Skip to content

Outside Of Time 1236

Outside of Time
BC

บทที่ 1236 กลุ่มย่อยผู้รวบรวมทรัพยากร เดินทางมารายงานตัว

ท้องฟ้าดาราสั่นสะเทือน!

C

การแผ่ขยายตัวของสาหร่ายทะเลในขณะนี้ก็ถึงมาถึงระดับสูงสุดแล้วเช่นกัน แม้จะร่วมมือกับผู้โบยบินสู่สวรรค์อีกหลายสิบคนนั้น ต่อกรกับเหล่าเทพเจ้า แต่ความแตกต่างกันระหว่างพลัง…

ทำให้การต่อสู้ครั้งนี้ไม่อาจสมดุลได้

ดังนั้น แทบจะในทันทีที่พวกสวี่ชิงลงมือ การยื้อเวลาของสาหร่ายทะเลก็มาถึงขีดสูงสุดเช่นกัน ท่ามกลางเสียงคำราม การปิดผนึกของสาหร่ายทะเลก็พังทลายลง

ใบมหึมาหอบม้วนปลิวกระจายออกไปในห้วงท้องฟ้าดารา

รวมถึงผู้โบยบินสู่สวรรค์ที่พยายามอย่างเต็มที่ ต่างก็ได้รับบาดเจ็บ และต้องถอยกลับไปเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่ที่ถูกสกัดกั้นจึงเปิดออกเช่นนี้เอง และเทพเจ้าที่ถูกขัดขวางเหล่านั้นต่างก็พุ่งเข้ามาทันที

แต่…ทันทีที่พุ่งมา เทพเจ้าเหล่านี้ต่างก็วิญญาณเทพสั่นสะเทือน

เหล่าองค์ท่านจำไม่ได้แล้วว่าเทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดที่เป็นผู้นำ 2 องค์ เคยมีถึง 2 องค์

ในความรู้ความเข้าใจของเหล่าองค์ท่าน มีเพียงองค์เดียวเท่านั้น

และองค์เดียวองค์นี้ ขณะนี้กลับน่าสังเวชเป็นอย่างยิ่ง!

บนผิวหนังขององค์ท่าน มีภาพสัญลักษณ์แปลกประหลาดปรากฏขึ้น นั่นเป็นยอดเขามากมาย

นี่คือภูเขาไกลโพ้น แฝงไว้ซึ่งน้ำหนักของธรรมนูญ ใช้พลังแห่งหมื่นขุนเขาเพื่อผนึกร่าง!

บนร่างขององค์ท่าน พันธนาการด้วยโซ่เหล็กที่ลุกไหม้นับไม่ถ้วน แต่ละเส้นล้วนส่องประกายด้วยแสงแห่งกฎระเบียบ ต่างแผ่พลังกฎแห่งสวรรค์ ราวกับกำลังปะทุพลังแห่งการพิพากษาตลอดเวลา

ที่หน้าอกขององค์ท่าน เนื้อและเลือดหลอมรวมกัน ก่อเป็นดวงตามหึมาขึ้นดวงหนึ่ง!

ดวงตานี้ชั่วร้าย เส้นเลือดแผ่กระจายไปทั่ว นั่นคือธรรมนูญของโจวเจิ้งลี่ที่แปลงมา สะกดวิญญาณเทพ และตัดเส้นทางวิญญาณ!

