บทที่ 1258 ศัสตรามรรค ‘จันทร์เสี้ยว’
ในสนามรบอลหม่าน ด้านบนคือภาพนามธรรมบิดเบี้ยวปั่นป่วนแทบไม่เห็นชัดเจน
เมื่อคลายม้วนภาพนี้ ปราณขาวดำเวียนวน แผ่อานุภาพยิ่งใหญ่ ทั้งมีพลังปราศจากพันธะลามทั่วสมรภูมิเบื้องล่าง ทุกแห่งที่เคลื่อนผ่านคือความตาย
ในสนามรบกองทัพฝ่ายผู้บำเพ็ญกับเทพเจ้า คล้ายธารละอองนับไม่ถ้วน สั่นสะเทือนตลอดเวลา
เลือดสาดกระจาย ซากศพเกลื่อนทั่ว
ชวนประหวั่นพรั่นพรึง!
การสะบั้นฟ้าดารา ความพังทลายของกาลอวกาศ ยิ่งเสริมความอันตรายแก่สนามรบที่เดิมปั่นป่วนนี้
จักรวาลแห่งนี้เหมือนยืนหยัดไม่อยู่!
ท่ามกลางความอลหม่าน เทพหน้าหยกสวมเกราะสีทอง ผมม่วงทั้งศีรษะ รูปงามน่าดึงดูด ก้าวเดินมาพลางเอ่ยปาก “นามของเจ้าคือสวี่ชิงใช่หรือไม่”
เสียงเทพกึกก้อง ดังชัดรอบตัวสวี่ชิงที่กำลังห้อตะบึงห่างออกไป ทั้งกลายเป็นรอยตัดตรงดิ่งชวนสะพรึงชั่วพริบตา เฉือนฟ้าดาราเบื้องหน้าสวี่ชิง
นัยน์ตาสวี่ชิงหดรัด ฉายแววดุดัน ยามมือซ้ายทำมุทรา ตัวอ่อนเซียนระเบิดพลัง ทอง ไม้ น้ำ ดิน พลังมิติ กาลเวลา ล้อมรอบตัวอ่อนเซียนเหมือนดาวตกมากมาย
ตัวเขายังสร้างเงาทับซ้อน บัญญัติกาลอวกาศกับทางขนานพลันปะทุ
หลังจากควบรวมแล้ว เขาพุ่งตัวออกไปทันที
เสียงกัมปนาทดังก้องฟ้าชั่วพริบตา อึกทึกสนั่นหู
เขาพุ่งตัวชนรอยตัดซึ่งขวางทางข้างหน้า บัญญัติส่องประกาย ร่องรอยหม่นมัว!
ตัวเขาทะลวงฝ่าออกไป
ครั้งครองระดับกึ่งเซียนช่วงต้น เขาประมือกับแท่นเทวะขั้นสูงสุดได้ ตอนนี้ครองระดับกึ่งเซียนช่วงกลาง แม้ว่าขอบเขตพลังต่อสู้เขาไม่อาจก้าวข้ามช่องว่างระหว่างแท่นเทวะกับเทพแท้ แต่ยังมีสิทธิ์ต้านทาน
หลังจากพุ่งตัวไป เขาสีหน้าซีดเผือดเล็กน้อย แต่ความเร็วว่องไวกว่าเดิม
‘สมรภูมิอลหม่าน ต่อให้กลับกองทัพผู้บำเพ็ญก็ยังต้องห้ำหั่น ดังนั้น… ต้องปลีกตัวจากสนามรบ ออกจากบริเวณนี้’
สวี่ชิงตัดสินใจเด็ดขาด แต่…หลังจากฝ่ารอยยาวนั่น ต่อให้เขาว่องไวเพียงใด เทพหน้าหยกด้านหลังก็ฝ่าห้วงอากาศบิดเบี้ยวตามมาเหมือนจำฝังลึก
เมื่อย่นระยะห่างอย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายเงื้อมือ รอยเฉือนตัดที่ 2 ปรากฏ แหวกผ่านความว่างเปล่า ขวางทางหน้าสวี่ชิง
จากนั้นรอยที่ 3 รอยที่ 4 รอยที่ 5…
รอยเฉือนตัดรวม 99 สายปรากฏพร้อมกัน ล้อมรอบตัวสวี่ชิง ทำให้สถานที่ที่เขาอยู่ย่อยยับเหมือนถูกตัดขาด
เท่านี้ก็เห็นถึงความแข็งแกร่งด้านพลังของเทพแท้แล้ว
จากนั้นเทพหน้าหยกพลันบีบมือขวา
รอยตัด 99 สายที่ขัดขวางกักกันสวี่ชิงเหมือนมีชีวิตทันที พื้นหลังที่แยกจากฟ้าดารากลายเป็นเส้นสายมากมาย
ควบรวมไปทางสวี่ชิงฉับพลัน!
