บทที่ 1203 ถือว่าเป็นมนุษย์ยิ่งกว่าคนมากมายนัก
ป้ายหินพวกนั้นแค่สั่นสะเทือน
ระบบดาวนับร้อย แต่กลับไร้แสงเจิดจรัส
คล้ายว่าบนวงแหวนที่ 5 คำพูดสวี่ชิงยังไม่ถึงขั้นแจ่มแจ้ง
ขณะเดียวกันเมื่อป้ายหินสะเทือน มีจิตเทพหลายสายแผ่ออกมาจากป้ายหินระบบดาวมากมาย เสียงลึกลับดังก้อง
“เหลวไหล!”
“เทพก็คือเทพ!”
“เป็นคนได้อย่างไร!”
“ไม่ว่าเทพโดยกำเนิด หรือเป็นเพียงเทพมนุษย์ เมื่อเลือกก้าวสู่หนทางบำเพ็ญเทพแล้วย่อมเสียความเป็นคน!”
“สิ่งที่เจ้าเห็นและรับรู้ เป็นเพียงเทพระหว่างขั้นตอนฝึกบำเพ็ญ จำแลงเป็นคนเพื่อหนทางข้างหน้าที่ดีกว่าเท่านั้น!”
“เจ้าไม่ใช่คนแรกที่ถูกเทพหลอก ทั้งไม่ใช่คนสุดท้าย”
“คนรุ่นหลัง ขอเตือนเจ้าสักประโยค…อย่าถูกพวกมันหลอก!”
“ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ผู้เป็นสหายกับเทพเจ้า สุดท้ายล้วนนึกเสียใจถึงขีดสุด!”
“ตอนนี้เจ้าจงถอนคำพูด ข้าจะมอบของสำคัญให้เจ้า!”
จิตเทพมากมายกลายเป็นเสียงสะท้อนก้องแดนดาราแห่งนี้ กระเทือนจิตวิญญาณสวี่ชิง ทั้งแล่นผ่านสมองของเขา
สวี่ชิงเงียบไป
นัยน์ตาฉายแววหวนความหลัง
เขากำลังครุ่นคิด เขากำลังวิเคราะห์
เหล่าเซียนฝังร่างที่นี่ ความจริงไม่ใช่วิญญาณ สิ่งที่แผ่ออกมาไม่อาจเรียกว่าเป็นจิตเทพ
นั่นคือความยึดมั่นของเซียนที่ตายกลางสนามรบ
ทั้งชีวิตพวกเขาต่อสู้กับเหล่าเทพ ตั้งแต่เกิดจนตาย จุดยืนของพวกเขาไม่เคยคลาดเคลื่อน ดังนั้นสำหรับพวกเขาแล้ว เทพเจ้า…มีมาตรฐานเดียวกัน!
สวี่ชิงเคยมีความคิดเหมือนพวกเขา
กระทั่งเขาเป็นพยานการเปลี่ยนวิถีสำเร็จเทพของจักรพรรดินี
ทำให้เปลี่ยนโลกทัศน์ของเขา!
