอย่างแท้จริงนั้น ผู้บำเพ็ญที่หล่อเลี้ยงมรรคาไม่สำเร็จ ไม่อยู่ในสายตา
“เหมือนก่อนและหลังสร้างฐานไฟชีวิต”
สวี่ชิงดวงตาทั้งสองจ้องเพ่ง
“ข้าไม่รู้ว่านอกแผ่นดินใหญ่เป็นอย่างไร แต่ที่แผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา ในผู้บำเพ็ญระดับสมบัติวิญญาณพันคน มีเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้นที่ก่อวิถีสวรรค์ได้สำเร็จ สร้างสมบัติลับคลังที่หนึ่งได้
“ส่วนคนอื่นๆ ล้วนหยุดอยู่ในขั้นหล่อเลี้ยงมรรคา และบาดเจ็บสาหัสจากการหล่อเลี้ยงมรรคา เนื่องจากสมบัติลับไม่อาจก่อขึ้นมาได้ ดังนั้นหากพังถล่ม พลังบำเพ็ญก็จะลดฮวบลงเช่นกัน”
สวี่ชิงมองตวนมู่ฉางผาดหนึ่ง เขานึกถึงตวนมู่ฉางที่ได้พบเหนือทะเลเพลิงสวรรค์เมื่อก่อนหน้านี้ ข้างหลังของอีกฝ่ายมีสมบัติลับพังถล่มลอยขึ้นมา
“ข้าก็เป็นเช่นนี้ ดังนั้นข้ายิ่งรู้ดีถึงความแตกต่างของเส้นคั่นระหว่างความแข็งแกร่งและอ่อนแอของผู้บำเพ็ญสมบัติวิญญาณขั้นหล่อเลี้ยงมรรคาดาราเจิดจรัส”
สังเกตเห็นสายตาของสวี่ชิง ตวนมู่ฉางเอ่ยเรียบนิ่ง
สวี่ชิงพยักหน้า กำลังจะพูดอะไร หลิงเอ๋อร์ก็ยกกับข้าวไหม้เกรียมสองจานมา หลังจากวางไว้บนโต๊ะข้างหน้าคนทั้งสอง นางก็มองไปทางสวี่ชิงและตวนมู่ฉางอย่างคาดหวัง
สวี่ชิงใบหน้าฉายรอยยิ้ม หยิบตะเกียบแล้วคีบมา เอาใส่เข้าปากเคี้ยวในปากอย่างละเอียด กลืนลงไปช้าๆ จากนั้นสีหน้าก็ฉายแววชื่นชม ดื่มเหล้าลงไปหนึ่งอึก
ตวนมู่ฉางอึ้ง มองกับข้าวไหม้เกรียมแวบหนึ่ง แล้วมองสีหน้าชื่นชมของสวี่ชิง สุดท้ายในตอนที่มองไปทางหลิงเอ๋อร์ก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังมองตนเช่นกัน
ดังนั้นตวนมู่ฉางก็กินไปคำหนึ่งเช่นกัน
สีหน้าของเขาเป็นปกติ หลังจากกลืนลงไปช้าๆ ก็ดื่มเหล้าลงไป มองสวี่ชิงแวบหนึ่ง
สวี่ชิงก็มองตวนมู่ฉางเช่นกัน
ตวนมู่ฉางสีหน้าฉายแววเลื่อมใส จากนั้นก็มองไปทางหลิงเอ๋อร์อย่างชื่นชม
“ไม่เลวเลย”
หลงเอ๋อร์ดีใจทันที
สวี่ชิงยิ้ม กินต่อ ส่วนตวนมู่ฉางเห็นเป็นเช่นนี้ กระแอมออกมาทีหนึ่ง
“ข้ายังมีลูกกลอนอีกเตาหนึ่งต้องไปดู ไปก่อนล่ะ” พูดจบเขาก็ลุกขึ้น ร่างเพียงไหววูบ เงาร่างรางเลือน แล้วหายไปจากในห้อง