ส่วนข้างหลัง ก็มีดอกไม้สีแดงเบ่งบาน นั่นคือธรรมนูญของหลี่เมิ่งถู่ที่แปลงออกมา

กระบี่นี้แทงทะลุหัวใจของเทพเจ้าระดับแท่นเทวะ

ความโลภและความบ้าคลั่ง ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกเหนือจากนั้นยังมีคำสาปพิษต้องห้ามแปรเปลี่ยนเป็นหมอกสีดำเป็นกลุ่มๆ ปกคลุมไปยังทั่วร่างของเทพเจ้าองค์นี้ คอยรุกรานตลอดเวลา ทำให้เทพเจ้าองค์นี้เจ็บปวดอย่างที่สุด

ยิ่งมีเสียงอันไร้ที่สิ้นสุด สะท้อนก้องอยู่ในหูและจิตใจขององค์ท่านตลอดชั่วกัลป์ ใช้เสียงก่อความชั่วร้าย ทรมานทุกสิ่ง

ขณะเดียวกัน เลือดเทพเจ้าทั่วร่างขององค์ท่านก็ไหลย้อนกลับ ทำให้สภาพของเทพเจ้าองค์นี้อ่อนแอลงเรื่อยๆ

และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือเหล็กแหลมที่อยู่ระหว่างคิ้ว!

เหล็กแหลมของสวี่ชิงมี 2 เล่ม

เล่มหนึ่งเขาทิ้งไว้ที่แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ โดยมีบรรพจารย์สำนักวัชระเป็นวิญญาณศัสตรา คอยปกป้องจื่อเสวียนให้เขา

อีกเล่มหนึ่ง ลูกศิษย์ของผู้นำเซียนจิ่วอั้นแห่งระบบดาวที่ 5 หลอมมันขึ้น ผสมผสานธรรมนูญของสวี่ชิง สามารถเข้าสู่ผสานจักรวาลซ้อนกาลเวลาไปพร้อมกับเขาได้ และสอดคล้องกับเขาในห้วงกาลอวกาศต่างๆ!

ภายในนั้นยิ่งแฝงด้วยฝุ่นกฎแห่งสวรรค์ ทำให้เหล็กแหลมเล่มนี้อยู่ในด้านคุณสมบัติก็อยู่ในระดับที่สูงมาก และมี ‘น้ำหนัก’

น้ำหนักนี้ ระดับเตรียมเซียนยังต้องยำเกรง!

ดังนั้น เหล็กแหลม 2 เล่มนี้ จึงเรียกได้ว่าเป็นสมบัติสูงสุดแห่งธรรมนูญที่แข็งแกร่งที่สุดที่สวี่ชิงครอบครองอยู่ในตอนนี้!

อีกทั้งยังมีห้วงนรกอยู่ในตัว ผู้อื่นไม่สามารถควบคุมได้!

ด้วยเหตุนี้ การแทงเข้าไปของมัน สิ่งที่ทำการผนึกคือกาลอวกาศ ทำให้เทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดองค์นี้ถูกตัดขาดจากกาลเวลา ไม่อยู่ในกาลอวกาศ

ผนึกได้อย่างสมบูรณ์!

หลังจากนั้น จากแสงกะพริบวูบวาบของเหล็กแหลมที่แทงเข้าไปยังหว่างคิ้ว เทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดองค์นี้ก็หายไปจากสายตาของเหล่าเทพเจ้าในทันที

ถูกกักขังอยู่ในห้วงนรก!

ภาพนี้นำความตื่นตะลึงตกใจให้กับเหล่าเทพเจ้าอย่างรุนแรง และหลังจากความเงียบในช่วงเวลาสั้นๆ จากสายตาที่แฝงด้วยจิตสังหารของพวกสวี่ชิงกวาดมองไป ศึกใหญ่ครั้งนี้ก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง

นี่คือแผนที่พวกสวี่ชิงวางไว้ตั้งแต่แรก

ผนึกเทพเจ้าระดับแท่นเทวะก่อน แล้วทุ่มพลังทำลายในคราเดียว!

การต่อสู้กับเทพเจ้า จะแสดงความกลัวออกไปไม่ได้เด็ดขาด!

