Skip to content

Outside Of Time 1264

Outside of Time
BC

บทที่ 1264 หนีรอด

ตระกูลที่มีอำนาจปกครองดาวนี้ชื่อว่าเจินอี้

C

คำว่าเจิน(จริงแท้) ยึดตามกฎเผ่าเทพบนวงแหวนที่ 4 มีเพียงเผ่าซึ่งเทพแท้เคยปรากฏถึงจะได้รับเกียรติยศนี้

ในความทรงจำตามความเข้าใจของเทพผีเสื้อ เขตปกครองของเผ่าเจินอี้ ไม่ใช่แค่ดาวนี้ แต่รวมถึงเมฆดาวกว้างใหญ่ในโลกภายนอกกับจักรวาลบางส่วนรอบๆ

ทั้งหมดเป็นของตระกูลนี้

เดิมทั้งหมดนี้ควรคงอยู่ตลอดไป ถึงอย่างไรต่อให้เทพแท้สิ้นชีพก็กลับมาได้ ดังนั้นก่อนจะมีเทพแท้องค์ใหม่ปรากฏ อำนาจปกครองย่อมถาวรไม่เปลี่ยนแปลง

แต่ตระกูลนี้เกิดเรื่องไม่คาดฝันบางอย่าง

เทพแท้ของเหล่าองค์ท่าน คล้ายว่าสิ้นชีพเมื่อหลายปีก่อน แต่ถึงวันนี้ยังไม่กลับมา…

เมื่อเรื่องนี้ล่วงเลยตามกาลเวลา ผลลัพธ์ก็ทยอยเด่นชัด เผ่าเจินอี้ไม่มีอำนาจกำราบเผ่าในเขตปกครองของตน

ทำให้เหล่าองค์ท่านได้แค่ลดขอบเขตลงเรื่อยๆ กระทั่งตอนนี้ที่ยังฟังคำสั่งพวกเขา มีเพียงดาวนี้กับดาวนับสิบตรงละแวกใกล้เคียง

เรื่องที่เทพแท้ไม่กลับมา ในระบบเทพไม่ค่อยพบเห็นนัก แต่ใช่ว่าไม่มี

โดยทั่วไปส่วนใหญ่จะถูกซุ่มโจมตีขัดขวางระหว่างกลับมา ทำให้การคืนชีพเกิดเรื่องผิดคาด

สวี่ชิงเคยเจอเรื่องคล้ายคลึงกันกับตัว ทั้งเขายังเคยเป็นเหยื่อล่อด้วย…

ปีนั้นอวี้หลิวเฉินต้องการล่อเทพแท้องค์หนึ่งซึ่งกำลังจะกลับมา

‘ดังนั้นความลับของการหวนคืน สุดท้ายใช่ว่าจะสมบูรณ์แบบ ผ่านการพัฒนาของยุคสมัย เมื่อเทพกับผู้บำเพ็ญค้นหามากขึ้นเรื่อยๆ…”

“ความรุ่งเรืองบางอย่างก็เป็นแค่อดีต’

สวี่ชิงที่กลายร่างเป็นผีเสื้อ โบยบินบนเวิ้งฟ้า ใกล้วงแสงมรกต 360 วงขึ้นเรื่อยๆ

เขาสัมผัสได้ว่าวงแสงที่ 36 มีเทพจำนวนมากรวมตัวกัน

ที่นั่นคือสถานที่เกณฑ์พลของเผ่าเจินอี้ซึ่งตอนนี้เขตปกครองลดลงอย่างมาก

ทั้งเป็นสถานที่ซึ่งสวี่ชิงเลือก อาศัยวิชาลับจิ้งจอกดินแทรกตัวด้วยกลิ่นอายปะปน!

‘หวังว่าวิชาลับของจิ้งจอกดินจะได้ผล!’

สวี่ชิงหรี่ตา ในใจเตรียมพร้อมว่าหากล้มเหลวจะฝ่าเข้าไป จากนั้นค่อยพุ่งตัวผ่านห้วงอากาศ ปรากฏตัวหน้าวงแสงมรกตที่ 36

เมื่อมาถึง แสงมรกตปกคลุม ทั้งมีพลังอำนาจเทพมาเยือน สวี่ชิงไม่ได้ชะงัก กระพือปีกบินเข้าไป

ครู่ต่อมาก็เข้าวงแสง

ในนั้นเป็นสีมรกตทั้งแถบ กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต คล้ายห้วงอากาศย้อมสี มีเพียงตรงกลางที่มีม้วนภาพมหึมาเปิดอยู่ แผ่ออกไป 2 ด้าน