ทุกแห่งที่เคลื่อนผ่าน พลังผนึก อานุภาพการเฉือนตัด รวมถึงอานุภาพกดดันของเทพแท้ที่แฝงซ่อนปะทุขึ้นพร้อมกัน
มุ่งตรงไปทางสวี่ชิง!
ในช่วงวิกฤติ นัยน์ตาสวี่ชิงหดรัด หากเขาไม่ได้เจออีกฝ่ายที่นี่ยังพอปล่อยมือสู้ได้
แต่ตัวแปรบนสนามรบมากเกินไป ไม่เหมาะแก่การยืดเยื้อ
ส่วนไพ่ตาย แม้เขามีศัสตรามรรคผู้นำเซียน แต่อานุภาพศัสตรามรรคมากนัก ด้วยพลังเขาตอนนี้ ถ้าอาศัยดวงชะตาสำแดงครั้งหนึ่งย่อมอ่อนแอลง
ดังนั้นบนสนามรบอลหม่านแห่งนี้ ถ้าไม่ถึงขั้นจวนตัว เขาไม่อยากใช้มัน
ในช่วงเสี่ยงอันตรายนัยน์ตาสวี่ชิงวาววาบ มือขวาแหวกห้วงอากาศ คว้าตัวธิดาเทพซิงโหมวที่ยังหมดสติกลับมา
ใช้ธิดาเทพมาขวางรอยเฉือนตัดซัดกระหน่ำข้างหน้า
ภาพนี้ทำให้เทพหน้าหยกนัยน์ตาหดรัดทันที
มือขวาที่เงื้อขึ้นอดชะงักไม่ได้
รอยเฉือนตัดที่พุ่งมาหาสวี่ชิงก็เช่นกัน
สวี่ชิงอาศัยจังหวะนี้เร่งความเร็วอีกครั้ง เงาทับซ้อนเด่นชัดเป็นพิเศษ กาลอวกาศมากมายก่อตัวข้างกายเขา
จ่ายค่าตอบแทนด้วยการแตกเป็นเสี่ยง พุ่งตัวออกจากบริเวณนี้ชั่วพริบตา
ท่องเหินกลางสนามรบ โฉบผ่านพื้นที่มากมายอย่างรวดเร็ว
ด้านหลังเขาเทพแท้หน้าหยกเหลือบแสงทอง ตัดสินใจเด็ดขาด
ต่อให้ธิดาเทพตายก็คืนชีพได้ หากตนเกรงกลัวต่อไป อีกฝ่ายย่อมคว้าโอกาสนี้ ทำให้ตนต้องเป็นฝ่ายตั้งรับ
“เอาเถอะ!” เทพแท้หน้าหยกกล่าวราบเรียบ ก้าวไปข้างหน้า ข้ามผ่านสมรภูมิ เสียงดังก้องรอบตัวสวี่ชิงอีกครั้ง
“เจ้ารู้หรือไม่ ทำไมผู้ทำการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ถึงเป็นข้า”
“ด้วยสนามรบยิ่งปั่นป่วน คุณสมบัติเทพของข้ายิ่งแข็งแกร่ง”
เทพแท้หน้าหยกกล่าวราบเรียบ
เสียงนี้ถึงหูสวี่ชิงซึ่งกำลังห้อตะบึง เขาสีหน้าคร่ำเคร่ง อีกฝ่ายไม่ต้องเอ่ยปากด้วยซ้ำ ทว่าก่อนหน้านี้หรือตอนนี้กลับค่อยเอ่ยกล่าว
คำพูดนี้เหมือนเจตนาอยู่บ้าง
‘เกี่ยวข้องกับอำนาจเทพของเขาหรือ’
