Skip to content

Outside Of Time 1088

Outside of Time
BC

บทที่ 1088 สถานที่เป้าหมายของสวี่ชิง

การแตกดับของมหาจักรพรรดิครองกระบี่ การปิดด่านของท่านอาจารย์ การฝึกบำเพ็ญของจักรพรรดินี และการออกเดินทางของเอ้อร์หนิว ทั้งหมดนี้ประดุจเข็มของนาฬิกาแดดขนาดมหึมา กำลังหมุนวนไปช้าๆ

C

30 ปีให้หลัง ฟ้าจะเปลี่ยนไป

เซียนคิมหันต์โบราณที่อยู่นอกแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ จะกลายเป็นคมมีดอันแหลมคม ห้อยอยู่เหนือศีรษะของสรรพชีวิตทั้งหลายกลายเป็นวิกฤตแห่งความเป็นตาย

อีกทั้งยังสามารถจินตนาการได้ว่า จากเวลาที่ไหลผ่านไป ความรู้สึกวิกฤตอันตรายนี้ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น

ในเมื่อเวลา 30 ปี สำหรับมนุษย์ธรรมดาก็ไม่ได้ยาวนานนัก สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้วยิ่งเป็นเช่นนั้น

บางที การปิดด่านเพียงครั้งเดียว 30 ปีก็อาจผ่านพ้นไปแล้ว

ด้วยเหตุนี้ อันตรายอันใหญ่หลวงกลายเป็นความกดดัน กดอัดบีบคั้นอยู่ในโลกนี้อย่างหนักอึ้ง

ทุกเผ่าล้วนทำการเตรียมตัวสุดท้าย

เพียงแต่สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขา เหมือนจะมีเพียงการวิงวอนขอการคุ้มครองจากเทพเจ้าเส้นทางเดียวเท่านั้น

ดังนั้น บางพื้นที่จึงสงบสุขกว่าที่เคย แต่บางพื้นที่ก็กลับวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม

ความโกลาหลของสรรพชีวิตดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

ส่วนเทพเจ้าเมินเฉย สูงส่งอยู่เหนือทุกสิ่ง มองดูทั้งหมดนี้

สำหรับเหล่าองค์ท่านแล้ว นี่ก็เป็นเพียงแค่ละครที่นับว่าพอจะน่าสนใจอยู่บ้างในชีวิตอันยาวนานฉากหนึ่งเท่านั้น

ส่วนความทุกข์ระทมของสรรพชีวิต…

มีชีวิตอยู่ในแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ที่อยู่ภายใต้เสี้ยวหน้าเทพเจ้าเดิมก็ทุกข์ระทมอยู่แล้ว เพียงแต่ในอดีตความทุกข์ระทมมักจะมุ่งเน้นไปที่มนุษย์ปุถุชนทั่วไปเท่านั้น แต่ความทุกข์ระทมในวันนี้ส่งผลกระทบทั่วทุกคน

“นี่ก็นับว่าเป็นความยุติธรรมอย่างหนึ่งเหมือนกัน”

ในแดนใหญ่เซ่นจันทรา ในทะเลสาบ ในร้านยาเล็กๆ เมื่อคราอดีตของสวี่ชิงร้านนั้น โยวจิงกำลังต้มน้ำ

ท่านย่าสามนั่งอยู่ข้างๆ ส่ายหน้าเบาๆ สายตาจับจ้องไปยังสวี่ชิงที่รินชาให้รัฐทายาทอยู่

“เจ้าคิดดีแล้วหรือ”

สวี่ชิงวางกาน้ำชาลง นั่งอยู่ตรงข้ามกับทั้ง 2 พยักหน้า

หลังจากที่เขาไปจากดินแดนเมืองหลวงจักรพรรดิเผ่ามนุษย์แล้ว สถานที่แรกที่มาก็คือแดนใหญ่เซ่นจันทรา

เขาเดิมคิดว่าก่อนเดินทางแวะมาเยี่ยมเยียนหลิงเอ๋อร์สักหน่อย และแวะมาเยี่ยมพวกท่านปู่รัฐทายาทด้วย

