บทที่ 1221 ผนึกนภา
ทั่วนภา
มีเสียงชื่นชมว่า ‘ยอดเยี่ยม!’
มีสายตาลึกล้ำยากหยั่งถึง ทั้งเจือแววประหลาด
มีเจตจำนงสูงส่งเหนือผู้อื่น แต่ยังเรียบเฉย
ทั้งมีจิตน่าเกรงขาม จ้องมองอย่างนิ่งสงบ สุดท้ายค่อยเผยความลับที่มีเพียงเขารับรู้
“พลิกหน้าประวัติศาสตร์แห่งนภาสูงสุด เปิดศักราชใหม่ของคนรุ่นหลัง”
“จี๋กวง เจ้าพรสวรรค์โดดเด่น ยอมละทิ้งสิ่งที่มี ส่วนบุตรชายเจ้าใจกว้างเหนือใคร ยอมละทิ้งทุกอย่าง…พ่อลูกล้วนเป็นเช่นนี้ ข้า…สู้เจ้าไม่ได้จริงๆ”
…
เจตจำนงแห่งสวรรค์ คนนอกไม่รับรู้ แต่นภาครามตอนนี้ เมื่อวังเซียนแสงเหนือเป็นฐานเซียน หลอมรวมกับตัวอ่อนเซียนของสวี่ชิง กลิ่นอายสวี่ชิงพลันสะท้านฟ้า
แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งกลายเป็นความสง่างาม ฝากร่องรอยทั่วนภานอกพิภพ
จากนั้นยามทุกคนที่นี่ตะลึงในใจ อานุภาพกดดันบอกไม่ถูกแผ่ออกมาจากตัวเขาตามธรรมชาติ ทำให้เมื่อเห็นเขาแล้วในใจรู้สึกอยากก้มกราบตามสัญชาตญาณ
นั่นคือความรู้สึกเดียวกับเทพเจ้า นั่นคือสิ่งบ่งบอกหลังจากแก่นตั้งต้นเข้มข้นถึงขีดสุด นั่นคือความน่าเกรงขามของเจ้านภานอกพิภพ
ภายใต้ความน่าเกรงขามนี้ ซิงหวนจื่อยังก้มศีรษะตามสัญชาตญาณ
เขาที่มีมรดกอริยะเซียนที่ 4 ถือว่ามีกฎกรรมกับนภานอกแสงเหนือ ทั้งผลกรรมยังสืบเนื่องถึงปัจจุบัน รวมตัวมาที่สวี่ชิง
ร่างอรชรของหย่วนซานซู่สั่นเทิ้ม นางคิดข่มกลั้น แต่กลับทำไม่ได้
ทุกเหตุการณ์จากภาพสะท้อนผุดขึ้นในหัวนาง ในความรางเลือนสายตานางเหมือนเห็นสวี่ชิงเป็นคนผู้นั้นอีกครั้ง…นายน้อยจี๋กวง
หลี่เมิ่งถู่ก็สีหน้าเลื่อนลอย เขานึกถึงบทบาทของตนในวังเซียนแสงเหนือภาพสะท้อน
พวกเขาล้วนเป็นเช่นนี้ ไม่ต้องพูดถึงผู้ท่องเหินคนอื่น ตอนนี้ทั้งหมดอยู่ท่ามกลางคลื่นสะเทือน
ในใจโจวเจิ้งลี่ยิ่งเหมือนพายุกระหน่ำ
นัยน์ตาเขาฉายแววอัศจรรย์ ในมือมีแผ่นเหล็กหนึ่งปรากฏ ก่อนบีบเข้าเต็มแรง ทำให้แผ่นเหล็กนั้นแทงทะลวงฝ่ามือ ยามเลือดแดงสดอาบทั่ว เขายังกัดปลายลิ้นด้วย
โลหิตล้นหลั่ง ไหลย้อนเข้านัยน์ตา หยาดย้อมเป็นสีแดง
ไม่เพียงเท่านั้น บัญญัติในกายยังระเบิดพลังออกมายามนี้
เชื่อมต่อเลือดตรงปลายลิ้นกับฝ่ามือ ฝ่ายแรกมุ่งสู่นัยน์ตา ฝ่ายหลังส่งเข้าแผ่นเหล็ก โคจรวิชาลับขั้นสุดท้ายของเขา
อาศัยวิชาลับนี้เพื่อมองสวี่ชิงอีกครั้ง!
