บทที่ 1231 ไข่ที่สุกจนแข็ง
เสียงของหย่วนซานซู่ดังขึ้นในหูของทุกคน
ต่างฝ่ายต่างมองตากัน ต่างก็มีการตัดสินใจในใจ
แต่ไม่ว่าอย่างไร ในใจของสวี่ชิงก็เข้าใจเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ ที่ระบบดาวที่ 5 นี้ เมื่อได้หลอมรวมเข้ามาแล้ว และได้รับทรัพยากรสำหรับพัฒนาภายในนั้น เช่นนั้นแล้ว…
ก็จะต้องปฏิบัติตามกฎของระบบดาวที่ 5 นี้ด้วย
ในเมื่อตัวเองเป็นทั้งผู้รวบรวมทรัพยากรและผู้ขนส่ง เมื่อมาถึงสนามรบนี้ ก็ต้องทำภารกิจให้สำเร็จ
เพียงแต่การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสนามรบให้มากขึ้น จะทำให้ภารกิจราบรื่นยิ่งขึ้นก็เท่านั้น นอกจากนี้…คือสามารถปกป้องตัวเองได้ดีขึ้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สวี่ชิงเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบ “ระวังตัวกันไว้ แบ่งเป็นกลุ่มย่อยหลายๆ กลุ่ม เคลื่อนที่ตามกันเป็นช่วงๆ และจัดให้มีหน่วยสอดแนม คอยประสานสัญญาณกันตลอดเวลา”
“ส่วนรายละเอียด โจวเจิ้งลี่เจ้าเป็นคนจัดการ”
โจวเจิ้งลี่เมื่อได้ยินดังนั้น ก็ตอบรับทันที และเนื่องจากเขาเข้าใจสมาชิกในกลุ่มลึกซึ้งดีกว่าสวี่ชิง ดังนั้นไม่นานนักเขาก็จัดการลงไป แบ่งพวกเขาจำนวน 80 กว่าคนนี้ให้เป็น 5 กลุ่มย่อย
แต่ละกลุ่มต่างจัดตั้งเป็นกระบวนทัพ
ยิ่งจัดผู้บำเพ็ญกว่า 10 คนที่เชี่ยวชาญด้านการซ่อนตัวและความเร็วให้กระจายอยู่ทั้ง 4 ทิศ คอยติดตามการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างรอบตัวอย่างใกล้ชิด
จากนั้น พวกเสียหลิงจื่อก็เอาของวิเศษของตัวเองออกมา คลุมกลิ่นอายของทุกคน สวี่ชิงก็เอาธง 1 ผืนออกมา อำพรางรอบๆ ทำให้คนกลุ่มนี้ซ่อนอำพรางร่องรอยได้มากที่สุด
เมื่อทำทั้งหมดนี้เสร็จ ทุกคนก็เริ่มเคลื่อนไปข้างหน้า
และความระมัดระวังของพวกเขาตลอดเส้นทางนับจากนั้นก็ได้รับผลตอบแทน
โดยรวมแล้ว การเดินทางและการส่งข้ามหลายครั้งในครึ่งเดือนนี้นับว่าราบรื่นดี พื้นที่ที่ไม่รู้จักบางส่วน หรือพื้นที่ที่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ พวกเขาล้วนสามารถค้นพบได้ล่วงหน้า และเลือกที่จะอ้อมไป
ขณะเดียวกัน ภายใต้การเสริมพลังอย่างต่อเนื่องตลอดทางมานี้ การซ่อนตัวก็มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ
และระหว่างทาง สวี่ชิงก็ได้เห็นธงวิถี!