ถ้าไม่สู้ก็แล้วไป แต่เมื่อลงมือแล้ว เช่นนั้นก็จะต้องสำแดงพลังออกมาอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ในตอนนี้ ยิ่งต้องเป็นเช่นนี้

เพราะแม้ว่าพวกสวี่ชิงจะจัดการกับเทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดได้แล้ว แต่ความแตกต่างโดยรวมระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายก็ยังคงอยู่

ดังนั้น การต่อสู้ครั้งนี้ จำเป็นต้องชิงความได้เปรียบมาให้ได้!

เทพเจ้าโดยกำเนิด ไม่มีอารมณ์ แต่กลับมีสัญชาตญาณแห่งชีวิต

นั่นคือความยึดมั่นที่จะมีชีวิตอยู่ นั่นคือการหลีกเลี่ยงความตาย

หากต้องการแก้ไขวิกฤตครั้งนี้จริงๆ พวกเขาจะต้องกระตุ้นสัญชาตญาณต่อความตายของเทพเจ้าเหล่านี้ขึ้นมาให้ได้

ดังนั้น เพียงพริบตา การโรมรันสังหารที่ดุเดือดกว่าก่อนหน้านี้ ณ ท้องฟ้าดาราแห่งนี้ก็ปะทุขึ้นอย่างกึกก้อง

สีเลือดค่อยๆ อาบย้อมท้องฟ้าดารา

เลือดเทพและเลือดผู้บำเพ็ญไม่ผสมหลอมรวมกัน ต่างคนต่างไหลแผ่ลามออกไป

ส่วนกลิ่นคาวเลือดก็กระจายไปในมิติเช่นกัน

การสังหาร ทำให้ที่นี่กลายเป็นนรก

เสียงกรีดร้องที่น่าเวทนา เสียงคำรามเกรี้ยวกราด เสียงคร่ำครวญ ตลอดจนเสียงของการปะทะกันจากวิชาเซียนและวิชาเวทพลังวิเศษ กับวิชาเทพ การสอดประสานของธรรมนูญและอำนาจเทพ ในพื้นที่แห่งนี้ก็ปะทุพวยพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สังหารจนบ้าคลั่งไปแล้ว!

ไม่ว่าจะเป็นหลี่เมิ่งถู่ หรือหย่วนซานซู่ต่างเลือดท่วมตัว ได้รับบาดเจ็บสาหัส พวกเขาพยายามอย่างเต็มที่แล้ว

โดยเฉพาะหย่วนซานซู่ ขณะนี้ใบหน้าซีดเผือด ธรรมนูญไม่มั่นคงแล้ว

ส่วนโจวเจิ้งลี่ก็เช่นกัน อีกทั้งยังร้ายแรงยิ่งกว่า

ทวารทั้ง 7 ของเขาล้วนมีเลือดไหล ส่วนร่างกายของเสียหลิงจื่อก็สั่นสะท้าน เปลวเพลิงแห่งชีวิตหมองหม่น ราวกับถูกดูดพลังชีวิตมหาศาลไป

และยังมีซิงหวนจื่อ โซ่เหล็กแห่งกฎระเบียบของเขาก็สูญเสียความแวววาวไปเช่นกัน ขณะนี้กำลังฝืนยืนไม่ให้ล้มลงไปอยู่

เชียนจวินและปี้อี้ ยิ่งแม้แต่บินฉวัดเฉวียนทั้งที่ยังสั่นๆ แม้แต่พลังที่จะด่าในใจก็แทบจะไม่มีแล้ว

ความเหนื่อยล้าพร้อมกับอาการบาดเจ็บ ราวกับคลื่นปะทุขึ้นในร่างของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง

และรอบๆ นอกเหนือจากศพของเทพเจ้าแล้ว ยังมีซากแขนขาและซากร่างที่ไม่สมบูรณ์ของผู้โบยบินสู่สวรรค์อีกด้วย

