Skip to content

Outside Of Time 1308

ผู้กล้าเหนือกาลเวลา

บทที่ 1308 แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ที่ห่างหายไปนาน

แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์

เงียบสงัดไปทั่วทั้งผืน

ลมเย็นเยือกไม่ได้พัดมาจากผิวน้ำทะเล แต่เนื่องจากความต่อเนื่องของแรงกดดันในฟ้าดินที่ก่อตัวขึ้นเองจากแดนต่างๆ

สายลมต่างใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ม้วนรวมไปทุกสารทิศพร้อมกันสุดท้ายก็พัดหอบไปทั่วแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์

ทุกที่ที่พัดผ่าน ท่ามกลางเสียงหวีดหวิว ราวกับกำลังขับขานเพลงส่งวิญญาณอย่างโศกเศร้า

และขุนเขารกร้างในแดนต่างๆ ท่ามกลางสายลมก็ราวกับมังกรโบราณที่นอนแข็งตาย สิ่งที่ปกคลุมบนหลังไม่ใช่เกล็ดมังกรสีเขียวอีกต่อไป แต่เป็นเปลือกหินสีน้ำตาลเข้มที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ

พืชพรรณ ไม่เหมาะสมที่จะเจริญเติบโตอีกแล้ว

มีเพียงเปลวไฟใต้พิภพที่ซึมออกมาตามรอยแยกของภูเขาที่เผาเทือกเขาในทุกแดนจนดูเหมือนเป็นซากศพที่ไหม้เกรียมมากมาย

นี่คือเผ่ามนุษย์ ศักราชหลีเซี่ย ปีที่ 31

นับจากกระบี่เล่มนั้นที่มหาจักรพรรดิครองกระบี่ตวัดขึ้นสู่ท้องฟ้าก็ได้ผ่านไป 27 ปีแล้ว

27 ปีนี้ แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ต้องเผชิญกับความยากลำบาก

เสียงคำรามที่ส่งมาจากม่านฟ้าตลอดเวลา ราวกับการนับถอยหลัง กดทับลงมายังร่างของหมื่นเผ่าในแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์อย่างหนักอึ้ง และยังเหมือนกับเสียงเร่งความตาย

ภายใต้เสียงนี้ เผ่าพันธุ์ทั้งหลายถูกบังคับให้เท่าเทียมกันในเรื่องความตาย

ดังนั้น ความสิ้นหวังจึงไม่เพียงแต่ผุดขึ้นในฟ้าดินเท่านั้น แต่ยังเติบโตในจิตใจของสรรพชีวิตทั้งหลายมา 27 ปีแล้ว

ด้วยเหตุนี้…ก่อนที่น้ำค้างแข็งจะมาเยือน ฟ้าดินก็มีจิตสังหารเกิดขึ้นนานแล้ว

ทั้งแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์กลายเป็นภูเขาราวซากศพ พืชพรรณล้วนเหี่ยวแห้ง

ไอพลังประหลาดเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

ท้องฟ้าถูกเมฆหนาทึบอึมครึมกดทับ บดบี้ และประสานปิดทึบ แม้บางครั้งจะมีแสงอาทิตย์สีเลือดเล็ดลอดออกมาจากช่องเมฆบ้าง แต่เงาแสงที่สาดส่องลงบนแผ่นดินที่แตกร้าว ก็เป็นเพียงร่องรอยกระจัดกระจายราวแผลเป็นจากคมดาบ

การมีชีวิตต่อไปยากขึ้นเรื่อยๆ

ต่อให้เป็นทุ่งน้ำแข็งทางเหนือของแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ที่แทบจะไร้ผู้คน บนทุ่งน้ำแข็งก็มักจะมีเสียงหนักทุ้มดังออกมา น้ำแข็งดำที่เคยละลายในแต่ละปี…แต่ละปีนี้ก็พังทลายเป็นแถบๆ

เกล็ดน้ำแข็งเหล่านั้นห่อหุ้มเสียงคร่ำครวญที่ผนึกไว้แต่บรรพกาล จากสายลมเย็นเยียบที่พัดผ่านไปทั่วทุกทิศ ก็บดขยี้หญ้าสีเหลืองให้กลายเป็นซากศพติดดิน

ส่วนทางใต้ ยิ่งเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง สงครามเผ่าพันธุ์ที่ปะทุขึ้นเพื่อทรัพยากรครั้งแล้วครั้งเล่า เกิดเป็นสนามรบทั่วทุกแห่งหน

