Skip to content

Outside Of Time 1233

Outside of Time
BC

บทที่ 1233 เทพองค์ใหม่มาเยือน

สงครามเกิดขึ้นกลางแนวรบปีกซ้าย ทุกจักรวาลเกิดการปะทะถ้วนทั่ว!

C

กองทัพเทพเจ้าหลายขบวนมาเยือนจากทั่วทิศ คล้ายคมศาสตราทรงพลังเกินต้านทานมากมาย หอบไอพลังประหลาด มุ่งหน้าไปยังจักรวาลที่มีธงวิถีอยู่ ก่อสงครามอย่างต่อเนื่อง

ในบางจักรวาล แท่นบูชาตั้งตระหง่านที่นั่นหายวับไปทันที ธงวิถีเปื้อนอานุภาพเทพ กลายเป็นเถ้าถ่านลอยล่อง

กองทัพผู้บำเพ็ญซึ่งคุ้มกันที่นั่นไม่รอดสักคน บ้างกลายพันธุ์เป็นทาสเทวะ บ้างตายอย่างทรมาน

น่าอนาถถึงขีดสุด

แต่บางจักรวาลแท่นบูชายังอยู่ ธงวิถียังแผ่ปราณวิญญาณเซียน ผู้บำเพ็ญซึ่งคุ้มกันโดยรอบฝืนยืนหยัดไว้

ค่าตอบแทนคือสมรภูมิเปลี่ยนเป็นนองเลือดยิ่งกว่าเดิม

เมื่อพิจารณาจากภาพรวม กลางแนวรบปีกซ้ายเข่นฆ่ากันไม่หยุด ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันกองทัพจากศูนย์กลางปีกซ้ายปรากฏตัวในช่วงเวลาสำคัญ กลายเป็นกองหนุน ห้ำหั่นกับกองทัพเทพเจ้า ฟาดฟันกันอย่างต่อเนื่อง

บรรเลงเพลงสงครามมรณะ!

ดังนั้นแนวรบปีกซ้ายจึงมีคนตายตลอดเวลา ไอพลังประหลาดม้วนตลบ เสียงคำรามก่อนสิ้นชีพดังต่อเนื่อง

กลายเป็นโม่หินสีเลือดเหี้ยมโหด

โม่หินหมุนวนต่อเนื่อง โยนเทพเจ้า ผู้บำเพ็ญ ทั้ง 2 ฝ่ายลงไป บดกระดูก คั้นเนื้อ ดับวิญญาณ สูบโลหิต

ทำให้สีเลือดทยอยแต้มแต่ง

คล้ายตะเกียงสีเลือดดวงหนึ่ง ส่องประกายบนสงครามวงแหวนที่ 4 กับที่ 5 ดึงดูดความสนใจบางส่วนช้าๆ…

แต่เห็นชัดว่าเพียงแสงสว่างเหล่านี้ แค่ความสนใจพวกนี้ยังไม่พอ

ประกายแสงต้องยิ่งส่องสว่าง การนองเลือดต้องมากขึ้นถึงจะได้

ดังนั้นกองทัพเทพเจ้าจึงทยอยมาเยือนมากขึ้น

ผู้บำเพ็ญซึ่งตั้งขบวนตรงกลางทะยานออกมามากขึ้น

ทั้ง 2 ฝ่ายมีเป้าหมายต่างกัน แต่ล้วนเพิ่มระดับความรุนแรงของสงครามแนวรบปีกซ้าย

ในสงครามชีวิตคือสิ่งที่ไม่ได้รับความสำคัญ

มีเพียงอุดมคติ มีเพียงจุดยืน นั่นคือแรงขับเคลื่อนซึ่งทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายห้ำหั่นกันเช่นนี้

สำหรับเทพเจ้าแล้ว การปรากฏตัวของผู้บำเพ็ญคือการท้าทาย คิดล้มล้างระบบเทพ หากเว้นช่วงห่างหน่อยก็ช่างเถอะ แต่วงแหวนที่ 4 กับวงแหวนที่ 5 ใกล้กันเกินไป

วงแหวนที่ 6 ยิ่งไม่ธรรมดา

กอปรกับผู้นำเทพองค์ใหม่ปรากฏตัว ทั้งต้องการเครื่องสังเวย

ดังนั้นฝ่ายเทพวงแหวนที่ 4 จึงต้องร่วมสงคราม

แต่สำหรับผู้บำเพ็ญแล้ว ไม่ใช่การท้าทาย นี่คือการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ก่อสงครามเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นทาส

ในฐานะเผ่ามนุษย์ย่อมมีความยึดมั่นฝังกระดูก

นั่นคือปณิธานหลังจากลุกขึ้นมาแล้ว ไม่ยอมคุกเข่าลงไปอีก!

