บทที่ 501 ครึ่งก้าวเตรียมสู่เทวะ!
สวี่ชิงไม่ได้เร่งรัด หลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่เห็นวิญญาณสวรรค์กับวิญญาณปฐพีตอบกลับ เขาก็ไม่พูดอะไรมาก ทิ้งไว้แค่ประโยคเดียว
“เทพวิญญาณทั้งสองไตร่ตรองอีกสักพักเถิด ช่วงสายัณห์คืนนี้ บนเขาชมสมุทรนอกพันธมิตรแปดสำนัก ข้าสวี่ชิงจะรออยู่ที่นั่น”
สวี่ชิงพูดจบ ก็สื่อจิตเทพไปหาชิงฉิน ชิงฉินเรอออกมา เงยหน้าร้องแกว๊ก กระพือปีกรุนแรง ทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า
หมอกเมฆบนท้องฟ้าเคลื่อนตัวมาปกคลุมรอบตัวชิงฉิน ขณะที่เคลื่อนคล้อยก็กลายเป็นเมฆดำ ก่อสายอัสนีนับไม่ถ้วน ไม่นานท่ามกลางเสียงครืนครัน ชิงฉินก็พุ่งออกไป หมอกเมฆแตกซ่าน ร่างใหญ่โตของชิงฉินก็พุ่งหวีดหวิวไปทางเขาจักรพรรดิภูต
หลังผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ก็เห็นเขาจักรพรรดิภูตไกลๆ
เขาที่แปรมาจากจักรพรรดิภูตคีรีนั่งขัดสมาธิ พลานุภาพไม่ธรรมดา แม้ว่าร่างกายจะเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าที่แห้งเหี่ยว ปกคลุมด้วยเสื้อผ้าผืนพสุธาไว้ชั้นหนึ่ง แต่ยังคงยากจะปิดบังชุดเกราะที่โหดเหี้ยมรวมถึงดาบสองเล่มนั้นที่แผ่ปราณพิฆาตเข้มข้นออกมาได้
มันนั่งอยู่ตรงนั้น หันหน้าไปทางทะเลต้องห้าม ก้มหน้าลงเล็กน้อย ราวกับกำลังเฝ้ารอ…
จ้องมองร่างภูเขาที่ใหญ่โต ในใจสวี่ชิงก็เกิดระลอกคลื่นโหมกระหน่ำ
ตอนแรกที่เขามาสัมผัสรับรู้ที่นี่พร้อมกับนายท่านเจ็ด ก็ยังไม่เห็นเจ็ดวิญญาณของเขาจักรพรรดิภูตเลย แค่ไปพักในหมู่บ้านตรงตีนเขาเท่านั้น
ตอนนี้เมื่อได้กลับมาอีกครั้ง จ้องมองเขาจักรพรรดิภูต วังจักรพรรดิภูตในร่างกายสวี่ชิงก็สั่นไหวเล็กน้อย
สวี่ชิงสูดลมหายใจลึก ดวงตาเผยประกาย บีบเมล็ดยันต์ปีศาจจนแตกละเอียด เงาจักรพรรดิภูตด้านหลังเขาก็จำแลงออกมาจากการที่ชิงฉินพุ่งหวีดหวิวเข้าใกล้
ฟ้าดินเปลี่ยนสี ลมโหมเมฆทะลัก
มองไกลๆ จักรพรรดิภูตคีรีสององค์ หนึ่งใหญ่หนึ่งเล็ก หนึ่งแท้จริงอีกหนึ่งมายา ราวกับกำลังจดจ้องกัน
เสียงคำรามดังออกมาจากในเขาจักรพรรดิภูตที่แท้จริงในตอนนี้ ขณะที่แฝงพลานุภาพเอาไว้ ควันดำเจ็ดสายก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจากโลกใบใหญ่สองใบที่อยู่บนบ่าของจักรพรรดิภูตคีรี
ทุกสายหนาขนาดร้อยจั้ง ขณะที่น่าตื่นตะลึงก็แผ่ระลอกคลื่นน่ากลัวออกมา แปลงเป็นใบหน้าที่ก่อขึ้นจากหมอกควันขนาดยักษ์เจ็ดดวงบนท้องฟ้า จ้องมองลงมายังพื้นดิน
หน้าตาแตกต่างกัน มีทั้งคนทั้งสัตว์ มีทั้งชายทั้งหญิง มีทั้งแก่ชราทั้งหนุ่มสาว โดยเฉพาะใบหน้าตรงกลางที่คล้ายคลึงกับจักรพรรดิภูตคีรีมาก
การปรากฏตัวของพวกมัน บิดม้วนมิติรอบๆ ท้องฟ้าที่สดใสในตอนนี้แปรเปลี่ยนไปเป็นมืดมิด ความรู้สึกกดดันประทับลงมาเป็นระลอก
เจตจำนงโหดเหี้ยมอำมหิตบนใบหน้าของพวกมันยิ่งเข้มข้นขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของสีท้องฟ้า มองมาทางสวี่ชิงอย่างไม่เป็นมิตร
ขณะเดียวกัน ยังมีเงาภูตอีกหลายร่าง ที่ลอยออกมาจากโลกใบใหญ่ทั้งสองที่จักรพรรดิภูตคีรีแบกไว้ กระจายไปทั่วทิศ ในบรรดานี้ไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยผีร้าย แต่ยังมีสิ่งประหลาดอยู่อีกมากมาย
พวกมันเป็นตัวตนชั่วร้ายที่ถือกำเนิดหลังจากโลกใบใหญ่จักรพรรดิภูตคีรีล่มสลาย
เวลานี้ปกคลุมฟ้าดิน คล้ายกับเปิดประตูภูต ผีร้ายนับไม่ถ้วนมาเยือน
แต่สิ่งเหล่านี้สำหรับชิงฉินแล้วไม่นับว่าเป็นอะไรเลย กระทั่งหลังจากมันมอง หัวทั้งสามก็ทำท่าทีสนใจ เหมือนอยากจะลองชิมรสชาติของผีร้ายดู
สวี่ชิงยืนอยู่บนหัวด้านขวาของชิงฉิน มองใบหน้าหมอกควันขนาดยักษ์ทั้งเจ็ดนั้นอยู่ห่างๆ สีหน้าเรียบสงบ เอ่ยว่า
“ข้าเจรจากับศัสตราวิญญาณรวมถึงวิญญาณปฐพีและวิญญาณสวรรค์แล้ว จะไม่เอ่ยถึงรายละเอียดอีก เจ้าก็น่าจะรู้อยู่แล้ว
“วันนี้ช่วงสายัณห์ บนเขาชมสมุทรนอกพันธมิตรแปดสำนัก ข้าสวี่ชิงจะรออยู่ที่นั่น”
สวี่ชิงพูดจบก็ประสานหมัดคารวะ จากนั้นก็จากไป
อันที่จริงเขาไม่ต้องมาที่นี่ก็ได้ ถึงอย่างไรสามจิตเจ็ดวิญญาณก็เป็นขั้วอำนาจสองฝ่าย ทว่าที่สุดแล้วก็ยังมาจากต้นกำเนิดเดียวกัน สวี่ชิงไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่สังเกตเห็นตอนที่ตนอยู่ที่เขาไตรวิญญาณสะกดมรรคา
ทว่าบางครั้ง ต่อให้รู้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจสิ่งที่ตนต้องการ แต่ก็ยังต้องแสดงท่าทีอยู่
และขณะที่สวี่ชิงหันหลังจะจากไป ในบรรดาใบหน้าทั้งเจ็ดของเขาจักรพรรดิภูต จู่ๆ วิญญาณตนที่หนึ่งที่หน้าตาเหมือนกับจักรพรรดิภูตคีรีก็เอ่ยขึ้น ส่งเสียงทัณฑ์สวรรค์ดังกึกก้อง
“ข้าขอดูวิถีสวรรค์ของเจ้าหน่อย!”
