Skip to content

Outside Of Time 1268

ผู้กล้าเหนือกาลเวลา

บทที่ 1268 มีสหายมาจากแดนไกล

นอกโลกใบเล็ก การต่อสู้ระหว่างฟ้าและดินก็ดุเดือดขึ้นมาแล้ว

บนท้องฟ้าฝนเลือดเทกระหน่ำ เหล่ามนุษย์จิ๋วนับไม่ถ้วนกวัดแกว่งขวาน ฟันต้นไม้ ผ่าภูเขาไม่หยุด

ผืนแผ่นดิน เทือกเขาคำรามกึกก้อง ต้นไม้แห้งเหี่ยวทั่วฟ้าดิ้นรนต่อสู้สุดกำลัง

ส่วนภายในโลกใบเล็ก ฝนเลือดตกลงมาเช่นกัน การฆ่าล้างสังหารกำลังเปิดฉากอยู่!

เสียงคำรามอันน่าสังเวชก่อนตาย ตลอดจนเสียงระเบิดก้องกังวานที่ดังไปทั่วทั้ง 8 ทิศ และยังมีระลอกคลื่นพลังวิชาเทพเป็นทาง…เป็นทาง อาบย้อมโลกใบเล็กทั้งใบจนเต็มไปด้วยสีสัน

นี่คือการแลกเปลี่ยน

เงื่อนไขของฝ่ายหนึ่งคือสังหารเทพเจ้าทั้งหมดให้สิ้นซาก!

มีเพียงแบบนี้เท่านั้น แรงเหนี่ยวนำที่ปกปิดไว้และเศษชิ้นส่วนที่หายไปจึงจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง

แม้ว่า…มองจากมุมมองของสวี่ชิง จากการวิเคราะห์ของเขา เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ที่จะมีการหลอกลวงอยู่ แต่เขาก็ยังคงเลือกที่จะลงมือสังหาร

เพราะการตื่นขึ้นของหนูทองตัวเล็กย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ดังนั้นฝนเลือดในโลกใบเล็กแห่งนี้จึงตกหนักขึ้นเรื่อยๆ

ซากศพของเทพเจ้าแต่ละร่าง…แต่ละร่าง ร่วงลงมาจากท้องฟ้า กระแทกลงบนผืนดิน ที่รกร้างซากปรักหักพังแหลกราญ เกิดฝุ่นพัดหอบ ผสานไปกับฝนเลือด กลายเป็นหมอกเลือดที่ไม่มีที่สิ้นสุด

ตอนนี้ท่ามกลางหมอกเลือดเดือดพล่าน เงาร่างของตัวอ่อนเซียนของสวี่ชิงก็ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างเลือนราง

ในขณะเดียวกันก็ยังเห็นเทพเจ้าระดับแท่นเทวะ 3 องค์ที่เขาจับตามองให้ความสนใจเป็นพิเศษก่อนหน้านี้อยู่ในหมอกโลหิตนี้ อยู่เดี๋ยวใกล้เดี๋ยวไกลกับสวี่ชิง

แบ่งเป็น ดวงตา หญิงชรา ความเสื่อมโทรมรุ่งโรจน์!

พลังอำนาจเทพที่มาจากเหล่าองค์ท่านกำลังปะทุขึ้น

โดยเฉพาะดวงตาที่รูม่านตามีระฆังราวสัมฤทธิ์ปรากฏ สายตาขององค์ท่านทำให้สวี่ชิงมีความรู้สึกคล้ายกับธรรมนูญของโจวเจิ้งลี่ ในตอนนี้ท่ามกลางหมอกเลือด ในเสี้ยวพริบตาที่มันจับเป้าหมายสวี่ชิง…

เสียงระฆังดังก้องไปทั่วฟ้า สั่นสะท้านเลื่อนลั่นกึกก้อง!

แปรเป็นเสียงเทพที่ทำให้ผู้คนคลุ้มคลั่ง!

จะตรึงวิญญาณของสวี่ชิง!

ยิ่งมีสีสัมฤทธิ์อาบย้อมไปทั่วทุกสารทิศอย่างรวดเร็ว ราวกับจะโจมตีหมอกเลือดแช่แข็งเลือดเนื้อของสวี่ชิง!