ดังนั้นการเข่นฆ่าสังหารเลยไม่มีวันสิ้นสุด

การเข่นฆ่าอย่างต่อเนื่อง วิวัฒนาการของสงคราม ทำให้ทิศทางการเคลื่อนคล้อยของเวลาบนฟ้าดาราผิดปกติ

ถ้าสิ่งอ้างอิงคือดวงดาวกับจักรวาล การเปลี่ยนแปลงของวงจรย่อมไม่ใช่สิ่งที่เห็นชัดเจนในไม่กี่วัน

ดังนั้นส่วนใหญ่จึงแล่นผ่านฟ้าดารา ต่อให้ไม่เคยปรากฏกลางสงครามก็ยังรู้สึกเหมือนหยุดนิ่งชั่วนิรันดร์

แต่ด้วยการเกิดสงคราม อันตรายแฝงจึงเป็นจุดพลิกผันซึ่งทำให้ภาพลวงตาหยุดนิ่งไม่อาจคงอยู่ต่อไป

ความสามารถของโจวเจิ้งลี่ แสดงคุณค่าออกมาในยามนี้

การทำนายของเขา ไม่ใช่แค่ชะตาชีวิต แต่มีดวงดาราด้วย

“จักรวาลแห่งนี้กำลังตาย…” โจวเจิ้งลี่เสียงเคร่งขรึม ทุ้มต่ำดังก้อง

ซิงหวนจื่อที่อยู่ด้านข้างสีหน้าคร่ำเคร่ง ระเบียบของเขา ดุลยภาพของเขา รวมถึงหลักการสวรรค์ซึ่งเขาเพิ่งได้รับมาจากจักรวาลนภาปั่นป่วน เดิมก็คือส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์

ดังนั้นเขาเลยรู้สึกเด่นชัด

“ระเบียบซ่านสลายอย่างรวดเร็ว ความปั่นป่วนกำลังเพิ่มขึ้น!”

เมื่อทั้ง 2 เอ่ยปาก ในฟ้าดาราพวกสวี่ชิงทั้ง 50 กว่าคน ความรู้สึกถึงอันตรายในใจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“กลิ่นคาวเลือดที่นี่… ความตายกำลังเพิ่มขึ้น” ตอนนี้เสียหลิงจื่อกล่าวเคร่งขรึม เขาได้กลิ่นอายความตายซึ่งเข้มข้นขึ้นผ่านกระบี่หักของตน

ทุกคนจึงหันมองสวี่ชิงตามสัญชาตญาณ

นัยน์ตาสวี่ชิงฉายแววล้ำลึก

เขาทำนายไม่เป็น ความเข้าใจที่มีต่อระเบียบก็เทียบซิงหวนจื่อไม่ได้ แต่ระดับประสาทสัมผัสที่มีต่อไอพลังประหลาด เขาเหนือกว่าทุกคนที่นี่

ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องปกติของเขาตั้งแต่เล็กจนโต

โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังมีจิ้งจอกดินด้วย การรับรู้ขององค์ท่านที่มีต่อไอพลังประหลาด แน่นอนว่าเหมือนการรับรู้ของผู้บำเพ็ญที่มีต่อปราณวิญญาณ

ระหว่างสืบสัมผัส สวี่ชิงกล่าวเรียบๆ “ไอพลังประหลาดเข้มข้นกว่าก่อนหน้า พลังชีวิตในนั้น…กำลังเพิ่มขึ้น”

เมื่อกล่าวจบ สวี่ชิงไม่อธิบายมากความ เร่งความเร็วห้อตะบึงไปข้างหน้า

ทุกคนมองเงาร่างสวี่ชิง ความครัดเคร่งของแต่ละคนเพิ่มขึ้นหลายส่วน

แม้ว่าสวี่ชิงไม่อธิบาย แต่ประโยคนั้นของเขาก็พอกระจ่างแล้ว!