สิ่งที่เขาคิดและกล่าวก่อนหน้านี้ล้วนเป็นจริง
เขาอยากคอยช่วยสวี่ชิง ทั้งกำลังเดิมพัน รวมถึงทราบความลับบางอย่าง
ขณะเดียวกันเขาอยากคอยติดตาม หวังได้รับประโยชน์ครั้งใหญ่ในอนาคต
แต่เมื่อความคิดเหล่านี้เป็นจริง เขายังมีเป้าหมายอีกอย่าง
นั่นก็คือเขาต้องการมองสวี่ชิงอย่างชัดเจน!
เขาต้องการเห็นสวี่ชิงในการคาดการณ์ล่วงหน้า
ต่อให้เป็นนามธรรม
ต่อให้เลือนราง
ต่อให้เป็นเพียงเล็กน้อย…
เขาก็อยากหาวิธี ทุ่มเททุกอย่างเพื่อได้เห็น!
นี่คือมรรคาของเขา
หลังจากเขาเห็นสวี่ชิงแล้ว มีภาพทำนายหนึ่งยิ่งฝังแน่นในสมองเขา สุดท้ายค่อยกลายเป็นความยึดมั่น
‘มองเห็น แจ้งมรรค’
‘บัญญัติข้าทะลวงระดับได้ พลังบำเพ็ญข้าเลื่อนขั้นได้!’
ทว่าโจวเจิ้งลี่ทราบดี โดยปกติแล้วการทำนายของตนทำไม่ได้ถึงขั้นนี้ ดังนั้นเขาเลยเฝ้ารอ
กระทั่งตอนนี้เมื่อสวี่ชิงทะลวงระดับ พายุกระหน่ำ ฟ้าดินกึกก้อง ห้วงดาราสั่นสะเทือน นภาครามเจิดจรัส!
เมื่อเจ้าเหนือหัวเลื่อนขั้นเป็นกึ่งเซียน ย่อมคล้ายประตูปิดสนิทเปิดออกฉับพลัน
แม้ว่าแค่เปิดแง้ม แต่มองผ่านรอยแยกจากนอกประตูก็เพียงพอ!
ดังนั้นโจวเจิ้งลี่จึงฉวยโอกาสนี้ ยามประตูเปิดแง้มชั่วพริบตา เขา…มองเห็นแล้ว!