ดังนั้นสวี่ชิงเลยกล่าวราบเรียบ “ผู้อาวุโสทุกท่าน ที่บ้านเกิดข้ามีแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่ มีเทพอาละวาด ญาติพี่น้องข้า วัยเด็กของข้า ทั้งหมดโดนไอพลังประหลาดของเทพเจ้าทรมาน… แต่แดนศักดิ์สิทธิ์ไร้เมตตา หนีจากแดนต้องประสงค์ ละทิ้งเผ่ามนุษย์”
“พวกเขาสูงส่งเหนือผู้อื่น พวกเขาเพิกเฉยต่อความเป็นตายของเผ่ามนุษย์ คิดบีบคั้นอยู่เบื้องหลัง ควบคุมคลื่นลม”
“เผ่ามนุษย์อ่อนกำลังลงทีละน้อย จักรพรรดิมนุษย์หลายคนทุ่มเทแรงกายแรงใจ ทั้งมีมหาจักรพรรดิถือครองกระบี่ อาศัยอานุภาพยิ่งใหญ่ดั่งขุนเขาธารา ฝืนยืนหยัดคุ้มกัน”
“แต่เผ่ามนุษย์ยังยากเด่นผงาด”
“เผ่ามนุษย์นับไม่ถ้วน…ตกเป็นอาหารของต่างเผ่า น่าอนาถถึงขีดสุด ทุกเหตุการณ์ข้าล้วนเคยเห็น โหดร้ายยิ่งกว่าการแลกลูกเพื่ออาหาร”
“ทั้งเผ่าพังทลายท่ามกลางความมืดมิดช้าๆ ไม่มีความเป็นเผ่าพันธุ์ ทยอยถดถอยอย่างสมบูรณ์”
“เวลานี้มีคนผู้หนึ่ง ก้าวออกมาท่ามกลางมหันตภัยและความแหลกสลาย”
“นางคือจักรพรรดิเผ่ามนุษย์จากบ้านเกิดข้า!”
“ทว่าความปรารถนาที่นางวาดหวังถูกตัดขาด หนทางของนางไม่อาจก้าวต่อ สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามีเพียง 2 ตัวเลือก”
“ไม่เผ่าพันธุ์สูญสิ้นนางก็ต้องเป็นเทพ!”
“สุดท้ายนางเลือกสำเร็จเทพ!”
“ความทรยศสำนักออกจากวิถี ตราบาปจากการขัดคำสอนบรรพชน นางแบกรับด้วยตัวเอง!”
“นางกล่าวว่าแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่สนเผ่ามนุษย์ แต่นางสน นางจะสืบต่อเผ่ามนุษย์แห่งแดนต้องประสงค์ด้วยพลังตัวเอง!”
“นางกล่าวว่าฟ้าดินเป็นสุขเพราะเผ่ามนุษย์ ไม่มาอวยพร นางอวยพรเอง นางจะทุ่มเทกายตน สร้างสันติแก่เผ่ามนุษย์แห่งแดนต้องประสงค์!”
“นางกล่าวว่าภายหน้าไม่หวังให้ตนเป็นอมตะ ขอเพียงเผ่ามนุษย์เจริญรุ่งเรืองชั่วกาล สร้างเผ่าพันธุ์แดนต้องประสงค์จนเจิดจรัสขึ้นใหม่!”
“นางกล่าวว่าไม่อยากสำเร็จเทพ นางต้องการพาจักรพรรดิมนุษย์ผู้ล่วงลับสำเร็จเทพพร้อมกัน”
“นางกล่าวว่าต่อจากนี้จักรพรรดิมนุษย์ทั้ง 5 จะเป็นเทพอสุภ แม้ว่าขาดสติปัญญาแต่มีอานุภาพเทพ มีความคิดเหมือนเผ่ามนุษย์ ยึดตามการเหนี่ยวนำของชะตาเผ่ามนุษย์ คุ้มครองรากฐานเผ่ามนุษย์ ทำให้ต่างเผ่าหวั่นเกรง”
“นางกล่าวว่านางคือเทพมนุษย์ คุ้มครองเผ่ามนุษย์ให้สุขสงบนิรันดร์!”
“สุดท้ายนางกล่าวว่าการกระทำที่เกิดจากนาง ผลกรรมทุกอย่าง เคราะห์กรรมนิรันดร์ซึ่งชักนำมา นาง…ขอแบกรับเพียงผู้เดียว!”
เสียงสวี่ชิงดังก้องแดนดาราแห่งนี้
ทุกประโยคแฝงความหวนรำลึก ทุกคำสื่อถึงความรู้สึกของเขา
เขาใช้คำพูดเหล่านี้ ใช้เสียงเขา อธิบายภาพจักรพรรดินีสำเร็จเทพที่ตัวเองเป็นประจักษ์พยานแก่เหล่าวิญญาณวีรชน
สุดท้ายสวี่ชิงเงยหน้าขึ้น มองป้ายหินมากมายเหล่านั้น
ก่อนกล่าวเสียงขรึม
“เทพเช่นนี้ จากมุมมองข้า ถือว่าเป็นมนุษย์ยิ่งกว่าคนมากมายนัก!”
