บทที่ 1010 เจดีย์วิเศษเทพศักดิ์สิทธิ์
สำนัก 7 เนตรโลหิตในยามเช้าตรู่ เป็นช่วงเวลาที่สะอาดบริสุทธิ์ที่สุด สุขสงบที่สุดในหนึ่งวัน
ในยามที่แสงอาทิตย์กลุ่มแรกลอยขึ้นเหนือเส้นขอบฟ้าทางตะวันออกอย่างเงียบงัน ประกายแสงสีทอสาดทอไปทั่วทั้งแผ่นดิน สุดท้ายก็ส่องสะท้อนเงาร่างเด็กสาวที่เดินมาจากปลายขอบฟ้า
กระโปรงยาวสีขาวทั้งร่างขับเน้นความงดงาม
ดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณสาดต้องลงมาบนผิวขาวสะอาด ดุจเครื่องกระเบื้องเคลือบเนียนละเอียด แผ่กลิ่นอายความงดงามอันบริสุทธิ์ไร้มลทิน
รูปร่างอรชรงามสง่า ประดุจต้นหลิวยืนหยัดอย่างอ่อนช้อย งดงามพลิ้วไหวและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แห่งความอ่อนโยน
จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากแดงอิ่ม รอยยิ้มประดุจแสงอาทิตย์รอบๆ ทั้งอบอุ่นและสว่างสดใส
เส้นผมนุ่มลื่นยิ่งจากที่เข้ามาใกล้ก็ขยับไหวปลิวพริ้ว ประดุจท่วงทำนองลึกลับอย่างหนึ่งทำให้คนหลงใหล
โดยเฉพาะดวงตาของนางที่ประดุจอัญมณีสุกปลั่งแวววาวทั้ง 2 ข้าง เอ่อล้นไปด้วยประกายแสงร่าเริงมีความสุขและเจิดจ้า เมื่อรวมกับขนตาที่กะพริบเบาๆ ราวผีเสื้อขยับปีก ความซุกซนและน่ารักก็ถาโถมปะทะหน้ามา
หลิงเอ๋อร์มาพร้อมด้วยความคิดถึงสวี่ชิง มาถึงยอดเขาที่ 7
กระโจนเข้ามาในอ้อมกอดของสวี่ชิง ในพริบตาที่สัมผัสถึงกลิ่นอายของสวี่ชิง น้ำตาของนางก็ไหลออกมาอย่างอดไม่ได้
“พี่สวี่ชิง…”
ความคิดถึงอย่างมหาศาล ความกังวล และความหวั่นใจอย่างน่าแปลกประหลาดในใจ ล้วนแสดงออกมาจนหมดสิ้นจากในสี่คำนั้น
เรื่องราวต่างๆ ในอดีต จาก 4 คำนี้ยิ่งดังมาในหัวใจของสวี่ชิง
สวี่ชิงยกมือขึ้นอย่างแผ่วเบา ลูบเรือนผมงามของหลิงเอ๋อร์ที่อยู่ในอ้อมกอด
“ทำไมจึงร้องไห้เสียเล่า” สวี่ชิงเอ่ยอย่างอ่อนโยน
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน…แค่รู้สึกเหมือนว่าจะเสียพี่สวี่ชิงไปแล้ว”
สวี่ชิงเงียบนิ่ง หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็ยิ้ม “ไม่หรอก”
“จริงหรือ”
“จริง” สวี่ชิงพยักหน้า
หลิงเอ๋อร์ยิ้มทั้งน้ำตา
สวี่ชิงเงยหน้า มองไปบนท้องฟ้า มองไปยังท่านปู่เก้าที่ไม่ลอยต่ำลงมา
ท่านปู่เก้าหลับตา นั่งสมาธิอยู่กลางท้องฟ้า
สวี่ชิงคิดๆ ไม่ได้มุ่งหน้าไปยังแดนต้องห้ามเพื่อตวจสอบเรือศึกบรรพกาลของตัวเอง แต่นั่งอยู่นอกถ้ำ เล่าเรื่องหลังจากที่ตนไปจากแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทราเป็นเรื่องเล่าให้หลิงเอ๋อร์ฟัง
