Skip to content

Outside Of Time 505

บทที่ 505 จักรพรรดิหงหลิง

ภาพนี้ทำให้สวี่ชิงที่เห็นหายใจหอบถี่ เวลาสั้นๆ เช่นนี้ จำนวนคนที่ตายบนสนามรบของทั้งสองฝ่าย น่าสยดสยองมาก

โดยเฉพาะผู้บำเพ็ญมนุษย์มากมาย การตายของพวกเขาเต็มไปด้วยความแปลกประหลาด ทั้งๆ ที่ศัตรูรอบด้านอยู่ห่างออกไปไกลโข แต่พริบตาต่อมาอาณาบริเวณนั้นก็เหมือนถูกคมดาบที่มองไม่เห็นกวาดเรียบจนตายทั้งหมด

และหลังจากตายไปก็ไม่ได้กลายพันธุ์จนเป็นอสูรกลายพันธุ์ที่ไม่มีสติปัญญา

เสียงคำราม เสียงร้องน่าเวทนา เสียงระเบิดตนเอง จากนั้นก็เป็นเสียงครืนครันดังสนั่นของการโคจรอาวุธเวท เต็มสองหูสวี่ชิง

มองรวมๆ พลังโจมตีกลับของเผ่ามนุษย์เขตปกครองผนึกสมุทรไม่เพียงพอ จึงอยู่ในสภาวะป้องกัน

‘เขตปกครองผนึกสมุทรเดิมทีมีสิบสามมณฑล เนื่องจากตอนแรกเสียไปสามมณฑล บังคับจำนนกับรับเสด็จราชันก็เข้าร่วมสงครามไม่ได้ ก่อนหน้านี้จึงเหลือแค่พลังของแปดมณฑล ช่วงที่เตรียมตัวทำสงครามในตอนแรก ข้าจำได้ว่าแบ่งออกเป็นแปดกองทัพใหญ่!’

ขณะที่สวี่ชิงสะกดคลื่นโหมกระหน่ำในใจเพราะความรุนแรงของสงคราม

‘ไม่มีการจัดการควบคุมแผนการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่สงครามธรรมดา อีกทั้งแต่ละมณฑลก็มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง จะทำลายพวกเขาด้วยกำลังไม่ได้

‘ดังนั้น…กองทัพใหญ่ทั้งแปดนี้ แต่ละกองก็มีระบบของตนเอง รวมถึงเสบียง อาวุธเวท การวางแผนเป็นต้น

‘เช่นพลังหนามเวท ก็มีกองทัพที่สามรับผิดชอบคุ้มกัน

‘และที่มีส่วนร่วมจากทั้งเขตปกครองก็มีแค่ของวิเศษเวทต้องห้ามของเมืองหลวงเขตปกครองเท่านั้น หวนสู่อนัตตานับร้อยที่นั่นก็ดึงออกมาจากกองทัพอื่น พวกเขาเป็นเพียงหวนสู่อนัตตาส่วนหนึ่งของเขตปกครองผนึกสมุทร

‘ในนี้ที่ขึ้นตรงกับวังครองกระบี่ คือหุ่นเชิดสงครามรวมถึงระฆังเต๋ากลางท้องฟ้า กระบี่จักรพรรดิผู้ครองกระบี่!’

สวี่ชิงสูดลมหายใจลึก มองไปทางซ้ายและขวาไกลๆ เขาสังเกตเห็นว่าคนที่มาร่วมรบของมณฑลบังคับจำนนและมณฑลรับเสด็จราชันไม่อยู่ในบรรดานี้ และจำนวนทหารที่นี่ ก็เหมือนยังขาดอยู่

ทำให้สวี่ชิงคิดถึงแผนที่จากทรายที่เห็นในกระโจมใหญ่เจ้าวัง

‘แนวป้องกันยาวมาก แนวหน้าแบ่งออกเป็นหลายพื้นที่ ดังนั้นมณฑลบังคับจำนนกับมณฑลรับเสด็จราชัน ยังมีพลังจากอีกสองมณฑลล้วนถูกจัดไปอยู่บนแนวป้องกันฝั่งตะวันตก

‘เจ้าวังสร้างหน่วยสั่งการขึ้นที่นี่ หรือว่าคิดจะใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อ ตรึงกำลังของเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์…

‘บางทีอาจจะมีแผนการอื่นอยู่อีก’ สวี่ชิงยังขาดข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ค่อยเข้าใจแผนการที่วางไว้นัก

แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบกับการให้เขาทำความคุ้นเคยกับสนามรบ

หลังจากแบ่งสนามรบออกเป็นเขตต่างๆ ในใจแล้ว สวี่ชิงก็นำพื้นที่กว้างใหญ่ผืนนี้ที่ตนอยู่ แบ่งออกเป็นนับร้อยส่วน

วิธีการแบ่งเช่นนี้ ทำให้เขาเข้าใจสนามรบได้รวดเร็วขึ้น

‘เขตปกครองผนึกสมุทรอยู่ในเขตตะวันตก เผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์อยู่ในเขตตะวันออก

‘ตอนนี้เขตตะวันตกหนึ่ง ตะวันตกสาม ตะวันตกสี่รวมถึงตะวันตกแปด อยู่ชิดกับขอบตาข่ายสีทอง กำลังเฝ้ารอ เตรียมสลับกับกองทัพใหญ่ที่เข้ารบในเขตตะวันออกห้า ตะวันออกเจ็ด ตะวันออกสิบเอ็ด

‘เขตตะวันตกสอง ตะวันตกสี่ กำลังเปิดใช้งานหุ่นเชิดสงคราม และยังอีกสามพื้นที่กำลังเข้าสนับสนุน

‘ส่วนเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์ที่ฝั่งตะวันออกอีกนับสิบพื้นที่เช่น สาม หก สิบสี่ สิบเจ็ด ก็กำลังเปลี่ยนรูปขบวน ทำให้พื้นที่ตะวันออกสองยื่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด…

‘ไม่สิ ขบวนเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์แปรเป็นลูกธนู ตะวันออกสองเป็นหัวธนู!’

สวี่ชิงมองภาพรวมทั้งหมด หลังจากพิจารณาในใจอย่างรวดเร็ว ก็มองไปเขตตะวันตกสองในนสนามรบด้านนอกตาข่ายยักษ์สีทองฉับพลัน

ที่นั่นหลังจากที่รูปขบวนของเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์เปลี่ยนไป ก็มีมือขาดนับหมื่นที่โผล่พ้นพื้นดินปรากฏขึ้น

พวกมันจับโซ่เหล็กขนาดยักษ์เอาไว้ ตอนนี้พุ่งออกมาฉับพลัน ขณะที่โซ่เหล็กถูกสะบัด บนท้องฟ้าก็มีเสียงครืนครันดังสนั่น คลื่นวนถูกฉีกจนใหญ่ยิ่งขึ้น

หิมะดำร่วงลงมาจากที่นั่นราวกับหิมะถล่มมากกว่าเดิมไปที่สนามรบ

ขณะที่สวี่ชิงสีหน้าเปลี่ยน บนท้องฟ้าแนวป้องกันของเขตปกครองผนึกสมุทร กระบี่จักรพรรดิขนาดยักษ์ที่ลอยอยู่ตรงนั้นพลันสว่างวาบขึ้น ราวกับว่ารอจังหวะนี้อยู่

แสงกระบี่เจิดจ้าเปล่งออกมาจากด้านใน กลายเป็นทะเลกระบี่ พุ่งไปยังคลื่นวนบนท้องฟ้า

เข้าประชิดในพริบตา ระเบิดฉับพลัน ทำให้ขณะที่คลื่นวนหมุนเวียน ด้านในมีเสียงกรีดร้องเจ็บปวดดังออกมา

ขณะเดียวกัน กองทัพใหญ่เขตปกครองผนึกสมุทรก็ลอยขึ้นฟ้า ระฆังเต๋าขนาดยักษ์ที่ถูกโลงศพสัมฤทธิ์ห้อมล้อม ก็ลั่นระฆังเสียงก้องกังวานออกมา

ฉายความบรรพกาล ฉายกาลเวลา เปล่งพลังอำนาจที่บดขยี้สรรพสิ่งกระจายออกไปทั้งแปดทิศ

เสียงระฆังดังก้องเจ็ดครั้ง และทุกครั้งก็บิดเบี้ยวสนามรบ ร่างกายผู้บำเพ็ญเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์นับไม่ถ้วนแตกสลายไปทันที ขณะที่กระจายเป็นชิ้นๆ ก็ทำให้ร่างเงาในสภาพมายาแต่เดิมปรากฏออกมาในสนามรบทีละร่าง