แต่…การสังหารก็ยังคงดำเนินต่อไป

เงาร่างของสวี่ชิง ราวกับทูตแห่งความตาย ทุกที่ที่ผ่านล้วนเกิดการสังหารเป็นระลอก…ระลอก การปะทุของธรรมนูญแห่งกาลอวกาศและการปรากฏขึ้นของกาลอวกาศจำนวนมาก ทำให้เขาอยู่ที่นี่ ราวกับเป็นฝันร้ายของเทพเจ้า

แต่ไม่ว่าฝันร้ายจะน่ากลัวแค่ไหน ก็ย่อมมีเวลาตื่น ความเหนื่อยล้าของพวกสวี่ชิง ทำให้จังหวะการตื่นของฝันร้ายเร่งเร็วขึ้น

โชคดีที่…สัญชาตญาณต่อความตาย มาถึงเร็วกว่าการตื่นของฝันร้าย

เมื่อจำนวนเทพเจ้าที่ตายโดยรวมไปถึงเกือบครึ่งหนึ่ง เทพเจ้าที่เหลือเหล่านั้นสัญชาตญาณการหลีกเลี่ยงความตายของเหล่าองค์ท่าน ก็ผุดขึ้นมาในวิญญาณเทพ

ผู้นำถูกจับกุม ความตายมหาศาล ในที่สุดก็ทำให้เทพเจ้าองค์หนึ่งถอยกลับไปอย่างเงียบๆ และหายไปในความว่างเปล่า

มุ่งหาผลประโยชน์และหลีกเลี่ยงความเสียหายคือสัญชาตญาณสรรพชีวิตทั้งหลาย

เทพเจ้ายิ่งเป็นเช่นนี้

หากเทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดทั้ง 2 องค์ยังอยู่ ก็ยังสามารถสั่งการด้วยพลังของเทพเจ้าระดับสูงได้ แต่ตอนนี้…ความเย็นชาในตัวตนของเทพเจ้า ทำให้เหล่าองค์ท่านเลือกที่จะจากไป

ดังนั้นในไม่ช้า เทพเจ้าองค์ที่ 2 ก็หายไป

ในช่วงเวลาต่อมา เหตุการณ์ที่คล้ายกันนี้ก็เกิดขึ้นติดๆ กัน เทพเจ้าที่นี่ทยอยแยกย้ายจากไป

การต่อสู้ที่ดุเดือดนี้ ค่อยๆ มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ

จนในที่สุด สนามรบก็เงียบสงบลง

ไม่มีเทพเจ้าเหลืออยู่เลยแม้แต่องค์เดียว

เหลือเพียงพวกสวี่ชิงยืนอยู่ในท้องฟ้าดารา แต่ละคนไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือจิตใจ ล้วนตกอยู่ในความเหนื่อยล้าที่ไร้ขีดจำกัด และจำนวนคน…ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว

ไม่ได้มีจำนวน 50 คนอีกต่อไป

เหลือเพียงไม่ถึง 20 คน

แต่ละคนต่างสะบักสะบอม

ถึงกระนั้น คนที่เหลืออยู่เหล่านี้ บนร่างของทุกคนล้วนมีจิตสังหารแผ่กระจาย ในดวงตาทุกคู่ต่างแฝงไว้ด้วยสีเลือด

พวกเขาเดินทางไปพร้อมกับสวี่ชิง ผ่านเหตุการณ์ที่จักรวาลนภาปั่นป่วนมาด้วยกัน จากนั้นก็ร่วมกันช่วงชิงพลังงานต้นกำเนิด ร่วมกันผนึกคุกเทพ และก้าวสู่สนามรบด้วยกัน

ระหว่างนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับผู้โบยบินสู่สวรรค์ที่จากไปเหล่านั้น แต่เลือกสวี่ชิง

จนถึงตอนนี้ ผู้ที่รอดชีวิตมาได้ ก็เหมือนกับทหารที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก ทุกคนล้วนเฉียบคม!

มองดูพวกเขา สวี่ชิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากด้วยเสียงต่ำทุ้ม “พวกเรา ไปกันเถอะ!”