คลื่นลมและความพลิกผันในระหว่างนั้น ทำให้หลิงเอ๋อร์ค่อยๆ เคลิบเคลิ้มตามไปด้วย อารมณ์ของนางก็ขึ้นลงไปตามถ้อยคำที่สวี่ชิงเล่า
ตอนได้ยินว่าสวี่ชิงเจอกับอันตราย นางตึงเครียดวิตกกังวล
เมื่อได้ยินว่าได้ผลเก็บเกี่ยว นางดีใจมีความสุข
ไม่นานนัก นางก็ลืมความกลัดกลุ้มกังวล จมอยู่ในโลกของสวี่ชิง
จากคำบอกเล่าในเรื่องเล่าของสวี่ชิง ความหวั่นใจน่าแปลกประหลาดในใจของหลิงเอ๋อร์หายไป ทุกรอยยิ้ม ทุกการกระทำที่ฉายออกมาก็ค่อยๆ เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นต่อชีวิตและความวาดหวังต่ออนาคต
นี่คือเสน่ห์ที่มีเฉพาะในเด็กสาว นั่นคือพลังแห่งความเยาว์วัยและความมุ่งมั่นกระตือรือร้น ทั้งยังเป็นความบริสุทธิ์และความฝันของเด็กสาว
ในตัวนาง เหมือนมองเห็นดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ แสงอาทิตย์ของฤดูร้อน ใบไม้ร่วงของฤดูใบไม้ร่วง และเกล็ดหิมะของฤดูหนาว
ประเดี๋ยวๆ เมื่อได้ยินสวี่ชิงพูดถึงเอ้อร์หนิว เสียงหัวเราะที่ดังมาจากนางยิ่งเหมือนสายธารกลางหุบเขา ใสกังวานและไพเราะจับจิต
เวลาไหลไป
ในเสียงอ่อนโยนของสวี่ชิง ท้องฟ้าค่อยๆ ปรากฏเป็นสีฟ้าอ่อนๆ เมฆขาวบริสุทธิ์หลายก้อนลอยอยู่กลางท้องฟ้าอย่างเอ้อระเหย เหมือนกับท่านปู่เก้า คอยจับจ้องสังเกตทุกอย่างของยอดเขาที่ 7 อย่างเงียบงัน
ภาพนี้ ภายใต้การทอแสงของดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณก็ประดุจภาพวาดน้ำหมึก งามละมุนเรียบง่ายและชัดกระจ่าง
จวบจนกระทั่งหลิงเอ๋อร์หาว ขนตาหลุบลง นอนหลับไป
มือของสวี่ชิงลูบเบาๆ ไปบนศีรษะของหลิงเอ๋อร์ หลังจากที่นางหลับลึกแล้ว สีหน้าของเขาก็เคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อย เงยหน้าโค้งคารวะไปทางท่านปู่เก้า
จากนั้นก็เอ่ยเสียงต่ำทุ้ม “ท่านปู่เก้า ในตัวหลิงเอ๋อร์คืออะไรหรือขอรับ”
บนม่านฟ้า ท่านปู่เก้าที่นั่งขัดสมาธิ ทำสมาธิลืมตาขึ้น
“สายเลือดคำสาป เมื่อ 1 เดือนก่อน ทันทีที่ปราณก่อกำเนิดของนางบริบูรณ์ ก็เริ่มย้อนกัดกินทันที”
“ปราณจักรพรรดิที่เจ้าทิ้งเอาไว้ให้เมื่อก่อนนี้ ไม่พอแล้ว”
ท่านปู่เก้าเอ่ยเนิบนาบ
สายตาของสวี่ชิงจับจ้องไปบนร่างของหลิงเอ๋อร์ที่หลับสนิท ก่อนหน้านี้ ทันทีที่เขาเห็นหลิงเอ๋อร์ก็สัมผัสได้ถึงระลอกคลื่นพลังบำเพ็ญในกายของอีกฝ่ายไม่เสถียร
