Skip to content

Outside Of Time 1011

Outside of Time
BC

บทที่ 1011 แดนต้องห้ามเสียงวิญญาณหลอมหลี่จื่อเหมย

มณฑลรับเสด็จราชันมีรายงานลับครองกระบี่ ส่งอย่างเร่งด่วนมายังเขตปกครองผนึกสมุทร!

C

เจ้าวังโถงครองกระบี่เขตปกครองผนึกสมุทรเมื่อได้รับรายงานลับ ก็ส่งผู้แข็งแกร่งโถงครองกระบี่ให้มุ่งหน้าไปยังมณฑลรับเสด็จราชัน ขระเดียวกันก็รายงานเรื่องนี้กับสวี่ชิง

“เมื่อ 20 วันก่อน มณฑลรับเสด็จราชันมีสำนักชื่อว่าสำนักเซียนล้ำบารมี ประกาศจับลูกศิษย์ของสำนักตนหลี่จื่อเหมย ประกาศแจ้งแก่ทุกมณฑล สตรีผู้นี้กลายเป็นมาร ไม่ใช่เผ่ามนุษย์แล้ว สังหารศิษย์สำนักเดียวกัน เหี้ยมโหดเป็นอย่างยิ่ง”

“หลังจากนั้นได้หักหลังสำนักหลบหนี สำนักเซียนล้ำบารมีสังหารไล่ล่าอยู่ 10 วัน”

“ใน 10 วันนี้ กองกำลังเล็กๆ หลาย 10 กองของสำนักเซียนล้ำบารมีถูกสังหารไปกว่าครึ่ง”

“ระหว่างทาง สตรีผู้นี้ได้พบกับชิงชิว ผู้ครองกระบี่กรมครองกระบี่มณฑลรับเสด็จราชันที่ออกไปปฎิบัติภารกิจข้างนอก ทั้ง 2 ไม่ทราบว่าเกิดเหตุพิพาทขัดแย้งอะไรกัน หายตัวไปที่แดนต้องห้ามเสียงวิญญาณ”

……

เจดีย์วิเศษเทพศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นด้วยความทุ่มเททั้งหมดของสำนัก 7 เนตรโลหิต ทะยานข้ามทะเลต้องห้าม ใช้เวลาเพียง 1 วันก็ข้ามผ่านมหาสมุทรใน

ในยามที่ปรากฏตัวขึ้นที่มณฑลรับเสด็จราชัน สวี่ชิงที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในเจดีย์วิเศษ ก็ได้รับรายงานลับที่ส่งมาจากกรมครองกระบี่ฉบับนี้

“ชิงชิว…”

สวี่ชิงเก็บจิตเทพจากแผ่นหยก ในสมองมีเรื่องราวในอดีตในตอนที่อยู่ฐานที่มั่นคนเก็บขยะในตอนนั้น เงาร่างของเด็กหญิงคนนั้น และเรื่องในภายหลังที่กรมครองกระบี่ผุดขึ้นมา

และยังมีความยึดมั่นของอีกฝ่าย

ส่วนอีกชื่อหนึ่ง สวี่ชิงก็มีความทรงจำอยู่บ้าง นั่นเป็นหญิงสาวที่อยู่ในสำนัก 7 เนตรโลหิต ค่อนข้างคล้ายกับชิงชิว นิสัยค่อนข้างอ่อนแอ แต่มีใจที่รักศักดิ์ศรีสูงมาก

และภายหลังสำนักเซียนล้ำบารมีได้รับตัวไป เมื่ออดีตในตอนที่อยู่บนแม่น้ำบรรพกาลเร้นหมื่นเทพได้ประสานสายตากับสวี่ชิง

หลี่จื่อเหมยในตอนนั้นกำลังไปรับมรดก หลังจากนั้นสวี่ชิงมุ่งหน้าไปยังเขตปกครองผนึกสมุทร ทั้ง 2 ขาดการติดต่อกันไป

“แดนต้องห้ามเสียงวิญญาณ…”

สวี่ชิงมองหลิงเอ๋อร์ที่หลับลึกผาดหนึ่ง ในใจในยามที่ขบคิด

ท่านปู่เก้าที่อยู่ข้างๆ ก็เอ่ยราบเรียบ “เจ้ามีเรื่องที่ต้องไปจัดการหรือ”

