บทที่ 1234 เทพเซียนร่วมเจิดจรัส
ขอเพียงเป็นเทพเจ้า ทั้งหมดย่อมมีไอพลังประหลาดของตัวเอง แผ่ออกมาได้ตลอดเวลา!
ทว่าไอพลังประหลาดคือสิ่งที่วิวัฒน์จากกลิ่นอายเทพเจ้า ไอพลังประหลาดซึ่งกำลังอบอวลกลางแนวรบปีกซ้ายตอนนี้ มาจากผู้นำเทพสูงส่งคนนั้น ทั้งมาจากเหล่าเทพซึ่งมาเยือนที่นี่
ด้วยผู้นำเทพคนนั้นต้องการประสานงานกับเผ่าเทพให้ดีขึ้น ดังนั้นเลยปลดเจตจำนงไอพลังประหลาดของตนออกไป เทพทั้งหมดจึงใช้ไอพลังประหลาดขององค์ท่านได้
ในฟ้าดาราเปี่ยมไอพลังประหลาดแห่งนี้ เหล่าเทพเจ้าที่มาเยือนจึงมีกำลังหนุน อานุภาพเทพที่สร้างขึ้นก็น่าทึ่ง
ทวยเทพเป็นเช่นนี้ สวี่ชิง…ยืมร่างเทพของจิ้งจอกดินก็ทำได้เช่นกัน!
กลางอากาศ เทพระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุด 2 คนรวมถึงบริวารเกือบ 200 กำลังตามรอยพวกสวี่ชิง ชั่วพริบตายามแหวกผ่านมา…
อำนาจเทพของสวี่ชิงพลันปะทุ
อานุภาพอำนาจเทพนี้ อาศัยจิ้งจอกดินเป็นพื้นฐาน เจตจำนงสวี่ชิงเป็นสื่อนำ ก่อนสำแดงออกมา แม้ว่าวิชาเทพของสวี่ชิงจำกัดด้วยร่างเทพเมื่อตอนนั้น มีเพียงระดับเพลิงเทวะ
แต่จิ้งจอกดินถึงขั้นแท่นเทวะแล้ว เมื่อร่วมกับการควบคุมสายเซียนต่างวิถีของสวี่ชิง แน่นอนว่าระดับวิชาเทพซึ่งสำแดงออกมาย่อมเป็นระดับแท่นเทวะ
ตอนนี้ท่ามกลางเสียงกัมปนาท ในใจเหล่าเทพซึ่งกำลังห้อตะบึงมามีเสียงเทพของสวี่ชิงดังก้องทันที
‘หยุดก่อน!’
เมื่อ 2 คำนี้ดังขึ้น เหล่าเทพที่ตัดผ่านอากาศเข้ามาใกล้พวกสวี่ชิง แต่ละคนเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อยชั่วพริบตา
นี่คือเสียงเทพ ไม่ใช่เทพไม่อาจได้ยิน ถ้าผู้บำเพ็ญได้ยินย่อมยากเข้าใจความหมาย มีเพียงเสียงพึมพำชวนประหวั่นบิดเบือนจิตวิญญาณและกายเนื้อ
ขณะเดียวกันเมื่อเสียงเทพของสวี่ชิงดังขึ้น โลหิตเทวะในกายเทพเหล่านี้เกิดคลื่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง
ระดับเพลิงเทวะตัวสั่น ระดับแท่นเทวะรู้สึกว่าอำนาจเทพถูกกำราบ
เรื่องนี้ทำให้เหล่าเทพสัมผัสถึงกฎกรรมทันที
ไม่เพียงเท่านี้ ขณะเดียวกันไอพลังประหลาดปั่นป่วนโดยรอบ คำสาปเทพซึ่งแผ่ออกมาร้ายกาจเช่นกัน
ทำให้เทพเจ้าไม่น้อยสัมผัสถึงอันตรายเด่นชัด
เหล่าองค์ท่านทราบดีว่าทั้งหมดนี้หมายถึงเรื่องเดียว!