นอกจากนี้ทรายดาราที่ห่อหุ้มอักษรเทพบิดเบี้ยวทะลักออกมาจากขอบตาล่าง กลายเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกรากและขวางเส้นทางของสวี่ชิง

สิ่งที่มาพร้อมกันคือปุ่มดูดรูปฝ่ามือพุทธองค์ที่ปลายของดวงตานี้ ในขณะที่พวกมันหายใจเข้าออก พลังดูดมหาศาลก็ปกคลุมสวี่ชิง จะกลืนกินร่างกายเขา

ในเวลาเดียวกัน หญิงชราและความรุ่งโรจน์เสื่อมโทรมก็ปะทุพลังออกมาเช่นกัน

ในหมอกเลือด ในดวงตาสวี่ชิงมีประกายแสงเย็นเยือกฉายวาบ เขารู้ว่าเวลากระชั้นชิด หากล่าช้าก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้!

ดังนั้นการสังหารครั้งนี้ยิ่งจบลงเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี

คิดถึงตรงนี้ ในใจสวี่ชิงก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ภายใต้การปกคลุมของแรงดูดนั้น เขาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เลิกการต่อต้านทุกอย่างทันที ปล่อยให้ดวงตาสัมฤทธิ์แปลกประหลาดนั่นกระชากเขาไป

กระทั่งว่ายังเป็นฝ่ายช่วยเสริมพลังให้ ทำให้ความเร็วที่ตัวเองถูกดูดไปเร็วยิ่งขึ้น

เพียงพริบตาหมอกเลือดพวยพุ่ง บดบังสายตา ทำให้การฆ่าล้างสังหารในหมอกเลือด โลกภายนอกไม่อาจมองเห็นได้ ทำได้เพียงแค่ได้ยินเสียงก้องกังวานจากภายในเท่านั้น

นั่นคือการปะทุของวิชาเทพของเทพเจ้าระดับแท่นเทวะหลายองค์

มาพร้อมด้วยเสียงครวญครางต่ำทุ้มของสวี่ชิง ยิ่งมีเสียงกระดิ่งดังขึ้นเป็นระลอก

เสี้ยวพริบตาต่อมาในบริเวณที่หมอกเบาบางปกคลุม ในที่สุดก็มองเห็นเงาร่างสวี่ชิงที่กระอักเลือด พลันปรากฏขึ้นที่ข้างหน้าของเทพเจ้าดวงตาองค์นั้น

ที่ตรงนั้น ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเลือด แต่ก็ไม่ได้หยุดรั้งรีรอเลยแม้แต่น้อย แทงเหล็กแหลมในมือเข้าไปในรูม่านตาของดวงตายักษ์อย่างเต็มแรง!

ระฆังราวสัมฤทธิ์สั่นสะเทือน ส่งเสียงคร่ำครวญโศกเศร้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ใบหน้านับไม่ถ้วนที่ปรากฏบนพื้นผิวระฆังต่างต่างบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ส่วนเสียงร้องไห้กลายเป็นวัตถุจริง แปรเปลี่ยนเป็นอักษรคำสาปสีเลือดตัวหนึ่ง พุ่งออกมาจากดวงตา ปกคลุมสวี่ชิงเอาไว้

ในขณะเดียวกัน รยางค์นับไม่ถ้วนของดวงตานี้ก็ดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แทงไปหาสวี่ชิงราวกับมีดคม

ราวกับจะผลักสวี่ชิงออกไป…

ในที่ไกล เทพเจ้าระดับแท่นเทวะอีกหลายองค์ก็ฉวยโอกาสนี้ พุ่งมาอย่างรวดเร็ว

ในดวงตาของสวี่ชิงฉายแววเหี้ยมโหด ปล่อยให้รยางค์เหล่านั้นทะลวงร่างกายของตัวเองไป ไม่สนใจอาการบาดเจ็บตลอดจนการไหลรินของเลือด ปะทุพลังของเหล็กแหลมในมือออกมาอย่างเต็มที่

ท่ามกลางเสียงระเบิดกึกก้อง เหล็กแหลมเล่มนี้ก็ทะลุผ่านดวงตาสัมฤทธิ์!