เพียงหลิงเอ๋อร์ยังไม่สิ้นสุดการปิดด่าน ท่านปู่เก้าคุ้มกันให้นาง สวี่ชิงหลังจากสืบความแล้วก็ไม่ได้เข้าไปรบกวน แต่มากล่าวลาท่านปู่รัฐทายาทที่นี่แทน

“คนหนุ่มสาว ออกไปฝึกฝนบ้างก็ดีเหมือนกัน”

“แต่ที่มหาสมุทรนอกนั้นค่อนข้างวุ่นวาย แม้ด้วยพลังบำเพ็ญและกำลังรบของเจ้าในตอนนี้ ระมัดระวังหน่อยก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่พึงระลึกไว้… อย่าได้เข้าไปลึกเกินไป”

รัฐทายาทวางถ้วยชาลง สายตาจับจ้องไปที่สวี่ชิง หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งมือขวาของเขาก็พลันยกขึ้น เสี้ยวขณะต่อมารอยเต๋าหมุนวน ตราประทับตราหนึ่งก่อตัวขึ้นเบื้องหน้าเขาจากความว่างเปล่า

“นี่แปรเปลี่ยนมาจากอำนาจการรับรู้ของข้า ใช้ได้ 3 ครั้ง เจ้าเอาไว้ป้องกันตัว”

สวี่ชิงไม่ได้บอกรัฐทายาทถึงสถานที่เป้าหมายที่แท้จริงของตน ในตอนนี้มองตราประทับตรานั้น เขารู้ว่านี่คือความห่วงใยของรัฐทายาท จึงรับมาอย่างเงียบๆ

ท่านย่าสามสายตาล้ำลึก จ้องมองสวี่ชิง ครู่ใหญ่ก็ถอนหายใจแผ่วเบา ขณะสะบัดมือก็มีแม่น้ำสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้น แล้วไหลไปในขวดหยกใบหนึ่ง มอบให้สวี่ชิง

“นี่คือน้ำจากแม่น้ำแห่งกาลเวลาที่ข้าหลอมกลุ่มหนึ่ง”

สวี่ชิงรับมา ลุกขึ้นคารวะรัฐทายาทและท่านย่าสามสุดตัว

“ผู้เยาว์ขอเดินทางจากไปแล้ว ท่านปู่รัฐทายาท ท่านย่าสาม พวกท่าน…รักษาตัวด้วย” สวี่ชิงเอ่ยปากเบาๆ จากนั้นก็หมุนตัวเดินออกไปจากร้านขายยา ไปจากภูเขา หายไปในทะเลทราย

มองดูเงาร่างที่จากไปของท่านย่าสามก็เอ่ยปากเบาๆ “สถานที่สุดท้ายที่เด็กคนนี้จะไป ไม่ใช่มหาสมุทรนอก”

รัฐทายาทเงียบนิ่ง ครู่หนึ่งก็ถอนหายใจออกมา “เกี่ยวกับตำนานของมหาสมุทรนอก พวกเราในตอนนั้นล้วนรู้ดี สถานที่ที่เขาจะไปนั้น เกี่ยวข้องกับตำนานนี้”

“ส่วน 30 ปีให้หลัง…”

“ท่านพ่อกำลังกลับมาแล้ว ดูจากเวลาแล้ว น่าจะประมาณเดียวกัน”

“หวังว่าท่านพ่อเมื่อกลับมาแล้ว จะยังคงเป็นท่านพ่อของพวกเรา ดังนั้น การที่เด็กคนนี้จากไปในตอนนี้ก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน”

รัฐทายาทพึมพำ

ท่านย่าสามเงยหน้ามองไปยังนอกพิภพ นิ่งเงียบไม่พูดจา

……

ส่วนในขณะนี้ บนแดนใหญ่เซ่นจันทรา สวี่ชิงกำลังมุ่งหน้าไปอย่างเงียบงัน

ก่อนเดินทางจากไป เขายังต้องไปที่เขตปกคองผนึกสมุทรเพื่อไปพบจื่อเสวียนสักครั้ง

จากนั้น เขาจะละทิ้งทุกบ่วงพันธนาการทุกอย่าง แล้วก้าวเดินบนเส้นทางที่ตนเองเลือก

“30 ปีหลังจากนี้…” สวี่ชิงพึมพำ ร่างพุ่งทะยานไปบนฟากฟ้า และในชั่วพริบตาถัดมา ทั่วทั้งท้องฟ้าก็พลันแผ่ระลอกคลื่นพลังมา กลายเป็นกระจกบานมหึมาอย่างเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ในกระจกบานนั้น มีภูเขาลูกมหึมาที่เต็มไปด้วยศาลเจ้าลูกหนึ่งปรากฏขึ้นมา