สวี่ชิงมองไปทางท่านปู่เก้า “ได้รับรายงานลับของกรมครองกระบี่ มีสหาย 2 คนหายตัวไปในแดนต้องห้ามเสียงวิญญาณขอรับ”

ท่านปู่เก้าเมื่อได้ยิน สายตากวาดไปบนร่างหลิงเอ๋อร์

เอ้อร์หนิวที่อยู่ข้างๆ ชิงเอ่ยขึ้นมาก่อนว่า “แดนต้องห้ามเสียงวิญญาณหรือ แดนศักดิ์สิทธิ์ขนาดสักกะปิ๊ดหนึ่ง ทำลายไปเสียก็สิ้นเรื่อง! ใครหายตัวไปที่นั่น”

“ชิงชิว” สวี่ชิงเอ่ยอย่างสงบนิ่ง

“ชิงชิว ยัยเด็กที่แย่งของวิเศษของโยวจิง จากนั้นก็มาเป็นผู้ครองกระบี่เหมือนกัน แล้วก็ไปแผ่นดินใหญ่คลื่นศักดิ์สิทธิ์กับพวกเราด้วยคนนั้นน่ะหรือ ข้านึกขึ้นได้ละ นางชอบแบกเคียว จากนั้นในเคียวนั่นมีวิญญาณศัสตรา ขณะเดียวกันก็เป็นผู้หญิงโรคจิตที่มีเขตแดนจิตโลหิต!”

เอ้อร์หนิวนึกย้อนครู่หนึ่ง นึกขึ้นได้ทันทีว่าคนที่สวี่ชิงพูดคือใคร จากนั้นสีหน้าก็เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม “อีกคนหนึ่งเป็นใคร”

“หลี่จื่อเหมย” สวี่ชิงตอบ

“หลี่จื่อเหมยหรือ ใครกัน ไม่มีความทรงจำ” เอ้อร์หนิวค้นความทรงจำก็นึกไม่ออกว่าหลี่จื่อเหมยเป็นใคร เห็นได้ชัดว่าสำหรับเขาแล้ว หลี่จื่อเหมยไม่ว่าจะอยู่ที่สำนัก 7 เนตรโลหิตหรือสำนักเซียนล้ำบารมีล้วนไม่เป็นที่สนใจ

ตอนนี้ท่านปู่เก้าสายตาดึงมาจากร่างหลิงเอ๋อร์ที่หลับสนิทกลับมา เอ่ยราบเรียบ “แดนต้องห้ามแดนหนึ่งเสียเวลาไม่เท่าไร อยากไปก็ไปเถิด”

สวี่ชิงพยักหน้า บังคับเจดีย์วิเศษเทพศักดิ์สิทธิ์ผ่านไปจากท้องฟ้าเหนือสมาพันธ์ 8 สำนักมณฑลรับเสด็จราชันไปอย่างรวดเร็ว พุ่งตรงไปยังเทือกเขาแห่งหนึ่ง

เทือกเขาแห่งนั้นรวมกลุ่มขึ้นจากภูเขาสีดำมหึมาทอดตัวสลับเรียงรายเป็นทิวแถว สูงต่ำต่างกันไป ทอดตัวสุดลูกหูลูกตา แผ่ไปยังส่วนลึกของมณฑลรับเสด็จราชัน มองไม่เห็นสุดปลายขอบฟ้า

มองไปไกลๆ เหมือนซากร่างสัตว์ยักษ์ มืดดำสลัวเลือนราง เหมือนมีภูตผีปีศาจซ่อนอยู่ ดูแล้วเต็มไปด้วยความน่าขนลุก

ยิ่งมีป่าปีศาจต้นไม้แปลกประหลาดตลอดจนสิ่งประหลาดนับไม่ถ้วน ตลบอวลอยู่ในนั้น

นี่ก็คือเทือกเขาล้ำบารมีพ้นเคราะห์ภัยของมณฑลรับเสด็จราชัน!