เนื่องจากพื้นที่ที่พวกเขาอยู่บริเวณนี้เป็นปีกซ้ายด้านหลังของสนามรบโดยรวม เป็นเขตของค่ายผู้บำเพ็ญ ดังนั้นในทุกจักรวาลจึงมีธงวิถีแห่งหนึ่ง
รูปร่างของมัน คือแท่นบูชาขนาดเทียบได้กระทั่งดวงดาว เหนือแท่นบูชา มีธงศึกสีเงินลอยอยู่กลางอากาศ
ธงศึกนั่นคือธงวิถีของระบบดาวที่ 5
ภายในนั้น กลิ่นอายเซียนเข้มข้นอย่างยิ่ง ทั้งยังปะทุออกมาตลอดเวลาอีกด้วย
ปล่อยพลังกดดันที่ทำให้สรรพชีวิตทั้งหลายต่างรู้สึกสั่นสะท้าน
เมื่อมีธงวิถีอยู่ เช่นนั้นกลิ่นอายวิญญาณเซียนในจักรวาลที่มันตั้งอยู่ก็จะคงอยู่ต่อไปและไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย ไอพลังประหลาดไม่อาจรุกรานได้แม้เพียงน้อยนิด ทุกสิ่งที่เป็นของเทพเจ้า ภายใต้ธงวิถีล้วนถูกสยบทั้งสิ้น
ดังนั้น รอบๆ ธงวิถีจึงมีผู้บำเพ็ญตั้งค่ายประจำการอยู่ไม่น้อย
ส่วนพวกสวี่ชิงตลอดการเดินทางก็ผ่านจักรวาลร้อยกว่าจักรวาล ธงวิธีที่ได้เห็นโดยตรงและสัมผัสได้ทางอ้อมก็มีร้อยกว่าแห่งเช่นกัน
มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก กำหนดตามขอบเขตที่ผนึกไว้
นอกจากนี้ ธงวิถียังมีอีกหน้าที่หนึ่ง นั่นคือสามารถทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างกองทัพผู้บำเพ็ญเป็นไปอย่างราบรื่น ทำให้การสื่อสารไม่มีอุปสรรค
ดังนั้นขณะที่พวกสวี่ชิงเดินทางเคลื่อนไปข้างหน้า โจวเจิ้งลี่ก็ทำหน้าที่เป็นผู้สื่อสาร ติดต่อกับโลกภายนอก โดยหลักๆ แล้วจะติดต่อกับกลุ่มอื่นๆ ที่มีภารกิจขนส่งเช่นเดียวกับพวกเขา
เช่นนี้เอง เวลาไหลผ่านไปอีกครั้ง และผ่านไปอีกครึ่งเดือน
จากการเดินทางเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง พวกสวี่ชิงก็เดินทางข้ามผ่านจักรวาลหลายแห่งไปอย่างรีบเร่ง จากด้านหลังของสนามรบปีกซ้าย ไปยังพื้นที่ใจกลางของสนามรบปีกซ้าย
หากเดินทางผ่านพื้นที่ที่ประกอบด้วยจักรวาลหลายร้อยจักรวาลนี้ไปแล้ว ก็จะสามารถเข้าไปสู่จุดหมายปลายทางของพวกเขาได้ ซึ่งก็คือแนวหน้าของสนามรบปีกซ้าย
ทว่าที่พื้นที่ใจกลางของสนามรบปีกซ้ายนี้ ความตื่นเต้นที่ปล่อยออกมาจากกระบี่หักของเสียหลิงจื่อ และความเข้มข้นของไอพลังประหลาดที่สวี่ชิงตรวจจับได้นั้น สูงกว่าก่อนหน้านี้ไม่น้อยเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเสี้ยวขณะที่ทุกคนกำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างเงียบๆ โจวเจิ้งลี่ทางนั้นก็เปลี่ยนสีหน้าไปทันที ถ่ายทอดเสียงมา “นายท่าน กลุ่มขนส่งที่ข้าเคยติดต่อด้วยกลุ่มหนึ่ง ได้หายไปจากพื้นที่ใจกลางนี้แล้ว…หากไม่เป็นเพราะการติดต่อของพวกเขาถูกตัดขาดอย่างแปลกประหลาด ก็…คงเผชิญกับวิกฤตความเป็นตาย!”