ท่ามกลางการนับถอยหลังสู่ความตาย ทรัพยากรที่มากขึ้นก็หมายถึงเครื่องบรรณาการที่ดีกว่า นี่คือความหวังที่จะอยู่รอดต่อไปได้ของเผ่าพันธุ์

นี่คือโองการฉบับหนึ่งที่ส่งลงมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์นอกพิภพเมื่อ 7 ปีก่อน

“ยามเมื่อพวกข้าลงมาเยือน เผ่าพันธุ์ที่มีเครื่องบรรณาการมากที่สุด 5 อันดับ จะไม่ถูกทำลาย”

ดังนั้น สงครามจึงเกิดบ่อยครั้งขึ้น

จนกระทั่ง 1 ปีก่อน จากปรากฏการณ์ประหลาดของม่านฟ้า สงครามถึงได้ค่อยๆ ลดลง

มีเพียงซากศพบนสนามรบทั่วทุกแห่งหนเหล่านั้น เลือดดำที่แห้งกรัง กลายเป็นพยานแห่งความวุ่นวายโกลาหล

ในขณะนี้ ลมพัดมาจากที่ไกลๆ พัดผ่านสนามรบ แต่ก็ไม่อาจพัดพากลิ่นคาวเลือดที่ตกตะกอนอยู่ที่นั่นไปได้เลย ทำได้เพียงทำให้ธงมนตราสีซีดที่พันอยู่บนด้ามกระบี่หักบางส่วน โบกสะบัดไปตามสายลมเท่านั้น

ส่งเสียงครวญครางราวกับกำลังจะตาย

กลายเป็นส่วนหนึ่งของเสียงลม

แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ทั้งหมดอยู่ภายใต้ความกดดัน

ส่วนทะเลต้องห้าม ก็เป็นเช่นเดียวกัน

คลื่นยักษ์ที่เคยโหมกระหน่ำ แข็งตัวกลายเป็นกำแพงน้ำสีดำสนิทไปนานแล้ว ทะเลต้องห้ามทั้งผืน…กลายเป็นทะเลน้ำแข็ง!

ชั้นน้ำแข็งบางครั้งก็แตกร้าว เคยมีคนนำลวดลายของรอยร้าวเหล่านั้นมาต่อกัน พบว่ามันคือภาพคำทำนายการพินาศของแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ที่กำลังจะสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ

บางที นั่นอาจเป็นคำเตือนที่ดวงวิญญาณวีรชนของมหาจักรพรรดิครองกระบี่ทิ้งไว้ให้แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์

และในวันนี้…

ภาพการพินาศของแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ เส้นสุดท้ายในนั้น ท่ามกลางเสียงเปรี๊ยะๆ ที่ดังออกมาจากชั้นน้ำแข็งก็กำลังจะเสร็จสมบูรณ์

ในกระบวนการนี้ เสียงแตกของธารน้ำแข็งดังขึ้นเรื่อยๆ

ดั่งเสียงหัวใจเต้นของหมื่นเผ่าพันธุ์บนแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ในตอนนี้ที่กำลังดังก้องถี่รัวยิ่งขึ้น

ซึ่งรวมถึงเขตปกครองผนึกสมุทรด้วย!

ในเขตปกครองผนึกสมุทรได้รวมพลังทั้งหมดของแดนใหญ่คลื่นศักดิ์สิทธิ์และแดนใหญ่วิญญาณทมิฬเข้าไว้ด้วยกัน ภายในนั้นมีสำนัก 7 เนตรโลหิต มีสหายเก่าของสวี่ชิงในอดีตเหล่านั้น และยังมีสาวกผู้ศรัทธาเขาในเผ่าฟ้าทมิฬอีกด้วย

แม้ว่าพวกเขาทุกคนจะเหนื่อยล้า และอดทนมาอย่างยากลำบากถึง 27 ปีแล้ว แต่ตอนนี้…

ทุกคนล้วนสีหน้าแฝงไปด้วยความฮึกเหิมเด็ดเดี่ยว แฝงด้วยความมุ่งมั่น และแฝงด้วย…ความมุ่งมั่นที่จะสละชีพ!