บริเวณติดทะเลของเทือกเขาแห่งนี้ด้านหนึ่งคือสมาพันธ์ 8 สำนัก อีกด้านหนึ่งคือเขาไตรวิญญาณสะกดมรรคาที่เคยมีชื่อเสียงเหี้ยมโหดเลื่องลือในมณฑลรับเสด็จราชันนั่นเอง

ตอนนี้เจดีย์วิเศษที่สวี่ชิงอยู่ทะยานไปอย่างรวดเร็ว ในพริบตาที่มาปรากฏตัวอยู่กลางท้องฟ้าเขาล้ำบารมีพ้นเคราะห์ภัยก็พลันหยุดลง

จากทางเขาไตรวิญญาณสะกดมรรคามีเงาร่าง 2 ร่าง ร่างหนึ่งสูง ร่างหนึ่งเตี้ยปรากฏตัวขึ้น กำลังมองมาทางเจดีย์อย่างตื่นตะลึง

ร่างสูงใหญ่ ร่างของเขาผอมแห้งราวฟืน เหมือนโครงกระดูกขนาดใหญ่ ในขณะที่กระดูกปูดโปน ที่หลังก็เหมือนภูเขาลูกย่อมๆ นูนขึ้นมา

มองไปให้ละเอียด จะเห็นได้ว่าภูเขาลูกเล็กที่นูนขึ้นมาลูกนั้นเป็นก้อนเนื้อขนาดมหึมา บนนั้นเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีแดงคล้ำ น่าสยดสยองขนลุกขนพองนัก เหมือนว่าก้อนเนื้อนี้ดูดเลือดเนื้อทั่วทั้งร่างของเขาไปหมด

ส่วนเงาร่างเตี้ยข้างกายเขาเป็นคนแคระคนหนึ่ง

คนแคระผู้นี้สวมเสื้อคลุมยาวสีดำ ดวงตาเล็กเรียว หน้าผากโหนกนูนออกมา คิ้วทั้ง 2 ข้างตกลงมาถึงแก้ม ขณะที่คางเว้าเข้าไปด้านใน ทำให้เคราของเขาแยกออก ปลายเครายกโค้งเข้าด้านใน คล้ายกับเขี้ยวอสูร

รอบกายของเขามีหมอกดำลอยวน แปรเปลี่ยนเป็นตะขาบเลื้อยพันไปมาอยู่ตลอด ส่งเสียงกรีดร้องแสบแก้วหูออกมา ส่งเสียงสั่นเครือ

เห็นได้ชัดว่า การปรากฏขึ้นและหยุดนิ่งของเจดีย์วิเศษเทพศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งพลังกดดันที่แผ่ออกมาจากบนนั้นทำให้ 2 ท่านนี้ ในใจสั่นสะท้านรุนแรง

จวบจนกระทั่งเงาร่างของสวี่ชิงเดินออกมาจากในเจดีย์ ทันทีที่ประสานสายตากับพวกเขา เงาร่างมายามหึมา 2 ร่างนี้ก็ถอนหายใจโล่งอก จากนั้นในดวงตาก็ฉายประกายแรงกล้า ต่างก้มศีรษะต่ำ โค้งคารวะมาทางสวี่ชิง

พวกเขาก็คือวิญญาณนภาไทกวงและวิญญาณปฐพีเจวี๋ยหยาง!

ตอนนั้นสวี่ชิงยืมพลังของพวกเขาผนึกแดนต้องห้ามมรณะ ได้ให้สัญญาเอาไว้ ในอนาคตจะช่วยพวกเขาทำลายพันธนาการกับจักรพรรดิภูต ได้เป็นอิสระโดยสมบูรณ์

“ข้าไม่เคยลืมคำสัญญา รอเมื่อข้ามีพลังระดับเตรียมสู่เทวะ ก็จะมาทำตามคำสัญญา” สวี่ชิงเอ่ยเสียงต่ำทุ้ม

วิญญาณนภาและวิญญาณปฐพีเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ในใจต่างมีความคิดเป็นระลอกคลื่นขึ้นมา เส้นทางการผงาดขึ้นของสวี่ชิงตลอดทางมานี้ แม้พวกเขาจะไม่อาจเห็นเป็นประจักษ์พยานได้โดยตรง แต่ในจุดที่เป็นจุดสำคัญ 2 เรื่อง พวกเขาล้วนเห็นเองกับตา

ครั้งแรกที่เห็นคือสวี่ชิงและเอ้อร์หนิวยังเป็นโจรกระจอกที่แอบมาที่นี่ เตรียมขโมยเสื้อผ้าอาภรณ์ของโยวจิง ด้วยพลังบำเพ็ญในตอนั้น วิญญาณทั้ง 2 ไม่ว่าตนไหนล้วนเพียงยกมือก็บดขยี้สังหารได้ทั้งนั้น