“ข้าทราบดี ใช่ว่าเทพทั้งหมดจะเป็นเช่นนี้”
“แต่คนเรายังแบ่งแยกดีชั่ว”
“ในเหล่าเทพก็เช่นกัน ไม่ว่าเท่าไหร่ แต่สุดท้ายยังมีอยู่”
“ดังนั้นผู้น้อยไม่เปลี่ยนความคิด!”
สวี่ชิงก้มหน้า ค้อมตัวคารวะ!
หลังจากคารวะครั้งนี้ ระบบดาวทั่วแดนดาราเย็นเยียบ ป้ายหินทั้งหมดไม่สั่นคลอนอีก อักษรบนนั้นซ่อนเร้น
วัตถุต่างหน้าหรือมรดกใด…
ทุกอย่างล้วนไม่ลอยออกมาแม้แต่น้อย!
คำพูดสวี่ชิง พวกเขา…ไม่ยอมรับ ทั้งไม่สื่อความคิดอีก
เนิ่นนานกว่าสวี่ชิงจะหันหลังกลับเงียบๆ
ครั้งนี้คว้าน้ำเหลว แต่สวี่ชิงไม่ยึดติดกับผลลัพธ์
ชีวิตคนเราต้องก้าวเดินด้วยตัวเอง ทิวทัศน์ต้องมองด้วยตัวเอง มุ่งหน้าอย่างต่อเนื่อง ทอดมองทัศนียภาพทั้งหมด แนวคิดถึงจะหล่อหลอมออกมาช้าๆ
มุมมองที่มีต่อชีวิต ความเข้าใจที่มีต่อโลก ความรู้สึกที่มีต่อสรรพสิ่ง
สุดท้ายเมื่อรวมตัวกันจะเกิดเป็นความคิดเฉพาะตัว
นี่แหละคือมนุษย์
ต่อจากนี้เมื่อเจอเทพเจ้า สวี่ชิงยังสังหาร ช่วงชิง เลือดเย็นดังเดิม
แต่เทพบางส่วนเหมือนจักรพรรดินี เขาจะต่อสู้!
ด้วยในใจเขาจักรพรรดินีไม่ใช่เทพ
นางเป็นคน
ถือว่าเป็นมนุษย์ยิ่งกว่าคนมากมายนัก
ด้วยมีความคิดเช่นนี้ ในใจไม่นึกเสียดาย สวี่ชิงก้าวเดินไปทางประตูมหึมาอย่างนิ่งสงบ
เขาเตรียมจากไป หวนคืนตะวันมืด รอการนำทาง
แต่เมื่อเขาเข้าใกล้ประตูมหึมา ยามกำลังก้าวออกไป ทันใดนั้น…ประตูยักษ์เกิดเสียงกัมปนาท สั่นคลอนอย่างรุนแรง
ไอสังหารเยียบเย็นแผ่ออกมาจากประตู
สวี่ชิงชะงักเท้า เมื่อมองไป นัยน์ตาเขาพลันหดรัด
ตรงประตูมหึมามีคนมา!
ผู้มาเยือนไม่ใช่คนเดียว แต่ว่านับร้อย!