สวี่ชิงชะงัก
เขาหันหน้าไปมองวิญญาณตนที่หนึ่ง ยกมือขวาขึ้นโบกกลางท้องฟ้า ฉับพลันม่านฟ้าดำทมึนก็มีเสียงคำรามดังมาเป็นระลอก
เมฆหมอกราวกับกลายเป็นมหาสมุทร อสูรสมุทรบรรพกาลกระโจนออกมาจากด้านใน รยางค์สีแดงยาวลู่ลงมา ปลิวพลิ้วตามการเคลื่นไหว ขณะที่พลานุภาพน่าตกตะลึง กลิ่นอายของวิถีสวรรค์ก็แผ่ออกมาอย่างชัดเจนจากอสูรสมุทรบรรพกาล
เจ็ดวิญญาณเงียบนิ่ง
สวี่ชิงรออยู่ครู่หนึ่งก็เรียกอสูรสมุทรบรรพกาลกลับไป จากนั้นประสานหมัดไปทางหัวตรงกลางของชิงฉิน ชิงฉินเข้าใจความหมายของสวี่ชิง ร้องแกว๊กขึ้นมา พาสวี่ชิงบินวนรอบเขาจักรพรรดิภูตรอบหนึ่ง กระพือปีก แล้วทะยานไปไกล
จากการไหลผ่านของเวลา ก็ค่อยๆ พลบค่ำ
ช่วงสายัณห์ของวันนี้ ไม่มีแสงสีแดง ท้องฟ้าเป็นสีเหลืองราวกับเทียนไขทั้งผืน ราวกับเป็นคนแก่ที่โรยรา กำลังอาลัยอาวรณ์โลกมนุษย์ ไม่อยากจะตายจากไป
ดังนั้นแสงสายัณห์นี้จึงมีสีพลบค่ำแฝงอยู่ด้วย ขณะที่ทอดลงมาบนเขาชมสมุทรด้านนอกพันธมิตรแปดสำนัก ก็เปลี่ยนเป็นขมุกขมัว
สวี่ชิงยืนอยู่บนยอดเขา ด้านขวาของเขาคือพันธมิตรแปดสำนัก ที่นั่นเปิดค่ายกลคุ้มกันไว้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังประกาศใช้กฎอัยการศึกรอบด้านเพื่อป้องกันผนึกแดนต้องห้ามมรณะล้มเหลว ตอนนี้จึงอยู่ในสภาพกึ่งปิด
ของวิเศษเวทต้องห้ามของสำนักต่างๆ ก็เปิดใช้งานกลางอากาศทั้งหมดนานแล้ว สาดแสงเจิดจ้าสะเทือนฟ้าสะเทือนดินเป็นระยะ พุ่งไปทางส่วนลึกของทะเลต้องห้าม
เบื้องหน้าเขาคือทะเลต้องห้ามสีดำ
คลื่นทะเลตีเกลียว ซัดหินด้านล่างเป็นระลอกจนกลายเป็นฟองคลื่นสีน้ำตาล กองรวมกันที่ชายทะเล เมื่อสลายไปส่วนหนึ่ง ก็เกิดใหม่อีกส่วนหนึ่ง
ไอพลังประหลาดที่มาจากทะเลต้องห้ามก็แผ่เข้ามาอย่างต่อเนื่องในขณะที่ฟองคลื่นสีน้ำตาลนี้สลายไป โจมตีทุกด้าน
‘แดนต้องห้ามมรณะอยู่ที่นั่น’ สวี่ชิงเงยหน้า มองส่วนลึกของทะเลต้องห้าม พึมพำในใจ
เขากำลังรอ
สีท้องฟ้าค่อยๆ จางหายไป แสงสายัณห์ค่อยๆ เข้มขึ้น ความมืดกำลังกลืนกินแสงสว่างอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งสีดำระหว่างฟ้าดินปกคลุมทุกสรรพสิ่ง จู่ๆ ร่างเงาขนาดยักษ์ร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นกลางฟากฟ้า
ร่างกายผอมแห้ง ศีรษะที่โหดเหี้ยมอำมหิต เนื้องอกที่ปูดนูนออกมาราวกับคนหลังค่อม ผู้ที่มาเยือนคือเทพวิญญาณเจวี๋ยหยาง!
เขาไม่ได้มาคนเดียว เหนือศีรษะของเขา ยังมีคนแคระยืนอยู่ด้วย
คนแคระสวมชุดคลุมยาวสีดำ ดวงตาเรียวเล็ก กลางหน้าผากนูนออกมา คิ้วสองข้างยาวลงมาจนถึงแก้ม แต่คางกลับเว้าเข้าไปด้านใน ทำให้ส่วนปลายเคราที่แยกกันเป็นอักษร八โค้งชี้เข้าหากันราวกับเป็นเขี้ยว
ดูแล้วอัปลักษณ์ยิ่ง แต่สามารถยืนอยู่เหนือศีรษะเทพวิญญาณเจวี๋ยหยางได้ ก็ไม่ต้องกล่าวถึงฐานะของเขา
โดยเฉพาะรอบๆ ตัวเขา ยังมีหมอกดำที่แปรเป็นรูปร่างตะขาบอีกด้วย โอบล้อมเลื้อยวนรอบไม่หยุด ส่งเสียงคำรามบาดหูออกมา จ้องมองสวี่ชิงที่อยู่บนยอดเขาด้านล่าง
“จะลงมือแค่ครั้งเดียว” คนแคระเอ่ยราบเรียบ น้ำเสียงแหบพร่า เป็นเสียงของวิญญาณสวรรค์นั่นเอง
ขณะเดียวกัน บนท้องฟ้าสีดำ ก็มีเสียงคำรามต่ำออกมา เมฆหมอกตีเกลียว ใบหน้าขนาดยักษ์ทั้งเจ็ดท่ามกลางแสงสลัวปรากฏขึ้นเดี๋ยวชัดเดี๋ยวเลือน จ้องมองสวี่ชิงเช่นกัน
“จะลงมือแค่ครั้งเดียว!”
ใบหน้าทั้งเจ็ดปลงเสียงออกมาพร้อมกัน กึกก้องไปทั่วสารทิศเหนือกว่าอัสนีสวรรค์
“ได้”
สวี่ชิงพยักหน้า เดิมก็เป็นการเจรจาครั้งหนึ่ง จึงไม่จำเป็นต้องมากพิธีการ มีเพียงคำมั่นสัญญาต่อกันเท่านั้น
ส่วนเจ็ดวิญญาณนั้น ทุกตนก็เป็นหวนสู่อนัตตาขั้นหนึ่งทั้งสิ้น วิญญาณตนที่หนึ่งในบรรดานี้ เห็นได้ชัดว่าอยู่ในขั้นที่สอง
วิญญาณปฐพีทางนั้น ก็ขยายภาพซ้อนขั้นสองออกมาเช่นกัน ส่วนคนแคระวิญญาณสวรรค์ ทำให้สวี่ชิงรู้สึกว่าล้ำลึกยากคาดเดา คิดว่าอีกฝ่ายเป็นหัวหน้าของสามจิตเจ็ดวิญญาณ ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
พลังต่อสู้เช่นนี้ ต่อให้ลงมือแค่ครั้งเดียว แต่หากใช้ในช่วงเวลาสำคัญ ประโยชน์ก็จะมหาศาล
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงพวกเขาที่ยังไม่เป็นอิสระเลย สวี่ชิงยังสัมผัสได้ถึงพลังบำเพ็ญชั่วร้ายรวมถึงกลิ่นอายของผีร้ายนับไม่ถ้วนในเขาไตรวิญญาณสะกดมรรคาบริเวณนี้ด้วย
นี่แทบจะเป็นสองขั้วอำนาจใหญ่ที่สมบูรณ์แบบของมณฑลรับเสด็จราชัน ผนวกกับชิงฉิน สวี่ชิงก็มีความมั่นใจกับการเพิ่มพลังต่อสู้เร่งผนึกแดนต้องห้ามมรณะบางส่วนของมณฑลรับเสด็จราชันในครั้งนี้มากขึ้นแล้ว
คิดถึงจุดนี้ ร่างของสวี่ชิงก็เดินไปเบื้องหน้า ร่างของชิงฉินปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่า แบกร่างสวี่ชิง หลังจากดวงตาดุร้ายกวาดไปรอบๆ ก็ส่งเสียงคำรามเสียดแทงหูออกมา บินหวีดหวิวไปทางทะเลต้องห้าม
ด้านหลังชิงฉิน วิญญาณปฐพีเลียริมฝีปาก ก้าวตามไป ส่วนคนแคระวิญญาณสวรรค์บนหัวเขาก็ยืนเอามือไพล่หลังด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
ด้านบนพวกเขา หมอกเมฆตีเกลียว มีใบหน้าขนาดยักษ์ทั้งเจ็ดอยู่ด้านใน ลอยไปด้วยเช่นเดียวกัน
เห็นได้ว่ามีผีร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่ในหมอกเมฆด้วย อานุภาพยิ่งใหญ่เกรียงไกร ราวกับหมู่มารเริงระบำ ท้องฟ้าเปลี่ยนสี
ท้องฟ้าเป็นเช่นนี้ ทะเลต้องห้ามสีดำยามราตรีก็เช่นเดียวกัน