“อร่อยขนาดนั้นเชียวหรือ ข้าชิมบ้าง” หลิงเอ๋อร์ฮึกเหิม กำลังจะไปชิม สวี่ชิงก็คีบคำสุดท้ายเข้าปาก
หลิงเอ๋อร์พอใจ เห็นสวี่ชิงกำลังจะไปนั่งสมาธิ นางก็วิ่งไปข้างข้างๆ เอาเสื้อที่ตัดไปแล้วครึ่งหนึ่งมาจัดการต่อ นี่เป็นความรู้ที่นางเรียนมาจากพี่สาวและคุณป้าทางนั้น
“จะต้องให้พี่สวี่ชิงในเสื้อที่ข้าตัดให้ได้”
นึกถึงภาพในอนาคต หลิงเอ๋อร์ในใจมีความสุขนัก ยิ่งตั้งใจขึ้นไปอีก
สิบวันสุดท้ายเพียงพริบตาก็ผ่านไปเช่นนี้เอง
บางทีอาจเพราะใกล้ต้องลาจาก บรรพจารย์สำนักวัชระก็ไม่ตัดตอนอีก เร่งความเร็วในการเล่าเรื่อง สุดท้ายก่อนที่เพลิงสวรรค์จะหายไป ก็เล่าเรื่องทั้งเล่มจบ
ส่วนหลิงเอ๋อร์ต่อให้ไม่คิดอะไรเพียงใด ก็ค่อยๆ สัมผัสได้ถึงการลาจาก ในใจเกิดความอาลัยอาวรณ์
การสัมผัสคบค้าสองเดือนกว่า นางเกิดความรู้สึกเล็กน้อยกับที่นี่ จึงทิ้งลูกกลอนมากมายที่ตนมีเอาไว้
ทางเด็กสาวตัวน้อยทางนั้น ก็อาลัยอาวรณ์สวี่ชิงทางนี้เช่นกัน จำนวนครั้งที่มาก็มากขึ้น จวบจนสามวันก่อนลาจาก สวี่ชิงก็เรียกเด็กสาวตัวน้อยที่เตรียมจะเอ่ยลาจากไปเอาไว้
“พั่นเยี่ยน เจ้ามานั่งตรงหน้าข้า”
สวี่ชิงเอ่ยอย่างอ่อนโยน สือพั่นเยี่ยน เป็นชื่อของเด็กสาวตัวน้อย
“เจ้าค่ะ อาจารย์!”
เด็กสาวเชื่อใจสวี่ชิงมาก นั่งลงตรงหน้าสวี่ชิงทันที
สวี่ชิงยกมือขึ้น กดไปที่หว่างคิ้วของเด็กสาวตัวน้อย
“อย่าขัดขืน”
เด็กสาวได้ยินก็หลับตาลง
นานหลังจากนั้น สวี่ชิงก็แอบส่ายหน้า แอบเสียดายเล็กน้อย
เขาอยากจะลอง ดูว่าตัวเองมีวิธีสลายคำสาปพระจันทร์สีชาดในร่างของอีกฝ่ายได้หรือไม่ อยากจะวิจัยทฤษฎีของคำสาปนี้
แต่น่าเสียดาย คำสาปที่มาจากสายเลือด ด้วยความสามารถของสวี่ชิงตอนนี้ไม่สามารถทำถึงขั้นทำลายไปได้ เขาต้องค้นคว้าและทดลองมากกว่านี้ถึงจะได้
เพียงแต่การทดลองแบบนี้จะต้องแฝงไว้ด้วยความโหดเหี้ยม จะต้องเกี่ยวพันกับการชำแหละและทดลองเลือดเนื้อทุกชุ่น ใช้เผ่ามนุษย์มาทดลอง สวี่ชิงไม่อยากทำแบบนั้น
“พั่นเยี่ยน” สวี่ชิงเอ่ยเสียงเบา
เด็กสาวตัวน้อยรีบลืมตาขึ้น
“อีกไม่กี่วันข้าก็ต้องจากไปแล้ว”
เด็กสาวเงียบนิ่ง ดวงตาแดงเล็กน้อย ก้มหน้าไม่พูดอะไร