ส่วนครั้งที่ 2 ที่ได้เห็นคือสวี่ชิงพาชิงฉินมาที่นี่ ขอให้วิญญาณนภาและปฐพีทั้ง 2 ลงมือ

ในตอนนั้น สวี่ชิงได้แสดงเค้าลางของการผงาดขึ้นออกมาแล้ว ดังนั้นวิญญาณนภาจึงเลือกเดินหมากที่ไม่ได้หวังผลไปหนึ่งตา

แต่สำหรับวิญญาณนภาแล้ว หมากที่ไม่ได้หวังผลก็เป็นเพียงแค่หมากที่ไม่ได้หวังผล เขาเองก็ไม่ได้มั่นใจนักว่าในอนาคตจะสามารถใช้หมากนี้ได้จริงหรือไม่

แต่พวกเขาไม่ว่าจะอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่า นับจากนั้นสวี่ชิงจะประสบความสำเร็จราบรื่นมาโดยตลอด ออกจากเขตปกครองผนึกสมุทร เข้าไปในแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา รวบแผ่นดินใหญ่คลื่นศักดิ์สิทธิ์ ไปเมืองหลวง…

จวบจนกระทั่งตอนนี้ ไม่เพียงแต่เป็นนายของ 2 ดินแดนเท่านั้น ยิ่งเป็นพระอาจารย์ของรัชทายาท ทั้งยังเป็นมหาขุนพลฟ้าทมิฬ ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งโลกแดนบูรพาแห่งแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์

เพื่อเขาคนเดียว แดนศักดิ์สิทธิ์แดนหนึ่งดับสูญ

ทุกอย่างอยู่เหนือการจินตนาการของเขา สวี่ชิงเดินมาถึงความสูงที่พวกเขาต้องพยายามเงยหน้าขึ้นไปมองแล้ว

จวบจนวันนี้…ได้เห็นเป็นครั้งที่ 3

พวกเขาก้มหน้า โค้งคารวะอย่างเคารพนอบน้อม

หมากที่ไม่ได้หวังผลได้กลายเป็นวาสนาไปเสียแล้ว

สวี่ชิงมองวิญญาณทั้ง 2 ไม่พูดอะไรอีก หันหลังเดินเข้าไปในเจดีย์วิเศษ เสี้ยวขณะต่อมาเจดีย์นี้ฉายแสงวาบขึ้นมา ความมืดมิดของภูเขาล้ำบารมีพ้นเคราะห์ภัยถูกขับไล่ไปในเสี้ยวขณะนี้ หลังจากทำให้ที่นี่สว่างไสวในชั่วเสี้ยวพริบตา เจดีย์วิเศษก็จากไปไกล

ครู่หนึ่ง วิญญาณนภาและวิญญาณปฐพีถึงได้เงยหน้าขึ้น ทอดสายตามองไปที่ไกล ระลอกคลื่นอารมณ์ในใจ ผ่านไปนานก็ยังไม่อาจทำให้สงบลงได้

“อัจฉริยะฟ้าประทานฝ่ายต่างๆ ในแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ ผู้ที่สามารถแซงเขาไปได้มีสักกี่คน” วิญญาณนภาพึมพำ

ฟ้าดินมืดสลัว ยามพลบค่ำของวันนี้กำลังลงมาเยือนอย่างช้าๆ

ท่ามกลางแสงสลัวของยามพลบค่ำ จากการเคลื่อนไปข้างหน้าของเจดีย์วิเศษเทพศักดิ์สิทธิ์ แม่น้ำที่ทอดตัวสู่สวรรค์อันยิ่งใหญ่ก็สะท้อนเข้ามาในดวงตาสวี่ชิง

มณฑลรับเสด็จราชันมีภูเขา 1 ลูก แม่น้ำ 1 สาย

ภูเขาคือภูเขาล้ำบารมีพ้นเคราะห์ภัย แม่น้ำคือแม่น้ำบรรพกาลเร้นหมื่นเทพ

แม่น้ำบรรพกาลที่ยิ่งใหญ่มหาศาลสายนี้กว้างใหญ่ราวมหาสมุทร น้ำในแม่น้ำซัดโหม เสียงน้ำครืนครั่น คลื่นโหมกระหน่ำ

พลังวิญญาณเซียนเข้มข้น

มันไหลเข้ามาจากนอกมณฑล ผ่านสำนักเซียนล้ำบารมีที่อยู่ทางด้านตะวันออกของมณฑลรับเสด็จราชัน และผ่านภูเขาล้ำบารมีพ้นเคราะห์ภัย หลังจากไหลเข้าไปในแดนต้องห้ามเสียงวิญญาณ ก็ไหลรวมกับมหาสมุทรที่สุดปลายทางทิศตะวันตก