“ดังนั้น ข้าพาหลิงเอ่อร์มาหาเจ้าที่นี่ เตรียมไปที่ที่จักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลอยู่พร้อมกับเจ้า เอาปราณจักรพรรดิทั้งหมดของเขามา”
“แต่ว่าเรื่องนี้ก็ไม่จำเเป็นต้องรีบร้อน สภาวะของหลิงเอ๋อร์โดยรวมยังดีอยู่”
ท่านปู่เก้าใบหน้าไร้อารมณ์ เสียงสงบนิ่ง
สวี่ชิงพยักหน้า เดินทางไปยังที่ที่จักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลอยู่ ต้องไปที่เผ่าต้นไม้วิญญาณในเขตปกครองผนึกสมุทร
ก่อนหน้านี้แม้เขาจะมีป้ายคำสั่ง แต่หลังจากที่ฟื้นคืนชีพที่ทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณ ป้ายคำสั่งป้ายนั้นก็สูญเสียพลังไปแล้ว สวี่ชิงตอนนั้นถูกฝูเสียไล่สั่งหาร ก็เคยลองที่จะเปิดดูเหมือนกันแต่ว่าไร้ผล
“ได้ขอรับ ผู้อาวุโสโปรดรอข้าสักครู่”
พูดแล้ว สวี่ชิงก็ยกมือแผ่พลังอ่อนโยนกลุ่มหนึ่งออกมา หลังจากช่วยหลิงเอ๋อร์สะกดพลังบำเพ็ญที่ไม่เสถียรในร่าง เขาก็ก้าวไปยังท้องฟ้าก้าวหนึ่ง ร่างหายไปในทันที
ในยามที่ปรากฏตัวขึ้นก็มายังแดนต้องห้ามที่สร้างเรือศึกบรรพกาลของเขา
ในแดนต้องห้ามถูกจัดการให้เป็นพื้นที่กว้างโล่งผืนหนึ่ง ในพริบตาที่เงาร่างของสวี่ชิงปรากฏขึ้น เขามองเห็นผู้บำเพ็ญหลายแสนคนที่นี่ ภายใต้การบัญชาการของจางซาน กำลังตรวจสอบครั้งสุดท้าย
ส่วนหวงเหยียนและเอ้อร์หนิวต่างอยู่ห่างกันไกลลิบ ต่างกำลังนั่งสมาธิอยู่
และสิ่งที่จางซานตลอดจนผู้บำเพ็ญหลอมอาวุธสำนัก 7 เนตรโลหิตหลายหมื่นคนตรวจสอบอยู่ เป็นเจดีย์ 9 ชั้นสูงตระหง่านเสียดฟ้าองค์หนึ่ง
เจดีย์องค์นี้ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น ประกายแสงหมุนวน แผ่พลังอำนาจมหาศาล ยิ่งแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายเก่าแก่โบราณ
แค่เห็นก็ไม่ธรรมดาแล้ว
รอบๆ มันพันเอาไว้ด้วยเถาวัลย์เทพศักดิ์สิทธิ์ของสวี่ชิง ส่องแสงพร้อมกับเจดีย์ สาดประกายแสงดาวระยิบระยับ
และเมื่อมองไปอย่างละเอียด ก็จะเห็นว่าเจดีย์วิเศษ 9 ชั้นองค์นี้ ความจริงแล้วไม่ได้เป็นชิ้นเดียวโดยธรรมชาติ แต่เป็นการนำชิ้นส่วนมาประกอบต่อกัน
ชั้นล่างสุดเป็นเจดีย์ผุพังในทีแรกองค์นั้น
8 ชั้นที่เหลือเหมือนเพิ่มที่จะเพิ่มพลังและรองรับการควบคุม ดังนั้นจึงเพิ่มเข้ามาในภายหลัง
สังเกตเห็นการมาเยือนของสวี่ชิง จางซานทางนั้นยืนอยู่บนเจดีย์สูง ฉีกยิ้มให้สวี่ชิง
“สวี่ชิง เป็นอย่างไร พอใจหรือไม่!”