นางรู้ตั้งนานแล้วว่าจะต้องมีวันนี้ ในใจก็เตรียมใจไว้แล้ว แต่ในชั่วขณะที่สวี่ชิงพูดออกมา ใจของนางก็ยังใจหายวูบ
มองนาง ในสมองสวี่ชิงมีภาพความขยันและตั้งใจของอีกฝ่ายสองเดือนที่ผ่านมานี้ผุดขึ้น ความมุ่งมั่นปรารถนาต่อความรู้ทำให้สวี่ชิงรู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างมาก นานหลังจากนั้นสวี่ชิงก็ทำการตัดสินใจอะไรบางอย่าง
เขาหยิบตำรายาจากในถุงเก็บของออกมาเล่มหนึ่ง
“นี่เป็นสิ่งที่อาจารย์ข้าทิ้งเอาไว้ให้ข้า วันนี้ข้าขอมอบมันให้กับเจ้า”
เด็กสาวตัวน้อยยกมือเล็กๆ สั่นเทาขึ้นมา รับตำราเอาไว้ กอดไว้ในอ้อมอกแน่น ในตอนที่มองไปทางสวี่ชิง ในดวงตาแฝงด้วยความอาลัยอาวรณ์อย่างมากมาย อยากจะพูดอะไรแต่ก็หยุดเอาไว้
แต่นางรู้ อาจารย์กับตัวเองนั้นอยู่คนละโลก ดังนั้นคำพูดร้อยพันสุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นการโขกศีรษะคำนับ
นางโขกศีรษะคารวะสวี่ชิงเก้าครั้ง
สวี่ชิงรับเอาไว้อย่างสงบนิ่งสุขุม เอ่ยกำชับ
“ตำราสมุนไพรเล่มนี้ วันหน้าเจ้าต้องตั้งใจศึกษาให้ดี กลับไปเถอะ วันหลังไม่ต้องมาแล้ว”
เด็กสาวตัวน้อยยืนขึ้นอย่างเงียบงัน เงาร่างผอมเล็กเดินไปที่ประตูอย่างเศร้าสร้อยอ้างว้าง ยืนอยู่ตรงนั้น นางหันมามองสวี่ชิงอีกครั้ง น้ำตาในดวงตาไหลลงมาอย่างสะกดกลั้นไม่ได้
“อาจารย์ ข้ายังจะได้พบท่านอีกหรือไม่เจ้าคะ”
สวี่ชิงเงยหน้า มองเด็กสาวตัวน้อยอายุสิบเอ็ดสิบสองปีข้างหน้าคนนี้ เขาเข้าใจถึงความคิดของอีกฝ่าย เพราะภาพฉากที่คล้ายกันนี้ก็เคยเกิดขึ้นกับเขาเช่นกัน
ดังนั้นใบหน้าของเขาจึงฉายรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา พยักหน้า
“ฟ้าดินเป็นที่พักแรมของสรรพชีวิต เวลาเป็นแขกผู้มาเยือนนับตั้งแต่โบราณกาลมา ขอเพียงไม่ตาย ก็จะได้พบกันอีก ข้าหวังว่าในวันที่ได้พบเจ้าอีกครั้งวันนั้น เจ้าจะเป็นคนเก่งกล้าสามารถแล้ว”
เด็กสาวจำประโยคนี้เอาไว้อย่างขึ้นใจ นางสูดลมหายใจลึก โค้งคารวะสวี่ชิง ค่อยๆ ไปจากห้องพัก
เดินอยู่ใต้ราตรีมืด จิตใจของนางเศร้าสร้อย กอดตำรายาในอ้อมอกไว้แน่น เหมือนกอดความหวังเอาไว้ ปากก็เอ่ยพึมพำ
“ขอเพียงไม่ตาย ก็จะได้พบกันอีก!”