เมื่อคำพูดดังออกมา สวี่ชิงก็ไม่ได้ใช้ร่างของตุ๊กตาจิ้งจอกอีกต่อไป เขาหันหลังร่างเพียงไหววูบก็พุ่งตรงไปที่ไกล

คนอื่นๆ เงียบนิ่ง แต่การกระทำของพวกเขาก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย แปลงเป็นสายรุ้งยาวเป็นทางๆ ติดตามไปข้างหลัง

เมื่อมองจากที่ไกลๆ ก็ราวกับฝูงหมาป่า!

หายไปในห้วงท้องฟ้าดาราพร้อมกับสวี่ชิง

เช่นนี้เอง เวลาไหลผ่านไป

การต่อสู้ในแนวรบปีกซ้ายยังคงดำเนินต่อไป อีกทั้งยังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เทพเจ้าจากแนวรบอื่นๆ ก็ทยอยกันเหยียบย่างเข้ามา กองทัพผู้บำเพ็ญที่ซ่อนตัวอยู่ต่างก็ปรากฏตัวขึ้น

ทำให้พื้นที่ใจกลางของแนวรบปีกซ้ายทั้งหมด กลายเป็นโม่บดเนื้อที่แท้จริง

จักรวาลต่างๆ ที่มีธงวิถีอยู่ ก็กลายเป็นผุยผง

กองทัพเทพเจ้าแต่ละกอง…แต่ละกอง ก็กลายเป็นซากศพ

และผู้บำเพ็ญนับไม่ถ้วน ก็ถูกท้องฟ้าดาราฝังไปด้วยกัน ซึ่งรวมถึงผู้โบยบินสู่สวรรค์ที่แยกจากพวกสวี่ชิงเหล่านั้นด้วย

ผู้โบยบินสู่สวรรค์ เป็นเมล็ดพันธุ์ก็จริง แต่ในสงครามนี้ ก็เล็กจ้อยไม่ควรค่าแก่การพูดถึง

เพราะมีเพียงคนที่เติบโตขึ้นเท่านั้นที่เป็นเมล็ดพันธุ์ที่แท้จริง!

คนที่ตายไป เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ปลอมก็เท่านั้น

ดังนั้น แสงสีเลือดที่สาดทอ ออกมาจากพื้นที่ใจกลางของแนวรบปีกซ้ายก็สว่างขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็กลายเป็นคบไฟในยามค่ำคืน ดึงดูดสายตาและความสนใจทั้งหมด

เป้าหมายของทั้ง 2 ฝ่าย ดูเหมือนจะค่อยๆ บรรลุผลในระดับที่แตกต่างกัน

และเมื่อเทียบกับแนวรบทั้งหมดแล้ว เทพเจ้าระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุด 2 องค์ที่หายไปก็กลายเป็นสิ่งเล็กน้อยที่ไม่ควรค่าแก่การพูดถึง ต่อให้เป็นกองกำลังย่อยเทพเจ้ากองนั้นจะหลีกเลี่ยงการต่อสู้และพิการไปแล้วก็ยังเป็นเช่นนั้นเช่นกัน

แสงสว่างอยู่ข้างหน้า ฝุ่นผงก็มองไม่เห็น

ดังนั้น จึงไม่มีใครสังเกตเห็นว่า ที่ชายขอบของแสงสว่างที่สว่างขึ้นเรื่อยๆ ได้ผสานหลอมรวมเข้าไปในความมืดแล้ว พวกสวี่ชิงที่เหนื่อยล้าค่อยๆ จากไปไกล

ค่อยๆ เข้าใกล้ชายขอบของแนวรบปีกซ้ายและเข้าใกล้แกนกลางของแนวหน้าไป

และยิ่งเข้าใกล้ที่นี่มากเท่าไหร่ ท้องฟ้าดาราก็จะยิ่งเวิ้งว้าง และไอพลังประหลาดก็ยิ่งเบาบางลง