บนยอดเขา มีหญิงชราคนหนึ่งเดินลงมา

ข้างกายหญิงชรา ยังมีชายชราสูงใหญ่หน้าตาเต็มไปด้วยหนวดเคราขาวโพลนตามมาด้วย

เมื่อเห็นทั้ง 2 สวี่ชิงก็หยุดฝีเท้าลง โค้งคารวะด้วยความเคารพ “ท่านย่าห้า ท่านปู่แปด”

ท่านย่าห้ามองสวี่ชิง สีหน้าเมตตา หลังจากพยักหน้าก็ไม่ได้เอ่ยอะไร แต่กลับยกมือขึ้น ใช้พลังอำนาจของตัวเองสร้างกลีบดอกไม้ดอกหนึ่งขึ้นมา

หลังจากที่กลีบดอกไม้กลีบนี้ปรากฏขึ้น บนร่างของท่านย่าห้าก็มีกลิ่นอายแก่ชราปรากฏขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“เอาไปสิ ขอเพียงยังมีลมหายใจเฮือกหนึ่ง ใช้กลีบดอกไม้กลีบนี้ก็จะทำให้เจ้าฟื้นฟูได้ในทันที”

สวี่ชิงรู้ นี่คือพลังอำนาจพิเศษของท่านย่าห้า ทุกครั้งที่ใช้ ล้วนผลาญพลังชีวิต

ดังนั้นเขาจึงลังเล

“ให้เจ้า เจ้าก็รับมันไว้!” ท่านปู่แปดที่อยู่ข้างๆ ถลึงตาใส่ ยกมือสะบัดก็แปลงรอยเต๋าที่แปรเปลี่ยนมาจากอำนาจแห่งความเดือดดาลของตัวเองให้เกิดเป็นตราประทับ แล้วส่งออกไปให้เช่นกัน

“ตราประทับนี้จะทำให้กำลังรบของเจ้าปะทุพลังพุ่งทะยานขึ้น ค่าตอบแทนคือหลังจากต่อสู้แล้วจะอ่อนแอไปช่วงหนึ่ง”

นี่ก็คือของกำนัลจากผู้อาวุโส สวี่ชิงในใจอบอุ่นนัก รับมาอย่างเงียบๆ กำลังจะเอ่ยอะไร แต่เสี้ยวพริบตาต่อมา แสงกระบี่ทางหนึ่งก็พุ่งมาจากผืนแผ่นดิน เข้าประชิดมาในทันที

ฟ้าดินเปลี่ยนสี ลมเมฆหอบทะลัก แสงกระบี่นี้กลายเป็นตราประทับตราหนึ่งเบื้องหน้าสวี่ชิงเช่นกัน

เสียงของท่านปู่เก้าดังก้องทั่วฟ้าดิน

“นี่คือจิตกระบี่ของข้า หากปะทุพลังเต็มที่ สามารถสังหารเจ้าผู้ปกครองได้!”

สวี่ชิงรู้สึกสะท้าน ครู่หนึ่งเขารับตราประทับมา สูดหายใจเข้าลึก โค้งคารวะท่านย่าห้าและท่านปู่แปด ตลอดจนทิศทางที่พื้นดินแผ่จิตกระบี่มาอย่างนอบน้อม

สุดท้าย ภายใต้การจับจ้องของผู้ชราทั้ง 3 เขาก็ไปจากแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา

……

1 วันต่อมา

เหนือเขตปกครองผนึกสมุทร เจดีย์วิเศษส่องแสงประกายดาวองค์หนึ่ง ปรากฏขึ้นในเมฆหมอก เงาร่างสวี่ชิงร่างก้าวออกมาจากในนั้น