ลูกตาสั่นสะท้านรุนแรง!

ดวงตาสัมฤทธิ์แตกร้าว เลือดเทพสีทองข้นหนืดไหลซึมออกมา!

จากนั้นด้วยการปะทุของพลังตัวอ่อนเซียนในร่างกายสวี่ชิง หลังจากที่โหมซัดกลิ่นอายวิญญาณเซียนน่าครั่นคร้ามเข้าไป

ดวงตานี้ก็แตกออก พลันระเบิดกลายเป็นฝนเลือดเต็มท้องฟ้า

โปรยปรายไปทั่วทุกสารทิศ

และในเลือดทุกหยดล้วนสะท้อนเงาร่างของสวี่ชิงที่ถูกเทพเจ้าระดับแท่นเทวะองค์อื่นและเทพเจ้าระดับเพลิงเทวะหลายองค์ล้อมโจมตีอยู่ในหมอกเลือด เกิดเป็นการล้อมสังหาร

หมอกเลือดพวยพุ่งขึ้นอีกครั้ง!

หลายอึดใจหลังจากนั้น ก็จะเห็นเงาร่างของหญิงชราหลังจากที่ไหววูบอยู่ในนั้น ก็พุ่งทะยานไป คิดจะไปจากขอบเขตของหมอกเลือด

ข้างหลังขององค์ท่านคือสวี่ชิงที่มีร่างกายกลายเป็นเป็นสีเลือดไปแล้ว เหยียบดอกไห่ถังแหลกเละเอาไว้ท่ามกลางหมอกเลือดเพียงไหววูบก็พุ่งผ่านไป ไล่ตามอย่างไม่ลดละ

ท่ามกลางความรางเลือน เขาเหมือนว่าจะบาดเจ็บสาหัส

แต่จิตสังหารรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง ทั่วทั้งร่างอาบย้อมไปด้วยเลือดท่วมฟ้า เหมือนว่าหลอมผสานไปกับหมอกเลือดที่แผ่กระจายอยู่รอบโลกใบเล็ก

ส่วนข้างหลังของเขาคือเทพเจ้าที่แฝงไว้ด้วยความเสื่อมโทรมและรุ่งโรจน์ มีพลังอำนาจเทพที่คล้ายกับมิติ ร่างเทพแบ่งเป็น 2 ส่วน

ดอกไห่ถังครึ่งหนึ่งของร่างเหี่ยวเฉาโรยราไปแล้ว เถ้าถ่านของอีกครึ่งหนึ่งของร่างกายกำลังปลิวสลายไป

ตะเกียงวิญญาณขององค์ท่านดับลงไปแล้ว วิญญาณเทพที่จมอยู่ในเปลวไฟก็กลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้ว

สังหารดวงตาก่อนเป็นเพราะดวงตานั้นสามารถจับเป้าหมายสวี่ชิงได้

แล้วค่อยสังหารความรุ่งโรจน์เสื่อมโทรมเป็นอันดับต่อมาก็เพราะพลังอำนาจเทพของความรุ่งโรจน์เสื่อมโทรมสามารถเติมเต็มธรรมนูญของสวี่ชิงได้ ในการใช้อาการบาดเจ็บแลกมาซึ่งการสังหารครั้งนี้ ก็นับว่าเป็นการบำรุง!

ส่วนตอนนี้ ผู้ที่สวี่ชิงจะสังหารก็คือหญิงชราท่านนั้น!