ส่วนภาพบนผืนผ้าเกิดจากการร่างลายเส้นหนาแน่นนับไม่ถ้วน ดูไม่ออกว่าสิ่งที่วาดคืออะไร ค่อนข้างเป็นนามธรรม แวบแรกที่เห็นยากมองออกว่าเป็นอะไร

ได้แค่เห็นเลือนราง คล้ายมีหลายรูปแบบ

สวี่ชิงหรี่ตา ภาพนี้ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ดังนั้นเลยมองอย่างละเอียด

ไม่นานเขาก็เห็นความผิดปกติ ในใจเหม่อลอยและสั่นคลอน

‘ภาพนี้…’

ภาพนี้บรรยายด้วยคำว่านามธรรมไม่ได้ เนื่องจากมีเพียงคนมองไม่ออกเท่านั้นถึงใช้คำนี้

ความจริงด้วยสภาวะจิตกับพลังบำเพ็ญของสวี่ชิง ในสายตาเขาเป็นภาพฟ้าดิน สิ่งที่วิวัฒน์ออกมาคือโลกใบหนึ่ง

ทว่า…เป็นการวาดสรรพสิ่งบนโลกให้มีมิติ ทั้งหมดวาดไว้บนภาพนี้

เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้ามองผิวเผินย่อมหนาแน่นแปลกประหลาด บิดเบี้ยวเป็นนามธรรม

‘นี่ไม่ใช่สิ่งที่แท่นเทวะมีได้ น่าจะเป็นของระดับเทพแท้ สิ่งที่ซ่อนแฝง…หรือว่าเป็นแก่นพลังอำนาจเทพที่ทำให้โดยรอบบิดเบี้ยว’

ในใจสวี่ชิงรู้สึกแปลกๆ เคลื่อนตัวเข้าใกล้ภาพนี้

แต่เพียงชั่วขณะ จิตเทพหลายสายพลันออกมาจากโลกในภาพนี้

สิ่งที่ปรากฏพร้อมจิตเทพคือรอยแตกมากมายบนภาพ รวมถึงเทพหลายองค์

จำนวนมากนับร้อย ในนั้นมีระดับเพลิงแท้กับสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ รวมถึงแท่นเทวะบางส่วน

ทั้งมีบางองค์ดึงดูดความสนใจของสวี่ชิง

องค์หนึ่งเป็นนัยน์ตาชั่วร้ายเคลือบสนิมสำริด

ม่านตาเป็นระฆังเปียนจงสำริด นอกดวงตามีทรายดาราเวียนวน โดยรอบมีรยางค์มากมายแผ่พลิ้ว ส่วนปลายแยกออกเหมือนถ้วยดูดรูปมือ

ยามหายใจเข้าออก นัยน์ตาจะหดรัด ระฆังเปียนจงดังก้อง เกิดเสียงเทพที่ทำให้คนบ้าคลั่ง

อีกองค์ยิ่งแปลกประหลาด นั่นคือหญิงชราร่างผอมแห้ง ทั้งตัวเปลือยเปล่า มีเสียงกึกกักดังทั่วผิวหนัง นั่นคือดาวหน้าคน 36,000 ดวง เคลื่อนไหวใต้ผิวองค์ท่าน

เส้นผมแห้งเหี่ยวแผ่สยาย เชื่อมต่อกับศพโบราณนับพันหมื่นที่ลอยคว้างด้านหลัง ทุกศพกำลังท่องบทสวดส่งต่างสมัย

อีกองค์แฝงความรุ่งโรจน์โรยร่วง ครึ่งซ้ายมีดอกไห่ถังซึ่งย้อนมองอดีตได้เบ่งบาน ครึ่งขวาลอกร่อนคล้ายไม้แห้งเกรียม ในทรวงอกมีตะเกียงวิญญาณสำริด 9 ดวงลอยล่อง ในเปลวไฟมีวิญญาณเทพผลุบโผล่

2 เท้าขององค์ท่านหยั่งรากกลางกาลอวกาศปั่นป่วน เท้าซ้ายเหยียบยุคน้ำแข็ง เท้าขวาแนบแกนดาราลุกโชน

เทพองค์นี้ดึงดูดสายตาสวี่ชิงที่สุด

เขาสัมผัสอำนาจเทพที่เหมือนบัญญัติของตนจากตัวอีกฝ่ายได้

นี่ทำให้ในใจสวี่ชิงหดเกร็ง ขณะเดียวกันยังรู้ว่าเทพเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากดาวนี้ สิ่งที่แสดงออกมาจึงเป็นร่างเทพของเหล่าองค์ท่าน