นั่นคือข้างหน้า…มีระดับแท่นเทวะที่น่ากลัวอีกคน
ระดับแท่นเทวะคนนี้ พวกเขาไม่รู้จัก
แต่มั่นใจได้ว่าไม่ใช่ตัวปลอม นั่นคือเสียงเทพบริสุทธิ์ ซ้ำเป็นอำนาจเทพอย่างแท้จริง
อีกทั้ง…อานุภาพเทพยังไม่ธรรมดา
ดังนั้นเหล่าเทพเลยทยอยลดความเร็ว ระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุด 2 คนนั้นล้วนนัยน์ตาหดรัด
จากนั้นค่อยแผ่อานุภาพเทพของตนออกไปปกคลุมโดยไม่ลังเล
สื่อจิตกับระดับแท่นเทวะแปลกหน้าซึ่งเหล่าองค์ท่านสัมผัสได้ข้างหน้า ใช้ไอพลังประหลาดสัมผัสระดับลมหายใจเทพ
จากนั้นค่อยได้คำตอบ
‘เผ่ามนุษย์ที่นี่เป็นเชลยของข้า’
เสียงเทพดังขึ้น ก้องสัมผัสรู้ของทวยเทพ เทพเจ้าไม่น้อยเลือกหยุดทันที ไม่ก้าวไปข้างหน้าอีก
เนื่องจากค่ายเทพเจ้ามีกฎเกณฑ์ของเหล่าเทพอยู่
ตัวอย่างเช่นเชลย ตามกฎเกณฑ์ถือเป็นทรัพย์ส่วนตัว
จับได้เท่าไรล้วนเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเทพเจ้า
แม้แต่ระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุด 2 คนนั่นยังชะงัก ภารกิจของพวกเขาคือกองหนุน ไม่ได้มาแย่งชิงที่นี่
หากพวกเผ่ามนุษย์ซึ่งสัมผัสได้ไม่ถูกจับ เมื่อเหล่าองค์ท่านเจอย่อมถือโอกาสกำจัด แต่หากเป็นเชลยเทพ ความหมายย่อมต่างออกไป
ทว่าตั้งแต่ทำสงครามกับวงแหวนที่ 5 เหล่าองค์ท่านก็เคยเจอเทพถูกจับเป็นทาส ยามนี้เหล่าองค์ท่านจึงคิดว่าผู้บำเพ็ญกลุ่มนั้นอาจมีผู้บำเพ็ญสวมบทบาทเป็นเทพ
ต่อให้พวกเทพลวงยากผุดผ่องเช่นนี้ แต่ระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดคนหนึ่งในนั้นยังก้าวออกไป เหยียบย่างห้วงอากาศ ตรวจสอบอย่างละเอียด
จากคลื่นไอพลังประหลาด สวี่ชิงสัมผัสรู้ทุกอย่างนี้ ก่อนทอดถอนใจ
แต่กลับไม่นึกเสียดายมากนัก เขายืมร่างจิ้งจอกดินสำแดงอำนาจเทพ แม้ว่าเป้าหมายคือลองตบตา อาศัยวิธีนี้เพื่อหลบเลี่ยง แต่ก็เตรียมตัวเผื่อล้มเหลว
ดังนั้นเมื่อระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดนั่นก้าวลงมา ตรงฟ้าดารานอกห้วงอากาศ นัยน์ตาสวี่ชิงฉายแววเยียบเย็น
ตัดสินใจเด็ดขาด ปากคำรามเสียงแผ่ว “ลงมือ!”
ยามกล่าวออกมา สวี่ชิงไม่ลังเลสักนิด ระเบิดอำนาจเทพซึ่งแผ่กระจายออกไปทันที!