ยามมองเห็น โจวเจิ้งลี่ตัวสั่นสะท้าน ในหัวมีเสียงเหนือกว่าอัสนีบาตดังกระหึ่ม
นัยน์ตา รูจมูก มุมปาก หู…ตอนนี้เลือดแดงสดกำลังไหลออก 7 ทวาร
แต่เขากำลังหัวเราะ
หัวเราะอย่างตื่นเต้น
ขณะตื่นเต้นยังหวาดกลัวถึงขีดสุด
‘วงแหวนแปลกตา…เสี้ยวหน้าชวนประหวั่นยากอธิบาย…บนเสี้ยวหน้ามีบัลลังก์หนึ่ง…’
‘ทั้งคนบนบัลลังก์นั้น…’
‘เขากำลังมองข้า เขาคือ…’
โจวเจิ้งลี่ตัวสั่นสะท้าน กลิ่นอายพลันปะทุ บัญญัติเขาเลื่อนขั้นฉับพลันเพราะการมองเห็นนี้
พลังบำเพ็ญของเขา เดิมห่างจากกึ่งเซียนเพียงเสี้ยวเดียว
สิ่งที่ขาดไม่ใช่แก่นตั้งต้น แต่เป็นบัญญัติของเขา
ดังนั้นเมื่อบัญญัติเลื่อนขั้นชั่วพริบตา ตัวอ่อนเซียนของเขาเลยพัฒนาทันที
เขาถึงกับเลื่อนขั้นเป็นกึ่งเซียนที่นี่
ทั้งมีหมอกหนาแน่นปกคลุมตัวเขาอย่างรวดเร็ว นี่คือสิ่งที่วิวัฒน์มาจากบัญญัติ คล้ายความลับซึ่งแฝงซ่อนในมรรคา การเลื่อนขั้นของเขา…คนนอกยากสังเกตเห็น
หลังจากผู้ท่องเหินรอบตัวเขาเห็นภาพนี้ ในใจทยอยเกิดคลื่นสะเทือนอีกครั้ง
ส่วนสวี่ชิงไม่สนใจเรื่องนี้นัก
เขาลืมตาขึ้น
นัยน์ตาเผยธารดารา แฝงซ่อนจักรวาล
คิ้วมีห้วงดารา กว้างใหญ่ถึงขีดสุด
ตอนนี้ทั่วนภานอกพิภพกำลังสั่นสะเทือน
เผ่าพันธุ์นับไม่ถ้วนทำตามความเข้าใจในจิตสำนึก คุกเข่ากราบตามสัญชาตญาณจากดินแดนของตน
ทั้งหมดตัวสั่นเทา
เนื่องจาก…มีดวงตาคู่หนึ่งขยับตามนัยน์ตาสวี่ชิง ปรากฏบนนภานอกพิภพ เหนือศีรษะสรรพชีวิตและสรรพสิ่ง
ก้มมองนภาคราม!
นั่นคือดวงตาของสวี่ชิง
อาศัยอำนาจวังเซียนในกาย จ้องมองสรรพสิ่ง
นัยน์ตานี้รู้ทุกอย่าง
ตอนนี้สวี่ชิงเห็นร่องรอยนับไม่ถ้วน
ในร่องรอยเหล่านี้แฝงจักรวาลทั่วนภานอกพิภพ เผ่าพันธุ์ทั้งหมด รวมถึงคุกเทพเจ้า ทั้งมีทรัพยากรที่เดิมเป็นของนภานอกพิภพแห่งนี้ด้วย
สักพักสวี่ชิงค่อยทอดถอนใจ
เก็บสายตากลับ
เนื่องจากนภานอกแสงเหนือไม่มีเจ้าของหลายปี ดังนั้นแต่ละเผ่าจึงตกสู่ความอลหม่านและสับสน ผู้อ่อนแอถูกกำจัด ผู้แข็งแกร่งมีผลกรรมกับนภานอกพิภพอื่นอยู่เบื้องหลัง
คุกเทพเจ้า…มีการยักยอกทุกที่ โดยทั่วไปแล้ว…ไม่มากนัก
ถึงอย่างไรทรัพยากรแก่นตั้งต้นเช่นนี้มักถูกช่วงชิงก่อน
ใช่ว่ายักยอก แต่ถูกนภานอกพิภพอื่นแบ่งไป
จักรวาลนภาปั่นป่วนเป็นเพียงภาพย่อส่วนทั่วนภานอกพิภพเท่านั้น
‘คาดว่าคุกเทพแท้แห่งจักรวาลนภาปั่นป่วน เซียนชั้นล่างนั่นคงมีเหตุผลส่วนตัว ไม่อยากจ่ายค่าตอบแทนจำนวนมากเพื่อชิงไป ดังนั้นเลยเหลือไว้’
สวี่ชิงเงียบไป
เขารู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้…ใช่ว่านำกลับมาไม่ได้
แต่ต้องยืมศักยภาพของตน ขณะเดียวกันยังต้องใช้เวลามากเพื่อจัดการ
สำหรับสวี่ชิงตอนนี้ ไม่มีทั้ง 2 อย่าง
ดังนั้นหลังจากเงียบไป นัยน์ตาเขาฉายแววล้ำลึก
เอ่ยกล่าวราบเรียบ ดังก้องนภาคราม!