นี่คือวิธียืนยันฐานะระหว่างเทพเจ้า คล้ายผู้บำเพ็ญใช้จิตมรรคปะทะกัน

‘โอกาสนี้แหละ…’

ในใจสวี่ชิงสั่นไหว จิ้งจอกดินเข้าใจความหมาย ทั้ง 2 อาศัยจังหวะเผยร่างเทพพร้อมกัน สำแดงวิชาลับหลอมรวมกับโลกภายนอก

ครู่ต่อมาร่างสวี่ชิงวาบไหว ร่างผีเสื้อแปรเปลี่ยนชั่วพริบตา ปีกผีเสื้อพลันแผ่สยาย

เห็นเพียงปีกที่แผ่สยาย คล้ายโม่หินวัฏจักร ทุกเกล็ดปีกถักทอจากเยื่อผิวสิ่งมีชีวิตปริศนา ในตัวมีแสงแดงเข้มเวียนวน ชักนำห้วงอากาศรอบๆ

โดยเฉพาะปีกหน้าขององค์ท่าน ฝังประดับด้วยนัยน์ตาทับซ้อนหลั่งโลหิต 96,000 ชั้น ทุกม่านตามีสายฟ้าฟาด ยามสยายปีกร่ายรำมีเสียงราวภูตผีร่ำไห้

สิ่งที่แปลกยิ่งกว่าคือร่างผีเสื้อของสวี่ชิง หนวดผีเสื้อ 2 ข้างต่างพันด้วยสายธารแดงก่ำ ตรงปลายแยกเป็น 2 ส่วน แขวนตะเกียงโลกันตร์ขึ้นสนิม

มุ่งตรงหาม้วนภาพ

ปีกผีเสื้อเหมือนกระพือตามท่วงทำนองคณาเคราะห์ ปีกซ้ายสร้างกระแสทำลายล้าง ปีกขวาพรมน้ำค้างปฐมกาล เศษผงพร่างพราวยามโบยบินเผยภาพวัวเกล็ดนับหมื่นพันกราบไหว้

นี่คือลักษณ์เทพของผีเสื้อที่สวี่ชิงยึดร่าง!

ผู้แผ่จิตเทพส่วนใหญ่แสดงความยำเกรงทันที ส่วนเหล่าเทพที่สวี่ชิงจับจ้องต่างเก็บกลิ่นอายเล็กน้อย

ปล่อยให้สวี่ชิงในร่างผีเสื้อเข้าม้วนภาพ หยุดพักตรงที่ว่างแห่งหนึ่ง

ขณะเดียวกันมีเสียงเทพดังก้อง

“ผีเสื้อนรกเคราะห์นิรันดร์!”

“ไม่เจอกันร้อยปี เจ้าห่างจากการเลื่อนขั้นไม่ไกลแล้ว”

เสียงเทพนี้ดังออกมาจากรอยแยกของม้วนภาพ สิ่งที่มาพร้อมเสียงคือบัวดำมหึมาดอกหนึ่งซึ่งลอยเด่นช้าๆ

ในบัวดำมีคนแคระตนหนึ่งนั่งอยู่ คนแคระร่างดำสนิท ทั่วร่างล้อมรอบด้วยคราบเก่า 360 ชิ้น ทุกคราบแผ่อานุภาพกดดันไม่ธรรมดา

หว่างคิ้วแต้มแต่งด้วยทรายทอง นั่นคือโลหิตเทพแท้ซึ่งจับตัวกัน

ดวงตาสะท้อนวงแสงมรกต ในมือจับเกล็ดเล่น ตอนนี้เสียงที่ดังออกมาสั่นสะเทือนม้วนภาพ ทำให้ทวยเทพในม้วนภาพทยอยก้มหน้า

คนผู้นี้คือเทพเผ่าเจินอี้ซึ่งปกครองดาวนี้

ในความจำของเทพผีเสื้อ สวี่ชิงเคยเห็นเทพตรงหน้า รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเผ่าเจินอี้ ขณะเดียวกันยังเป็นคนเรียกระดมพลครั้งนี้ด้วย

สวี่ชิงจึงก้มศีรษะเล็กน้อย แสดงความยำเกรง

ฝ่ายคนแคระพยักหน้าเล็กน้อย ไม่เอ่ยวาจาอีก หลับตานั่งสมาธิบนบัวดำ

โดยรอบเงียบสงบลง เหล่าเทพกำลังเฝ้ารอ

สวี่ชิงเก็บลักษณ์เทพ แต่กลิ่นอายเขา อาศัยช่วงที่ตนกับจิ้งจอกดินสำแดงวิชาลับพร้อมกัน หลอมรวมกับรอบข้างแล้ว