เพื่อรับรองพลังทำลายล้างรวมถึงความแม่นยำ เป้าหมายสวี่ชิงจึงไม่ใช่ระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุด 2 คนนั้น แต่เป็น…เหล่าบริวารระดับเพลิงเทวะกับแท่นเทวะ!
ดังนั้นชั่วพริบตายามระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดกำลังก้าวออกจากความว่างเปล่า ไอพลังประหลาดกลางอากาศสะเทือนเลื่อนลั่นทันที เสียงพึมพำจากเหล่าเทพก่อนหน้านี้ เสียงเทพทั้งหมดของสวี่ชิงหลังจากนั้น รวมถึงเสียงดังกัมปนาทจากไอพลังประหลาด
กระทั่งเสียงโลหิตไหลเวียนในกายเทพที่นี่ เสียงไร้รูปจากการโคจรพลังบำเพ็ญ ทั้งหมดถูกสวี่ชิงช่วงชิงชั่วพริบตา!
ทำให้สวี่ชิงกลายเป็นเจ้าแห่งเสียง
ทำให้ที่นี่พลันเงียบสงบ จากนั้น…เสียงอัสนีค่อยดังขึ้นฉับพลัน
เสียงเทพดั่งมรสุม ถูกควบคุมจนปั่นป่วน!
มุ่งตรงหาระดับเพลิงเทวะกับแท่นเทวะพวกนั้น
ระดับเพลิงเทวะกับแท่นเทวะสั่นสะท้านทันที จากนั้นโลหิตเทพในกายเหล่าองค์ท่านผันแปร คิดระเบิดตัวออกไป
ต่อมาพิษต้องห้ามคำสาปเทพเจ้าปะทุรอบด้านพร้อมไอพลังประหลาด ทุกแห่งที่เคลื่อนผ่าน ทุกอย่างหลอมละลาย พิษแฝงในนั้นทำให้ผู้บำเพ็ญหวาดหวั่น ทั้งสั่นคลอนทวยเทพเช่นกัน
ขณะเดียวกันห้วงอากาศแตกละเอียด รอยแยกมหึมาแหวกออก สาหร่ายทะลักออกมา มุ่งตรงหาระดับเพลิงเทวะกับแท่นเทวะพวกนั้น
จากนั้นโซ่ระเบียบมากมายส่งเสียงดังก้อง เงาร่างซิงหวนจื่อมาเยือนพร้อมจิตสังหาร
ทั้งมีภูเขาหนักหน่วงมหึมามากมายหล่นมาจากฟ้า
หย่วนซานซู่ยืนบนภูเขามหึมาหนึ่ง มาเยือนห้วงอากาศแห่งนี้
ทั้งหลังจากพลังบำเพ็ญโจวเจิ้งลี่ก้าวเข้าสู่ระดับกึ่งเซียน ดวงตามหึมาซึ่งวิวัฒน์จากบัญญัติเขาพลันปรากฏชั่วพริบตา สั่นสะเทือนจิตวิญญาณ
ยังมีหลี่เมิ่งถู่ซึ่งระเบิดพิษออกมา
ฝ่ายเสียหลิงจื่อทุ่มสุดตัวเช่นกัน ทั่วร่างเป็นสีเลือด กระบี่หักในมือเปี่ยมจิตสังหารล้นฟ้า หลอมรวมกับร่างกายเขา กลายเป็นไหมโลหิต พุ่งสังหารเหล่าเทพ
นอกจากนี้เหล่าผู้ท่องเหินที่เหลือในกลุ่มสวี่ชิง ทั้งหมดทราบว่าตอนนี้คือวิกฤติเป็นตาย ดังนั้นเลยทยอยสำแดงไพ่ตาย ห้ำหั่นกับเทพเหล่านั้น
เพียงชั่วขณะห้วงอากาศเกิดคลื่นถาโถม
ศึกนองเลือดปะทุขึ้นชั่วพริบตา
แต่ระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุด 2 คนนั้นกลับไม่เกิดคลื่นความรู้สึกใดๆ