จนกระทั่งถึงขณะหนึ่ง เมื่อสัมผัสได้ว่าไอพลังประหลาดที่อยู่รอบตัวได้หายไปอย่างสมบูรณ์ กลิ่นอายเซียนก็กลับมาปกคลุมรอบตัวพวกสวี่ชิงอีกครั้ง

ในดวงตาของทุกคนต่างมีระลอกคลื่นอารมณ์

พวกเขาได้ฝ่าทะลวงออกจากใจกลางของแนวรบได้แล้ว

ก้าวเข้าสู่…แนวรบแนวหน้าของปีกซ้าย!

เมื่อมองจากระยะไกล จะเห็นกำแพงปราการที่สร้างขึ้นจากวิชาเซียนของผู้บำเพ็ญตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้า

กำแพงปราการนี้กว้างใหญ่ไพศาล ทอดยาวไปไม่มีที่สิ้นสุด และส่องประกายแสงอันรุ่งโรจน์

เมื่อมองดูสิ่งเหล่านี้ โจวเจิ้งลี่พึมพำ “ในที่สุด ก็ออกมาแล้ว”

ดวงตาของเขาในขณะนี้เป็นสีแดงเข้ม อาการบาดเจ็บไม่เบาเลย

คนอื่นๆ ก็เป็นเช่นเดียวกัน ตอนนี้เนื่องจากมาถึงที่นี่ มองเห็นกำแพงปราการผู้บำเพ็ญที่อยู่ไกลๆ ก็โล่งอกเล็กน้อย

และเมื่อมองไปรอบๆ ท้องฟ้าดาราที่นี่แสงดาวเจิดจรัส นั่นเป็นเพราะธงวิถีที่นี่ยังอยู่ ดังนั้นจึงไม่มีไอพลังประหลาด และวิญญาณเซียนเข้มข้น

ขณะเดียวกัน สำหรับพวกสวี่ชิงแล้ว วิญญาณเซียนที่อุดมสมบูรณ์นี้ ก็กลายเป็นการชดเชยให้กับอาการบาดเจ็บที่สาหัสรุนแรงในตอนนี้

แต่ว่าเห็นได้ชัดว่าที่นี่ ยังไม่สมบูรณ์แบบ ยังห่างจากความปลอดภัยอย่างแท้จริง ดังนั้นพวกสวี่ชิงจึงหยุดพักเพียงชั่วครู่ และเดินทางต่อไปทันที

มุ่งเข้าใกล้ไปยังกำแพงปราการอันกว้างใหญ่ไพศาลข้างหน้าที่สร้างจากวิชาเวทของผู้บำเพ็ญ

จนกระทั่ง 1 ชั่วยามต่อมา ในเสี้ยวพริบตาที่เข้าใกล้กำแพง จิตเจตจำนงอันกว้างใหญ่มาพร้อมกับความเคร่งขรึมและทรงอำนาจก็แผ่กระจายออกมาจากภายในกำแพงปราการนั่น ปกคลุมพวกสวี่ชิงทันที

สิ่งที่มาพร้อมกับจิตเจตจำนงนี้เป็นเสียงที่แฝงด้วยประหลาดใจเล็กน้อย “ผู้มาเยือนคือใคร!”

เสียงนี้ดังก้องในจิตใจของพวกสวี่ชิง ราวกับเสียงฟ้าฟาด ทำให้พวกเขาต่างหยุดชะงัก

สวี่ชิงก้าวไปข้างหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “พวกเรากลุ่มย่อยผู้รวบรวมทรัพยากรแห่งนภา 9 ฝั่ง รับคำบัญชาแห่งผู้นำเซียนจิ่วอั้น ให้นำพลังงานต้นกำเนิดที่รวบรวมได้ทั้งหมดมาส่งยังแนวรบแนวหน้าขอรับ!”

(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!