คำพูดนี้เมื่อดังออกมา หัวใจของคนทั้งหลายก็ยิ่งเคร่งเครียด
“เหยื่อล่อ ได้ผลแล้ว มีปลาติดเบ็ดแล้ว”
สวี่ชิงหรี่ตาลง ไม่จำเป็นต้องออกคำสั่ง คนกลุ่มนี้ในด้านการกระทำหลังจากนั้นระมัดระวังยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดระลอกคลื่นของพลังวิญญาณ หรือจะเป็นการขยายระยะห่างระหว่างกันให้มากขึ้น หรือการซ่อนตัวในโดยรวม ก็ทำกันอย่างเต็มที่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนและหลังการส่งข้ามของทุกครั้ง ความระมัดระวังก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
กระทั่งว่ามีบางครั้ง เมื่อรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ พวกเขายินดีที่จะเลือกค่ายกลส่งข้ามอื่น แม้จะต้องอ้อมไป แต่ก็ไม่ลังเลเลย
อีกทั้งพลังบำเพ็ญของแต่ละคนก็ต่างโคจรขึ้นในร่าง รักษาสภาวะที่สามารถปะทุพลังขั้นสูงสุดออกมาได้ตลอดเวลา
จนกระทั่ง 1 เดือนผ่านไป
แม้จนถึงตอนนี้ อาจจะเป็นเพราะโชคดี หรืออาจจะเป็นเพราะผลจากการระมัดระวังและการซ่อนอำพรางตัวของพวกเขา ทำให้พวกเขาราบรื่นมาโดยตลอด แต่ข้อมูลจากภายนอกที่โจวเจิ้งลี่ได้รับมีอันตรายอยู่บ่อยครั้ง
กลุ่มหลายร้อยกลุ่มที่ทำการขนส่งในครั้งนี้ เกือบทั้งหมดล้วนถูกศัตรูโจมตี!
บางกลุ่มกระทั่งว่ายังไม่ทันจะได้ส่งข่าวสารก็ดับสลายไปในพริบตา
และยังมีบางกลุ่มแม้จะยืนหยัดต่อไปได้ และร้องขอความช่วยเหลือจากภายนอก แต่จุดจบสุดท้าย…ก็ยังไม่ทราบแน่ชัด
ทว่า ตัวตนของฝ่ายศัตรูก็ได้เปิดเผยแล้ว
แน่นอนว่าเป็นเทพเจ้า!
แต่ไม่ได้มาจากแนวหน้า แต่เป็นสายลับที่ฝ่ายเทพเจ้าไม่รู้ว่าใช้วิธีการต่างๆ อะไรบ้าง จัดให้ซ่อนตัวอยู่ในสนามรบปีกซ้าย!
เดิมทีเหล่าองค์ท่านซ่อนตัวได้เป็นอย่างดี และไม่มีความจำเป็นต้องเปิดเผยตัวออกมา
แต่ตอนนี้ กลับไม่รู้ว่าเพราะอะไร ถึงได้เป็นฝ่ายโจมตี เป้าหมายก็คือกลุ่มขนส่งแต่ละกลุ่ม…แต่ละกลุ่ม เหล่านั้น
เหมือนกับตาข่ายมืดมิดผืนหนึ่ง ปกคลุมใจกลางของสนามรบปีกซ้ายทั้งหมด
กลุ่มของพวกสวี่ชิงแม้จะระมัดระวังอย่างยิ่ง แต่หลังจากที่ปลอดภัยมาได้หลายเดือน ก็ยังได้พบกับเทพเจ้าในวันนี้เหมือนกัน
คนที่ตรวจจับความผิดปกติได้ก่อน คือเสียหลิงจื่อที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยสอดแนมอยู่เยื้องไปทางด้านขวาของกลุ่ม
พลังบำเพ็ญของเสียหลิงจื่อเองก็ถึงระดับเจ้าเหนือหัวขั้นสูงสุดแล้ว อยู่ห่างจากระดับเตรียมเซียนเพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น แต่อาศัยกระบี่หัก เขาก็มั่นใจว่าสู้กับระดับเตรียมเซียนได้