“เจดีย์พังๆ ของเจ้าองค์นั้นหลอมยากเป็นอย่างยิ่ง ดีที่ไฟของใต้เท้าหวงเหยียนร้ายกาจน่าตื่นตะลึงเช่นกัน นี่ถึงได้พอจะหลอมมันได้ ทั้งยังรวมกับความคิดอัศจรรย์เลิศล้ำของนายกอง สุดท้าย พวกเราจึงเพิ่มไปอีก 8 ชั้น ผสานเจดีย์พังไปในนั้น”
“แบบนี้เจ้าก็จะสามารถควบคุมได้ทางอ้อม!”
“เรือศึกบรรพกาลลำนี้ ไม่เพียงแต่เดินทางไปในทะเลต้องห้ามได้ ประโยชน์ยิ่งไปกว่านั้นของมันคือ…ห้วงดารา!”
“นี่เป็นเรือศึกบรรพกาลที่สามารถข้ามผ่านห้วงดาราได้!”
“ในนั้นไม่เพียงแต่รวมไว้ด้วยวัตถุดิบสิ่งมีชีวิตคุณสมบัติเทพ ยังมีเนื้อชุ่มเลือดเทพเจ้าที่นายกองและใต้เท้าหวงเหยียนบรรจุลงไป ตัวมันเองพลานุภาพน่าตื่นตะลึง อีกทั้งยังเอาออกมา เก็บลงไปได้อย่างอิสระ”
“โดยเฉพาะ ข้าอิงจากนิสัยที่ในอดีตเจ้ามักจะทำเสียหาย ก็เลือกที่จะล้มเลิกประทับเคล็ดวิชาพลังวิเศษ ให้ความสำคัญเน้นไปที่ด้านความแข็งแรง เรือศึกบรรพกาลลำนี้…เจ้าเอามาใช้ทุ่มใส่คนก็ทำได้ทั้งนั้น”
“ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว ความแข็งแกร่ง เรือศึกบรรพกาลลำนี้เหนือกว่าที่เคยมีมา!”
จางซานเอ่ยเสียงดัง ในใจก็ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน
1 เดือนที่ผ่านมานี้ เขาในฐานะที่เป็นผู้วางแผนหลักของแผนการสร้าง พูดได้ว่าทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจอย่างสุดความสามารถ ใช้พรสวรรค์และจินตนาการของตัวเองออกมาอย่างเต็มขีดจำกัด
ตอนนี้ สำหรับผลงานชิ้นนี้ เขาคิดว่าเป็นผลงานชิ้นสุดยอดของเขาในชีวิตนี้แล้ว
“ต่อจากนี้เจ้าต้องปลุกเถาวัลย์เทพของเจ้า!”
“เถาวัลย์เทพเส้นนี้ก็คือวิญญาณศัสตราของเรือศึกบรรพกาลลำนี้ ในระหว่างการสร้างเรือลำนี้ มันก็ได้ผสานไปในระดับลึก ตอนนี้กำลังหลับในห้วงนิทราลึก”
“ใช้มันเป็นวิญญาณศัสตรา ก็จะสามารถทำให้เรือลำนี้อยู่ในการควบคุมของเจ้าอย่างสมบูรณ์!”