หลังจากที่หญิงชราได้เห็นกับตาตัวเองว่าสวี่ชิงในเวลาสั้นๆ ก็สังหารเทพเจ้ามากมาย อีกทั้งยังรวมถึงดวงตาและรุ่งโรจน์เสื่อมโทรมด้วย วิกฤตชีวิตเป็นตายที่มาจากสัญชาตญาณขององค์ท่าน ก็ทำให้องค์ท่านตอนนี้หนีไปอย่างรวดเร็ว

นางไม่ต้องการที่จะมีส่วนร่วมอีกต่อไป

แต่การพวยพุ่งหอบทะลักของหมอก เพียงเสี้ยวพริบตาก็กลืนกินเงาร่างขององค์ท่านเข้าไปอีกครั้ง

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เสียงคร่ำครวญโหยหวนดังสะท้อนก้อง หมอกเลือดที่แผ่กระจายไปทั่วโลกใบเล็ก ในที่สุดก็สลายไป เผยให้เห็นท้องฟ้าสีเลือด

และเงาร่างของหญิงชราก็พุ่งออกมาอีกครั้ง เพียงแต่สภาพของนางสะบักสะบอมน่าสังเวชนัก

ส่วนข้างหลังองค์ท่าน ภายใต้ท้องฟ้าสีเลือด สวี่ชิงยืนอยู่กลางอากาศ เสื้อผ้าของเขาชุ่มโชกไปด้วยเลือดเทพจนกลายเป็นสีทองหม่น ดวงดาวที่มีใบหน้ามนุษย์แหลกละเอียด 36,000 ดวงที่ลอยอยู่รอบตัวเขา แกนดาวที่แตกสลายแต่ละดวง…แต่ละดวง ยังมีเพลิงเทวะที่ยังไม่มอดดับเต้นไหวระริกอยู่

ส่วนพื้นดินข้างล่าง…จะเห็นซากศพเทพจำนวนนับไม่ถ้วน

สวี่ชิงเลียสะเก็ดแผลที่มุมปาก พลางมองไปยังหญิงชราที่กำลังหนีไปอย่างตื่นตระหนกหวาดกลัวในที่ไกล ร่างของเขาพลันรางเลือนหายไป เหลือทิ้งเอาไว้เพียงรอยเงาที่ถูกแทงทะลุ

เมื่อเขากลับมาปรากฏตัวตนอีกครั้ง ก็มาอยู่ข้างกายหญิงชราแล้ว

ไม่ว่าหญิงชราจะหลบหนีอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ ท่ามกลางความตื่นกลัวและสิ้นหวังขององค์ท่าน เล็บมือขวาของสวี่ชิงก็ฝังเข้าไปในกระดูกคอของนางอย่างไม่ลังเล บีบมันไว้

พลังตัวอ่อนเซียนก็พลันแผ่ไปทั่วร่างของอีกฝ่ายในทันที

ลำคอแหลกละเอียดส่งเสียงดังกร๊อบๆ ออกมา ประกายแสงสีทองในดวงตาของหญิงชราก็พวยพุ่ง แต่กลับเป็นความขุ่นมัวภายใต้การกัดกร่อนจากวิญญาณเซียน

สุดท้ายก็กลายเป็นซากศพแห้งเหี่ยวซากหนึ่ง

สวี่ชิงปล่อยมือ แล้วพลันหันไปมองยังพื้นที่ว่างเปล่าแห่งหนึ่งด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

พื้นที่ว่างเปล่าตรงนั้นแตกสลายไปในทันที

เผยให้เห็นคนแคระที่ถอยหลังโซซัดโซเซ กระอักเลือด…กระอักเลือด ออกมา

องค์ท่านในตอนนี้สีหน้าย่ำแย่ ร่างกายอ่อนแอ ในดวงตาแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว

ก่อนหน้านี้องค์ท่านได้ลงมือในหมอกเลือดด้วยเช่นกัน แต่อยู่ข้างนอกบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลังจากที่ประมือกับสวี่ชิงในหมอกเลือดแล้ว ตัวเองเกือบถูกสังหาร จากการได้รับบาดเจ็บสาหัสก็แอบซ่อนอำพรางกายอย่างรวดเร็ว เฝ้าดูอยู่ภายนอก

วางแผนที่จะให้เทพเจ้าบริวารองค์อื่นๆ คอยผลาญพลังของสวี่ชิงอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างโอกาสการโจมตีที่สำเร็จในครั้งเดียวให้กับเขา