ในชั่วพริบตาถัดมา เขาปรากฏตัวอยู่ในถ้ำใต้ดินด้านล่างเขตปกครองผนึกสมุทร

ณ ราชนิเวศน์วังโบราณในอดีต นอกตำหนักหงส์เพลิงที่จื่อเสวียนปิดด่าน สวี่ชิงยืนอยู่ตรงนั้น ทอดสายตามองไปยังตำหนักเบื้องหน้า

รอบด้านเวิ้งว้าง ไม่มีเสียงใดๆ ดังส่งมา และไม่มีร่องรอยของผู้คนแม้แต่น้อย

ที่นี่ ภายใต้คำบัญชาของสวี่ชิงในตอนนั้นก็ถูกปิดผนึกไว้โดยสมบูรณ์

อีกทั้งค่ายกลก็ได้รับการเสริมพลังอยู่ตลอดเวลา ทำให้การปิดด่านของจื่อเสวียนไม่มีอะไรมารบกวนทั้งสิ้น

มีเพียงร่างของบรรพจารย์สำนักวัชระเท่านั้น หลังจากรับรู้ถึงการมาเยือนของสวี่ชิง ก็พลันปรากฏตัวขึ้นนอกตำหนัก โค้งคารวะสวี่ชิงอย่างตื่นเต้น

“คารวะนายท่าน นายท่าน ข้าคิดถึงท่านแทบตาย แต่ขอนายท่านโปรดวางใจ โหยวจื่อน้อยคนนี้อุตสาหะพากเพียร เฝ้ารักษาที่นี่อยู่ตลอด ช่วงนี้ก็ไม่มีเรื่องไม่คาดคิดใดๆ เกิดขึ้นเลยขอรับ”

“แม้แต่ฝุ่นผงเพียงเศษเสี้ยว ภายใต้การเฝ้าระวังของข้า ก็ไม่กล้าร่วงลงมา!”

บรรพจารย์สำนักวัชระเอ่ยเสียงดัง

เขาต้องแสดงให้เห็นว่าตนเองมีประโยชน์ อีกทั้งถึงแม้อยู่ที่นี่จะน่าเบื่อหน่าย แต่เขากลับพึงพอใจอย่างยิ่ง

เพราะโลกภายนอกอันตรายเหลือเกินนัก การติดตามสวี่ชิงยิ่งอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ต้องคอยระวังตนเองไม่ให้ถูกใช้เป็นหน่วยกล้าตายอยู่ตลอดเวลา…

โดยเฉพาะในตอนนี้ที่ตนเองเฉียบคมกว่าเดิม นี่หมายความว่า หากตนเองออกไปข้างนอก น่ากลัวว่าในการต่อสู้ 10 ครั้งจะถูกใช้งานอย่างน้อย 9 ครั้ง…

สำหรับบรรพจารย์สำนักวัชระแล้ว อันตรายจนถึงขีดสูงสุด

และจากนิยายเหล่านั้นที่เขาเคยอ่าน ปกป้องคุ้มครองสตรีของตัวเอก ขอเพียงไม่มีความผิดพลาดใดๆ นั่นก็เป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ชิ้นหนึ่ง

ดังนั้นตอนนี้จึงทุ่มเทกำลังทั้งหมดไปแสดงให้เห็นว่าตนเองอยู่ที่นี่นั้นมีประโยชน์ยิ่งนัก

สวี่ชิงพยักหน้า สายตามองไปยังตำหนักหงส์เพลิง

การสัมผัสรับรู้ของจื่อเสวียนในครั้งนี้กินเวลานานเกินกว่าที่สวี่ชิงคาดไว้

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง สวี่ชิงก็ดึงสายตากลับมา มองไปมองรอบๆ ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ภายใต้การพิจารณาอย่างระมัดระวังของบรรพจารย์สำนักวัชระ เขาก็พลันสะบัดมือ

ทันใดนั้น เจตจำนงแห่งเทพเจ้ากลุ่มหนึ่งก็ปะทุขึ้นเบื้องหน้าเขา

แต่ไม่ได้แผ่ขยายออกไป ควบคุมเอาไว้ภายในอาณาบริเวณ 10 จั้ง ทำให้บริเวณ 10 จั้งนั้นพร่าเลือนเต็มไปด้วยความบิดเบี้ยว