“อีกครึ่งชั่วยาม นภาจะปิดกั้น ระหว่างนี้ถ้าเผ่าไหนคิดจากไป ข้าคนแซ่สวี่ไม่รั้งไว้!”
“ทว่าไปได้เพียงเผ่าพันธุ์ ทรัพยากรของนภานี้ ห้ามนำไปด้วย!”
ถ้าเผ่าพันธุ์ซึ่งมีนภานอกพิภพอื่นหนุนหลังอยู่ที่นี่ สำหรับสวี่ชิงแล้วไม่มีความหมายมากนัก ทุกอย่างที่ผ่านพ้นย่อมมีเรื่องราว ไม่เกี่ยวกับสวี่ชิง
สิ่งที่เขาต้องการ ไม่ใช่นภานอกพิภพปั่นป่วน
ดังนั้นต่อให้เผ่าพันธุ์เหล่านั้นจากไป ทำให้พลังชีวิตของนภานอกพิภพแทบว่างเปล่า
แต่…นี่ถือเป็นการชะล้างเช่นกัน
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เทียบกับการรั้งเผ่าพันธุ์เหล่านั้นไว้ มิสู้เปิดประตูให้พวกเขาออกไปดีกว่า
เสียงสวี่ชิงดังก้อง ทั่วนภานอกพิภพเกิดคลื่นสะเทือนทันที ใช้สิทธิ์เลือกจากไป
ไม่นานหลายเผ่าพันธุ์ติดต่อขุมอำนาจเบื้องหลังทันที เริ่มทำการอพยพ
เวลาล่วงเลยไปทีละน้อยเช่นนี้
ครึ่งชั่วยาม แม้ว่าสำหรับแต่ละเผ่าแล้วรีบเร่งอยู่บ้าง แต่ภายในเวลาจำกัด พวกเขายังเคลื่อนพลเต็มกำลัง
เวลาที่กำหนดมาถึงแล้ว
วังเซียนในตัวสวี่ชิงสั่นสะเทือน
เสียงเขาดังกึกก้อง “ผนึกนภา”
ครู่ต่อมาบนนภาเกิดแสงเรืองรอง แผ่ขยายทั่วจักรวาลโดยมีสวี่ชิงเป็นศูนย์กลาง ด้วยความเร็วเหนือความเข้าใจ
กระทั่งปกคลุมทั่วนภานอกพิภพ ระงับสิทธิ์การจากไป ปิดผนึกฟ้าดารา
ทำให้นภานอกพิภพนี้ หากไม่มีอำนาจจากสวี่ชิง คนนอกห้ามเข้าออก!
หลังจากทำเรื่องพวกนี้เสร็จ หมอกหนารอบตัวโจวเจิ้งลี่ซ่านสลายช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างของเขา เมื่อก้าวออกมายืนกลางฟ้าดารา เขาไม่ใช่เจ้าเหนือหัวแล้ว
ระดับของเขาคือกึ่งเซียน
ใบหน้าเขาเหมือนเดิม ยิ้มอย่างอ่อนน้อม คารวะสวี่ชิงอย่างซาบซึ้ง “ขอแสดงความยินดีกับเจ้านภาคราม!”