ร่างเงามายาเหล่านั้น ไม่ใช่รูปร่างของเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์ พวกมันคล้ายคลึงกับตั๊กแตน ทุกร่างสูงนับสิบจั้ง ไอพลังประหลาดพิเศษที่แผ่ออกมา ขณะที่รุกลามบริเวณที่อยู่ ก็ลงมือกับกองทัพใหญ่เผ่ามนุษย์ด้วยเช่นกัน

สวี่ชิงรู้ว่าพวกมันล้วนเป็นผู้เก็บกู่ที่ก่อร่างจากอาวุธเวททรงสี่เหลี่ยมรูปว่าวของเผ่าฟ้าทมิฬ

และด้วยสภาพพิเศษของพวกมันที่ไม่สามารถสัมผัสได้จึงรับมือยากมาก ปกติต้องใช้พลังของวิเศษเวทต้องห้ามตาข่ายสีทองระบุตำแหน่ง

แต่ตอนนี้ ด้วยระฆังเต๋า ขณะที่ทุกสิ่งอย่างถูกสะกดทั้งหมดไว้ ร่างของพวกมันก็ถูกเปิดเผยออกมา

พริบตาต่อมา หุ่นเชิดสงครามเผ่ามนุษย์ที่รอคำสั่งอยู่นานแล้วก็พุ่งออกมาทันที

หุ่นเชิดนับหมื่นกลายเป็นยักษ์นับหมื่น พุ่งเข้ามาประหัตประหารกับผู้เก็บกู้เหล่านั้นในสนามรบ

สงครามก็คือหมากกระดาน

การป้องกันบางครั้งก็เปลี่ยนเป็นการโต้กลับ วิธีการก็ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว

ดูรวมๆ เหมือนจะซับซ้อน แต่อันที่จริงนั้นง่ายดายมาก เพียงแต่การหมุนทุกขั้นตอนของหินโม่ที่เรียกว่าสงครามนี้ สิ่งที่ต้องจ่ายมากมายมหาศาล

ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ล้วนต้องใช้เลือดเนื้อ

เพราะสิ่งที่ได้จากการบดออกมาจากโม่หินนี้ นอกจากเสียงครืนครันก็มีแต่ความตาย แพ้ชนะเป็นแค่สิ่งที่แนบมาด้วยเท่านั้น

สวี่ชิงเงียบนิ่ง มองสนามรบไกลๆ

เห็นได้ชัดว่าสีท้องฟ้าของสนามรบไม่ได้แปรเปลี่ยนไป ที่มองเห็นล้วนเป็นความขมุกขมัว

แม้จะเป็นช่วงกลางวันก็ยังเป็นเช่นนี้ ตอนกลางคืนก็เช่นเดียวกัน

เสียง คาวเลือด ไอพลังประหลาด เป็นท่วงทำนองหลักของที่นี่ ส่วนเจ้าเสียงดนตรีที่กินคนอย่างโหดเหี้ยมนี้จะอยู่อีกนานเท่าไร ไม่มีใครรู้คำตอบ

การสังหารที่ไม่มีจุดจบ หลังจากวนเวียนซ้ำไปมา จินตนาการได้ว่าแรงกดดันก็มหาศาลเช่นกัน

ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้ จะมีความสิ้นหวังเช่นไรโหมขึ้นมา

สวี่ชิงถอนสายตากลับมาเงียบๆ เขาเห็นภาพรวมกว้างๆ ของสนามรบมาพอสมควรแล้ว ตอนนี้การสังหารยังคงดำเนินต่อไป วิธีการต่างๆ ของแต่ละฝ่ายก็สำแดงออกมาไม่หยุดบนโม่หินเลือดเนื้อนี้

ความตาย กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

การมีชีวิตอยู่ ถึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์

แต่อย่างน้อยจนถึงตอนนี้ สวี่ชิงก็ยังไม่เห็นทหารหนีทัพออกมามากนัก

“ถอยจนถอยไม่ได้แล้ว”

สวี่ชิงพึมพำ เขาที่ยืนอยู่บนภูเขาหุ่นเชิดไร้ประโยชน์ หันหน้ามองไปทางเขตปกครองผนึกสมุทร แม้ว่าเขาที่ผ่านประสบการณ์ลำบากมานักต่อนักตั้งแต่เด็ก ตลอดทางที่ผ่านมานี้มีแต่ความพะว้าพะวัง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนอื่นเลย

และความพะว้าพะวัง ถึงจะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ เป็นสิ่งที่พึงมี

ครู่ใหญ่ สวี่ชิงถอนสายตาที่มองไปยังเขตปกครองผนึกสมุทรกลับมา เงยหน้ามองอาวุธเวททรงสี่เหลี่ยมรูปว่าวบนท้องฟ้าที่แผ่พลังบิดเบี้ยวออกมาไม่หยุดเหล่านั้น