ในท้องทะเลคลื่นสาดซัด ไอพลังประหลาดแผ่ซ่านไปอาณาบริเวณ ใต้ท้องทะเลมีคลื่นใต้น้ำหลั่งทะลักอย่างเงียบงัน ขณะที่คลื่นทะเลกระทบชายฝั่ง บางครั้งจะมองเห็นร่องรอยของเหล่าอสูรทะเล
เพียงแต่อสูรทะเลเหล่านี้ แตกต่างจากในความทรงจำของสวี่ชิง
ร่างส่วนใหญ่ของพวกมันเน่าเปื่อยในระดับที่แตกต่างกัน กระทั่งเมื่อดมกลิ่นอย่างละเอียด ยังได้กลิ่นซากศพเน่าเปื่อยนอกเหนือจากกลิ่นคาวในท้องทะเลด้วย
เห็นได้ชัดว่าการปะทุของแดนต้องห้ามมรณะ ทำให้ทะเลต้องห้ามปนเปื้อนอย่างรุนแรง ถึงอย่างไรตำแหน่งที่แท้จริงของแดนต้องห้ามมรณะก็อยู่ที่ก้นบึ้งใต้ทะเล ภัยร้ายที่ตีเกลียวอยู่ในนั้น กินพื้นที่ไปกว่าครึ่งทะเลต้องห้าม
ดังนั้นระหว่างที่เดินทางไปเบื้องหน้า ไม่นานสวี่ชิงก็เห็นคลื่นยักษ์โถมฟ้ากระหน่ำซัดอย่างบ้าคลั่งไปทางหนึ่ง และสายลมก็รุนแรงยิ่งขึ้นด้วย
ภายใต้การร่วมมือกัน คลื่นยักษ์สูงนับสิบจั้ง ร้อยจั้งหรือกระทั่งสูงยิ่งกว่าก็โหมขึ้นมาจากท้องทะเล หลังจากสาดซัดอย่างรุนแรงก็ส่งเสียงที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นจนหูแทบดับ
ทั้งทะเลต้องห้ามราวกับกลายเป็นยักษ์ฉุนเฉียวที่กำลังปลดปล่อยความเจ็บปวดของตนอย่างบ้าคลั่ง
ยิ่งมีคลื่นพลังวิชาเวทที่เข้มข้นกว่า ตามมาด้วยเสียงร่ายคาถา ดังมาจากแดนต้องห้ามมรณะ
จากการตรงไปเบื้องหน้า สวี่ชิงก็เห็นว่าสีของมหาสมุทรค่อยๆ เปลี่ยนไป มีสีทองผืนหนึ่งแผ่กระจายอยู่ในนั้น ราวกับอาณาเขตแดนต้องห้ามมรณะนี้กำลังกลายเป็นทะเลสีทอง
ยิ่งเข้าใกล้แดนต้องห้ามมรณะ สีทองก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เข้มขึ้นเรื่อยๆ จนท้ายที่สุด ก็เจิดจ้าไร้ที่เปรียบ
เสียงร่ายคาถากับคลื่นพลังวิชาเวทก็เช่นเดียวกัน ยิ่งแผ่ความยิ่งใหญ่ออกมา ลอดเข้าไปในหูราวกับเป็นเสียงคนนับไม่ถ้วนกำลังร้องคำราม
“มนุษย์มักขาดเต๋า หาใช่เต๋าละทิ้งมนุษย์ มนุษย์ที่วายชนม์หาใช่ไร้เต๋าในชีวี
“สิ่งมหัศจรรย์เร้นลับ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สวรรค์หาได้ประทานอายุที่ยืนยาว ชีวิตที่สูญเสียก็หาใช่ผู้อื่นพรากไป”
คาถานี้แฝงไว้ด้วยอิทธิฤทธิ์สั่นคลอนจิตวิญญาณ สวี่ชิงฟังแล้วก็อดสีหน้าเปลี่ยนไปไม่ได้ รู้สึกว่าในหัวสมองครืนครัน ราวกับวิญญาณจะหลุดออกมาจากร่าง
ยังดีที่เมื่อชิงฉินผงกหัวสาดแสงสีม่วงแดงออกมา ในร่างสวี่ชิงก็เปล่งแสงเจิดจ้า จึงสะกดวิญญาณที่จะหลุดออกจากร่างไว้ได้
ส่วนสามจิตเจ็ดวิญญาณด้านหลังเขา ดวงตาก็เผยแววประหลาดเช่นกัน มองทะเลต้องห้ามไกลๆ
ทะเลต้องห้ามเวลานี้ กำลังสำแดงค่ายกลที่น่าตกตะลึงออกมา
สวี่ชิงบนท้องฟ้ากวาดสายตามองไป เขาเห็นผู้บำเพ็ญจำนวนมหาศาลในมณฑลรับเสด็จราชัน และเห็นสถานการณ์ปัจจุบันของแดนต้องห้ามมรณะด้วย
นั่นเป็นใบหน้าสีทองขนาดยักษ์หน้าหนึ่ง
ใบหน้านี้ครอบคลุมเขตทะเลทั้งหมด อาณาเขตขนาดแดนต้องห้ามมรณะ มันนูนออกมาจากผิวน้ำทะเล ดูแล้วใหญ่โตมโหฬารมาก ขณะที่น่าตื่นตะลึงก็กำลังดิ้นรนสุดกำลัง ราวกับจะพุ่งออกมาจากน้ำ
คลื่นพลังที่น่าครั่นคร้ามแผ่ซ่านออกมาจากใบหน้าที่หลับตาทั้งสองเป็นระลอกไม่หยุด กระจายไปทั่วสารทิศ
ขณะเดียวกันที่นี่ยังเป็นต้นกำเนิดของกลิ่นเน่าเหม็น โจมตีสรรพชีวิตจากการแผ่ขยายออกไป
แต่ทำให้สวี่ชิงรู้สึกว่ายังแตกต่างกับเทพเจ้ามาก ใบหน้าสีทองนี้ไม่ใช่เทพเจ้า แต่ดูคล้ายกับสิ่งที่แปรมาจากกลิ่นอายของเทพเจ้ามากกว่า
ส่วนสาเหตุที่มันไม่พุ่งออกมา เพราะตาข่ายสีเลือดที่ถักทอขึ้นจากเส้นเลือดเก้าร้อยเก้าสิบเก้าเส้นกำลังคลุมมันอยู่ สะกดมันเอาไว้อย่างหนาแน่น
เส้นเลือดเกือบพันเส้นนี้ ส่วนปลายทั้งสองด้านของทุกเส้นยึดติดอยู่บนผิวน้ำทะเล สะกดไว้โดยผู้บำเพ็ญในมณฑลรับเสด็จราชันรวมถึงต่างเผ่าด้วย
ทั้งหมดหนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบแปดจุด กระจายไปทั้งแปดทิศ
แต่ละจุดล้วนเป็นศูนย์กลางของค่ายกล จึงก่อร่างเป็นค่ายกลใหญ่จำนวนหนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบแปดค่ายกล
เมื่อรวมค่ายกลใหญ่นี้เข้าด้วยกันก็กลายเป็นค่ายกลขนาดยักษ์ที่สั่นสะเทือนฟ้าดิน
ขนาดของค่ายกลนี้ปกคลุมทั้งแดนต้องห้ามมรณะ สะกดควบคุมใบหน้านั้นเอาไว้ มองจากท้องฟ้าลงไป จะเห็นว่าภายในของทุกค่ายกล ล้วนมีผู้บำเพ็ญนับพันนั่งอยู่
ในบรรดานี้มีบางส่วนเป็นคนคุ้นเคยของสวี่ชิง
จำนวนรวมๆ ถึงสองล้านกว่าตน
นี่เป็นจำนวนน่าหวาดหวั่นที่เกิดขึ้นจากการรวมกันของเผ่าต่างๆ ในทะเลต้องห้ามกับมณฑลรับเสด็จราชัน
กระทั่งว่าในบรรดานี้ยังมีผู้บำเพ็ญระดับรวมปราณด้วย จินตนาการได้ว่าสำหรับมณฑลรับเสด็จราชันและเผ่าต่างๆ ในทะเลต้องห้าม การปิดผนึกครั้งนี้ ถือว่าทุ่มกันสุดตัวแล้ว
พวกเขา ล้วนกำลังร่ายคาถา
“ข้าผสานซึ่งพลังแห่งฟ้าดิน มรรคาสาปสะกดผี
“สาปทองผุกร่อนเอง สาปไม้ให้หักโค่นเอง สาปน้ำให้แห้งเหือดเอง สาปไฟให้มอดดับเอง สาปขุนคีรีถล่มลงมาเอง
“ผนึกผีผีปลิดชีวินเอง ผนึกคำอธิษฐานคำอธิษฐานตัดขาดเอง ผนึกฝีร้ายฝีร้ายฝ่อเอง ผนึกเทพเจ้าเทพเจ้าพันธนาการเอง
“วิถีหยินหยางผนึกสูงสุด ห้ามมิให้ขัดขืน”
เสียงของคนสองล้านกว่าดังพร้อมกัน กลายเป็นเสียงร่ายคาถาสั่นสะเทือนฟ้าดิน ดังก้องท้องนภา กังวานกว่าระฆัง
ราวอัสนีนับไม่ถ้วนฟาดผ่าขึ้นในอาณาบริเวณนี้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งละม้ายกับเมื่อเปล่งวาจาก็มีกฎเกณฑ์ตามมา ทำให้อำนาจเทพเบาบางลงเอง