พวกเขาแต่ละคนสวมเกราะเป็นเอกลักษณ์ ทั้งตัวเปื้อนเลือด มีทั้งของเทพเจ้ากับตัวเอง
เห็นถึงความอ่อนเพลียที่ซ่อนอยู่ แต่ส่วนลึกกลับเป็นความเศร้าโศก
พวกเขาเดินมาเงียบๆ
ตรงกลางขบวนคุ้มกัน ผู้บำเพ็ญสิบกว่าคนกำลังแบก…โลงศพมหึมา
โลงศพนั้นคลุมด้วยธงวงแหวนที่ 5
เมื่อสวี่ชิงเห็นสิ่งเหล่านี้ เขาหลีกทางให้ ยืนด้านข้างเงียบๆ
ผู้บำเพ็ญกลุ่มนี้กลับไม่สนใจสวี่ชิง พวกเขาเคลื่อนขบวนอย่างโศกเศร้า กระทั่งจากไปไกล
ถ้ามองจากเงาหลัง สวี่ชิงสัมผัสได้ชัดเจน ท่ามกลางความโศกเศร้า คนกลุ่มนี้ยังแผ่จิตสังหารตามสัญชาตญาณ
นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากการต่อสู้ระหว่างผู้บำเพ็ญ ความเยียบเย็นเช่นนี้ สวี่ชิงคุ้นเคยดี
นั่นคือความน่าเกรงขามทางทหาร หลังจากเปื้อนกลิ่นอายบนสมรภูมิ!
พวกเขามาจากสนามรบ!
สิ่งที่อยู่ข้างในโลงศพนั่น…สวี่ชิงทราบคำตอบ
ในนั้นย่อมเป็นโครงกระดูกเซียน
มีเซียนตายบนสนามรบ ย่อมต้องฝังศพยกย่องความกล้าหาญ!
สวี่ชิงเคร่งขรึม
มองคนพวกนั้นจากไปไกล เห็นพวกเขาหยุดกลางความว่างเปล่า คุกเข่าส่งศพ ขับลำนำเก่าแก่อย่างโศกเศร้า
ลำนำนั้นราวเรียกวิญญาณ คล้ายสรรเสริญยกย่อง
ยามขับลำนำ ดาวกลางอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกรวดทรายดินเลนถมทับโลง
ฝังกลบทีละน้อย
สุดท้ายเนินดารากลายเป็นระบบดาว ปรากฏเป็นป้ายหิน
ผู้บำเพ็ญเหล่านั้นลุกขึ้นช้าๆ ผู้บำเพ็ญข้างหน้าเงื้อมือตวาดก้องพร้อมกัน
“จอมเซียน โปรดจากไปอย่างสงบ!”
เสียงดังกึกก้อง ท่ามกลางการอำลาเจือความฮึกเหิม…
เนิ่นนานกว่ากองทัพผู้บำเพ็ญจะหันหลังจากไปเงียบๆ
สวี่ชิงมองทุกอย่างนี้ ไม่หวนกลับทันที แต่เดินมาตรงดาราจักรซึ่งฝังร่างเซียนวีรชนนั่น ค้อมตัวคารวะ มองป้ายหิน
‘ชีวิตคนประหนึ่งภาพฝัน กาลเวลาเหมือนลำนำ ทะเลดวงดาวกว้างใหญ่ สุดท้ายย่อมจรจาก’
‘ข้าจอมเซียนหลิงเคอ ปลิดวิญญาณเทพแท้ ดื่มเลือดเทพแท้จริง ทิ้งรอยประทับ ยึดครองตำแหน่ง ดูว่าอนาคต…เมื่อเขากลับมาจะเป็นตัวเขาหรือข้า!’
‘ถ้าเป็นเขา โครงกระดูกข้าจะเหลือบแสงทอง คนรุ่นหลังเห็นแล้วจงกำจัด สังหารเทพแท้นั่น ถ้าเป็นข้า…แสงเงินจะเจิดจรัส ข้าจะสังหารเทพอีกครั้ง!’
คนผู้นี้ต่างจากที่สวี่ชิงเคยเห็นมาก
เขาเหมือนคิดอาศัยกฎเกณฑ์อมตะของเทพแท้ ยอมตายตกพร้อมกัน!