‘อาวุธเวทเหล่านี้ มีพลังของพระจันทร์สีชาดอยู่เลาๆ’

หลังจากที่สวี่ชิงสังเกตอยู่ห่างๆ ก็สัมผัสได้ ขณะเดียวกันหิมะดำที่ปลิวว่อนอยู่ในสนามรบเหล่านั้น ก็ทำให้เขารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาด้วย

แต่อยู่ห่างกันเกินไป จึงสัมผัสได้ไม่ชัดเจนนัก

ดังนั้นหลังจากสวี่ชิงครุ่นคิดก็ไหววูบ ออกจากภูเขาหุ่นเชิดไร้ประโยชน์ ตรงไปที่สนามรบ

ขณะที่ผ่านชายชราสีหน้าชินชาที่นั่งอยู่คนนั้น ชายชราก็ทักสวี่ชิง

“มีชีวิตกลับมา!”

น้ำเสียงแหบแห้ง เลือนรางไม่ชัดเจน

สวี่ชิงชะงักฝีเท้า ได้ยินเสียงตะโกนของอีกฝ่ายไม่ค่อยชัด จึงมองไปทางชายชรา

เขาไม่รู้จักอีกฝ่าย หลังจากมาถึงที่นี่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกัน นี่คือประโยคแรก

ชายชราไม่พูดอะไรอีก มองไปทางสนามรบ สีหน้าเผยความเสียใจ

สวี่ชิงเงียบนิ่ง พยักหน้าให้ กลายเป็นสายรุ่งยาวพุ่งไปทางตาข่ายยักษ์สีทอง

เขาจะไปในสนามรบเพื่อสัมผัสกับหิมะสีดำรวมถึงพลังที่มาจากอาวุธเวททรงสี่เหลี่ยมรูปว่าวบนท้องฟ้าเล็กน้อย หากของสองสิ่งนี้กระตุ้นด้วยพลังของพระจันทร์สีชาดจริง สวี่ชิงก็คิดว่าตนน่าจะช่วยเหลือสงครามครั้งนี้ได้มากยิ่งขึ้น

เขาจึงปะทุความเร็วทั้งหมด พุ่งทะลวงตาข่ายสีทองในพริบตา เหยียบย่ำไปบนพื้นดินที่เกิดจากเลือดเนื้อทับถมกัน

กลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้นกว่าตอนอยู่ในตาข่ายยักษ์รวมถึงคลื่นลมเปียกชื้นที่เกิดจากเลือดซ่านกระเซ็น พัดโถมใส่หน้าสวี่ชิงโดยไม่มีอะไรขวางกั้น

ทั้งเปียกชื้น ทั้งเหม็นเน่า

ต่อให้เป็นคนที่สังหารเป็นกิจวัตรประจำวัน เมื่อได้กลิ่นนี้ก็อยากจะสำรอกออกมาเช่นกัน รู้สึกครั่นเนื้อตัว

เพราะจำนวนคนตายมีมากเกินไป ทำให้ที่นี่แฝงอารมณ์สิ้นหวังมหาศาลเอาไว้

ด้วยการซึมซับอารมณ์นี้ สองตาของผู้คนจึงแดงก่ำขึ้นมาตามสัญชาตญาณ ไม่ว่าจะความหวาดกลัวหรือการกระตุ้น ดวงตาก็ยังสีแดงไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะตอนที่คลื่นอารมณ์สองอย่างนี้ปะปนกันก็ยังเป็นเช่นนี้

หลังจากที่เดินเข้ามาในสนามรบ แตกต่างกับตอนที่เห็นอยู่ไกลๆ

สายตาที่ได้รับผลกระทบ การได้ยินที่ปะทุขึ้น การรับกลิ่นที่ถาโถม ทั้งหมดนี้ยิ่งสัมผัสได้โดยตรงมากขึ้น

ใบหน้าทรมาน ความโหดเหี้ยมอำมหิต การไล่ล่าสังหารและถอยหนี ความบ้าคลั่งและมึนงงสับสน ทั้งหมดทั้งมวลราวกับมีจิตรกรบนท้องฟ้าร่างสิ่งเหล่านี้ออกมาอย่างละเอียดเบื้องหน้าสวี่ชิง