ทำให้สามจิตเจ็ดวิญญาณที่ได้เห็นภาพนี้ต่างหน้าเปลี่ยนสี สวี่ชิงก็สีหน้าประทับใจเช่นกัน
ขณะเดียวกันระหว่างฟ้าดินนี้ ยังมีค่ายกลที่ทรงพลังอยู่อีกสองจุด หนึ่งอยู่บนท้องฟ้า ส่วนอีกหนึ่งอยู่ที่ก้นบึ้งท้องทะเล
สิ่งที่เสริมความมั่นคงให้ค่ายกลบนท้องฟ้า คือพลังจากของวิเศษเวทต้องห้ามยี่สิบหกชิ้น มองออกว่าของวิเศษเวทต้องห้ามในมณฑลรับเสด็จราชันกว่าครึ่งล้วนเพ่งเป้ามาที่นี่
ระดับขั้นของวิเศษเวทต้องห้ามเหล่านี้ ก็เห็นได้ชัดเจน
ระดับสูงสุดพลานุภาพมากที่สุด คือระฆังทองสัมฤทธิ์ที่แผ่กลิ่นอายโบราณที่ไม่รู้ว่ามีอายุมากเพียงใดใบหนึ่ง
ทุกครั้งที่มันลั่นล้วนสั่นไหวจิตวิญญาณ ทำให้หน้าตาของแดนต้องห้ามมรณะเบื้องล่างย่นคิ้ว
เห็นได้ชัดว่ามาจากสำนักเซียนล้ำบารมี
และใต้ระฆังใหญ่ คือของวิเศษเวทต้องห้ามขั้นรองลงมาอีกสามชิ้น ในบรรดานี้มีรูปสลักอยู่ในท่าทางกอดอกมีกระบี่คมทิ่มแทงอยู่ทั่วร่างรูปหนึ่ง ขณะที่แสดงสีหน้าเจ็บปวดก็แฝงความเคารพเลื่อมใสไว้ด้วย
ยังมีหอกยาวสีเขียวอีกเล่มหนึ่ง แผ่ความคมกริบถึงขีดสุดออกมา ปราณพิฆาตเข้มข้น
ในชั้นนี้ของวิเศษเวทต้องห้ามชิ้นสุดท้าย คือกระจกโบราณขนาดยักษ์ของเจ็ดเนตรโลหิต เวลานี้ดวงตาทั้งเจ็ดลืมตื่นในนั้น นัยน์ตาเปล่งประกายประหลาด
ส่วนของวิเศษเวทต้องห้ามในชั้นรองลงมามีจำนวนมากที่สุด ในบรรดานี้รวมผนึกต้องห้ามของแปดพันธมิตรและผนึกต้องห้ามอื่นในสำนักเซียนล้ำบารมีและลัทธินอกวิถีด้วย
แต่สิ่งเหล่านี้ ล้วนไม่สู้ตัวค่ายกลบนฟากฟ้านี้
ค่ายกลนี้เป็นของวิเศษเวทต้องห้ามเช่นเดียวกัน มาจากโถงครองกระบี่มณฑลรับเสด็จราชัน เป็นขุมพลังของโถงครองกระบี่มณฑลนี้ ทั้งหมดเป็นหยินหยางสองค่ายกล ฟ้าเป็นหยาง ที่ก้นบึ้งใต้ทะเลเป็นหยิน
ค่ายกลทั้งสองส่งเสริมกัน สะกดอย่างต่อเนื่อง
มองผ่านผืนน้ำลงไปก็จะเห็นใบหน้าสีทองอยู่ในค่ายกลหยิน มีผู้บำเพ็ญมหาขั้นหวนสู่อนัตตาของมณฑลรับเสด็จราชันกว่าแปดสิบชีวิตนั่งขัดสมาธิอยู่
ในบรรดานี้นอกจากพันธมิตรแปดสำนักแล้ว ยังมีสำนักเซียนล้ำบารมีและลัทธินอกวิถี อีกทั้งบรรพจารย์ส่วนหนึ่งของเผ่าอื่นๆ อีก
ยิ่งไปกว่านั้นมีโถงครองกระบี่เป็นผู้นำ
เหล่าหวนสู่อนัตตาที่สวี่ชิงเคยเห็นที่โถงครองกระบี่อยู่ในบรรดานี้ทั้งหมด โดยเฉพาะผู้อาวุโสใหญ่คนนั้น ยิ่งแผ่ซ่แรงกดดันน่าสะพรึงออกมา หนึ่งคนสะกดค่ายกลเอาไว้กว่าหนึ่งส่วน
เทพวิญญาณโยวจิงนั่งอยู่ข้างเขา สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความจนใจ แต่ก็ต้องลงมือ
เสี่ยเลี่ยนจื่อ นายท่านเจ็ดรวมถึงจอมเซียนจื่อเสวียนก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
นายท่านเจ็ดทะลวงขั้นแล้ว กระทั่งมองจุดที่เขานั่งอยู่ เหมือนจะสลักสำคัญยิ่งกว่าบรรพจารย์เสี่ยเลี่ยนจื่อเสียอีก
ทั้งหมดนี้ พิสูจน์แล้วว่าการสะกดแดนมรณะนี้ ทั้งสองฝ่ายที่ต้านทานกันมาหนึ่งเดือน ก็มาถึงจุดที่ปิดผนึกเหนี่ยวรั้งไว้แล้ว
ถึงแม้พลังของแดนต้องห้ามมรณะจะน่าสะพรึง แต่เมื่องรวมพลังจากทั้งมณฑลก็ยังปิดผนึกมันได้ เพียงแต่ยังต้องใช้เวลา
และการมาถึงของพวกสวี่ชิง ก็ทำให้ระดับสูงของที่นี่จับตามองทันที ในพริบตานั้นจิตเทพนับไม่ถ้วนก็มารวมกันจากทั่วสารทิศ ปกคลุมสวี่ชิง
ตอนนี้ ไม่ใช่แค่สามจิตเจ็ดวิญญาณที่สีหน้าเคร่งขรึม กระทั่งชิงฉินยังเก็บงำความโหดเหี้ยม เห็นได้ชัดว่าพวกมันสั่นสะเทือนด้วยพลังของมณฑลรับเสด็จราชัน
ในใบหน้าสีทอง บรรพจารย์สำนักต่างๆ ที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนค่ายกลหยินต่างลืมตาขึ้น มองท้องฟ้า
นายท่านเจ็ดกับเสี่ยเลี่ยนจื่ออีกทั้งจื่อเสวียน สายตาล้วนไปหยุดอยู่ที่สวี่ชิงเป็นลำดับแรก สองคนด้านหลังรู้สึกเกินคาด แต่นายท่านเจ็ดทำท่าเหมือนครุ่นคิด
ส่วนผู้อาวุโสใหญ่โถงครองกระบี่คนนั้น หลังจากเห็นสวี่ชิง ก็กวาดตามองชิงฉินรวมถึงสองจิตปฐพีสวรรค์กับเจ็ดวิญญาณด้านหลังเขา แววตาเปล่งประกาย ไม่มีความประหลาดใจแม้แต่น้อย
เขารู้ว่าสวี่ชิงต้องมา
อันที่จริงตอนที่สวี่ชิงเข้ามาในมณฑลรับเสด็จราชัน ระหว่างทางที่ตรงไปยังเขาไตรวิญญาณสะกดมรรคา ก็ลองติดต่อกับผู้อาวุโสใหญ่โถงครองกระบี่มณฑลรับเสด็จราชัน บอกแผนการของตน และบอกเรื่องวังจักรพรรดิภูตของตน ก็ได้รับการยินยอมจากอีกฝ่ายแล้ว
ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็มีความเสี่ยง การมาเยือนของสามจิตเจ็ดวิญญาณมีความเป็นไปได้ว่าจะทรยศอยู่ระดับหนึ่ง
แม้ความน่าจะเป็นนี้ในทางตรรกะจะน้อยมาก แต่ก็ต้องป้องกันไว้ก่อน
สวี่ชิงจึงติดต่อกับผู้อาวุโสใหญ่
และอีกฝ่ายก็ยืนยันเรื่องนี้ บอกให้เขาวางใจแล้วพามา
“ผู้ครองกระบี่สวี่ชิง คารวะผู้อาวุโสใหญ่!” สวี่ชิงยืนอยู่บนหัวขวาของชิงฉิน ประสานหมัดคารวะ
“เชิญผู้อาวุโสสองจิตปฐพีสวรรค์รวมถึงเจ็ดวิญญาณทั้งเก้าตนนี้มาลงมือครั้งหนึ่ง อีกทั้งยังมีผู้อาวุโสชิงฉินที่ยอมลงมือด้วย ผู้อาวุโสใหญ่โปรดตัดสินใจด้วยขอรับ”
ชิงฉินร้องแกว๊กเสียงหนึ่ง แสดงออกว่ายอมรับ
สวี่ชิงพูดจบ คารวะไปทางนายท่านเจ็ดและบรรพจารย์ด้านหลังผู้อาวุโสใหญ่
“คารวะท่านอาจารย์ คารวะท่านบรรพจารย์”
จากนั้นเขาก็มองไปทางจื่อเสวียน จื่อเสวียนยิ้มๆ ดวงตาเปล่งประกาย
นายท่านเจ็ดลูบเครา ส่วนบรรพจารย์ทางนั้นก็ยักคิ้วดูภาคภูมิใจ แต่เวลานี้พวกเขาก็ยังวอกแวกไม่ได้ สะกดสุดกำลัง
ส่วนผู้อาวุโสใหญ่ทางนั้นก็ไม่เสียเวลา เอ่ยทันที
“สวี่ชิง สำแดงเขาจักรพรรดิภูตของเจ้าออกมาเสีย!”