เหล่าองค์ท่านมองเฉยชา มองการเผยตัวของผู้บำเพ็ญ มองเทพบริวารตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะวิชาเทพตอนแรก ในใจไม่เกิดคลื่นสะเทือนแม้แต่น้อย
คล้ายว่าเรื่องซึ่งเกิดขึ้นที่นี่รวมถึงความตาย สำหรับเหล่าองค์ท่านแล้วล้วนไม่สำคัญ ไม่สนใจมากนัก
สิ่งที่เหล่าองค์ท่านสนใจอย่างแท้จริงคือสิ่งที่กำลังมองตอนนี้…รอยแยกบนอากาศซึ่งกำลังแหวกออกนั่น
ในรอยแยก…
ตัวสวี่ชิงกำลังก้าวออกมา
กลิ่นอายเทพเจ้าบนตัวเขาเข้มข้นหาใดเปรียบ กลายเป็นเงาเทพ คล้ายค้ำฟ้านภาได้ อำนาจเทพส่องประกายรอบตัว แผ่กลิ่นอายเทพบริสุทธิ์ถึงขีดสุด
คลื่นวิญญาณเซียนแผ่ออกจากร่างเขา กลายเป็นตัวอ่อนเซียน มหึมาชวนตะลึง แผ่เจตจำนงบริสุทธิ์ของผู้บำเพ็ญ ชักนำพลังทั่วทิศ
เทพกับเซียน เกิดขึ้นกับตัวเขาพร้อมกัน!
เขาเดินออกจากรอยแยกทีละก้าว
ปรากฏตัวกลางอากาศ สายตาของระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุด 2 คนนั้นถูกดึงดูดไป
จากนั้นนัยน์ตาฉายประกายทอง คล้ายต้องการเห็นสวี่ชิงอย่างชัดเจน
“เดิมเป็นทาสแท่นเทวะแต่กำเนิด แต่กลับสำแดงอำนาจของเผ่าเทพ”
“ทว่าอำนาจเทพผุดผ่องเช่นนี้ ถือว่าหายากยิ่ง”
“ต่อให้ได้ยินว่าเผ่าระดับล่างมากมายหาทางหลอมรวมกับวิถีเทพ แต่อำนาจเทพติดตัวต่างออกไปอยู่บ้าง”
“ถึงขั้นมีคำอวยพรของวงแหวนชั้นบนเหมือนเผ่าเทพของพวกเรา”
“หรือว่าเคย…เป็นเทพ”
“ต้นตอมองปราดเดียวก็รู้”
ระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุด 2 คนกล่าวราบเรียบ ไม่มีคลื่นความรู้สึกเหมือนเดิม
สายตาเย็นชา สูงส่งเหนือผู้อื่น
นี่สอดคล้องกับความคิดสวี่ชิง ตามความเข้าใจที่มีต่อเหล่าเทพแต่กำเนิด รวมถึงการติดต่อกับเหล่าเทพเจ้าหลายครั้ง เขาทราบว่าสิ่งที่เทพพึ่งพาคืออะไร
นั่นคือ…ปัญญารอบรู้
ความจริงเหมือนสิ่งที่สวี่ชิงวิเคราะห์ ชั่วพริบตายามเขาก้าวออกมา ประกายทองจากนัยน์ตาระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุด 2 คนยิ่งเจิดจรัส ปัญญารอบรู้ของเหล่าองค์ท่านสำแดงออกมา!
สิ่งที่รับรู้ ไม่ใช่แค่สภาพร่างกายสวี่ชิง ขณะเดียวกันยังคิดสืบย้อนอดีตของเขา…
ต้องการเห็นความเป็นมาของเขา!
สิ่งที่สวี่ชิงเฝ้ารอคือเวลานี้!
นี่คือสาเหตุที่เขาอวดร่างเทพเซียนยามก้าวออกมา
(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)