“นอกจากนี้ เกราะป้องกันฟองกาอาศก็รักษาเอาไว้เช่นกัน”
จางซานพูดจบก็กระโดดลงมา เดินมาข้างสวี่ชิง ในความตื่นเต้นบนใบหน้าปกปิดความเหนื่อยล้า ตลอดจนเส้นเลือดเต็มดวงตาเอาไว้ไม่ได้ ทำให้ในใจสวี่ชิงเกิดระลอกคลื่นอารมณ์
เขาสูดลมหายใจลึก โค้งคารวะจางซาน แล้วหันไปโค้งคารวะผู้บำเพ็ญหลายแสนคนรอบๆ สุดตัว
จากนั้นก็ยกมือสะบัดไปทางเจดีย์วิเศษ
จากการแผ่ออกมาของจิตเทพ เถาวัลย์เทพศักดิ์สิทธิ์ที่พันอยู่บนเจดีย์วิเศษก็พลันขยับเล็กน้อย จากนั้นก็เหมือนฟื้นตื่นขึ้นจากห้วงนิทรา เลื้อยไปบนเจดีย์วิเศษ
แสงดาวกะพริบวิบวับ ในยามที่ส่องแสงเจิดจ้าพร่างพราย เถาวัลย์เทพศักดิ์สิทธิ์ของสวี่ชิงก็ไหววูบ หอบม้วนเจดีย์วิเศษพุ่งตรงไปหาสวี่ชิง
ในยามที่มาเยือน มันกับเจดีย์วิเศษก็ต่างหดเล็กอย่างรวดเร็ว สุดท้ายในยามที่ลอยลงมาอยู่ที่มือสวี่ชิง ก็เหลือไม่ถึง 1 ชุ่น
สวี่ชิงแผ่จิตเทพสัมผัสครู่หนึ่ง หลังจากนั้นในยามที่ดึงจิตเทพกลับมา เอ้อร์หนิวและหวงเหยียนก็สิ้นสุดการนั่งสมาธิ สีหน้าของทั้ง 2 ในเสี้ยวขณะนี้ต่างเผยความภาคภูมิใจออกมา
แต่เสี้ยวขณะต่อมา หลังจากที่สังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน ก็ต่างถลึงตาใส่กัน คล้ายว่าจะเปิดศึกน้ำลายอีกครั้ง
สวี่ชิงกระแอมออกมาทีหนึ่ง “หวงเหยียน ข้ามีธุระต้องไปจากทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณ”
หวงเหยียนได้ยินก็มองสวี่ชิง กำลังอ้าปากจะพูด เอ้อร์หนิวที่อยู่ข้างๆ ก็ยืนขึ้นทันที ก้าวมายังข้างกายสวี่ชิง หัวเราะร่า “ในที่สุดก็จะไปแล้วหรือ เร็วๆๆ พวกเรารีบไป อยู่ที่นี่เจอหน้าคนประสาทๆ อยู่ทุกวัน น่าเบื่อเหลือใจ จนข้าใกล้จะประสาทกินตามไปแล้ว!”
สวี่ชิงประสานหมัดไปทางหวงเหยียน ระหว่างทั้ง 2 คนไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก สุดท้ายก็โค้งคารวะคนทั้งหลาย ขณะยกมือเจดีย์วิเศษก็ลอยขึ้นฟ้า ตามความคิดของสวี่ชิงก็ขยายใหญ่ขึ้นร้อยจั้ง สาดประกายแสง 7 สี
ในยามที่ความยิ่งใหญ่ทรงพลังแผ่ไปทั่วสารทิศ สวี่ชิงก้าวไปก้าวหนึ่งเดินไปบนเจดีย์ เอ้อร์หนิวอยู่ข้างหลังไหววูบไปเช่นกัน จากแสงดาวของเถาวัลย์เทพศักดิ์สิทธิ์ฉายประกายวูบ เขาก็เดินเข้าไปตามปกติ
จากนั้นฟ้าดินคำรามเลื่อนลั่น เจดีย์วิเศษองค์นี้แหวกมิติ หายไปไร้ร่องรอยในพริบตา
ไปจากที่นี่
ในยามที่ปรากฏขึ้นอีกครั้งก็มาอยู่เหนือท้องฟ้าของยอดเขาที่ 7 สำนัก 7 เนตรโลหิตแล้ว
ประตูของเจดีย์วิเศษเปิดออก ร่างของหลิงเอ๋อร์ที่หลับใหลลอยขึ้นฟ้า ในขณะที่ถูกส่งเข้ามาในเจดีย์วิเศษ ท่านปู่เก้าทางนั้นก็เดินมาเช่นกัน เข้ามาในเจดีย์
สายตาของเขากวาดไปรอบๆ เผยความอัศจรรย์ออกมา “ของชิ้นนี้ไม่ธรรมดาเลย!”
เอ้อร์หนิวทางนั้นเมื่อได้ยินก็ยิ้มอย่างภาคภูมิ “ข้าเป็นคนหลอม!”