ไอพลังประหลาดเข้มข้นขึ้น บ่งบอกว่าธงวิถีถูกทำลายไปไม่น้อย พลังชีวิตเพิ่มขึ้นแสดงว่าจำนวนเทพเจ้าซึ่งมาเยือนมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นหนทางข้างหน้าของพวกเขา ความจริงมีเพียงเส้นทางเดียว

ฝ่าแนวรบแห่งนี้!

ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจทุกคน ด้วยความอันตรายกับความหนักอึ้งในใจที่นี่เปลี่ยนเป็นหนักแน่นยิ่งกว่าเดิม เวลาล่วงเลยไปเช่นนี้ ความเร็วของพวกเขาเพิ่มขึ้นถึงขีดสุด

ซ่อนตัว ระมัดระวัง เข้าใกล้เขตแดนกลางแนวรบปีกซ้ายกับแนวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ระหว่างนั้นยังเจออุปสรรคหลายครั้ง แต่ด้วยการโจมตีซึ่งมีสวี่ชิงเป็นคมดาบ ทุกคนเป็นตัวดาบ แม้ว่าบรรดาพวกเขามีคนบาดเจ็บ แต่ยังผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว

อาจเพราะโชคดี หรืออาจเพราะประเด็นสำคัญของเทพเจ้าคือธงวิถีเหล่านั้น ขบวนรอบนอกจึงไม่หนาแน่นนัก

ทำให้พวกเขาอาศัยทักษะกับการเตือนภัยของตน เริ่มเข้าใกล้เขตแดนขึ้นเรื่อยๆ

แต่…ใช่ว่าโชคดีตลอด

เมื่อห่างจากกลางแนวรบปีกซ้ายราว 3 จักรวาล อุปสรรคซึ่งมาเยือนกะทันหันขัดขวางการมุ่งหน้าของพวกสวี่ชิง

นั่นคือกลุ่มเทพเจ้าขบวนหนึ่ง มีจำนวนประมาณ 200 คน ในนั้นมีระดับเพลิงเทวะไม่น้อย ระดับแท่นเทวะก็มาก ทั้งมีผู้บำเพ็ญระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุด 2คนเป็นผู้นำ

เป้าหมายของเหล่าองค์ท่าน เดิมไม่ใช่พวกสวี่ชิง

ภารกิจเดิมคือกองหนุน

เดินทางผ่านที่นี่ ไปเสริมกำลังตรงอาณาเขตที่มีธงวิถีซึ่งกำหนดไว้ ทำให้สมรภูมิตรงนั้นทำลายธงวิถีได้ในคราเดียว

แต่หลังจากระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุด 2 คนสังเกตเห็นคลื่นพลังประหลาด ชัดเจนว่าย่อมถือโอกาสจัดการ

“กลุ่มขนส่งเข้ามาถึงเขตนี้เชียวหรือ”

ในบรรดาเทพเจ้ากลุ่มนี้ ผู้ครองระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุด 2 คนซึ่งเป็นหัวหน้าคือเผ่าเดียวกัน ร่างกายสูงใหญ่ ทั้งตัวเป็นสีม่วงดำ มี 6 แขน หว่างคิ้วมีเกล็ดเพลิงทมิฬทรงข้าวหลามตัด

ตอนนี้เมื่อเกล็ดตรงหว่างคิ้ววาบไหว เทพระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุด 2 คนนี้ ต่างหันมองทางเดียวกันด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก

“เข้ามาถึงบริเวณนี้ได้ ผู้บำเพ็ญขบวนนี้ผิดปกติอยู่บ้าง”

พวกเขาสบตากัน ครู่ต่อมาค่อยแผ่จิตเทพแล้วเปลี่ยนทิศทางทันที ก้าวผ่านห้วงอากาศไปหาพวกสวี่ชิงตามที่สัมผัสได้

ขณะเดียวกันนัยน์ตาสวี่ชิงพลันหดรัด สัมผัสถึงแรงขับเคลื่อนของไอพลังประหลาด ซิงหวนจื่อกับโจวเจิ้งลี่ รวมถึงพวกเสียหลิงจื่อ ทั้งหมดทยอยสัมผัสได้

“มีเทพเพ่งเล็งที่นี่!”

“พื้นที่ใกล้เคียงจิตสังหารเด่นชัด!”

“ฟ้าดารากำลังถูกปิดผนึก!”

ชั่วพริบตายามพวกเขาหน้าเปลี่ยนสี สวี่ชิงแผดเสียงแผ่วต่ำ “ทุกคนเร่งความเร็วอีกหน่อย!”