สวี่ชิงได้ยินก็พยักหน้า ครั้งที่แล้วเขาไปยังแดนมายาได้ยันต์ปีศาจมามากมาย เพียงพอที่จะสำแดงร่างจักรพรรดิภูตได้หลายครั้ง
ตอนนี้เขาจักรพรรดิภูตก็จำแลงออกมาด้านหลังเขาฉับพลันจากการบีบยันต์ปีศาจ
เงาจักรพรรดิภูตสั่นสะเทือนฟ้าดิน ตั้งตระหง่านบนฟากฟ้า ขณะที่ดูเหมือนมีชีวิตก็แผ่พลานุภาพบ้าคลั่งออกมา โดยเฉพาะเสามรรคาสวรรค์พ้นพันธะบนเข่าทั้งสองก็เปล่งแสงประกายเจิดจ้า
ที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าก็คือใบหน้าของมัน นั่นเป็นใบหน้าของสวี่ชิง
เมื่อจักรพรรดิภูตปรากฏ ผู้บำเพ็ญเผ่าต่างๆ นอกทะเลและมณฑลรับเสด็จราชันสองล้านกว่าคน ก็พากันใจสั่นสะท้าน ตื่นตะลึงกันหมด
พวกเขาย่อมรู้ถึงตัวตนของเขาจักรพรรดิภูต ดังนั้นเวลานี้เมื่อเห็นว่าสวี่ชิงจำแลงมันออกมา ย่อมตื่นตะลึงอยู่แล้ว
แต่ในบรรดาคนที่ตื่นตะลึงที่สุด นายท่านเจ็ดคือหนึ่งในนั้น
เขามองเขาจักรพรรดิภูต รู้สึกไม่อยากเชื่อ ในสมองก็ปรากฏภาพสวี่ชิงก่อนหน้าจะไปเมืองหลวงเขตปกครอง ที่ตนสอนวิธีจำแลงให้กับเขา
อันที่จริงนั่นสิ่งที่เขาพูดออกมาเป็นทฤษฎี ในใจก็คาดไม่ถึงว่าจะทำสำเร็จจริงๆ แต่ตอนนี้…เขาเห็นเขาจักรพรรดิภูตนี้กับตา คิดไม่ถึงว่าจะจำแลงออกมาได้จริงๆ
แม้ว่าจะแตกต่างกับสิ่งที่เขาบอกไว้ในตอนนั้น แต่สุดท้ายก็จำแลงออกมาได้จริงๆ
‘สำเร็จแล้วจริงหรือ’ นายท่านเจ็ดงุนงง
ตอนนี้เอง ผู้อาวุโสใหญ่โถงครองกระบี่ก็เอ่ยขึ้น
“เทพวิญญาณไถกวง เทพวิญญาณเจวี๋ยหยาง แล้วก็สหายเต๋าเจ็ดวิญญาณ ข้ารู้ว่าพวกท่านเจรจากับสวี่ชิงไว้ วันนี้ที่นี่ ข้าเป็นพยานได้ ดังนั้นการลงหมากยามว่างนี้ของพวกท่าน จงวางใจเถิด
“และในเมื่อลงมือได้เพียงครั้งเดียว เช่นนั้นพวกท่านที่รวมกันอยู่ในเงาเขาจักรพรรดิภูตจำแลงนี้ สามจิตเจ็ดวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวในช่วงเวลาสั้นๆ ครั้งหนึ่ง ก็ถือเป็นการลงมือเช่นกัน เชิญ!
“มณฑลรับเสด็จราชันและเผ่าต่างๆ ที่ช่วยเหลือทั้งหมด ถัดจากนี้พวกเราจะสนับสนุนเงาจักรพรรดิภูตสุดกำลังไม่ให้มันหายไป อีกทั้งผู้อาวุโสชิงฉิน โปรดแผ่แสงเทพดวงชีพ พวกเราร่วมกันช่วยทำให้เงาจำแลงจักรพรรดิภูตไม่สลายหายไป อย่างน้อยยืนหยัดไว้สักหนึ่งอึดใจ
“สวี่ชิง สัมผัสให้ดีๆ นี่เป็นโอกาสวาสนาในการสนับสนุนมณฑลรับเสด็จราชันของเจ้า!”
ผู้อาวุโสใหญ่เสียงดุจน้ำหลาก ดังก้องไปทั้งฟ้าดิน
สวี่ชิงหายใจหอบถี่ เห็นนายท่านเจ็ดพยักหน้า จึงไม่ลังเล สัมผัสไปรอบด้านทันที
เทพวิญญาณเจวี๋ยหยางครุ่นคิด คนแคระวิญญาณสวรรค์บนหัวเขา เมื่อได้ยินก็เหลือบตามองผู้อาวุโสใหญ่ผาดหนึ่ง เงื่อนไขที่อีกฝ่ายเสนอมาแม้จะเกินกว่าที่เขาคาดไว้ แต่ก็สมเหตุสมผล
เรื่องนี้ไม่นับว่าเป็นแผนร้ายอะไร ถึงอย่างไรพวกมันก็ไม่อยากให้จักรพรรดิภูตคีรีฟื้นคืนชีพอยู่แล้ว ขั้วอำนาจฝ่ายต่างๆ ของมณฑลรับเสด็จราชันก็ไม่อยากเช่นกัน โดยเฉพาะวิกฤตที่แนวหน้าสนามรบในตอนนี้ ยิ่งไปกว่านั้นผนึกของแดนต้องห้ามมรณะก็อยู่ในช่วงสำคัญด้วย
นอกจากนี้หากโป้กด เขาก็มีวิธีแก้ไข จึงพยักหน้ากับคนแคระวิญญาณสวรรค์ จากนั้นก็มองสวี่ชิง
“วังครองกระบี่ให้ความสำคัญกับเจ้ามากจริงๆ เอาเถอะ แม้จะเป็นแค่หมากยามว่าง แต่ก็หวังว่าอนาคตของเจ้าจะทำสำเร็จจริงๆ!”
เมื่อพูดออกมา ร่างของเขาก็กลายเป็นแสงขาวสายหนึ่ง พุ่งไปเหนือจักรพรรดิภูตที่สวี่ชิงจำแลงออกมา เขาจักรพรรดิภูตสั่นไหวอย่างรุนแรงจากการผสานเข้าไป กลิ่นอายฟุ้งกำจาย ไปถึงระดับหวนสู่อนัตตาขั้นสาม รอบด้านก่อร่างโลกใบเล็กนับไม่ถ้วน
เทพวิญญาณเจวี๋ยหยางดวงตาเผยประกายประหลาด ประสบการณ์เช่นนี้ เขาไม่เคยพานพบมาก่อน เวลานี้ก็ก้าวออกไป กลายเป็นแสงขาวสายที่สองไล่ตามไป
หลังจากผสานเข้าไปในพริบตาที่ กลิ่นอายของเขาจักรพรรดิภูตปะทุขึ้นอีกครั้ง โลกใบเล็กที่ปรากฏขึ้นรอบด้านเหล่านั้น ก็เริ่มพังทลาย วนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นวัฏจักร
ถัดจากนั้น เจ็ดวิญญาณก็แปรเป็นสายรุ้งยาวเจ็ดสาย ผสานเข้าไปในเงาเขาจักรพรรดิภูตอย่างต่อเนื่อง
เห็นได้ชัดว่าเงาจักรพรรดิภูตไม่อาจทานทนได้ กำลังจะสลายหายไป ชิงฉินทั่วร่างเปล่งแสงเจิดจ้าสีแดงม่วง สนับสนุนมัน
ยิ่งมีผู้บำเพ็ญสองล้านคนในที่แห่งนี้ใช้พลังค่ายกลร่วมสนับสนุนด้วย
ฉับพลันเงาจักรพรรดิภูตก็ชัดเจนขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งมีแรงกดดันที่สั่นสะเทือนฟ้าดิน แผ่ออกไปทั่วสารทิศ
ราวกับจักรพรรดิภูตคีรีจุติ!
ขณะที่โลกใบเล็กนับไม่ถ้วนรอบๆ กำลังก่อตัวและถล่มทลาย ก็เริ่มรวมกันเป็นหนึ่งอยู่ในโลกใบใหญ่ที่บ่าซ้ายของจักรพรรดิภูต ทำให้โลกใบใหญ่เปล่งประกายจ้า จากความหม่นหมองแต่เดิม แสงเทพบางส่วนก็ฟื้นกลับคืนมา
กลิ่นอายที่ใกล้เคียงกับเตรียมสู่เทวะไร้ที่สิ้นสุด ประทับที่เหนือทะเลต้องห้ามอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในพริบตา
ท้องฟ้าปริแตกกเมฆหมอกสั่นสะเทือน กลิ่นอายนี้ไร้ที่เปรียบ ราวกับข้าคือผู้ยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียว!
ทะเลต้องห้ามผืนใหญ่เว้าแหว่งในพริบตา มารวมตัว ราวกับทะเลต้องห้ามก้มหัวให้!