กระทั่งในความไม่รู้เนื้อรู้ตัว อีกฝ่ายก็วาดเขาให้เข้าไปอยู่ในภาพร่างนั้นด้วย กลายเป็นจุดหนึ่งที่ไม่มีค่าให้เอ่ยถึงในภาพวาดสงครามนี้

ส่วนข้างๆ จุดนี้ ร่างเงาเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์ร่างหนึ่ง กำลังพุ่งหวีดหวิวเข้าประชิดอย่างโหดเหี้ยม คว้ามาที่หัวของสวี่ชิง

อาวุธเวทที่ดูเหมือนกรงเล็บผีซึ่งก่อตัวขึ้นจากหิมะดำระเบิดพลานุภาพไม่ธรรมดาออกมา และในพริบตาที่รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมของผู้บำเพ็ญเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์คนนี้ปรากฏขึ้น สวี่ชิงที่อยู่เบื้องหน้าเขาก็หายไปแล้ว

ขณะที่เลือดสดสาดกระเซ็น หัวนั้นก็ลอยหวือ ผู้บำเพ็ญเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์คนนี้ก็เห็นร่างไร้ศีรษะของตนเองยืนอยู่ด้านข้าง

สวี่ชิงเลียเลือดสดที่กระเซ็นมายังมุมปาก รสชาติเค็มๆ ฝาดๆ ทำให้ดวงตาสีแดงที่ถูกสงครามย้อม ปลดปล่อยปราณพิฆาตที่ซ่อนไว้ในร่างกายออกมา

สวี่ชิงไม่เสียเวลา พุ่งออกไปฉับพลัน พลังลูกกลอนพิษต้องห้ามแผ่ซ่าน ปกคลุมร่างกาย

ทุกจุดที่แล่นผ่าน เพียงแค่เขาเข้าประชิด ผู้บำเพ็ญเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดก็ร่างสะท้านเฮือก ใต้ชุดเกราะกรีดร้องเสียงที่เขาไม่ได้ยินออกมา ร่างกายเน่าเปื่อย

สวี่ชิงไม่กังวลว่าจะทำร้ายพวกเดียวกัน เพราะจำนวนของเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์ในนสนามรบนี้มีมากกว่าอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นพิษของเขาก็โอบล้อมอยู่ที่ผิวนอกกายเท่านั้น จะปล่อยหรือเก็บก็ควบคุมด้วยจิตใจระดับหนึ่งได้ โอกาสที่พิษทำร้ายจึงไม่มากนัก

ดังนั้น ขณะที่เคลื่อนไปด้านหน้า เขาก็เริ่มสังเกตหิมะสีดำที่มีอยู่อณูสนามรบในระยะใกล้ ยอมให้พวกมันสัมผัสโดนตัว สัมผัสถึงพลังพระจันทร์สีชาดที่แฝงไว้อย่างละเอียด

แต่จากการตรวจสอบ ระลอกคลื่นไม่มั่นคงที่แผ่ออกมาจากหิมะที่สัมผัสร่างเขา จู่ๆ ภายในก็แตกสลายเอง

‘ใช่แต่ก็ไม่ใช่…’ ขณะที่สวี่ชิงระแวดระวัง ก็ครุ่นคิดในใจ

ในหิมะนี้มีพลังพระจันทร์สีชาดอยู่ส่วนหนึ่งจริงๆ แต่น้อยถึงน้อยมาก ไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง

พลังยุ่งเหยิงบางอย่างที่มีมากกว่ากำลังสั่นคลอนพลานุภาพของมัน แม้สวี่ชิงจะส่งผลกระทบกับมันได้ แต่กลับไม่มากนัก กระทั่งถ้าไม่ระวังก็จะแตกสลายได้

หากคิดจะควบคุมอย่างแท้จริง ก็ยังต้องสังเกตกับทดสอบอีกถึงจะได้

กระทั่งพิษที่แฝงอยู่ภายใน เมื่ออยู่ต่อหน้าพิษจากร่างสวี่ชิง ก็ไม่นับเป็นอะไร

ทว่าหิมะสีดำเหล่านี้หลังจากแปรเป็นวิชาเวทหลายสายแล้ว พลานุภาพก็แข็งแกร่งขึ้นมาก โดยเฉพาะเมื่อเกล็ดหิมะมหาศาลรวมตัวกันก็ยิ่งน่าตกตะลึง

‘สิ่งที่แฝงอยู่มากยิ่งกว่าภายใน คือพลังยุ่งเหยิงที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายซ้ำยังไม่มั่นคงอย่างมาก ฉุดดึงหิมะเหล่านี้หลอมละลายเข้าด้วยกัน…’