นัยน์ตาสวี่ชิงฉายแววอัศจรรย์ กำลังคิดอ่านอย่างละเอียด เสียงทอดถอนใจดังก้องด้านหลังเขา
สวี่ชิงได้ยินแล้วหันกลับไป เห็นชายชราสันหลังโก่งงอเดินมากลางฟ้าดารา
เป็นคนเฝ้าสุสานบนแท่นบูชานอกประตูมหึมานั่นเอง
เขาเดินมาทีละก้าว ยืนหน้าป้ายหิน
“สงครามเข้าสู่ช่วงต่อไปแล้ว”
“วิญญาณวีรชนที่นี่ย่อมมากขึ้น ข้าเคยได้ยินชื่อคนผู้นี้ สิ่งที่เขาตามหาตลอดชีวิต นั่นคือหลักการอมตะของเทพแท้”
ชายชราทอดถอนใจ
สวี่ชิงถอยหลัง 2-3 ก้าว เมื่อได้ยินคำนี้ เขาครุ่นคิดก่อนค้อมตัวเอ่ยถาม “ผู้อาวุโส สงครามนี้คือ?”
ชายชราหันมามองสวี่ชิง นัยน์ตาแฝงนัยล้ำลึก
“ลมฝนบนโลก กระทบสรรพชีวิต เดิมย่อมเท่าเทียม หากมีฝ่ายหนึ่งสัมผัสไม่ได้ นั่นบ่งบอกว่ามีคนบดบังลมฝนที่เดิมควรเป็นของพวกเจ้าไว้”
“ผู้นำเซียนจั้นหลูคือคนนั้น เขานั่งบัญชาตรงชายแดน ต้านผู้บุกรุกจากวงแหวนที่ 4 นั่นคือสงครามวงแหวน นั่นคือการต่อสู้ของเทพเซียน”
เมื่อกล่าวจบ ชายชราถอนสายตากลับ ทอดมองไปไกล
จากนั้นค่อยเอื้อมมือหยิบกระดิ่งสัมฤทธิ์ปราศจากลูกตุ้มออกมา
กระดิ่งนั้นเหมือนธรรมดา แต่เมื่อปรากฏกลับเกิดคลื่นฟ้าดารา มีแสงอัศจรรย์เวียนวนรางๆ
“เมื่อก่อนสหายสนิทคนหนึ่งของข้า กรำศึกจนตายด้วยเงื้อมมือผู้นำเทพแห่งวงแหวนที่ 4 ร่างกายดับสลาย สมบัติชิ้นนี้ของเขาหลอมละลาย แต่กลับไม่หายไป กลายสภาพเป็นเช่นนี้”
“ในนั้นแฝงอานุภาพผู้นำเทพ”
“ให้ข้าตามหาผู้มีวาสนาเพื่อส่งมอบแทนเขา”
นัยน์ตาสวี่ชิงหดรัด จ้องมองชายชรา
ชายชราสะบัดมือ กระดิ่งลอยอยู่ด้านข้าง จากนั้นค่อยหันหลังเดินจากไปไกล
แต่มีเสียงดังก้องฟ้าดารา
“คำพูดเหล่านั้นของเจ้า ข้าได้ยินแล้ว”
“จักรพรรดินีเผ่ามนุษย์คนนั้น ข้าชื่นชม”
“โลกนี้ซับซ้อนเหมือนมนุษย์ ดังนั้นอย่าสนใจว่าคนอื่นคิดอย่างไร”
“ข้าเชื่อว่าหากเหล่าสหายเก่าของข้ายังอยู่ ด้วยความคิดพวกเขาย่อมเข้าใจได้”
“ทว่าตอนนี้พวกเขาเหลือเพียงความยึดมั่น ตัดขาดจากเหล่าเทพ”
“เจ้ายอดเยี่ยมนัก ไม่ควรคว้าน้ำเหลว”
“สิ่งนี้มอบให้เจ้า”
ชายชราเดินจากไปไกล ไม่เห็นเงาร่างทีละน้อย มีเพียงประโยคสุดท้ายดังมารางๆ
“เทพเช่นนั้น ข้าเคยพบเจอ…ถือว่าเป็นมนุษย์ยิ่งกว่าคนมากมายนัก”
(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)