ไม่ว่าจะมณฑลรับเสด็จราชันหรือว่าทะเลต้องห้าม ไม่ว่าจะผู้บำเพ็ญเผ่าต่างๆ หรือว่าตัวตนมหัศจรรย์ที่อยู่ใต้ท้องทะเลเหล่านั้น เวลานี้ทั้งหมดใจสั่นสะท้าน สัญชาตญาณจากการดำรงชีวิต ความยำเกรงจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ ปะทุขึ้นพร้อมกัน
และสร้างความสั่นกลัวถึงขีดสุดขึ้นมา กลายเป็นความหวาดกลัวระคนตกตะลึงไม่อาจยับยั้งได้ แผ่ไปรอบทิศ
เจตจำนงน่าพรั่นพรึงที่ไม่อาจต่อต้าน ไม่อาจหลบเลี่ยง ทำได้เพียงศิโรราบวูบหนึ่ง ประทับลงมาจากฟากฟ้าในเวลานี้
ราวกับสรรพชีวิตที่อยู่เบื้องหน้ามันล้วนต้องคุกเข่าคารวะทันที ดั่งเช่นจักรพรรดิ
ราวกับหมื่นเผ่าที่อยู่เบื้องหน้ามันล้วนต้องก้มหัวภาวนา ราวกับจักรพรรดิ
เผด็จการไร้ขอบเขต
กระทั่งเสียงร่ายคาถายังถูกสะกดในพริบตา ค่ายกลรอบด้านสั่นคลอน กระทั่งใบหน้าสีทองก็ยังหยุดดิ้นรน สัมผัสได้ถึงพลังคุกคามที่ยิ่งใหญ่ ดวงตาเหมือนจะลืมตื่นขึ้น
นี่ ก็คือครึ่งก้าวเตรียมสู่เทวะ
ขาดเพียงหนึ่งจิตโยวจิง ก็กลายเป็นเตรียมสู่เทวะได้แล้ว
แต่ว่าผู้อาวุโสใหญ่ไม่ได้ปล่อยจิตนี้ออกมา นี่คือการตรึงเอาไว้
ส่วนแสงเทพขอแค่ชิงฉินหายไป จักรพรรดิภูตก็จะสลายหายไป นี่ก็เป็นการตรึงเอาไว้
การสนับสนุนของผู้บำเพ็ญสองล้านในที่แห่งนี้ เป็นการตรึงเอาไว้เช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้นเงาจักรพรรดิยังมาจากสวี่ชิง ดังนั้นความสัมพันธ์ลึกลับของสวี่ชิงกับมัน เป็นการตรึงเอาไว้เช่นเดียวกัน
“จักรพรรดิภูต เจ้ามีพลังการโจมตีเพียงครั้งเดียว ยังไม่สะกดแดนต้องห้ามมรณะอีกหรือ!” ผู้อาวุโสคำราม
จักรพรรดิภูตที่เหมือนสลายหายไปได้ทุกเมื่อบนท้องฟ้า ในดวงตาเผยประกายมึนงง แต่ก็ยังยกมือขวาขึ้น กดแดนต้องห้ามมรณะเบื้องล่าง
เมื่อกดลงไปเช่นนี้ ฟ้าถล่มดินทลาย
ปรากฏรอยแตกและกฎเกณฑ์นับไม่ถ้วนออกมา
ในความว่างเปล่ากระทั่งมีกลิ่นอายวิถีสวรรค์แผ่ออกมาด้วย ประทานพรเพิ่มพลานุภาพให้กับมัน
ปรากฏการณ์แปลกประหลาดต่างๆ นานา ปรากฏขึ้นมาระหว่างฟ้าดิน มีรูปปั้นตั้งตระหง่าน มีสัตว์ยักษ์ร้องคำราม มีเทพธิดาโปรยดอกไม้ มีเงาจักรพรรดิโบราณคอยเฝ้าดู
จากนั้นฝ่ามือก็วาดลง ราวกับมาแทนที่ท้องฟ้า กดลงมา
เสียงครืนครันดังสนั่นขนาดคนหูหนวกยังได้ยิน!
อำนาจสวรรค์ ยิ่งใหญ่เกรียงไกร
กึกก้องไปทั่วสารทิศ จนทะเลต้องห้ามพังถล่ม
น้ำทะเลระเบิดตีเกลียวไปรอบๆ อย่างคุ้มคลั่ง คลื่นโถมไปทั้งทะเลต้องห้าม โหมพายุไร้ที่สิ้นสุด พัดกวาดไปทั้งเกาะ ทะเลโหมน้ำขึ้นสูงนับร้อยจั้ง
ใบหน้าสีทองจมหายไปทันควัน แต่มันก็ไม่ยอม ลืมตาโพลง ส่งเสียงคำรามต่ำ คิดจะดิ้นรน
ทว่าผนึกตาข่ายทั้งสี่ด้านเวลานี้ระเบิดสุดกำลัง หลังจากที่การร่ายคาถาชะงักไปครู่หนึ่ง สายอัสนีก็ก่อร่างอีกครั้ง กลายเป็นพลังกดดัน พันธนาการมัน
สุดท้าย ใบหน้านี้ก็ต้องจมลงไปท่ามกลางการกู่ร้องอย่างไม่ยินยอม
รวบรวมทั้งเขตปกครองรวมถึงพลังของชนเผ่าเกือบร้อยในทะเลต้องห้าม กอปรผู้แข็งแกร่งมหาศาลและของวิเศษเวทต้องห้ามคอยเหนี่ยวรั้งแดนต้องห้ามมรณะ เดิมทียังต้องการเวลาอีกเล็กหน่อย ถึงจะค่อยๆ ปิดผนึกได้อย่างสมบูรณ์
ทว่าตอนนี้ ด้วยฝ่ามือของครึ่งก้าวเตรียมสู่เทวะ จึงรวดเร็วขึ้นในพริบตา
แต่ในความเป็นจริง หากคิดจะปิดผนึกแดนต้องห้ามมรณะด้วยการโจมตีพลังครึ่งก้าวเตรียมสู่เทวะแค่ครั้งเดียว เป็นสิ่งที่ไม่อาจทำได้
เมื่อรวบรวมพลังซึ่งมาจากทั้งมณฑลรับเสด็จราชันก่อให้เกิดการเหนี่ยวรั้ง การโจมตีนี้ก็ราวกับเป็นตุ้มน้ำหนักที่ถ่วงตาชั่ง สุดท้ายก็ช่วยเพิ่มความเร็วการปิดผนึกได้
ขาดฝ่ายใดฝ้ายหนึ่งไปไม่ได้
เวลานี้จากการที่ใบหน้าสีทองบนผิวทะเลจมลงไป ตอนที่ตาข่ายขนาดใหญ่สีเลือดครอบคลุมที่นี่ทั้งหมด เงาจักรพรรดิภูตบนท้องฟ้าก็ทานทนไม่ไหว สลายหายไป
ก่อนที่จะสลายหายไป จักรพรรดิภูตที่แววตาสับสน ไม่มองไปที่ผู้ใด แต่มองไปยังส่วนลึกของทะเลต้องห้าม อ้าปากคล้ายจะพูดอะไร แต่ท้ายสุดก็ไม่ได้ส่งเสียงใดออกมา
เสียงครืนดังขึ้น แปรเปลี่ยนเป็นฝุ่นฟุ้งขจรกระจาย
บนท้องฟ้าฝนพร่างพราย ราวกับกำลังร่ำไห้
วิถีสวรรค์จากไป ราวกับกำลังถอนหายใจ
ปรากฏการณ์ประหลาดทั้งหมดต่างแตกแขนง คล้ายกับกำลังแยกทาง
มีเพียงลำแสงเก้าสายที่ลอยออกมาจากในร่างที่สลายหายไป กลายเป็นสวรรค์ปฐพีสองจิตและเจ็ดวิญญาณ พวกเขาแต่ละคนสับสน อารมณ์ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน
ประสบการณ์ครั้งนี้ ทำให้ในใจพวกเขาเกิดคลื่นโหมกระหน่ำซัด
แต่พวกเขาก็เข้าใจว่าเรื่องนี้ยากที่จะเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง เว้นเสียแต่จะทำให้สวี่ชิงยอมสำแดงออกมาอีกครั้ง อีกทั่งยังต้องมีการคุ้มครองจากแสงเทพของชิงฉินอีก ที่สำคัญที่สุดคือการร่วมมือของโถงครองกระบี่รวมถึงพลังที่รวบรวมจากทั้งมณฑลรวมถึงต่างเผ่าอีกเกือบร้อย บวกกับของวิเศษเวทต้องห้ามอีกนับสิบรวมถึงหวนสู่อนัตตาอีกเกือบร้อย
เห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้
หายนะแห่งแดนต้องห้ามมรณะ ในที่สุดก็แก้ไขได้ชั่วคราว!