ขณะที่สวี่ชิงครุ่นคิดก็เก็บมาทดสอบบางส่วน จากนั้นก็ออกจากที่นี่ไปยังพื้นที่อื่น

เขาอยากจะสัมผัสถึงอาวุธเวททรงสี่เหลี่ยมรูปว่าวบนท้องฟ้า จะดูว่าเหมือนกับหิมะสีดำหรือไม่

แต่อีกฝ่ายอยู่บนท้องฟ้า เป้าหมายใหญ่เกินไป ยิ่งไปกว่านั้นระดับความอันตรายก็สูงมาก

สวี่ชิงจึงพุ่งเป้าไปที่ตัวผู้เก็บกู้ที่มันสร้างขึ้นแทน

ตอนนี้เมื่อไหววูบ เขาก็พุ่งไปที่ผู้เก็บกู้ที่กำลังต่อสู้กับหุ่นเชิดสงครามของเขตปกครองผนึกสมุทรตัวหนึ่งไกลๆ

ส่วนไอพลังประหลาดในนสนามรบ สวี่ชิงก็ตรวจสอบด้วยเช่นกัน

“นี่เป็นไอพลังประหลาดที่มีชีวิต ไม่ได้แผ่ออกมาจากแดนต้องห้าม แต่ถูกสร้างขึ้นมา!”

สวี่ชิงหรี่ตาลง เจ้าเงาแผ่ลามไป สูดรับไอพลังประหลาดที่มาจากรอบด้านอย่างบ้าคลั่ง

สำหรับเจ้าเงาแล้ว ไอพลังประหลาดที่มีชีวิตเหมาะกับการเจริญเติบโตมากกว่า

จากการตรงไปด้านหน้า การสังหารยังคงเปิดฉากต่อเนื่อง

เผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์ในสนามรบมากเกินไป สวี่ชิงพุ่งทะลวงเข้าไปอย่างรีบเร่ง เลือดสดค่อยๆ ชโลมบนชุดนักพรตเขา ทั้งยังไหลมาตามมือกับหน้าเขาด้วย หยดย้อยลงบนพื้น

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า จุดที่สวี่ชิงแล่นผ่าน ศพแต่ระร่างร่วงหล่น

เขาระมัดระวังอย่างมาก แม้ว่าตาจะแดงก่ำ แต่ในใจยังคงสงบ ไม่หยุดอยู่กับที่นาน แต่เพียงสังเกตเห็นสมบัติวิญญาณปรากฏตัว เขาก็จะเลี่ยงเป็นลำดับแรก

ต่อมาไม่นาน ในที่สุดสวี่ชิงก็เข้าใกล้จุดที่หุ่นเชิดสงครามตัวหนึ่งปะทะกับผู้เก็บกู้เช่นนี้

เมื่ออยู่ในสนามรบนานเข้า สวี่ชิงก็สัมผัสได้ถึงความยากลำบากของผู้บำเพ็ญเผ่ามนุษย์

เพราะที่นี่ เสียงครืนครันหูแทบดับนั้นรุนแรงยิ่งกว่าด้านในตาข่ายสีทองมาก ขณะที่สะท้อนก้องต่อเนื่อง ก็ค่อยๆ กลบเสียงหวีดแหลมทั้งหมดไป

ผ่านไปนานเข้า ทั้งสองฝ่ายที่ปะทะกัน ก็กลายเป็นคนหูหนวกที่เสียความสามารถทางการได้ยินไปโดยสัญชาตญาณ

เมื่อไม่ได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้อื่น ก็จะไม่ได้ยินเสียงกรีดร้องของตนเองเช่นกัน

ผู้หนึ่งหลังจากที่เสียประสาทสัมผัสทางการได้ยินไป อารมณ์รู้สึกของเขาก็จะเกิดความรู้สึกสองอย่างที่ขัดแย้งกัน หนึ่งคือความใหญ่โตของสนามรบที่เห็น ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน

ส่วนอีกอย่างคือสัมผัสของตนเอง ก็ราวกับเล็กจ้อยเสียยิ่งกว่าอะไร เพราะไม่ได้ยินเสียงของผู้ใดเลย

สภาวะเช่นนี้ จะทำให้คนยิ่งมีสมาธิในการสังหาร แต่ขณะเดียวกัน ก็ทำให้สภาพจิตใจใกล้จะพังทลายอีกด้วย