ขณะเดียวกัน เขายังมีวิชาควบคุมหุ่นเชิดบางวิชาอีกด้วย ตอนนี้ไม่ได้อยู่คนเดียว ข้างๆ เขายังมีหุ่นเชิดคอยตามอยู่อีก 2 ตัว
ดังนั้น การให้เขารับผิดชอบหน่วยสอดแนมด้านเยื้องขวา ย่อมเหมาะสมมากกว่า
และกระบี่หักของเขา ที่มาที่ไปลึกลับ ภายในดูเหมือนว่าจะมีผลกรรมเวรความเป็นความตายที่แนบแน่นไม่อาจแยกจากกันได้กับเสียหลิงจื่อ ดังนั้นความตื่นเต้นจนถึงขีดสุดที่มาจากกระบี่หักในเสี้ยวพริบตานั้นก็ทำให้เสียหลิงจื่อสั่นสะท้านไปทั้งตัว
ไม่ลังเลใดๆ ทั้งสิ้น เขาถอยหลังไปในทันที
เกือบจะในทันทีที่เขาถอยหลังไป กลิ่นอายเทพเจ้ามากมาย ก็ฉีกทึ้งมิติออกมาจากตรงนั้น ปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่า และปะทุพลังอันน่าสะพรึงกลัวออกมาทันที
ก่อเกิดเป็นพายุที่ถล่มภูเขาล่มมหาสมุทร ด้วยพลังอันแข็งแกร่งไม่อาจต้านทาน หอบม้วนไอพลังประหลาดที่เข้มข้นและพลังเทพ พุ่งสังหารทำลายล้างมา
หุ่นเชิด 2 ตัวที่อยู่ข้างเสียหลิงจื่อ แม้จะหลีกเลี่ยงอย่างเต็มที่ และระเบิดพลังทั้งหมดออกมาแล้วก็ตาม
ทว่าเมื่อเผชิญกับการโจมตีอย่างกะทันหันของฝ่ายเทพเจ้า ก็ยังคงไม่อาจต้านทานได้
เพียงชั่วพริบตา ทั่วทั้งร่างก็สะท้านเฮือก ร่างกายแห้งเหี่ยว กายและจิตดับสูญ
ส่วนเสียหลิงจื่อ กระอักเลือดออกมา 7-8 คำ อาศัยกระบี่หักในมือ ถึงพอจะหลีกเลี่ยงการทำลายล้างระลอกแรกจากเทพเจ้าได้อย่างหวุดหวิด
ตอนนี้ขณะที่ถอยร่นไป รูม่านตาของเขาก็หดเล็ก รีบส่งข่าวไปยังโจวเจิ้งลี่ทันที
“เจอเทพเจ้า ระดับแท่นเทวะ 7 องค์ ระดับสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ 23 องค์!”
ในทันทีที่ถ่ายทอดเสียงไป เสียหลิงจื่อก็ถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว และด้านหลังของเขา ตอนนี้ไอพลังประหลาดพลุ่งพล่าน ระลอกคลื่นเทพเจ้าน่าสะพรึงกลัวก็กำลังปะทุออกมา ก่อเป็นพลังอันแข็งแกร่งเกรียงไกร พุ่งมาหาเขาทางนี้ทันที
จะกลืนกินเขาลงไปแล้วเต็มที
ในดวงตาของเสียหลิงจื่อแดงก่ำ ความเป็นตายตกอยู่ในวิกฤต
เสี้ยวพริบตาต่อมา เงาร่างหนึ่ง ด้วยความเร็วที่ตาเนื้อไม่อาจมองเห็นได้ ก็ปรากฏขึ้นข้างหลังของเสียหลิงจื่อ คว้าไหล่ของเขา และดึงไปด้านหลังทันที
ดึงเขาออกมาจากการกลืนกินนั่นทันที และหลังจากนั้น ผู้มาเยือนยกมือซ้ายขึ้น กดลงไปบนพายุกลิ่นอายเทพเจ้าที่พลุ่งพล่านอยู่ด้านหน้า
“ผนึก!”