และยังหวังว่าทางที่ดีที่สุดคิดจับเป็นอีกด้วย

แต่ในหมอกเลือด หลังจากที่ตนจากไป การสังหารแต่ละฉาก…แต่ละฉาก ที่ปะทุขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้องค์ท่านจิตใจสั่นสะท้านรุนแรง แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่ง แต่ในตอนนี้ในใจขององค์ท่านก็ยังเกิดคลื่นลูกใหญ่อยู่ดี

โดยเฉพาะเมื่อถูกสวี่ชิงมองด้วยสายตานี้ ในเสี้ยวพริบตาที่ดวงตาประสานกัน ความไม่สบายใจในใจขององค์ท่านก็ยิ่งรุนแรงขึ้นทันที ร่างกายที่อ่อนแอถอยหลังไปโดยสัญชาตญาณ ปากเอ่ยรัวขึ้นมา

“สหายเต๋า การฟื้นคืนชีพของเทพแท้จริงเผ่าข้าถึงจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับข้า อีกทั้งเทพแท้จริงให้คำมั่นสัญญาต่อเจ้า…เจ้าไปจากที่นี่กับข้า ข้าจะเปิดทางออก ปล่อยให้เจ้าจากไป!”

เขารู้ดีว่าการพูดแบบนี้ในตอนนี้ ความเป็นไปได้ที่อีกฝ่ายจะเชื่อมีน้อยมาก ดังนั้นสิ่งที่องค์ท่านต้องการคือใช้คำพูดนี้เพื่อให้อีกฝ่ายเกิดความลังเลแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม

และตัวเขาเองก็จะใช้ความลังเลนี้…

ความคิดในสมองขององค์ท่านหมุนเร็วจี๋ แต่…ยังไม่ทันที่จะคิดได้สำเร็จดี องค์ท่านก็พลันสะท้านเฮือกขึ้นมา พลันก้มหน้าลง มองเห็นร่างเทพของตัวเองกำลังละลาย

การละลายนี้ไม่ได้ทำให้องค์ท่านเกิดความรู้สึกระแวงระระวังเลยแม้แต่น้อย และก็ไม่ได้มีความรู้สึกเจ็บปวดหรือผิดปกติใดๆ ทุกอย่างล้วนเงียบเชียบ

ส่วนต้นตอคือเส้นไหมสีดำที่ไม่รู้ว่าพันอยู่รอบข้อเท้าตั้งแต่เมื่อไหร่!

เส้นไหมนั่นกำลังไปตามผิวหนังขององค์ท่าน สลักเข้าไปในร่างเทพและวิญญาณ

สีหน้าของคนแคระเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล ร้องตกใจเสียงหลง “คำสาปเทพ!”

และในเสี้ยวพริบตาต่อมา เงาร่างของสวี่ชิงก็หายไปแล้ว มาปรากฏตัวขึ้นข้างหน้าเทพเจ้าคนแคระนี้ราวกับภูตผี มาด้วยรัศมีอำนาจปานสายฟ้า ยกมือขวาขึ้น ปลายนิ้วมาพร้อมด้วยเสียงสะท้อนก้องของกระดิ่ง เคลื่อนผ่านหน้าผากของคนแคระ

ใบหน้าของคนแคระบิดเบี้ยว เขามีใจที่จะต่อต้าน แต่การบาดเจ็บอย่างต่อเนื่องตลอดจนการได้รับบาดเจ็บสาหัสในหมอกโลหิต ทั้งยังมีการปะทุของคำสาปเทพในตอนนี้ก็ทำให้องค์ท่านอ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อรวมกับเสียงกระดิ่งที่ดังขึ้น ก็ตัดความเป็นไปได้ทั้งหมดออกไป

ดังนั้นในพริบตาเดียว ร่างขององค์ท่านสะท้านเฮือก ทั้ง 7 ทวารมีเส้นเลือดสีทองนับไม่ถ้วนพุ่งออกมา เส้นไหมเหล่านี้ลอยขึ้นไปในอากาศ ถักทอเป็นฝนเลือดใหม่