คนเช่นนี้ สวี่ชิงเห็นมามากมายตลอดทาง โดยเฉพาะศพ บางส่วนขณะที่ตายไป ก็ป้องหูด้วยสัญชาตญาณ ไม่ให้ได้ยินเสียงครืนครันสนั่นนั่น

เผ่ามนุษย์เป็นเช่นนี้ เผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์ก็เช่นเดียวกัน

เวลานี้ใต้เท้าสวี่ชิง ก็เป็นศพสภาพนี้ร่างหนึ่ง

หลังจากเขามองก็ถอนสายตากลับมาเงียบๆ จ้องงผู้เก็บกู้กับหุ่นเชิดสงคราม สงครามของพวกเขามาถึงช่วงท้ายแล้ว หุ่นเชิดสงครามกำลังได้เปรียบ

ทั้งสองฝ่ายสูงนับสิบจั้ง หุ่นเชิดของเขตปกครองผนึกสมุทรเป็นรูปร่างมนุษย์ ส่วนผู้เก็บกู้รูปร่างเหมือนตั๊กแตน ลงมือกันโหดเหี้ยมมาก ทุกครั้งที่โจมตีใส่บ้างก็เลือดเนื้อหลุดลอยออกมา บ้างก็ชิ้นส่วนของหุ่นเชิดแตกไปเป็นวงกว้าง

ขอบเขตของผลกระทบไม่น้อย พลังต่อสู้ที่สำแดงออกมาก็มากเหนือกว่าปราณก่อกำเนิด ไปถึงระดับของสมบัติวิญญาณแล้ว

ทอดสายตามองไป ระหว่างหุ่นเชิดสงครามนับหมื่นกับผู้เก็บกู้ ก็ล้มตายไปแล้วกว่าครึ่ง

ไม่นานนัก การปะทะกันที่ดำเนินมายาวนานก่อนหน้าก็สิ้นสุด ในที่สุดหุ่นเชิดสงครามเขตปกครองผนึกสมุทรก็ทำลายผู้เก็บกู้ได้ หลังจากที่กระจายเป็นเสี่ยงๆ ร่างของมันก็ไม่ได้หยุด ทะยานไปอย่างรวดเร็ว

สวี่ชิงก้าวมาอยู่ตรงหน้าชิ้นเลือดเนื้อของผู้เก็บกู้ สัมผัสถึงกลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่ ไม่นานเขาสังเกตได้ว่าด้านในแฝงพลังพระจันทร์สีชาดไว้จริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังเข้มข้นยิ่งกว่าหิมะสีดำด้วย

สวี่ชิงดวงตาจ้องเพ่ง ตอนที่จะสัมผัสอย่างละเอียดอีกครั้ง ตอนนี้เอง สงครามก็เกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน!

เสียงของเจ้าวัง มาพร้อมความเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ดังก้องไปทั้งสนามรบ

“เหล่าทหารทั้งหมดของเขตปกครองผนึกสมุทร ถอยกลับมาทันที!!”

แทบจะพริบตาที่เจ้าวังพูดออกมา ท้องฟ้าก็เปลี่ยนสี เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นที่เหนือกว่าการโคจรของอาวุธเวทสงคราม ก็ดังมาจากคลื่นวนบนฟากฟ้า

เสียงนี้ดังมาก สะกดทุกสรรพสิ่ง ทำให้ผู้บำเพ็ญทั้งสองฝ่ายบนสนามรบ ราวกับฟื้นฟูความสามารถการได้ยินกลับมา

ปึงปึง!

ปึงปึง!

ปึงปึง!

เสียงน่าเกรงขามราวกับเสียงหัวใจเต้นดังออกมาจากคลื่นวนขนาดยักษ์บนท้องฟ้า ขณะที่กึกก้องไปทั้งฟ้าดิน ดวงตาขนาดยักษ์ดวงหนึ่ง ก็ปรากฏในคลื่นวน

ดวงตานี้เป็นสีเทาขาว ไม่มีพลังชีวิต ความตายแผ่ซ่าน พริบตาที่ปรากฏตัว กลิ่นอายความตายเข้มข้นก็แผ่ออกมาปกคลุมสนามรบ

ครู่ต่อมา ดวงตายักษ์นี้ก็พุ่งออกมาด้านนอกอย่างรุนแรง ฉับพลันคลื่นวนบนฟากฟ้าที่แต่เดิมไม่ได้เล็กนั่นก็ถูกแหวก หัวสีแดงลอยออกมา!