ไม่มีใครลบแดนต้องห้ามออกไปได้ ดังนั้นนับแต่โบราณเมื่อแดนต้องห้ามใดก็ตามเกิดหายนะ วิธีการแก้ไขล้วนเป็นการปิดผนึก
และหายนะของแดนต้องห้ามมรณะ ด้วยปัจจัยของมนุษย์ครอบครองจุดสำคัญไป
เผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์เพื่อจะทำสงครามให้ราบรื่นยิ่งขึ้น และเพื่อควบคุมกำลังต่อสู้ของเขตปกครองผนึกสมุทร จึงส่งคนไปสร้างรอยร้าวที่ประตูใหญ่สำริดโบราณลึกลับในแดนมรณะต้องห้าม
การปรากฏของรอยร้าวนี้ ทำให้จักรพรรดิแดนมรณะถูกกลืนกิน
เมื่อไม่มีจักรพรรดิ ตัวตนต่างๆ ในแดนต้องห้ามมรณะ จึงสูญเสียการถูกสะกด และเริ่มลุกลาม
นี่เป็นหนึ่งในหายนะ
ส่วนรอยร้าวนั้น ประตูใหญ่สำริดโบราณที่แผ่กลิ่นอายเทพเจ้าออกมา คือหายนะที่สอง
ดังนั้นการปิดผนึกนี้ นอกจากไม่ทำให้ตัวตนชั่วร้ายต่างๆ ในแดนต้องห้ามมรณะออกมาอาละวาดสร้างความวุ่นวายด้านนอก ยังปิดรอยร้าวที่ประตูใหม่อีกครั้งด้วย
นี่จึงเป็นจุดที่สำคัญและยากที่สุดของค่ายกลปิดผนึกรวมกำลังสองล้านคนก่อนหน้านี้
ประตูเทพเจ้า ต่อให้เป็นแค่รอยร้าวเล็กๆ ก็ใช่ว่าจะปิดได้ง่ายๆ
ตั้งแต่ปะทะกันมา มณฑลรับเสด็จราชันตรากตรำลำบาก ในที่สุดก็ปิดผนึกประตูบานนั้นจนเหลืออีกเล็กน้อย และการปรากฏตัวของครึ่งก้าวเตรียมสู่เทวะ ก็เพิ่มความเร็วให้ขั้นตอนนี้ สุดท้ายก็ผนึกได้อย่างสมบูรณ์
จากนี้คือการเก็บงานที่ค่อนข้างง่ายแล้ว
ส่วนสิ่งที่สวี่ชิงได้รับก็มากมายมหาศาลเช่นกัน
เวลานี้สีหน้าค่อนข้างมึนงง ผ่านการเชื่อมต่อระหว่างเงาจักรพรรดิภูต เขาเมื่อครู่นี้ก็ผ่านการชำระจิตใจที่สั่นสะเทือนฟ้าดินครั้งหนึ่งในพริบตา
การชำระนี้มาพร้อมกับการสัมผัสรับรู้ที่ฝังลึกให้เขา
การปรากฏตัวของครึ่งก้าวเตรียมสู่เทวะ จากที่คนภายนอกเห็น เป็นผลกระทบของวิสัยทัศน์กับจิตใจที่ตกตะลึงไร้ที่เปรียบหนึ่ง อุปมามันออกมาเป็นรูปภาพได้
ดังนั้นสุดท้ายคือ แม้คนนอกจะเห็นชัดแจ้งเพียงใด แต่ก็แค่ “มอง” เท่านั้น
ทว่าสวี่ชิงนั้นไม่ใช่
เขาคือหนึ่งในคนที่สร้างผลกระทบของวิสัยทัศน์กับจิตใจครั้งนี้ ไม่อาจขาดหายไปได้ เขาไม่ได้อยู่ด้านนอก แต่อยู่ด้านในเลย
สิ่งที่เขาการสัมผัสรับรู้ได้ ย่อมมากกว่าคนทั่วไป
ถึงอย่างไรพลังครึ่งก้าวเตรียมสู่เทวะก็เท่ากับเป็นการชี้ทิศทางให้กับอนาคตของสวี่ชิง เปิดหน้าต่างเตรียมสู่เทวะบานหนึ่งขึ้นในใจเขา
สิ่งที่สะท้อนออกมาหลักๆ คือในด้านความรู้รวมถึงในด้านจิตวิญญาณ
ความรู้ความเข้าใจของเขาได้รับการขยายกว้างอย่างน่าตกตะลึง สิ่งนี้ทำให้ในอนาคตเขาขณะที่เผชิญหน้าผู้แข็งแกร่ง ด้านจิตใจจะสงบมากขึ้น หัวใจก็แข็งแกร่งขึ้นด้วย!
จิตวิญญาณของเขาในด้านความทนทานก็เป็นเช่นนี้ ในการก่อร่างสร้างครึ่งก้าวเตรียมสู่เทวะจากศูนย์ ถูกบ่มเพาะอย่างลึกซึ้ง
แม้จะไม่ได้รับมาโดยตรง แต่ก็เพียงพอให้สวี่ชิงใช้ได้เป็นเวลานาน
สวี่ชิงสูดลมหายใจลึก มองทะเลต้องห้ามหลังจากที่ปิดผนึกใบหน้าสีทอง ผลคือพวกของผู้อาวุโสใหญ่ลอยขึ้นมาจากค่ายกลหยิน
เขารู้ แม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับการผนึก แต่ไม่ว่าอย่างไร นี่ก็เป็นวาสนาครั้งใหญ่ที่ผู้อาวุโสใหญ่มอบให้ เขาจึงประสานหมัดคารวะอย่างจริงจังไปทางผู้อาวุโสใหญ่
ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้าเล็กน้อย ใบหน้าที่เหนื่อยล้าเผยประกายชื่นชม เขาให้ความสำคัญกับสวี่ชิงที่มาจากมณฑลรับเสด็จราชันนี้มาก
เสี่ยเลี่ยนจื่อก็เช่นกัน นายท่านเจ็ดทางนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตอนนี้ลูบหนวดเคราด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ อยู่ในระดับที่ใครผ่านไปผ่านมาก็รู้ได้ทันที
จื่อเสวียนที่อยู่ข้างๆ ดวงตางามเปี่ยมไปด้วยประกายแปลกประหลาด ราวกับว่าวินาทีนี้ ในสายตานาง แสงประกายบนร่างสวี่ชิงดึงดูดสายตามากที่สุด
จนกระทั่งมีเสียงแกว๊กดังสะท้อนก้องไปทั่วสารทิศ ทำให้สายตาคนทั้งหมดไปอยู่ที่ชิงฉิน
ชิงฉินยืนอย่างหยิ่งทะนงระหว่างฟ้าดิน ราวกับกำลังเตือนทุกคน ว่าประโยชน์ของมันก็มีไม่น้อย
“ขอบคุณผู้อาวุโสชิงฉิน” ผู้อาวุโสใหญ่โถงครองกระบี่สีหน้าเคร่งขรึม ประสานหมัดคารวะ
ผู้แข็งแกร่งหวนสู่อนัตตาด้านหลังเขาทั้งหมดก็คารวะขอบคุณ และยังมีผู้บำเพ็ญสองล้านคนด้านล่างก็พากันคารวะ
ความยิ่งใหญ่เช่นนี้ ทำให้ชิงฉินค่อนข้างลำพองใจ มองไปยังทิศทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณ อันที่จริงมันก็แปลกใจ ไยพี่ใหญ่จึงไม่มา แต่เมื่อคิดๆ แล้ว หลักการทางโลกของพี่ใหญ่ก็ไม่ชอบเข้าร่วมสงครามของเผ่าต่างๆ อยู่แล้ว จึงคิดเช่นนี้
ขณะเดียวกัน สวรรค์ปฐพีสองจิตรวมถึงเจ็ดวิญญาณที่อยู่ไกลๆ เวลานี้ก็ฟื้นคืนกลับมาแล้ว นำโดยคนแคระวิญญาณสวรรค์ สีหน้าเย็นชา มองผู้อาวุโสใหญ่ สุดท้ายก็มองไปทางสวี่ชิง
“การเจรจาของข้าเสร็จสิ้นแล้ว ถัดจากนี้ก็รอเจ้า”
สวี่ชิงสีหน้าเคร่งขรึม พยักหน้าอย่างจริงจัง
วิญญาณสวรรค์หันหลังไหววูบ ผสานกับความว่างเปล่าแล้วหายไป วิญญาณปฐพีก็เช่นกัน เจ็ดวิญญาณกลายเป็นควันหลอมรวมกับอากาศ ตั้งแต่ต้นจนจบพวกเขาไม่ได้สนใจโยวจิงเลย
ถึงอย่างไรอยู่ในโถงครองกระบี่ ถ้ากลับมา โถงครองกระบี่คงไม่วางใจ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สู้อยู่แบบเดิมต่อไปดีกว่า ทุกคนก็สบายใจ
โยวจิงหดหู่เล็กน้อย แต่ก็ตนใจ นางเข้าใจสหายของตนดี ด้วยเป็นต้นกำเนิดเดียวกัน สิ่งที่พวกมันใส่ใจยิ่งกว่าก็คืออิสรภาพ
เมื่อสองจิตสวรรค์ปฐพีและเจ็ดวิญญาณจากไป หลังจากที่จัดแจงการเก็บกวาด ผู้อาวุโสใหญ่ก็เรียกสวี่ชิงรวมถึงบรรพจารย์หวนสู่อนัตตาของมณฑลรับเสด็จราชันมาประชุมหารือ
ในบรรดาผู้บำเพ็ญหวนสู่อนัตตาที่เข้าร่วมการหารือ ผู้นำพันธมิตรแปดสำนักก็อยู่ในบรรดานี้ด้วย สายตาที่เขามองสวี่ชิงไม่เหมือนกับเมื่อก่อนแล้ว ค่อนข้างจริงจังขึ้น
“สวี่ชิง กล่าวความเห็นของเจ้าออกมาหน่อยเถิด” ผู้อาวุโสคลึงหว่างคิ้ว เอ่ยเสียงแหบแห้ง
เมื่อเขาพูด สายตาของผู้บำเพ็ญหวนสู่อนัตตาหลายสิบคนในที่นี้ก็มาอยู่ที่สวี่ชิง ถูกหวนสู่อนัตตาจำนวนมากถึงเพียงนี้จ้องมอง ถ้าเป็นผู้บำเพ็ญคนอื่น เกรงว่าใจคงจะเต้นรัวเร็วไปแล้ว
แต่สวี่ชิงผ่านเรื่องต่างๆ มามากมาย เห็นเทพเจ้ามาแล้วตั้งหลายตน สำหรับสายตาหวนสู่อนัตตาที่ไม่ได้ปล่อยแรงกดดันออกมา เขาแบกรับไหว
“สนามรบทางตะวันตกและทางเหนือในตอนนี้ขอความช่วยเหลือเร่งด่วนมา พลังของวิเศษเวทต้องห้ามอ่อนกำลังลงอย่างต่อเนื่อง แนวหน้าอยู่ในช่วงวิกฤต”
สวี่ชิงเอ่ยเสียงแผ่ว
“เจ้าวังให้ข้าออกโองการ ให้ข้าเป็นตัวแทนของเจ้าวัง ค้นหาสิ่งของที่จำเป็นรวมถึงกำลังทหารในเขตปกครองผนึกสมุทร เรื่องสิ่งของที่จำเป็นข้าจัดการเรียบร้อย เมื่อคำนวณเวลา น่าจะส่งไปถึงสนามรบแล้วขอรับ
“ส่วนกำลังทหาร ข้าคิดถึงมณฑลบังคับจำนนรวมถึงมณฑลรับเสด็จราชัน”
สวี่ชิงพูดถึงตรงนี้ จึงมองไปทางผู้อาวุโสใหญ่
ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้า กวาดสายตาไปยังกลุ่มคนข้างๆ เอ่ยเสียงเรียบ
“พวกเจ้ามีความเห็นอย่างไร”
เสี่ยเลี่ยนจื่อพูดเป็นคนแรก
“ออกรบเสียก็จบ!”