สวี่ชิงคงสภาพเช่นนี้ รอเวลาล่วงเลย

ไม่นานก็ผ่านไป 3 วัน

วันที่นัดหมายใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

3 วันนี้มีเทพนับสิบมาเยือน ส่วนใหญ่เป็นผู้ถูกเชิญมาจากดาวอื่น ทั้งมีบางคนมาจากดาวนี้เหมือนเทพผีเสื้อ

บ้างมีอัสนีสะท้อนภาพเผ่ามนุษย์กราบไหว้ บ้างเป็นเทพจากการเผาเชื้อรา

ขณะเดียวกัน 3 วันนี้ จิตเทพแท้จากโลกภายนอกก็ปรากฏหลายครั้ง

ครั้งมากสุดคือจิตเทพแท้ 3 องค์ร่วมกันสำรวจ

ยามสวี่ชิงระวังตัว วิธีจิ้งจอกดินเห็นผล เมื่อจิตเทพเหล่านั้นสำรวจที่นี่กลับไม่เห็นว่าสวี่ชิงซ่อนตัวอยู่

ส่วนเทพองค์อื่นที่นี่ คล้ายชินกับการค้นหาบ่อยครั้งของเทพแท้ช่วงนี้แล้ว ไม่ตอบสนองมากนัก

‘ขอเพียงไม่ใช่การสำรวจจากเทพแท้เกิน 5 องค์ วิชาลับนี้ย่อมอำพรางได้ อีก 2 วัน…รอเทพเจ้าเหล่านี้จากไปก็ถึงคราวข้าจากไป!’ สวี่ชิงพึมพำในใจ

2 วันสุดท้าย การรอคอยของสวี่ชิงเหมือนยาวนานกว่าเคย แต่ดีว่าทุกอย่างยังถือว่าราบรื่น แม้ว่ามีเทพแท้ตรวจตรา แต่ยังไม่เกินขีดจำกัดการซ่อนตัวของสวี่ชิง

กระทั่งวันที่นัดหมายมาถึง

เมื่อถึงเวลาเหล่าเทพเจ้าที่นี่แผ่กลิ่นอายพร้อมกัน คนแคระที่นั่งขัดสมาธิบนบัวดำลืมตาขึ้น ยกมือสะบัดโบก

ก้อนหินสีดำมากมายกระจายออกไปทันที ทิ้งตัวลงตรงหน้าเทพแต่ละองค์ ถูกเหล่าเทพเก็บไปด้วยวิธีของตน

สวี่ชิงเอื้อมมือรับไว้ ชั่วพริบตายามสัมผัสก็ทราบว่าสิ่งนี้แฝงผนึกคุณสมบัติเทพแท้ ไม่มีประโยชน์กับเขามากนัก แต่สำหรับเทพเจ้าแล้วมีส่วนช่วยในการทะลวงระดับ

“ทุกท่าน นี่คือหินเทพแท้ตามสัญญา”

“หลังจากสำรวจแดนลับครั้งนี้ หินเทพแท้ที่เหลือได้เตรียมไว้แล้ว”

โลหิตทองตรงหว่างคิ้วคนแคระพลันส่องประกาย เปลี่ยนเป็นแสงทองสายหนึ่ง ขับเน้นวงแสงมรกต ทำให้ประจักษ์ต่อโลกภายนอก แผ่คลื่นส่งข้ามเป็นระลอก

จากนั้นมีเทพเจ้าท่องเหินนำหน้า มุ่งตรงไปยังวงแสง หายไปชั่วพริบตา

เหล่าเทพทยอยตามไป สวี่ชิงกำลังใช้แผนหลบหนีที่เตรียมไว้ แต่เวลานี้สิ่งที่ทำให้สวี่ชิงรู้สึกถึงอันตรายพลันปรากฏ

ในฟ้าดารามีจิตเทพแท้แผ่กว้างเหมือนทะเล กวาดผ่านเมฆดาว จำนวนจิตเทพในนั้นมากกว่า 10 องค์!

ชั่วพริบตายามสัมผัสได้ นัยน์ตาสวี่ชิงหดรัด ในใจชะงักกึก

เขารู้อยู่แก่ใจ ครั้งนี้ถ้ากวาดผ่าน การซ่อนตัวย่อมเปิดเผย

ในช่วงเวลาสำคัญ เขาไม่ลังเลใดๆ ทิ้งความคิดปลีกตัว มุ่งตรงหาวงแสงข้างหน้า พุ่งตัวเข้าไปในนั้น

หายไปในพริบตา

(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!