สวี่ชิงนึกถึงตรงนี้ ในใจสัมผัสถึงภาวะวิกฤติขึ้นมาฉับพลัน
เขาสังเกตเห็นว่าเทพแท้หน้าหยกยังอยู่ห่างจากตนชัดๆ แต่หลังจากอีกฝ่ายเอ่ยกล่าว รอบตัวเหมือนมีเส้นไหมสีทองมากมายปรากฏฉับพลัน
คล้ายกับรอยเฉือนตัดก่อนหน้า แต่เหมือนมีบางอย่างต่างออกไป
สิ่งที่ยิ่งทำให้สวี่ชิงนัยน์ตาหดรัดคือเส้นไหมสีทองเหล่านี้ หลังจากปรากฏตัวแล้วพลันแผ่ออก เป้าหมายไม่ใช่ตน แต่เป็น…ศพเทพกับผู้บำเพ็ญที่ลอยอยู่รอบๆ
เส้นไหมสีทองเกือบทั้งหมดเชื่อมต่อกับซากศพชั่วพริบตา เบียดเสียดแน่นขนัด ไหมทองนับพัน ซากศพนับพัน
จากนั้น…ซากศพที่เชื่อมต่อกับไหมทองขยับตัว ลืมตาขึ้นพร้อมกัน นัยน์ตาเหลือบแสงสีทอง
ลักษณะเหมือนผู้บำเพ็ญเผ่ามนุษย์ 5 คนซึ่งถูกเทพแท้หน้าหยกดูดซับเมื่อครู่ทุกประการ
สวี่ชิงสีหน้าคร่ำเคร่ง พลังคุณสมบัติเทพเช่นนี้ เมื่ออยู่บนสนามรบเห็นชัดว่ายิ่งมีอำนาจ
ตอนนี้ซากศพเหล่านั้นกำลังคืนชีพ ท่องเหินมาจากทั่วสารทิศ มุ่งตรงมาทางสวี่ชิง
แม้ว่าพลังบำเพ็ญไม่ใช่สภาพสมบูรณ์ แต่ยังเหลือส่วนหนึ่ง กอปรกับจำนวนเช่นนี้ พลังทำลายล้างยิ่งชวนตะลึง
สวี่ชิงถอยหลังรวดเร็ว ลงมือท่ามกลางความอลหม่าน ก่อพายุกาลอวกาศ ยามขวางซากศพยังก้าวเหยียบอุกกาบาตทรงคล้ายศีรษะหนึ่ง
ชั่วพริบตายามเขาทิ้งตัว อุกกาบาตใต้ฝ่าเท้าพลันเผยลวดลายทอง จากนั้นจึงเคลื่อนตัวรวดเร็ว เผยเครื่องหน้าทั้ง 5 คล้ายฟื้นคืนชีพ
อุกกาบาตนั่นก็เป็นหุ่นเชิด!
ตอนนี้กำลังอ้าปากพ่นหมอกต้องสาป
แต่เมื่อสัมผัสตัวสวี่ชิง สวี่ชิงยืมพลังจิ้งจอกดิน สำแดงคำสาปเทพปะทะกับหมอกต้องสาปทันที
พื้นผิวอุกกาบาตทรุดตัวเป็นฝุ่นกระจายโดยไร้สุ้มเสียง
แต่ด้วยเสียเวลาเช่นนี้ ซากศพรอบทิศประชิดตัวแล้ว เห็นเทพแท้หน้าหยกซึ่งอยู่ห่างไกลชัดเจน
สวี่ชิงสีหน้าปั้นยาก เขารู้ว่าคำสาปอีกฝ่ายน่ากลัว ขณะเดียวกันยังเข้าใจความประหลาดของอำนาจเทพนี้มากขึ้น
‘สรรพสิ่งล้วนเป็นหุ่นเชิด?’