ตอนนี้ ในบริเวณจุดตัดเชื่อมต่อของแม่น้ำบรรพกาลและภูเขาล้ำบารมีพ้นเคราะห์ภัย เจดีย์วิเศษเทพศักดิ์สิทธิ์พุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว เลาะตามแม่น้ำสายนี้ พุ่งตรงไปยัง…แดนต้องห้ามเสียงวิญญาณ

แดนต้องห้ามเสียงวิญญาณถูกแม่น้ำบรรพกาลเร้นหมื่นเทพแบ่งออกเป็น 2 ส่วน

ก่อนที่สายน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ไหลเข้าไปในแดนต้องห้าม พลังเซียนเข้มข้น สามารถชำระล้างไอพลังประหลาดในร่างของคนทั้งหลายได้ในระดับหนึ่ง

และหลังจากที่ไหลเข้าไปในแดนต้องห้าม ความศักดิ์สิทธิ์หายไป กลายเป็นน้ำขุ่นข้นดำมืดไหลออกมา

ถูกไอพลังประหลาดรุกรานและปนเปื้อน

แต่สรรพสิ่งผลกรรมเวรทุกอย่างล้วนมีผลสัมพันธ์กัน

และเพราะแม่น้ำโบราณที่เปี่ยมด้วยพลังเซียนสายนี้ไหลเข้าสู่ดินแดนต้องห้ามเสียงวิญญาณมาอย่างยาวนาน ชะล้างไอพลังประหลาดของมัน จึงทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยตัวเองแปดเปื้อนเสียเอง ส่งผลให้ขอบเขตของดินแดนต้องห้ามเสียงวิญญาณไม่อาจขยายออกไปได้

แม้จะเป็นแดนต้องห้าม แต่เทียบกับแดนต้องห้ามมรณะในทะเลแล้วก็มีความแตกต่าง

เทียบกับปักษาสวรรค์ทักษิณยิ่งเทียบไม่ได้

ส่วนนายแห่งแดนต้องห้ามในนั้น จักรพรรดิเสียงวิญญาณผู้นั้น แม้จะฟื้นตื่นขึ้นมาบ้างเป็นบางครั้ง แต่รวบรวมพลังมณฑลรับเสด็จราชันก็ยังสามารถผนึกทำให้เขาหลับใหลต่อไปได้

อย่างไรเสียจักรพรรดิแห่งแดนต้องห้ามต่อให้แตกดับ แต่ขอเพียงแดนต้องห้ามยังอยู่ เช่นนั้นแล้วจะอย่างไรก็จะมีจักรพรรดิองค์ใหม่ปรากฏขึ้น

ดังนั้นเทียบกับจักรพรรดิแปลกหน้าคนหนึ่ง สำหรับมณฑลรับเสด็จราชันแล้ว นายแห่งเสียงวิญญาณมีความคุ้นเคยมากกว่า

ดังนั้นทั้ง 2 ฝ่ายต่างรักษาท่าทีระหว่างกัน ไม่เคยเกิดการพิพาทที่เกินสมควร

จวบจนกระทั่งวันนี้ แดนศักดิ์สิทธิ์เสียงวิญญาณเกิดเคราะห์วิบัติขึ้น

ในเสี้ยวขณะที่แสงยามพลบค่ำกำลังจะลาลับไป ท่ามกลางท้องฟ้าสลัวรางเลือน เจดีย์ 9 ชั้นที่ทอประกายแสง 7 สีพร่างพราย มาพร้อมด้วยกลิ่นอายบรรพกาลเก่าแก่ มาพร้อมด้วยพลังกดดันอันน่ากลัว ก็กดอัดลงมายังท้องฟ้าเหนือแดนต้องห้ามแห่งนี้

ทันทีที่ปรากฏตัวขึ้น สวี่ชิงเดินออกไปจากเจดีย์วิเศษ ยืนอยู่กลางท้องฟ้า

แสงสลัวทำให้สรรพสิ่งทั้งหลายรางเลือน แต่สาดมาบนร่างเขากลับทำให้รางเลือนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ร่างของเขาเหยียดตรง เงาร่างของเขาชัดเจน สายตาของเขาล้ำลึก