สวี่ชิงจ้องมองเงาแผ่นหลังของเด็กสาวตัวน้อย เขาคิดถึงปรมาจารย์ไป่ขึ้นมา คิดถึงตัวเองในตอนนั้น
“อาจารย์ ข้ารับลูกศิษย์สายสมุนไพรหนึ่งคน นางชื่อสือพั่นเยี่ยน เด็กน้อยคนนี้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนนัก”
สวี่ชิงพึมพำในใจ หลับตาลง
และในใต้หล้านี้ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่มีวันเลิกรา จากการหวนคืนของเพลิงสวรรค์โลกภายนอก สวี่ชิงพาหลิงเอ๋อร์จากไป สามวันหลังจากนั้นไปจากเมืองหิ่งห้อยในโลกอันมืดมิดแห่งนี้
ก่อนจาก หลิงเอ๋อร์กอดพี่สาวและคุณป้าๆ เหล่านั้นร้องไห้
ข้างกายบรรพจารย์สำนักวัชระก็มีคนที่ฟังเรื่องเล่าล้อมรอบมากมาย แต่ละคนท่ามกลางความเงียบนิ่งก็ฉายความอาลัยอาวรณ์สุดซึ้งออกมา
ตวนมู่ฉางยืนอยู่ข้างสวี่ชิง มองทุกอย่างนี้ ถอนหายใจในใจ
สวี่ชิงเงยหน้ามองไปทางกลุ่มคน
เขามองสือพั่นกุยพาภรรยาและน้องสาว ยืนอยู่ที่ไกลๆ อำลาตน
เด็กสาวตัวน้อยก้มหน้า คล้ายว่าไม่อยากให้สวี่ชิงเห็นน้ำตาของตน ร่างสั่นสะท้าน
จ้องเพ่งทุกอย่างนี้ สวี่ชิงเงียบนิ่งไปครู่หนึ่ง เอ่ยเสียงเบา
“ผู้อาวุโส ส่งข้าออกไปเถอะขอรับ”
พูดจบ สวี่ชิงก็หันหลังเดินออกไปที่ไกล
ไปจากเมือง ไปจากสุสาน
หลิงเอ๋อร์หยุดการแปลงร่าง กลับไปในปกเสื้อของสวี่ชิง บรรพจารย์สำนักวัชระก็กลับไปในก้างปลา จิตใจเศร้าหมองเล็กน้อย
ในหลุมที่ถูกทิ้งร้างนี้ สวี่ชิงไม่เพียงแต่ทิ้งเหล้าเอาไว้ เขายังมอบหินวิญญาณและยาลูกกลอน อีกทั้งอาวุธกว่าครึ่งในถุงเก็บของให้ตวนมู่ฉาง
ทั้งสองมองหน้ากัน ต่างพยักหน้า ต่างอวยพรซึ่งกันและกัน
จากนั้น คนหนึ่งก็หันหลังกลับเดินไปในหลุมร้าง คนหนึ่งลุกขึ้นทะยานสู่ท้องฟ้า
บนท้องฟ้าไม่เห็นเปลวเพลิงแล้ว กลับคืนสู่ความมืดมิดอย่างที่เคยเป็น มีเพียงทางทะเลเพลิงสวรรค์ที่อยู่ไกลๆ เท่านั้น ที่ยังมองเห็นแสงเพลิงท่วมฟ้า
และแผ่นดินไหม้ไปทั้งแถบ ยอดเขาเปลี่ยนมาไม่เป็นระเบียบยิ่งกว่าเดิม กองยับย่นอยู่ด้วยกัน ต้นไม้ใบหญ้าไม่มีเหลือรอดเลย
โลกทั้งใบ ขณะเดียวกับที่แห้งเหี่ยว ไอความร้อนหลงเหลือก็ตลบอวล
สวี่ชิงพุ่งไปอย่างรวดเร็วบนท้องฟ้า ค่อยๆ สะกดห้วงอารมณ์การลาจากในใจ เขาชินกับการแยกจาก นับจากเด็กจนโตล้วนเป็นเช่นนี้
แต่เรื่องบางเรื่อง ต่อให้คุ้นชินเพียงใด ก็ยังคงมีระลอกคลื่นอารมณ์อยู่ดี
เพียงแต่จากการเติบโต ก็สามารถเก็บซ่อนได้ลึกยิ่งขึ้น
หลังจากนั้นสามสี่วัน สวี่ชิงเห็นทะเลเพลิงสวรรค์ มหาสมุทรผืนนั้นก็ยังคงเหมือนกับแต่ก่อน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ดอกหินหนืดประเดี๋ยวๆ ก็ผลิบาน ส่งเสียงระเบิดครืนครันออกมา