สวี่ชิงเหวี่ยงมือซัดเหล็กแหลมออกไป เคลื่อนกวาดพร้อมพลังดุดัน ทั้งมีเสียงกระดิ่งดังก้อง ทำให้เหล่าซากศพชะงัก โดนเหล็กแหลมทะลวงร่างไม่น้อย
ส่วนตัวเขาไม่ได้พัก สำแดงวิชาลับ ทำให้หลบหนีเร็วขึ้น
เมื่อมองจากไกลๆ ชายเสื้อเขาสะบัดโบก ทุกแห่งที่เคลื่อนผ่าน สะเก็ดดาวและซากศพมากมายเปล่งแสงทอง จากนั้นค่อยคืนชีพ
พุ่งตามอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเห็นว่าเป็นเช่นนี้ ในใจสวี่ชิงคำรามแผ่ว ‘จิ้งจอกดิน!’
จิ้งจอกดินผ่อนจิตวิญญาณอีกครั้งทันที ทำหน้าที่เป็นตัวเปลี่ยนผ่านระหว่างเทพเซียนให้สวี่ชิง จากนั้นสวี่ชิงค่อยตวาดเสียงเบา
เสียงเขากลายเป็นเสียงเทพ
นั่นคือวิชาเทพช่วงชิงเสียง!
สนามรบเอื้อประโยชน์แก่เทพแท้หน้าหยก แต่วิชาเทพช่วงชิงเสียงของสวี่ชิง…ก็เหมาะเช่นกัน
เพียงพริบตาอำนาจเสียงสวี่ชิงพลันปะทุ เสียงเทพกลายเป็นยันต์เก่าแก่ ก่อเกิดจากเสียงทั้งหมดรอบตัวเขา
เสียงอึกทึกบนสนามรบกลายเป็นเสียงเขา เสียงเข่นฆ่าสังหารกลายเป็นเสียงเขา เสียงกรีดร้องโหยหวนแห่งความตายกลายเป็นเสียงเขา
เสียงเทพเหล่านี้ดังก้องฟ้า ก่อตัวเป็นคติพจน์อัศจรรย์ พันรอบซากศพ รวมถึงเทพแท้หน้าหยกที่กำลังตามมา
ภาพนี้เหนือความคาดหมายของเทพแท้หน้าหยก ทำให้นัยน์ตาองค์ท่านฉายแววอัศจรรย์ทันที
“ใช้วิชาเทพเป็นด้วยหรือ”
ขณะพึมพำองค์ท่านพลันกดฝ่ามือ ไหมทองมากมายปรากฏกลางห้วงอากาศทันที ทะลวงผ่านคติพจน์ซึ่งวิวัฒน์จากอำนาจเสียงของสวี่ชิง ทำให้พวกมัน…กลายเป็นหุ่นเชิด!
จากนั้นค่อยห้อตะบึงตามสวี่ชิงไป!