นายท่านเจ็ดสีหน้าราบเรียบ ยืนอยู่ด้านหลังเสี่ยเลี่ยนจื่อ พยักหน้าอย่างอ่อนโยน
จื่อเสวียนมองสวี่ชิง เอ่ยเสียงแผ่วเบา
“สำนักโลกันต์ทมิฬ ร่วมรบได้”
บรรพจารย์คนอื่นของพันธมิตรแปดสำนักก็เห็นด้วยหลังจากครุ่นคิด ผู้นำพันธมิตรจึงอมยิ้มมองไปทางสวี่ชิง ดวงตาเผยประกายให้กำลังใจ
“พันธมิตรแปดสำนักของข้า ย่อมสนับสนุนผู้สืบทอดมรรคาฝั่งข้า และยิ่งสนับสนุนเผ่ามนุษย์
“เช่นนั้นสำนักเซียนล้ำบารมีรวมถึงลัทธินอกวิถี และขั้วอำนาจเผ่ามนุษย์อื่นๆ ในมณฑลรับเสด็จราชันเล่า” ผู้อาวุโสใหญ่หันหน้ามองไปทางผู้บำเพ็ญหวนสู่อนัตตาคนอื่น
สำนักเซียนล้ำบารมีมีหวนสู่อนัตตาอยู่สิบกว่าคน หลังจากพวกเขามองหน้ากัน ก็รู้ว่าไม่มีเหตุผลต้องปฏิเสธ จึงทำได้เพียงพยักหน้า
“เช่นนั้น อาลักษณ์สวี่ชิง เป็นตัวแทนเจ้าวังออกคำสั่ง!” ผู้อาวุโสใหญ่กวาดสายตามองทุกคน สุดท้ายก็มองที่สวี่ชิง สีหน้าเคร่งขรึม
สวี่ชิงก็สีหน้าจริงจัง หยิบผ้ายฐานะเจ้าวังออกมาแล้วชูขึ้น ขณะที่ป้ายฐานะเปล่งแสงเจิดจ้า เสียงของสวี่ชิงพร้อมพลานุภาพที่ป้ายฐานะมอบให้สะท้อนก้องไปทั้งแปดทิศ
“อัญเชิญขั้วอำนาจทุกเผ่าในมณฑลรับเสด็จราชัน วางแผนประสานงานโดยโถงครองกระบี่ ตรงไปยังมณฑลบังคับจำนนเพื่อช่วยเหลือคลี่คลายหายนะแห่งแดนต้องห้ามอาภรณ์ทันที สุดท้ายผนึกกำลังสองมณฑล เข้าสนับสนุนแนวหน้าฝั่งตะวันตก”
“น้อมรับโองการเจ้าวัง!” ผู้อาวุโสใหญ่คารวะอย่างเคร่งขรึม
ผู้ครองกระบี่ทั้งหมดด้านหลังเขาก็สีหน้าจริงจัง ขณะน้อมรับโองการเสียงทุ้มต่ำ จิตสังหารวูบหนึ่งก็ปะทุจากร่างพวกเขา
หวนสู่อนัตตาสำนักอื่นเผ่าอื่น เวลานี้ก็ล้วนก้มหน้าให้กับป้ายฐานะ
หนึ่งชั่วยามต่อมา กองทัพพันธมิตรที่ตั้งกลุ่มขึ้นโดยผู้อาวุโสใหญ่โถงครองกระบี่มณฑลรับเสด็จราชัน การรวมกลุ่มก็เสร็จสิ้น
ต่างเผ่าของทะเลต้องห้ามที่มาช่วยสะกดแดนต้องห้ามมรณะเหล่านั้น พวกเขาไม่ยินดีจะเข้าร่วมสงครามนี้ จึงบอกลาแล้วจากไป สำหรับพวกเขา โถงครองกระบี่ก็ไม่ได้สร้างความลำบากใจให้ แต่ยังน้อมส่งด้วยความเกรงใจ
ส่วนในมณฑลรับเสด็จราชันก็ไม่ได้เข้าร่วมด้วยทั้งหมด นอกจากบางสำนักบางเผ่าที่มีบางส่วนเหลือไว้คุ้มกัน ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ถูกส่งไปที่แดนต้องห้ามมรณะ เก็บงานขั้นสุดท้าย
ในนี้ด้วยภารกิจของผู้อาวุโสใหญ่ นายท่านเจ็ดและจื่อเสวียนถูกร้องขอให้คอยดูแลคุ้มกัน คอยจัดการการเก็บกวาดงานในแดนต้องห้ามมรณะ ไม่จำเป็นต้องเข้าสู่สนามรบ
หลังจากสวี่ชิงได้ยินภารกิจนี้ ก็มองไปทางผู้อาวุโสใหญ่ผาดหนึ่ง เขาเข้าใจดี นี่อาจจะเกี่ยวข้องกับตน ถึงอย่างไรในสนามรบก็เสี่ยงมาก
สวี่ชิงยอมรับเรื่องนี้
ส่วนที่เหลือ เข้าร่วมกองทัพพันธมิตร และกองพลของเจ็ดเนตรโลหิตในบรรดานี้ ก็มีเสี่ยเลี่ยนจื่อเป็นผู้นำ
ขณะเดียวกันด้วยการผลักดันของผู้อาวุโสใหญ่ อำนาจของวิเศษเวทต้องห้ามสำนักต่างๆ ในมณฑลรับเสด็จราชันก็ผสานกับของวิเศษเวทต้องห้ามเมืองหลวงเขตปกครอง ทำให้บนท้องฟ้ามณฑลรับเสด็จราชัน ปรากฏตาข่ายยักษ์สีทอง หลังจากปกคลุมอาณาเขตทั้งหมด พลังของวิเศษเวทต้องห้ามเมืองหลวงเขตปกครองจึงแข็งแกร่งขึ้นอีกส่วนหนึ่ง การสำแดงในสนามรบทางตะวันตกและทางเหนือทั้งสองแห่งก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
กองทัพพันธมิตรของมณฑลรับเสด็จราชัน ก็เริ่มเคลื่อนพลไปยังมณฑลบังคับจำนนเช่นนี้
ทอดสายตามองไป อาวุธเวทลอยฟ้าขนาดใหญ่หลายลำหวีดหวิวอยู่บนท้องฟ้า จำนวนนับหมื่น ด้านหลังยังมีอาวุธเวทขนาดเล็กอีกมากมายมหาศาล บรรทุกกองทัพขนาดใหญ่ของมณฑลรับเสด็จราชัน ยิ่งใหญ่เกรียงไกรระหว่างฟ้าดิน
ทุกจุดที่แล่นผ่าน แรงกดดันแผ่ซ่าน บดบังฟ้าตะวัน อานุภาพประดุจสายรุ้ง