คำหนึ่งดังออกมาปาก ธรรมนูญกาลอวกาศคำรามเลื่อนลั่นมา และผสานจักรวาลซ้อนกาลเวลาเป็นชั้นๆ ปรากฏขึ้น ก่อตัวเป็นพลังกดดันกาลอวกาศ
ต้านทานพายุกลิ่นอายเทพเจ้า
หลังจากที่ปะทะเข้าด้วยกันในเสี้ยวพริบตา ระลอกคลื่นพลังรุนแรงก็ระเบิดออกมาอย่างรวดเร็ว พลังที่แผ่ออกมากวาดไปทั่วทุกทิศทาง และผู้ที่มาเยือนยืนนิ่งไม่ไหวติง ส่วนพายุกลิ่นอายเทพเจ้าก็สั่นสะท้านแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
เผยให้เห็นเทพเจ้า 30 ตนที่มีรูปร่างแตกต่างกันในนั้น ล้วนแล้วแต่มีพลังที่น่าสะพรึงกลัว
ดวงตาของเหล่าองค์ท่านต่างจับจ้องไปยังร่างของคนตรงหน้า
คนคนนี้มีผมยาว สวมชุดคลุมยาวสีดำ ใบหน้างดงามเหนือกว่าแสงดาว ตอนนี้ยืนอยู่ตรงนั้น กลิ่นอายที่ใกล้เคียงกับเซียนชั้นล่างอย่างมหาศาล ก็พวยพุ่งขึ้นบนร่างกายของเขา
กลิ่นอายนี้ ทำให้เทพเจ้าระดับสมบูรณ์แบบไร้ที่ติทุกองค์จิตใจปั่นป่วน แม้แต่เทพเจ้าระดับแท่นเทวะทั้ง 7 องค์ ในดวงตาก็เปล่งประกายแสงสีทองเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ข้างหลังของสวี่ชิง ตอนนี้ก็มีเสียงกรีดหวีดหวิวดังขึ้น
โซ่เหล็กแห่งกฎระเบียบ ปกคลุมไปทั่วทุกทิศทางทันที ในนั้นซิงหวนจื่อเหยียบโซ่มา
ต้นไม้ขนาดยักษ์แต่ละต้น…แต่ละต้น ก็เติบโตขึ้นเองในห้วงท้องฟ้าดาราแห่งนี้ ราวกับว่าจะเปลี่ยนเป็นป่าอันไร้ขอบเขต บนต้นไม้ยักษ์ต้นหนึ่งในนั้น หย่วนซานซู่ยืนตระหง่านอยู่ด้วยสายตาเย็นชา
ยิ่งมีดวงตาขนาดมหึมาดวงหนึ่งปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าดาราจ้องมองมาที่นี่
ในดวงตานี้ โจวเจิ้งลี่นั่งขัดสมาธิอยู่
ขณะเดียวกัน พิษก็กำลังแพร่กระจายมา และจิตสังหารก็กำลังแผ่ขยายมาเช่นกัน
และยังมีธรรมนูญต่างๆ จากผู้โบยบินสู่สวรรค์คนอื่นๆ ผสานหลอมรวมเข้าด้วยกัน ก่อตัวเป็นพลังกดดัน
นอกเหนือจากนั้นที่รอบนอก สาหร่ายทะเลต้นมโหฬารต้นหนึ่งก็ได้แผ่ขยายร่างกายออกโดยสมบูรณ์ ก่อตัวเป็นอาณาเขตปิดผนึก
ดูแล้วไม่เหมือนว่าเทพเจ้ากำลังเข้าจู่โจม โจมตี แต่เป็นเหมือนพวกสวี่ชิงกำลังล่าเทพเจ้ามากกว่า!