มองเห็นเงาร่างรางๆ ก่อตัวขึ้นในนั้น จากนั้นนั่งขัดสมาธิลง จมดิ่งลงสู่ใต้พื้นพิภพที่ลึกลงไปอีก

เมื่อเห็นทุกสิ่งนี้ บรรพจารย์สำนักวัชระที่ไม่ได้รับรู้เรื่องราวภายนอก ดวงตาก็เบิกกว้าง

เมื่อครู่เขาเหมือนจะเห็นสวี่ชิงอีกคน…

และสวี่ชิงคนนั้น ทำให้เขารู้สึกว่าเย็นชาอย่างยิ่ง แต่กลับแผ่ความน่าสะพรึงกลัวจับจิตออกมา

“นายท่าน นั่นคือ…”

บรรพจารย์สำนักวัชระจิตใจสั่นสะท้านไปเล็กน้อย

“นั่นคือร่างแยกเทพของข้า” สวี่ชิงเอ่ยอย่างสงบนิ่ง

ด้านหลิงเอ๋อร์ทางนั้น มีพวกท่านปู่รัฐทายาทอยู่ ความปลอดภัยในช่วง 30 ปีนี้สามารถรับประกันได้ สวี่ชิงไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก

แต่ทางด้านจื่อเสวียน เขาไม่อาจวางใจได้

ดังนั้น เขาจึงเลือกที่จะทิ้งร่างแยกเทพของตนเองไว้ที่นี่ ด้านหนึ่งเพื่อสัมผัสรับรู้อำนาจเทพเจ้า อีกด้านหนึ่งก็เพื่อคุ้มครองจื่อเสวียน

การเดินทางครั้งนี้ เดิมเขาก็ไม่ได้คิดจะนำร่างแยกเทพไปด้วยอยู่แล้ว

เพราะสถานที่ที่เขาจะไป ที่นั่น…อาจจะไม่ต้อนรับเทพเจ้า

เพียงแต่เนื่องจากร่างแยกเทพยังคงอยู่ในแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ ดังนั้นวิชาที่เกี่ยวกับอำนาจเทพเจ้า ร่างเซียนแท้จริงของสวี่ชิงจึงไม่สามารถใช้ได้

เช่นอำนาจเสียง เช่นมีดสลักที่แปลงมาจากอำนาจสิทธิ์ขาดแห่งชะตาชีวิต เช่นพิษต้องห้าม ล้วนสามารถแสดงออกได้ด้วยร่างแยกเทพเท่านั้น

“แต่ว่าด้วยพลังบำเพ็ญเซียนสูงสุดของข้าในตอนนี้ กำลังรบก็ไม่ได้ลดลง”

สวี่ชิงครุ่นคิด สัมผัสรับรู้ที่หน้าอกเล็กน้อย

ผลึกแก้วสีม่วง อยู่ตรงนั้น

หลังจากดึงร่างแยกเทพกลับมา เขาก็ได้ย้ายผลึกแก้วสีม่วงไปรวมไว้ในร่างเซียน

เมื่อทำสิ่งเหล่านี้เสร็จสิ้น สวี่ชิงก็มองตำหนักหงส์เพลิงเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นสูดหายใจเข้าลึก ภายใต้การน้อมส่งอย่างเสียงดังของบรรพจารย์สำนักวัชระ เขาก็เดินออกไป 1 ก้าว หายลับไปจากในถ้ำใต้ดิน

เมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง ก็อยู่ด้านนอกเจดีย์แสงดาวบนท้องฟ้าแล้ว เถาวัลย์เทพสั่นไหว หนูสีทองโผล่หัวออกมา สวี่ชิงยืนอยู่ตรงนั้น มองไปยังเขตปกครองผนึกสมุทร…

ไม่กี่อึดใจต่อมา ในดวงตาของเขาก็ฉายความเด็ดเดี่ยว ก้าวเข้าไปในเจดีย์แสงดาว

เจดีย์ส่งเสียงคำรามก้อง หายลับไปในชั่วพริบตา

แปรเปลี่ยนเป็นสายรุ้งยาว พาดผ่านฟากฟ้า พุ่งตรงไปยัง…มหาสมุทรนอก!