ทะยานอยู่เหนือทะเลเพลิงสวรรค์ สวี่ชิงตลอดทางมาไม่เห็นเงาร่างใดๆ
สำหรับผู้บำเพ็ญเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่อยู่รอบๆ เพลิงสวรรค์เพิ่งจะสิ้นสุด เรื่องแรกที่พวกเขาจะทำก็คือเข้าร่วมการซ่อมแซม ดังนั้น ผู้บำเพ็ญที่มายังทะเลเพลิงสวรรค์ทันทีแบบสวี่ชิงเช่นนี้มีน้อยมาก
เหนือทะเลเพลิงสวรรค์เวิ้งว้าง สวี่ชิงทะยานมาตลอดทาง เหมือนว่าโลกทั้งใบเหลือเขาเพียงคนเดียว
แต่เขาก็ยังคงระมัดระวัง จะไปที่ห่างไกลร้างไร้ผู้คนกว่าเดิม เริ่มทำการหลอมตะเกียงอีกครั้ง
ก็ผ่านไปอีกเจ็ดวันเช่นนี้เอง
หลังจากที่สวี่ชิงดำลงไปในทะเลเพลิงสวรรค์แห่งนี้ พลบค่ำของวันที่เจ็ด เขาก็มองเห็นแสงสีแดงเพลิง
ต้นกำเนิดของแสงเป็นหัวใจดวงใหญ่มหึมา มันกำลังเต้นอยู่ ส่งเสียงตึกตักๆ ลั่นฟ้าดิน เกิดเป็นพลังกดดันน่าครั่นคร้าม ทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสี ลมเมฆหอบม้วน
บนหัวใจดวงมหึมาดวงนี้ มีวังสีแดงวังหนึ่งสร้างเอาไว้ รูปร่างโบราณเรียบง่าย ขณะที่กลิ่นเลือดตลบอวล ก็ยังมีพลังชื่อหมู่เข้มข้นพวยพุ่งอยู่ในนั้น
และสิ่งที่โดดเด่นดึงดูดสายตาที่สุดก็คือรูปสลักที่ตระหง่านอยู่หน้าตำหนัก
รูปสลักที่คุกเข่าอยู่ตรงนั้น มือทั้งสองปิดตา เลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด
ส่วนรอบๆ หัวใจมีอุกาบาตขนาดเล็กใหญ่ต่างกันไปหลายสิบก้อนลอยอยู่ สีแต่เดิมเป็นสีดำ แต่เนื่องจากการอาบย้อมของเลือดจึงกลายเป็นสีม่วงแดง
บนหินทุกก้อนล้วนมีผู้บำเพ็ญคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่มี มีทุกเผ่า พวกเขานิ่งไม่ไหวติง ยกมือทั้งสองปิดดวงตา บนร่างไหลรินไปด้วยเลือดสดๆ ไหลนองไปบนหินอุกาบาต
ไม่มีใครพูดอะไร มีเสียงเสียงหัวใจที่ดังแผ่ไปตามแสงเลือด แทนคำพูดทุกอย่าง
สวี่ชิงมองเห็นจากที่ไกลๆ ร่างดำลงไปทันที มุดลงไปในหินหนืด ดวงตาทั้งสองหรี่ลง จ้องมองทุกอย่างเงียบๆ
หัวใจดวงมหึมาดวงนั้นอยู่บนท้องฟ้า ค่อยๆ มาถึง มาพร้อมด้วยหินอุกาบาตรอบๆ เมินซึ่งทุกอย่าง พาดผ่านเหนือทะเลเพลิงสวรรค์ไปอย่างรวดเร็ว จุดหมายไม่ทราบ
ในแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา พวกเขาก็คือเทพเจ้า
เผ่าใดๆ พบเห็น หากไม่หมอบเคารพก็หลบหลีก ไม่มีใครกล้าขวาง
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง จากการจากไปไกลของพวกมัน สวี่ชิงโผล่ศีรษะออกมาจากหินหนืด ทอดสายตามองไปที่ไกล