ดังนั้นในไม่ช้า สาหร่ายทะเลก็หดตัวลงในวงกว้าง ผู้โบยบินสู่สวรรค์ที่อยู่ภายในนั้นต่างใช้ไม้ตายของตัวเอง และซิงหวนจื่อและคนอื่นๆ ก็โจมตีโดยไม่ออมมือ
มาพร้อมกับเสียงกรีดหวีดหวิวจากปราณกระบี่ของเชียนจวินและปี้อี้ที่พุ่งมาอย่างรวดเร็ว เทพเจ้าเหล่านั้นต่างจิตใจสั่นสะท้าน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาประหลาดที่เกิดขึ้นจากธรรมนูญของโจวเจิ้งลี่ ราวกับว่าล่วงรู้ล่วงหน้าถึงการลงมือและอำนาจเทพของเทพเจ้าเหล่านี้ได้ สร้างการรบกวนขึ้น อีกทั้งยังทำให้ทุกคนรู้ตลอดเวลา ทำให้เทพเจ้าเหล่านั้นจิตใจปั่นป่วนมากยิ่งขึ้น
และสิ่งที่ทำให้วิญญาณของเหล่าองค์ท่านสั่นสะท้านที่สุดก็คือสวี่ชิง!
กระดิ่งของเขา สามารถผนึกได้ทุกสิ่ง
เหล็กแหลมของเขา ทุกที่ที่ผ่านไป จะต้องมีเทพเจ้าแตกดับ!
และกาลอวกาศเป็นชั้นๆ รอบตัวเขา ก็มีเจตจำนงแห่งสวรรค์ทั้งปวง สั่นสะท้านทุกสิ่ง
เช่นนี้เอง หลังจากเวลา 1 ก้านธูปผ่านไป เมื่อสาหร่ายทะเลเปิดออกจากการห่อหุ้ม พวกสวี่ชิงทยอยเดินออกมาทีละคน ส่วนเทพเจ้าที่โจมตีพวกเขาที่นี่…หายไปหมดสิ้นแล้ว
แต่หากสัมผัสรับรู้อย่างละเอียดก็จะพบว่า พวกเขาเหล่านี้ กลิ่นอายของทุกคนมีการพัฒนาในระดับที่แตกต่างกัน
ราวกับเพิ่งได้รับการบำรุงครั้งใหญ่
“ก็ยังคงเป็นเทพเจ้าที่ยังมีชีวิตและแข็งแรงถึงจะให้พลังงานต้นกำเนิดที่อร่อยและเข้มข้นที่สุดจริงๆ ด้วย” หลี่เมิ่งถู่เลียริมฝีปากของเขา
“แต่น่าเสียดาย สถานการณ์ในสนามรบที่นี่ยังไม่แน่นอน หากโดดเด่นเกินไป ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการจับตามองเป็นพิเศษจากฝ่ายเทพเจ้าได้…”
เสียหลิงจื่ออาการบาดเจ็บฟื้นตัวแล้ว ตอนนี้ก็รู้สึกเสียดายเช่นกัน
หย่วนซานซู่ครุ่นคิด เชียนจวินและปี้อี้ก็กระตือรือร้นที่จะลองอีกครั้ง
แต่ซิงหวนจื่อกลับสีหน้าไร้อารมณ์
ส่วนโจวเจิ้งลี่ ส่ายหน้า “นั่นเป็นเพราะนายท่านอยู่ด้วย ดังนั้นพวกเราถึงได้สบายขนาดนี้ แต่ว่าเมื่อครู่ข้าได้ทำนายแล้ว ได้ล่วงรู้ว่าในการจู่โจม โจมตีอย่างกะทันหันในครั้งนี้ ผู้ที่นำกลุ่มเป็นถึงเทพแท้จริง อีกทั้งเทพเจ้าระดับแท่นเทวะสุดยอดก็ยังมีอีกจำนวนหนึ่งด้วย”
“ถ้าหากเจอ…”
หลี่เมิ่งถู่ไม่พูดอะไรแล้ว
สวี่ชิงมองพวกเขาอย่างสงบนิ่ง และเอ่ยขึ้นเรียบๆ “เหมือนกับก่อนหน้านี้ รักษาความระมัดระวังและการซ่อนอำพรางตัวเอาไว้ มุ่งไปข้างหน้าต่อ!”
(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)