คนอื่นไม่ว่าเป็นฝ่ายไหน เบื้องหลังเป็นอย่างไร ตอนนี้ล้วนค้อมตัวเช่นกัน
นี่คือความเคารพต่อนภานอกพิภพ ทั้งเป็นการยอมรับ
สวี่ชิงจ้องมองโจวเจิ้งลี่
สักพักค่อยกล่าวราบเรียบ “พวกเราควรจากไปได้แล้ว”
แม้ว่าวังเซียนเป็นฐาน ทั้งมีนภานอกพิภพเช่นนี้ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงรากฐานของสวี่ชิง หน้าที่เขายังคงเป็นผู้รวบรวมทรัพยากร
เมื่อกล่าวจบ สวี่ชิงยกมือเหวี่ยงไปทางฟ้าดารา
ฟ้าดาราสั่นสะเทือน ก่อตัวเป็นเส้นทางจากไป
สวี่ชิงเยื้องย่าง ก้าวไปบนทางนี้ คนอื่นข่มความรู้สึกทยอยเดินไป
โจวเจิ้งลี่ก็เช่นกัน ทว่ายามเดินตามหลังสวี่ชิง เขาเห็นเงาหลังสวี่ชิงที่อยู่เบื้องหน้า คลื่นลมในใจยังโหมกระหน่ำ
นึกถึงสิ่งที่ตัวเองเห็นก่อนหน้านี้อย่างอดไม่ได้
‘ผู้นั่งบนบัลลังก์นั้นแล้วก้มมองข้า…คือเขา!’
โจวเจิ้งลี่ก้มหน้า เร่งฝีเท้า ก้าวเดินอย่างแน่วแน่
…
พวกเขาเดินบนทางฟ้าดาราไปเช่นนี้ ด้วยความช่วยเหลือของเส้นทางนี้ ทุกก้าวของพวกเขาล้วนข้ามจักรวาลมากมาย สุดท้ายก็ถึงปลายทางนภานอกพิภพ ก่อนเยื้องย่างออกไป
เมื่อก้าวออกมา ฟ้าดาราซึ่งไม่คุ้นเคยสะท้อนเข้าสู่สายตาเขา
ที่นี่คือเขตแดนระหว่างนภานอกพิภพ ทั้งถูกเรียกว่าเขตแดนนภาว่างเปล่า
โดยทั่วไปเขตแดนเช่นนี้ ส่วนใหญ่จะแร้นแค้นและรกร้าง แต่ที่นี่อาจเป็นเพราะนภานอกแสงเหนือเคยไม่มีเจ้าของ ทำให้ขุมอำนาจของนภาใกล้เคียงแผ่ขยาย
ดังนั้นจึงเจริญรุ่งเรืองระดับหนึ่ง เห็นได้ว่าระบบดาวในนั้นมีสิ่งมีชีวิตและอารยธรรม
ไม่เพียงเท่านี้ ถึงขั้นว่าสาหร่ายทะเลยังมีจิตเทพ
‘ในนั้นมีคุกเทพเจ้าแห่งหนึ่ง ทั้งมีแก่นตั้งต้นเข้มข้นด้วย!’
เมื่อส่งจิตเทพออกมา สวี่ชิงหันมองพวกซิงหวนจื่อที่อยู่ด้านหลังเขา ทั้งหมดจ้องมองมา นัยน์ตาแต่ละคนฉายแววประหลาด
พวกเขายังกินไม่อิ่ม
สำหรับการเดินทางครั้งนี้เหมือนยังไม่หายอยาก
ดังนั้นหลังจากรู้ว่าที่นี่มีคุกเทพเจ้า นัยน์ตาพวกเขาฉายแวววาบ จากนั้นมีบางคนมองสวี่ชิง
ที่นี่ไม่ใช่เขตรวบรวมทรัพยากรตามภารกิจของพวกเขา
สวี่ชิงขบคิด
ซิงหวนจื่อพลันเอ่ยปาก “ที่นี่มีแก่นตั้งต้นไม่น้อย คาดว่ามีน้ำแข็ง 9 สี”
ทุกคนได้ยินดังนี้แล้วยิ่งใจเต้น
สวี่ชิงครุ่นคิด ก่อนกล่าวราบเรียบ “ใช้เหตุผลนี้หลายครั้ง ไม่เหมาะ”
ทุกคนเงียบไป
โจวเจิ้งลี่ที่อยู่ด้านข้างนัยน์ตาวาววาบ กล่าวเสียงแผ่วเบา “ถ้า…ปราบเทพแหกคุกเล่า”
(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)