“ตอนนั้น ชายชราเผ่ามนุษย์ที่ปรากฏตัวที่มหาสมุทรนอก เขาเคยกล่าวว่ามหาสมุทรนอกนั้นมีอีกชื่อหนึ่งว่าห้วงสมุทรบรรพกาล”

“และห้วงสมุทรบรรพกาลนั้นประหลาดพิสดารนัก ขอเพียงเป็นสถานที่ที่มีมันอยู่ล้วนเป็นดินแดนยุทธศาสตร์ทั้งสิ้น อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่เจริญรุ่งเรือง เพราะห้วงสมุทรบรรพกาลสามารถเชื่อมต่อกับระบบดาวทั้งหมดในจักรวาลได้”

“ดังนั้นมหาสมุทรนอก แท้จริงแล้วก็คือเส้นทางที่เดินทางไปสู่ระบบดาวอื่น และห้วงสมุทรบรรพกาลระบบดาวที่ 9 ที่แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ตั้งอยู่แห่งนี้ พิเศษเป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้ถูกผนึกไว้ มีเพียงรอยแยกที่สามารถเข้าออกได้”

“และยังกล่าวอีกว่า จำเป็นต้องมีพลังบำเพ็ญระดับเซียนคิมหันต์ จึงจะสามารถเดินทางผ่านไปได้”

สวี่ชิงนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในเจดีย์สูง ขณะที่เจดีย์นี้พุ่งทะยานไปยังมหาสมุทรนอกอย่างเร็วรี่ เขาก็ยกมือขึ้นหยิบเกล็ดสีขาวแผ่นหนึ่งออกมา

เกล็ดนี้ ดุจดั่งป้ายอาญาสิทธิ์

นั่นคือในตอนที่เขาไปจากวังเซียนคิมหันต์ ใช้เรื่องการสละสิทธิ์ของตัวเองเป็นเงื่อนไข แลกมาซึ่งป้ายผ่านทางห้วงสมุทรบรรพกาลที่วังเซียนคิมหันต์เก็บรักษาไว้

ด้วยการเสริมพลังจากป้ายนี้ ก็จะทำให้เขาไม่จำเป็นต้องบรรลุถึงระดับเซียนคิมหันต์ ก็สามารถเดินทางไปยังระบบดาวอื่นๆ ได้

เพียงแต่ระดับความอันตรายจะสูงยิ่งขึ้น

และป้ายนี้ล้ำค่านัก วังเซียนคิมหันต์ก็มีเพียง 3 ป้ายเท่านั้น

จ้องมองป้ายอาญาสิทธิ์นี้ หลังจากนั้นครู่หนึ่งสวี่ชิงก็เงยหน้าขึ้น ในสมองมีถ้อยคำสุดท้ายที่ชายชราผู้นั้นกล่าวไว้เมื่อครั้งนั้นดังขึ้น

“ที่นั่น คือโลกที่เผ่ามนุษย์เป็นหลัก และยังเป็นโลกของเซียนด้วยเช่นกัน”

“ที่นั่น คือระบบดาวที่ 5 ชื่อว่า…เมืองเซียน”

สวี่ชิงสูดหายใจเข้าลึก เก็บป้ายอาญาสิทธิ์ลง หลับตานั่งบำเพ็ญ

เช่นนี้เอง เวลาไหลผ่านไป

2 ชั่วยามต่อมา ท่ามกลางเสียงพุ่งกรีดหวีดของเจดีย์แสงดาวบนท้องฟ้าเหนือมหาสมุทรต้องห้าม เขตแดนระหว่างมหาสมุทรนอกกับมหาสมุทรใน… ก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

และในตอนนี้เองนอกเจดีย์แสงดาวที่พุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงองค์นี้ จู่ๆ ก็มีเสียงหัวเราะเย้ายวนจนถึงขีดสุดดังขึ้น

“หนุ่มน้อย ปราณพลังหยางฟื้นกลับมาอีกแล้วหรือนี่”

(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!