จากการแหลกสลายของร่างองค์ท่าน ก็ตกลงไปสู่พื้นโลก

สวี่ชิงยืนอยู่กลางอากาศ ปล่อยให้ฝนเลือดชะล้างบาดแผลบนร่างกายของเขา

การต่อสู้ครั้งนี้เขาได้รับบาดเจ็บแสนสาหัส ตอนนี้เขาบังคับสะกดอาการบาดเจ็บลงไป หลังจากที่รวบรวมสมาธิสัมผัสรับรู้ถึงการเหนี่ยวนำที่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ตลอดจนตำแหน่งของเศษชิ้นส่วนที่เปลี่ยนมาชัดเจนขึ้น เขาก็ลากร่างกายที่เหนื่อยล้าไหววูบไป

ทะลุผ่านโลกเศษเสี้ยวแต่ละแห่ง…แต่ละแห่ง ในที่สุดก็อาศัยการสัมผัสรับรู้หาที่ตั้งของชิ้นส่วนนั้นจนพบ หาร่องรอยที่หนูทองเคยมาที่นั่นภายในที่รกร้างซากปรักหักพังเจอ!

นั่นคือเศษฟางเกลื่อนพื้น

จับกลุ่มกันเป็นค่ายกลที่สานขึ้นด้วยเศษหญ้าวงแหวนดารา!

การจัดวางของโครงสร้างมันไม่เหมือนกับผู้บำเพ็ญ และไม่เหมือนเทพเจ้าด้วยเช่นกัน แต่เหมือนกับฝีมือโดยพรสวรรค์ของหนูสีทองมากกว่า

เมื่อมองดูค่ายกลนี้ สวี่ชิงคล้ายครุ่นคิด เขาไม่รู้ว่าค่ายกลส่งข้ามนี้จะมุ่งหน้าไปสู่ที่ใด แต่เขาสามารถสัมผัสได้ว่าเมื่อค่ายกลนี้เปิดขึ้น หากต้องการใช้ส่งข้ามจะต้องใช้ของที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ 2 อย่าง

อย่างหนึ่งคือหญ้าวงแหวนดาราจากต้นกำเนิดเดียวกัน และอีกอย่างคือหนูสีทองหรือก็คือกลิ่นอายของอสูรทวิกาล

นอกจากนี้แล้วก็ไม่มีวิธีอื่นอีก

มีเพียงมีของทั้ง 2 สิ่งนี้ในเวลาเดียวกัน จึงจะสามารถรับรู้และส่งข้ามได้

สวี่ชิงหรี่ตา

“ตอนนั้นข้าได้พบกับจอมเซียนที่กำลังตามหาหนูสีทองตัวน้อยในมหาสมุทรนอกแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์…เขาได้ชี้นำทิศทางของระบบดาวที่ 5 ให้กับข้า”

“ดังนั้นข้าจึงมาถึงระบบดาวที่ 5”

“และในสนามรบก็บังเอิญถูกส่งข้ามมายังระบบดาวที่ 4…”

“ในขณะที่รักษาอาการบาดเจ็บอยู่ในระบบดาวที่ 4 ก็บังเอิญเป็นในเสี้ยวขณะที่จิตเทพแท้จริงกวาดผ่านมา ข้าจึงจำต้องเข้ามาในแดนลับนี้เพื่อแอบซ่อน”

“และที่นี่ก็บังเอิญมีการต่อสู้ของเทพแท้จริง 2 องค์อีก…”

“และบังเอิญว่าในโลกใบเล็กนี้ หนูทองฟื้นตื่นขึ้น สัมผัสรับรู้ถึงเผ่าพันธุ์เดียวกัน”

“จากนั้นที่นี่ ก็ได้เห็นค่ายกลส่งข้ามที่สานด้วยเศษหญ้าวงแหวนดารา อีกทั้งยังบังเอิญที่สิ่งสุดท้ายที่ต้องการคือหญ้าวงแหวนดาราที่จอมเซียนให้ข้ามา”

สวี่ชิงเงียบนิ่ง

“คือช่วยข้า หรือว่าเจ้านับตั้งแต่แรกก็คือคิดอยากให้ข้ามาที่นี่” สวี่ชิงมองค่ายกลส่งข้ามเบื้องหน้า พึมพำในใจ