ขณะกล่าวสวี่ชิงไม่ลังเล ระเบิดความเร็วเต็มที่ คนอื่นต่างแสดงทักษะโดยไม่ลังเล ต่างฝ่ายต่างเร่งความเร็วชั่วพริบตา

ทว่าไอพลังประหลาดทั่วทิศ ตอนนี้กลับถาโถมรุนแรง คล้ายมีพายุกระหน่ำรางๆ คิดก่อตัวขัดขวาง

ทั้งมีเสียงพึมพำเป็นเอกลักษณ์ของเทพเจ้าดังก้องห้วงอากาศ

บิดเบือนจิตวิญญาณ กายเนื้อพร่ามัว ความเข้าใจผิดเพี้ยน

ทำให้พวกเขาได้รับผลกระทบต่างกันไป

ยามแต่ละคนหน้าเปลี่ยนสี สวี่ชิงพลันยกมือ แววตาเด็ดเดี่ยว เรียกจิ้งจอกดินในใจทันที ‘ขอยืมร่างเทพของเจ้าสักครั้ง!’

จิ้งจอกดินรู้ว่าเป็นช่วงวิกฤติ ดังนั้นเลยเปิดจิตวิญญาณรอบด้านโดยไม่ลังเล ให้จิตเทพของสวี่ชิงเข้ามา

แม้ตอนนี้สวี่ชิงเป็นเพียงร่างเซียน แต่อย่างไรเขาก็มีร่างเทพเจ้า ถึงขั้นว่าก่อนมาวงแหวนที่ 5 ร่างเทพของเขาก็บรรลุอำนาจเทพมากมายแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นอำนาจเทพแห่งเสียง อำนาจเทพโลหิต พิษคำสาปเทพเจ้า หรือแม้แต่อำนาจเทพแห่งโชคเป็นต้น

ดังนั้นสำหรับเทพเจ้า สวี่ชิงย่อมคุ้นเคย ส่วนการสำแดงวิชาเทพ เขาเองเชี่ยวชาญหาใดเปรียบ

แค่ร่างกายตอนนี้ยังไม่เหมาะเท่านั้น

สำหรับการควบคุมไอพลังประหลาด เขายังขาดสื่อนำอย่างหนึ่ง!

แต่…มีร่างจิ้งจอกดินอยู่ย่อมไม่เหมือนกันอีก

ร่างนี้ก็คือสื่อนำ!

ให้สวี่ชิงควบคุมไอพลังประหลาดทางอ้อม

ส่วนวิชาเทพ วิชาสายเซียนต่างวิถีของเขาถือเป็นวิธีซึ่งดีที่สุด สามารถเลียนแบบได้อย่างสมบูรณ์

ถึงอย่างไรสิ่งที่เขาเลียนแบบก็ไม่ใช่วิชาคนอื่น แต่เป็นวิชาร่างเทพของเขา แน่นอนว่าคุ้นเคยหาใดเปรียบ

ดังนั้นครู่ต่อมา…

เมื่อนัยน์ตาสวี่ชิงฉายแววดุดันพร้อมเงื้อมือขึ้น วิชาเทพที่สวี่ชิงไม่เคยเผยบนวงแหวนที่ 5  ระเบิดพลังออกมายามนี้!

ไอพลังประหลาดโดยรอบชะงักค้างชั่วพริบตา ไม่ม้วนตลบอีก แต่หลอมรวมกับเจตจำนงของสวี่ชิง

จากนั้นเสียงทั่วทิศ คำรำพันเทพเงียบสงบทันที เปลี่ยนจากเสียงเป็นวิชาเทพของสวี่ชิง หวนกลับไปยังต้นตอเสียงเทพ สังหารย้อนกลับทันที!

ไม่เพียงเท่านี้ ไอพลังประหลาดโดยรอบเริ่มเปลี่ยนแปลง ทำให้โลหิตเดือดพล่าน เทพซึ่งตามล่าที่นี่ผ่านห้วงอากาศ โลหิตเทวะในตัวเหล่าองค์ท่านสั่นสะเทือน

ทั้งมีพิษคำสาปเทพเจ้า แผ่ขยายฉับพลันด้วยอานุภาพราวย้ายภูเขาคว่ำสมุทร โดยมีพวกสวี่ชิงเป็นศูนย์กลาง!

คล้ายเทพองค์ใหม่มาเยือน!

(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!