แต่การตามล่าครั้งนี้มีเหตุไม่คาดฝันมากเกินไป
ไม่ว่าจะเป็นการปะทะระหว่างกองทัพหรือกระแสความปั่นป่วนจากผู้นำเทพกับผู้นำเซียน ทั้งหมดล้วนส่งผลต่อความเร็วทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งเกี่ยวข้องกับความเป็นตาย
เหมือนตอนนี้ที่มีกระแสพลังจากผู้นำเทพ ต่อให้สวี่ชิงค่อนข้างทิ้งห่าง แต่ยังกระอักเลือด จิตวิญญาณสั่นสะท้าน
แม้แต่เทพหน้าหยกก็ยังต้องหลีกหลบ
สวี่ชิงกับเทพแท้หน้าหยกรุกไล่กันเช่นนี้ ท่องเหินพลางประมือกลางอากาศ ทะลวงผ่านสมรภูมิ
สะเก็ดดาวนับไม่ถ้วนซึ่งลอยกลางสนามรบ รวมถึงศพเทพกับผู้บำเพ็ญ ส่วนหนึ่งถูกสวี่ชิงทำลายเป็นละอองอวกาศเล็กละเอียดโดยไร้สุ้มเสียง
ระหว่างนี้ช่องว่างระหว่างพวกเขาย่นย่ออย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันภาพที่ทำให้ในใจสวี่ชิงหนักอึ้งก็ปรากฏ
ห่างออกไปมีเทพแท้องค์หนึ่งเดินมาหาเขา
ดีว่าฝ่ายผู้บำเพ็ญมีเซียนชั้นล่างเข้ามาขวาง
แต่ความรู้สึกถึงอันตรายของสวี่ชิงยิ่งเด่นชัด ตอนนี้เขากวาดมองรอบตัวอย่างรวดเร็ว ครู่ต่อมาค่อยเล็งสถานที่หนึ่ง ขับเคลื่อนความคิด ก่อนหันมาพร้อมนัยน์ตาฉายแววเยียบเย็น ตัดสินใจเด็ดขาด
ตัวเขาพลันชะงัก ไม่หลบหนีอีก แต่ยืนอยู่ตรงนั้น กำหนดปราณจดจ่อ มือขวากดหว่างคิ้ว
จิตวิญญาณเขาสั่นสะเทือน แผ่จิตมรรคออกมา
“จันทร์เสี้ยว!”
เงาจันทร์พลันปรากฏกลางหว่างคิ้วสวี่ชิง
สิ่งที่เขาเอ่ยเรียกคือ…ศัสตรามรรคผู้นำเซียนที่ชักนำด้วยดวงชะตาอริยะเซียน!
ชั่วพริบตายามเอ่ยเรียก รอบตัวเขามีกาลอวกาศคู่ขนานมากมายปรากฏ ตัวเขาแต่ละคนล้วนวาดนิ้วกดหว่างคิ้ว
ปากกล่าวคำเดียวกัน!
“จันทร์เสี้ยว!!”
เมื่อเสียงต่างห้วงกาลอวกาศดังก้อง ในกาลอวกาศที่เกิดสงคราม เงาจันทร์ตรงหว่างคิ้วสวี่ชิงมีดาบโค้งสีเลือดปรากฏ โผล่ออกมาจากหว่างคิ้วเหมือนทะลวงผ่านฟ้าดารา!
ลักษณะเหมือนชิ้นส่วนเล็บจากกระดูกนิ้วของผู้ยิ่งใหญ่ พื้นผิวเปี่ยมด้วยเส้นเลือดเล็กละเอียดมากมายคล้ายเส้นผม
ทุกรอยเหมือนมีแสงดาวต่างสมัยเวียนวน
บ้างเป็นแก่นดาราสีม่วงอ่อนที่ซ่านสลายก่อนบรรพกาล บ้างเป็นแร่ปรอทสีเขียวเข้มที่เหมือนเคยจมทะเลบรรพกาล สิ่งที่พลุ่งพล่านทั่วหลอดเลือดหลักตรงกลาง นั่นคือภาพวงแหวนที่ 5 ซึ่งกำลังจับตัวกัน!
น่าตกตะลึงยิ่ง!
เมื่อปรากฏยังมีแสงแดงก่ำแปลกประหลาด สื่อถึงความตาย บ่งบอกถึงการนองเลือด ปกคลุมทั่วทิศชั่วพริบตา
สะเก็ดดาว อุกกาบาต รวมถึงซากศพบริเวณนั้น ทั้งหมดถูกแสงนี้แต้มแต่งและหลอมละลาย…
คล้ายหลั่งน้ำตาเป็นเลือด
ห่างไปไม่ไกล เมื่อเทพแท้หน้าหยกเห็นภาพนี้ ในใจเขา…เกิดคลื่นสะเทือนรุนแรงเป็นครั้งแรก
(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)