หลังจากครู่หนึ่ง ในดวงตาของเขาก็เผยความเด็ดขาด ไม่ว่าอย่างไรนี่คือทางออกเดียวของเขาในตอนนี้ ดังนั้นเขาจึงกำลังจะก้าวเข้าไป

แต่ในขณะนี้เอง…

เสียงที่เก่าแก่ผ่านห้วงกาลเวลาก็ดังก้องอยู่ในโลกใบเล็กแห่งนี้

“สหายตัวน้อย ยังมีการแลกเปลี่ยนครั้งที่ 2 เจ้าต้องการหรือไม่”

“การกลืนกินหลอมรวมของเทพแท้จริงเจินอี้ต่อข้าใกล้เข้ามาแล้ว ข้ามีวิชาลับวิชาหนึ่ง ทำให้เจ้าดูดซับเทพแท้จริงเจินอี้ที่นี่ได้ ทำให้ในขณะเดียวกับที่พลังต้นกำเนิดของเจ้าเพิ่มขึ้น ก็มอบโอกาสในการพลิกสถานการณ์จากความพ่ายแพ้เป็นชัยชนะให้กับข้าได้!”

สวี่ชิงฝีเท้าหยุดชะงัก เงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้า

“มีความมั่นใจที่จะให้ข้าเข้ามาได้ เห็นได้ชัดว่าเจ้าได้รู้มานานแล้วว่าอาณาจักรเทพของเจ้าจะมีผลกรรมเวรนี้อยู่”

“เช่นนั้น การแลกเปลี่ยนของเจ้า เป็นเจ้าเสนอเอง หรือว่า…มีผู้ใดให้เจ้าเสนอ!”

“สุดท้ายนี้ข้ายังอยากรู้ว่าเจ้า…เป็นเทพหรือเซียน!”

สายตาของสวี่ชิงสงบนิ่ง เอ่ยอย่างช้าๆ

……

ในเวลาเดียวกันนี้ ในระบบดาวที่ 9 ที่อยู่ห่างไกลจากระบบดาวที่ 4 อย่างยิ่ง ที่ใจกลางของท้องฟ้าดาราอันกว้างใหญ่ ณ แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์!

ที่นั่นพลังกดดันจากเซียนโบราณบนท้องฟ้าดาราหนักขึ้นเรื่อยๆ ความเร่งร้อนในใจของสรรพชีวิตนับหมื่นเผ่าล้วนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

และใต้แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ ในอุโมงค์ใต้ดินไร้สิ้นสุดที่เป็นที่อยู่ของเผ่าเทพนภาเจิดจรัสถูกเซียนโบราณผนึกไว้

ในสถานที่ที่กันดารห่างไกล มีศาลเจ้าที่ผุพังแห่งหนึ่ง

ศาลเจ้าไม่มีเทวรูป แต่ที่มุมหนึ่งมีศีรษะหนึ่งนอนอยู่ กำลังเงยหน้าไปข้างบน ด่าทอเสียงดัง “แค่ขโมยซากร่างของเทพเจ้าระดับแท่นเทวะสูงสุดมาเท่านั้นเอง ไล่ฆ่าข้านานขนาดนี้ พวกเจ้ารอข้าก่อนเถอะ!”

ศีรษะนี้กัดฟันกรอดๆ และในเสี้ยวพริบตาต่อมา หนูตัวน้อยขาเป๋ ขนร่วงจนเกือบจะหมดและมีท่าทางดุร้ายก็คลานออกมาจากซากปรักหักพังข้างๆ มาถึงยังข้างศีรษะนั้น ส่งเสียง จี๊ดๆ อย่างเกียจคร้านออกมา

ศีรษะพลันขยับ กลิ้งมาเล็กน้อย ปรับมุมของตัวเอง ทำให้สายตาจ้บจ้องไปยังหนูตัวเล็กได้ สีหน้าค่อยๆ แปลกประหลาดขึ้น

“อะไรนะ”

“เจ้าสัมผัสได้ถึงการส่งข้ามในที่ไกลโพ้นอย่างนั้นหรือ”

(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!