ท่านปู่เก้าเมินไปทันที
ส่วนสวี่ชิงทางนี้ก็เพิ่มพลังให้หลิงเอ๋อร์อีกครั้ง หลังจากทำให้พลังบำเพ็ญของนางยิ่งเสถียรแล้ว ภายใต้จิตเทพของเขา เจดีย์วิเศษที่อยู่เหนือยอดเขาที่ 7 องค์นี้ ภายใต้การจับจ้องจากลูกศิษย์สำนัก 7 เนตรโลหิต ก็เปล่งประกายแสงเจิดจ้า 7 สี
ประกายแสงแผ่ระลอกไปในท้องฟ้า แผ่ลามไปบริเวณรอบๆ หมื่นลี้
จากนั้นก็หายไปทันที
ใช้ความเร็วอันน่าตื่นตะลึง ทะยานไปในทะเลต้องห้าม
สร้างคลื่นท่วมฟ้าบนผิวน้ำมาตลอดทาง ตรงไปทางมณฑลรับเสด็จราชัน พุ่งไปอย่างรวดเร็ว
ทุกที่ที่ผ่าน อสูรทะเลนับไม่ถ้วนหลังจากที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายและพลังกดดันของเจดีย์วิเศษ ก็สั่นงันงกอย่างรุนแรง
และตอนนี้ ในมณฑลรับเสด็จราชัน ผู้อาวุโสใหญ่กรมครองกระบี่ที่รับผิดชอบดูแลมณฑลนี้ กำลังบินไปทางภูเขาล้ำบารมีพ้นเคราะห์ภัย หลังจากข้ามแม่น้ำบรรพกาลเร้นหมื่นเทพ เงาร่างของเขาก็มาปรากฏยังแดนต้องห้ามเสียงวิญญาณ
ที่นี่ สีหน้าของเขาเคร่งเครียด มองแดนศักดิ์สิทธิ์ ส่งเสียงต่ำทุ้มออกมา
“3 วันก่อน กรมครองกระบี่ข้ามีผู้ครองกระบี่ ปฏิบัติภารกิจไล่สังหารหลี่จื่อเหมย ผู้บำเพ็ญที่สำนักเซียนล้ำบารมีประกาศจับ เข้ามาที่นี่พร้อมกัน จากนั้นก็หายตัวไป”
“นายแห่งแดนต้องห้ามเสียงวิญญาณ ตอนนี้จะเป็นมณฑลรับเสด็จราชันก็ดี จะเป็นเขตปกครองผนึกสมุทรก็ดี แผ่นดินใหญ่คลื่นศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ สถานาการณ์ต่างไปจากที่เจ้าตื่นขึ้นมาเมื่อครั้งก่อนแล้ว!”
“ตอนนี้ด้วยคำสั่งแห่งวังครองกระบี่เขตปกครองผนึกสมุทร ขอสั่งให้เจ้าปล่อยคนเดี๋ยวนี้!”
แดนต้องห้ามเสียงวิญญาณพลันเกิดเสียงดังขึ้น ก่อเป็นคลื่น แปรเปลี่ยนเป็นเสียงสังหาร พุ่งจากข้างในสู่ข้างนอกในพริบตา
พลังเสียงน่าครั่นคร้าม ทันทีที่แผ่ออกมา แดนต้องห้ามทั้งแดนก็สั่นคลอน แม้แต่น้ำในแม่น้ำเร้นหมื่นเทพที่ไหลผ่านก็เกิดเป็นคลื่นลูกใหญ่ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงเย็นชา ดังออกมาจากแดนต้องห้าม “ไสหัวไป!”
ผู้อาวุโสใหญ่กรมครองกระบี่มณฑลรับเสด็จราชันสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ถอยหลังไปหลายร้อยจั้ง สีหน้าขาวซีด แต่ในดวงตากลับยิ่งคมปลาบ จ้องแดนต้องห้ามเขม็ง เอ่ยเนิบนาบ “ผู้ครองกระบี่คนนั้นชื่อว่าชิงชิว เป็นสหายเมื่อยามเยาว์วัยของเจ้าแดนสวี่ชิงของแดนใหญ่ข้า”
“เจ้าดึงดันจะทำตามอำเภอใจ หายนะครั้งใหญ่รอเจ้าอยู่แน่นอน ถึงตอนนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”
(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)