อู๋เจี้ยนอู ข่งเสียงหลง จางซาน ก็อยู่ในกลุ่มนั้นเช่นกัน

พลังทั้งหมดของเขตปกครองผนึกสมุทร มีโหวเหยาเป็นผู้นำกางค่ายกลใหญ่ รวบรวมพลังทั้งหมด จ้องมองไปยังท้องฟ้า

และยังมีกายเทพของสวี่ชิงที่กำลังนั่งขัดสมาธิในวังเซียนใต้เขตปกครองผนึกสมุทร และจื่อเสวียนที่ลืมตาขึ้นมาแล้วในตำหนักหงส์ที่อยู่ข้างหลังของเขาเช่นกัน

ไม่เพียงแต่เขตปกครองผนึกสมุทรเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ เสียงเต้นของหัวใจที่เร่งเร้านี้ ในแดนใหญ่เซ่นจันทราก็แผ่ระลอกอย่างรุนแรงเช่นกัน!

รัฐทายาท ท่านปู่เก้า ท่านปู่แปด ท่านย่าสาม และคนอื่นๆ เงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึมอยู่หน้าร้านขายยา ในเทือกเขาทนทุกข์

ข้างหลังของพวกเขา หลิงเอ๋อร์ยืนอยู่ตรงนั้น

นางเติบโตขึ้นแล้ว รูปร่างสูงโปร่ง งดงามสง่า ข้างกายมีงูมังกรพันล้อม สีหน้าแน่วแน่

แดนใหญ่เซ่นจันทราทั้งผืนล้วนกำลังแผ่ระลอกคลื่น นั่นคือสัญญาณว่าตำหนักขบถจันทร์ซึ่งเป็นสมบัติสูงสุดของท่านย่าห้ากำลังโคจรอย่างเต็มกำลัง

และภาพฉากที่คล้ายกันนี้ก็เกิดขึ้นทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์

……

ในวิหารบรรพชนของเผ่ากระดูกยมโลกที่อยู่ลึกในส่วนลึกของทะเลทรายตะวันตก บนบัลลังก์ที่สร้างจากกระดูกแปลกประหลาาดนับหมื่นชิ้น ราชาของเผ่าในยุคปัจจุบันนี้ กำลังจ้องมองกระจกกระดูกในมือ

สิ่งที่สะท้อนในกระจกไม่ใช่ใบหน้าของตัวเขาเอง แต่เป็นท้องฟ้าของแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ที่ลมเมฆเปลี่ยนสี

……

ในแดนใหญ่เสียงพรากที่ตั้งอยู่ค่อนไปทางตะวันออกของแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ เผ่าปล้องสวรรค์ที่เป็นเผ่าที่แข็งแกร่งที่สุดของแดนนี้ รังแม่ของพวกมันแต่ละรัง…แต่ละรัง กำลังขยับเขยื้อนอย่างบ้าคลั่ง

บนผิวของเปลือกรังไหมขนาดยักษ์มีรอยด่างคล้ายดวงตาเต็มไปหมด ตอนนี้ดวงตาทุกดวงล้วนไหลเยิ้มไปด้วยหนองสีเขียว

และในรังแม่ที่ใหญ่ที่สุด แม่หนอนของเผ่านี้นั่งขัดสมาธิอยู่กลางรัง รยางค์ทั้ง 12 เส้นกระตุกโดยไม่รู้ตัว 3 เส้นในนั้นขาดสะบั้นไปแล้ว บริเวณที่ขาดยังมีของเหลวเหนียวข้นหยดลงมา

มันกำลังพยายามผลักดันอนุมานหาหนทางรอดของเผ่าพันธุ์ต่อไป!

……

นอกจากนี้เผ่าภาพวิญญาณที่อยู่ใกล้กับทางใต้ ในฐานะที่เป็นเผ่าที่เติบโตอย่างรวดเร็วโดยการกัดกินเผ่าพันธุ์เล็กๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พวกเขามีบรรพจารย์ของเผ่าเป็นภาพสัญลักษณ์

เพียงแต่ในขณะนี้ บนลานภาพสัญลักษณ์ เสาสัญลักษณ์ 12 ต้น มี 9 ต้นกำลังแตกหัก

หัวหน้าเผ่าของพวกเขา ดวงตาทั้ง 4 ต่างมีเลือดไหล สีหน้าเหี้ยมเกรียมดุร้าย จ้องมองไปยังท้องฟ้า ตกอยู่ในความบ้าคลั่ง!