เอ่ยราบเรียบ “นายแห่งแดนต้องห้ามแห่งนี้ ออกมาพบข้า”

ประโยคนี้ 9 ตัวอักษรนี้ ทันทีที่ดังออกมา แดนต้องห้ามทั้งแดนก็พลันส่งเสียงระเบิดนับไม่ถ้วนออกมา

มีเสียงลม มีเสียงใบไม้ไหว มีเสียงน้ำหยด มีเสียงหนองน้ำบนพื้นแผ่นดิน…

เสียงมากมายนับไม่ถ้วน รวมด้วยสรรพสิ่งทั้งหลาย รวมด้วยทุกอย่างในแดนต้องห้าม ในเสี้ยวขณะนี้ต่างส่งเสียงออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ทั้งหมด

ไม่ว่าเสียงใด ภายใต้อำนาจของสวี่ชิง ความเคลื่อนไหวใดๆ ล้วนอยู่ในความรอบรู้แห่งเทพของเขา

เสียงทุกเสียงที่ดังออกมาจากในแดนต้องห้ามแห่งนี้ ในเสี้ยวขณะนี้ไม่ใช่ของแดนต้องห้าม

เป็นของสวี่ชิง!

รวมเข้าด้วยกัน ผสาน 9 ตัวอักษรที่เขาพูดออกมา ทำให้ 9 ตัวอักษรนี้สั่นคลอนฟ้าดิน ระเบิดทุกอย่างกึกก้อง

ภายใต้อำนาจแห่งเสียง แดนต้องห้ามไม่ยอมสยบไม่ได้

ภาพนับไม่ถ้วน ความรู้ความเข้าใจนับไม่ถ้วน ในเสี้ยวขณะนี้ฉายมาเบื้องหน้าสวี่ชิง

เขาเห็นทุกอย่างในนั้น และมองเห็น…เงาร่างของหลี่จื่อเหมยในส่วนลึกของแดนต้องห้ามแห่งนี้

นางถูกฝังไปในต้นไม้แปลกประหลาดต้นหนึ่ง ผมยาวระพื้น ดวงตาทั้ง 2 ปิดสนิท แต่สีหน้าเหี้ยมเกรียม รังสีอำมหิตแผ่อวล

ส่วนกลิ่นอายของนางก็แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง ใกล้จะผสานเป็นหนึ่งเดียวกับแดนต้องห้ามแห่งนี้แล้ว

และในตอนนี้เอง ในพริบตาที่สวี่ชิงควบคุมแดนต้องห้ามทั้งแดน…

หลี่จื่อเหมยที่ถูกฝังในต้นไม้ โผล่เพียงแค่ศีรษะออกมา ดวงตาทั้ง 2 ที่ปิดสนิทก็พลันลืมตื่นขึ้นมา เผยสายตาสีเลือดเข้มข้น ฉายความโหดเหี้ยมสะท้านสะเทือนออกมา

ใบหน้าเล็กๆ ที่แต่เดิมงดงาม ตอนนี้ท่ามกลางความเหี้ยมเกรียมยังเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีดำเป็นทางๆ รวมกลุ่มเป็นภาพหน้าผี มองมาทางสวี่ชิง

ภาพนี้ทำให้สวี่ชิงถอนหายใจเบาๆ ในใจ

เขานึกถึงจดหมายบอกลาที่หลี่จื่อเหมยทิ้งไว้ให้ตนก่อนจากฉบับนั้น

ภาพในอดีตฉายชัดในใจ

……

“ศิษย์พี่สวี่ชิง ข้าอยู่ที่สำนักเซียนล้ำบารมีสุขสบายดีทุกอย่าง…”

“ข้ากำลังจะไปเข้าร่วมพิธีสัมผัสรับรู้ของสำนักเซียนล้ำบารมี…หากสำเร็จ นิสัยของข้าอาจจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย”

“ข้าไม่รู้ว่าข้าจะทำสำเร็จหรือไม่ และไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนไปเช่นไร…แต่ข้าไม่อยากอ่อนแอต่อไป”

“ศิษย์พี่สวี่ชิง สุดท้ายนี้ขออวยพรท่านจากใจจริง ขอให้ท่านดียิ่งขึ้นไป ดียิ่งขึ้นไปตลอดกาล อยู่ดีมีสุขตลอดไป”

“หลี่จื่อเหมย”

(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!