นานหลังจากนั้น เขาก็เคลื่อนไปข้างหน้าอีกครั้ง
ผ่านไปอีกสามวัน ในที่สุดสวี่ชิงก็เลือกพื้นที่บริเวณหนึ่ง หลังจากตัดสินใจหลอมที่นี่ เขาก็เอาลูกตาที่ตวนมู่ฉางมอบให้เขาออกมาแล้วมองไป
ดวงตาดวงนั้นก็ถลึงตามองเขาเช่นกัน ไม่อ่อนข้อให้แม้แต่น้อย
สวี่ชิงไม่พูดอะไร เขานึกคำพูดที่ตวนมู่ฉางเคยพูดเอาไว้ว่าจะต้องทำการกำราบมัน ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันเหตุผิดพลาด ก็เรียกเจ้าเงาออกมา
ทันใดนั้นเจ้าเงาก็ปรากฏออกมารอบสวี่ชิง ก่อเป็นม่านมืดมิด สุดท้ายก็ลอยอยู่กลางท้องฟ้า ดวงดาราระยิบระยับในนั้นเบิกโพลง แปรเปลี่ยนเป็นดวงตานับไม่ถ้วน จ้องดวงตาในมือสวี่ชิงเขม็ง
ดวงตานั่นเห็นดวงตามากมายขนาดนี้ก็สั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด
สวี่ชิงสีหน้าเย็นชา โยนมันเข้าไปในม่านมืดมิด
“เจ้าพูดคุยกับมันสักหน่อย”
ดวงตาทุกดวงในม่านมืดมิดกะพริบทันที หลังจากส่งระลอกคลื่นจิตเทพชั่วร้ายออกไป ก็หุ้มดวงตาเอาไว้ข้างใน
หลังจากนั้นก็พ่นออกมา ดวงตาห่อเหี่ยวอย่างเห็นได้ชัด สั่นงันงก แผ่ความหวาดกลัวออกมา
สวี่ชิงมองไปผาดหนึ่ง ก็เรียกบรรพจารย์สำนักวัชระออกมา ใช้ก้างปลาของเขาลากไปบนดวงตา
ทุกครั้งที่ลาก บรรพจารย์สำนักวัชระจะหัวเราะเสียงเหี้ยมเกรียมออกมา ส่วนดวงตาก็สั่นไม่หยุด
สุดท้าย ในยามที่สวี่ชิงหยิบมันขึ้นมาแล้วหย่อนลงไปในหินหนืด เส้นเลือดสีน้ำตาลบนดวงตาก็แผ่ความว่าง่ายเชื่อฟังออกมาทันที ปกคลุมไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว ทำการสกัดกั้นความร้อนแผดเผาจากรอบๆ ให้สวี่ชิง
มันอยู่ต่อหน้าเจ้าเงาและบรรพจารย์สำนักวัชระ แม้จะแผ่ความหวาดกลัวออกมา ท่าทางอ่อนแอ แต่อยู่ใต้ทะเลเพลิงสวรรค์กลับสามารถจัดการความร้อนแผดเผาที่สวี่ชิงไม่อาจทนไหวได้ จุดนี้ช่างน่าอัศจรรย์นัก
สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนข่มและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ที่ดวงตาดวงนี้ก็แสดงออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจนนัก
สวี่ชิงคล้ายครุ่นคิด อาศัยพลังของดวงตา ดำดิ่งลงไปต่อ
ส่วนเจ้าเงาทางนั้น เพื่อป้องกันดวงตาดวงนี้จู่ๆ เกิดความคิดชั่วร้ายอะไรขึ้นมา ดังนั้นสวี่ชิงก็ไม่ได้เก็บมันกลับคืนมาจนถึงตอนนี้
เช่นนี้เอง ในตอนที่ดำดิ่งลงมาถึงประมาณร้อยจั้ง สวี่ชิงก็หยุด หลังจากขัดสมาธินั่งสมาธิ เขาก็ดูดเปลวไฟที่ไม่ได้ถูกสกัดกั้นจากภายนอกกลุ่มหนึ่ง