……

นอกจากเผ่าพันธุ์ที่มีเทพเจ้า เผ่าพันธุ์อื่นๆ ตอนนี้ต่างเป็นเช่นนี้เช่นเดียวกัน

ต่างเตรียมพร้อมรับมืออย่างเข้มงวด ภายใต้บรรยากาศที่ตึงเครียด ภายใต้แรงกดดันอันสิ้นหวัง ท่ามกลางความขมขื่นได้ซ่อนความหวาดกลัวต่ออนาคตเอาไว้

แต่กลับไม่เผชิญหน้าไม่ได้

ต่างเงยหน้าขึ้น มองไปยังท้องฟ้า!

โดยเฉพาะ… เผ่ามนุษย์!

ใจกลางแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ แดนใหญ่เผ่ามนุษย์ บนแท่นต้นอู๋วิหคสถิตย์ ในเมืองหลวง!

จักรพรรดินีกำลังยืนอยู่ตรงนั้น

องค์ท่านทรงสวมฉลองพระองค์ชุดจักรพรรดิสีทองอร่าม สวมมงกุฎจักรพรรดิมนุษย์

ม่านมุกทองคำบริสุทธิ์ 12 สายที่ห้อยลงมาข้างหน้า ตอนนี้นิ่งไม่ไหวติงอยู่ท่ามกลางสายลม

เฉกเช่นเดียวกับพระทัยอันแน่วแน่ขององค์ท่าน

และปลายเส้นม่านมุกทุกเส้นล้วนประดับด้วยมุกไขกระดูกหงส์ที่หลอมด้วยเพลิงเทวะ ด้านหนึ่ง…สะท้อนให้ลวดลายเทพสีโลหิตที่กลางหว่างคิ้วของจักรพรรดินีหลีเซี่ยยิ่งดูงดงามอันตราย

แต่อีกด้านหนึ่ง กลับสะท้อนให้เห็นถึงหิมะดำที่ทอดยาวหลายหมื่นลี้นอกเมืองหลวงในขณะนี้!

พูดให้ถูกคือนั่นไม่ใช่หิมะ แต่เป็นเศษปราณกระบี่บนฟ้าปกป้องคุ้มกันแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์มา 27 ปี ที่กำลังโปรยปรายร่วงหล่นลงมาท่ามกลางการแตกสลายสู่โลก!

พวกมันร่วงลงสู่พื้นดิน ร่วงลงบนเทือกเขา ร่วงลงบนแม่น้ำ ส่งเสียงแตกละเอียดอันอับจนปัญญาออกมา

ในเสียงนี้ มีคนรีบเดินเข้ามาจากข้างหลังจักรพรรดินี

ผู้มาคือชายหนุ่มสวมเสื้อคลุมมังกร 4 กรงเล็บ ผมยาวสยายเต็มไหล่ รูปร่างผอมบาง มีความคล่องแคล่วอยู่ในตัว

เป็นหนิงเหยียนนั่นเอง

เขาไม่ใช่เด็กอ้วนตัวน้อยที่เคยถูกเอ้อร์หนิวใช้เป็นอาวุธอย่างในตอนนั้นอีกต่อไปแล้ว หนิงเหยียนในตอนนี้ได้สลัดความอ่อนเยาว์ออกไปแล้ว ไม่เพียงแต่มีสีหน้าที่แน่วแน่เท่านั้น ในตัวก็ยังมีความน่าเกรงขามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะขององค์รัชทายาทเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ตอนนี้เมื่อเดินมาถึง เขายืนอยู่ข้างหลังจักรพรรดินี มองดูฟ้าดินนอกเมืองหลวง ครู่หนึ่ง สายตาของเขาก็จับจ้องไปที่จักรพรรดินีที่อยู่เบื้องหน้า และเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เสด็จแม่ เผ่านภาคิมหันต์ได้ส่งทูตที่เราส่งไปกลับออกมา และประกาศว่าเผ่าของพวกเขาในเวลาต่อจากนี้ก็จะปิดเผ่าไม่ออกมาภายนอก ห้ามบุคคลภายนอกเข้าอย่างเคร่งครัด พวกองค์ท่านแสดงทีท่าอย่างชัดเจนว่าจะไม่เข้าร่วมสงคราม ระหว่างเผ่าของเรากับแดนศักดิ์สิทธิ์”

“ไม่ใช่แค่เผ่านภาคิมหันต์เท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ เผ่าราชันประกาศิตอุดรทางเหนือ เผ่าเอกภพแดนสีชาดทางตะวันตก เผ่าเหวกระดูกนรกานต์ทางใต้ และ เผ่าเทวาเยือน ณ ใจกลางแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ ล้วนตัดขาดอาณาเขตของตนเองจากโลกภายนอก”

“ทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ เผ่าที่บูชาเทพเจ้าทุกเผ่าล้วนเป็นเช่นนี้พะย่ะค่ะ”

หนิงเหยียนเอ่ยกล่าวด้วยเสียงต่ำทุ้ม

จักรพรรดินีเงียบนิ่ง

สำหรับเรื่องนี้องค์ท่านคาดการณ์เอาไว้ได้นานแล้ว เพียงแต่หนิงเหยียนไม่ยอมแพ้ จึงได้ส่งทูตไปยังเผ่านภาทมิฬก็เท่านั้น

เทพเจ้านั้นเย็นชา และการเฝ้าดูในเวลานี้ ก็สอดคล้องกับจิตใจของเทพเจ้า

จักรพรรดินีเงยหน้า มองไปยังท้องฟ้า

ม่านฟ้าทั้งผืน ตอนนี้ต่างกำลังเดือดพล่านก่อเป็นคลื่นวนขนาดมหึมา

ความกว้างใหญ่ของคลื่นวนนี้น่าตกใจหวาดหวั่นยิ่งนัก

จากการหมุนวนก็ราวกับว่าท้องฟ้าถูกคว้านดวงตาออกไป เลือดที่สกปรกไหลออกมา เศษปราณกระบี่ที่ร่วงลงมาก็มากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนที่ใจกลางของคลื่นวน มีเพียงเทพเจ้าที่ถึงระดับแท่นเทวะเท่านั้น หรือถึงระดับเตรียมเซียนซึ่งไม่ปรากฏมานานนับหมื่นปีแล้วเท่านั้น ถึงจะมองเห็น…

ในส่วนลึกของคลื่นวน มีรอยเลือด ที่กำลังแตกออกอย่างต่อเนื่องทางหนึ่ง!

กระบี่นั้นของมหาจักรพรรดิครองกระบี่ในปีนั้นก่อเป็นม่านปราณกระบี่ ปกคลุมท้องฟ้า

เดิมทีคิดว่าแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์จะยืดเวลาไปได้ 30 ปี หยุดยั้งการมาเยือนของเซียนโบราณ และแดนศักดิ์สิทธิ์…

แต่ตอนนี้ การพังทลายของมันเริ่มเร่งความเร็วเมื่อ 7 ปีก่อน และตอนนี้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

เร็วขึ้นมา 3 ปี!

ท่ามกลางความรางเลือน สายตาของจักรพรรดินีมองทะลุรอยแยก สามารถมองเห็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่มากมายที่นอกม่านปราณกระบี่!

ตลอดจนเงาร่างของผู้บำเพ็ญมากมายที่เดินออกมาจากแดนศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น

ในนั้นมีบางคน…คือระดับเตรียมเซียน!

ผู้บำเพ็ญระดับเตรียมเซียนคนสุดท้ายของแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์คือมหาจักรพรรดิครองกระบี่

แต่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์…การสืบทอดไม่เคยขาดสาย!

และข้างหลังแดนศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น จักรพรรดินีเห็นร่างอันยิ่งใหญ่ร่างหนึ่ง

นั่นคือ…เซียนโบราณที่นำแรงกดดันมาสู่เผ่าพันธุ์ทั้งหลายบนแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์มา 27 ปี!

เพียงแค่มองผ่านรอยแยก จิตใจของจักรพรรดินีก็ปั่นป่วนไปตามสัญชาตญาณ องค์ท่านสัมผัสรับรู้ได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของอีกฝ่ายได้

อำนาจเทพขององค์ท่านแม้จะพิเศษ แต่เมื่ออยู่ภายใต้กลิ่นอายที่อีกฝ่ายแผ่ซ่านออกมาจากอีกฝ่าย ก็เล็กจ้อยไม่ควรค่าแก่การพูดถึง

ก็เหมือนกับว่าระดับเตรียมเซียนจะต่อกรกับเซียนคิมหันต์ได้อย่างไร!

ดังนั้นองค์ท่านจึงสามารถจินตนาการถึงจุดจบได้ เสี้ยวขณะที่ม่านกระบี่แตกสลาย ก็จะเป็นเวลาที่ภัยพิบัติของแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ลงมาเยือน

“นอกเสียจาก…จะบูชายัญ!”

พระหัตถ์ของจักรพรรดินี กดลงบนราวกั้นหยกขาวข้างหน้า หันพระพักตร์ไปทางทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณ!

(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!