เพียงแค่กลุ่มเดียวก็ทำให้สวี่ชิงเกิดวิกฤตชีวิตจะถูกเผาไหม้ ดีที่ปริมาณน้อยมาก ขณะที่ผลึกวารีสีม่วงฉายประกายแสงวาบขึ้นมา ก็กลืนกินมันลงไปอย่างรวดเร็ว
จากนั้นแสงที่เจิดจ้าทรงพลังยิ่งกว่าแต่ก่อนก็สาดทอมายังทะเลความรู้สึกของสวี่ชิง ส่องตะเกียงสังหารเซียนกัดกินเทพอย่างชัดเจนในพริบตา
เสี้ยวขณะถัดมา ตะเกียงดวงนี้ก็เริ่มหลอมละลาย
ความเร็วในการหลอมเร็วกว่าแต่ก่อนมาก สวี่ชิงเห็นเป็นเช่นนี้ หัวใจเต้นฮึกเหิม ขณะที่ใจจดใจจ่อ เจ้าเงาก็ทุ่มพลังสุดฤทธิ์ จ้องดวงตาเขม็ง แผ่ระลอกคลามรู้สึกหิวออกไปอย่างต่อเนื่อง
ดวงตาหวาดกลัว พยายามจัดการความร้อนใต้หินหนืด
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป หลังจากนั้นเจ็ดวัน ตะเกียงสังหารเซียนกัดกินเทพของสวี่ชิงก็หลอมละลายโดยสมบูรณ์ จากการทะลักโหมของทะเลความรู้สึก จากการที่คลื่นวนพันจั้งขยายไปใต้หินหนืด ตะเกียงแห่งชีวิต นาฬิกาแดดเรือนที่สี่ก็ปรากฏขึ้น!
เข็มนาฬิกาบนนั้นขยับเคลื่อน เวลาที่แตกต่างออกไปทะลักอยู่ในร่างสวี่ชิง ส่งอิทธิพลถึงโลกภายนอก
เพียงแต่ร่างอยู่ใต้หินหนืดร้อยจั้ง ระลอกคลื่นที่นี่แม้จะไม่เล็กเลย แต่ผิวหินหนืดกลับเกิดระลอกคลื่นเท่านั้น รวมกับความไกลร้างห่างผู้คนของตำแหน่งและความกว้างใหญ่ของทะเลเพลิงตอนนี้ จึงไม่เป็นจุดสนใจใดๆ
จวบจนผ่านไปอีกเจ็ดวัน สวี่ชิงลืมตาขึ้น คลื่นวนพันจั้งรอบๆ เขาปรากฏขึ้นอีกครั้ง ในทะเลความรู้สึกของเขา นาฬิกาแดดเรือนที่ห้าก็เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์
ระลอกคลื่นพลังน่าหวาดกลัว จากการปรากฏขึ้นของนาฬิกาแดดเรือนที่ห้า ก็พวยพุ่งขึ้นจากร่างสวี่ชิง
นาฬิกาแดดห้าเรือน เงาเข็มล้วนกำลังขยับ เวลาต่างห่างกันเจ็ดชั่วยาม แตกต่างกันไป!
จ้องมองพวกมัน สวี่ชิงตกสู่ภวังค์ความคิด จวบจนกระทั่งหลังจากนั้นหลายชั่วยาม ในพริบตาที่เงาเข็มตะเกียงแห่งชีวิตนาฬิกาแดดหยุดลงในยามอู่ แสงไฟของมันก็ไม่ขยับหมุนอีก เข็มหยุดเคลื่อน
ความรู้สึกกระจ่างแจ้งกลุ่มหนึ่งผุดขึ้นมาในใจสวี่ชิง
‘ต่อจากนี้ อีกสี่เรือนที่เหลือก็น่าจะทยอยหยุดลงที่ยามอู่ และในยามที่เวลาของพวกมันตรงกัน น่าจะสำแดงพลังพิเศษอย่างหนึ่งออกมาได้…’
พลังนี้คืออะไรสวี่ชิงไม่ค่อยแน่ชัดนัก แต่อาศัยความรู้สึกของเขา ก็รู้ว่าจะเป็นการปะทุพลังครั้งใหญ่ของพลังนาฬิกาแดดอย่างแน่นอน
Comments for chapter "บทที่ 558 ห่านป่าบินลาลับสุดสายตา สุดฟ้าใต้หล้าหนทางช่างห่างไกล"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com