นั่นไม่ใช่หัวของมนุษย์ แต่เป็นหัวของนกสีแดงตัวหนึ่ง!

มีแค่หัว ไม่มีลำตัว

คอของหัวนกนี้มีรอยตัดที่ประณีต ราวกับตอนมีชีวิตถูกคนใช้ดาบที่คมมากบั่นที่คอตรงๆ

และหัวนกนี้ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับร่างของชิงฉินก็ยังห่างชั้นอยู่โข เหมือนเด็กกับผู้ใหญ่อย่างไรอย่างนั้น

มันปรากฏตัวบนสนามรบ ครองท้องฟ้าไปกว่าครึ่ง ในดวงตาแห่งความตาย มีบัลลังก์จักรพรรดิขนาดยักษ์อยู่!

มีคนนั่งอยู่ด้านบน

คนผู้นี้อยู่ในชุดจักรพรรดิ สวมกวานจักรพรรดิ มีม่านมุกปิดคลุมใบหน้า มองเห็นหน้าไม่ชัด แต่กลับมีแรงกดดันสั่นสะเทือนฟ้าดิน ขจรกระจายออกไปจากตัวเขาราวกับลมพายุทั้งแปดทิศ

ส่วนหัวนกที่น่ากลัวนั่น เมื่อมองตอนนี้ ก็เป็นแค่ราชรถของเขาเท่านั้น

ผู้บำเพ็ญเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์ในนสนามรบ แต่ละคนที่เห็นฉากนี้ก็พากันตื่นเต้น คุกเข่าคำนับไปทางท้องนภา

“จักรพรรดิ!”

“จักรพรรดิ!!”

เมื่อมองออกไป เผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์นับไม่ถ้วนในสนามรบทั้งหมดคุกเข่าลง สีหน้าเผยความร้อนแรงออกมา

ขณะเดียวกัน บนแนวป้องกันที่สี่ ร่างมายาขนาดยักษ์สูงนับหมื่นจั้งของเจ้าวังก็ปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า เหยียบย่างลงพื้นแผ่นดิน ศีรษะสูงค้ำฟ้า ปราณพิฆาตที่น่ากลัวแผ่ไปทั่วร่าง จนทำให้ท้องฟ้ารอบด้านเปลี่ยนสี

ระฆังเต๋าครองกระบี่ลอยอยู่ทางซ้าย ส่งเสียงกังวานบรรพกาลออกมา กระบี่จักรพรรดิหมื่นจั้งปรากฏภาพมายาขึ้นที่ด้านขวา แผ่จิตสังหารน่าหวาดหวั่นออกมา

และด้านหลังเขา มิติบิดเบี้ยวหมุนวน ก่อเป็นดวงตายักษ์ มองไปยังจักรพรรดิที่มาเยือน

“ตาแก่หงหลิง”

ผู้มาเยือน คือจักรพรรดิหงหลิงหนึ่งในสี่ราชวงศ์ใหญ่ของเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์!

สนามรบที่แบ่งแยกกันชัดเจน ก็เริ่มคุมเชิงกันขึ้นมาจากมาเยือนของร่างจักรพรรดิหงหลิงและเจ้าวังครองกระบี่

มองไกลๆ ก็รู้สึกว่าตาข่ายยักษ์สีทองที่ตัดกันก็ยิ่งชัดเจน

ด้านนอกตาข่ายยักษ์สีทอง พลานุภาพจักรพรรดิยิ่งใหญ่ จิตวิญญาณเทพเจ้าปกคลุมโลก

ส่วนด้านในตาข่ายยักษ์สีทอง เจตจำนงพิฆาตลุกโหม ปราณเผด็จการสั่นสะเทือนท้องนภา

แรงกดดันที่มาจากร่างเงาขนาดยักษ์ทั้งสอง เติมเต็มทั้งสนามรบ ส่งผลกระทบไปทั้งมณฑล ทำให้สรรพชีวิตนับไม่ถ้วนในมณฑลเผชิญคลื่นสั่นเทาในพริบตา รู้สึกหวาดกลัวจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ

จักรพรรดิหงหลิงกับเจ้าวังครองกระบี่แข็งแกร่งเกินไปจริงๆ การประสานสายตาพวกเขา การต้านทานของกลิ่นอาย ก็เพียงพอที่จะทำให้ฟ้าดินสั่นสะเทือนแล้ว

กระทั่งถ้ามองอย่างละเอียด ยังเห็นได้ว่าช่องว่างระหว่างทั้งสองฝ่าย เวลานี้ปรากฏเงาของโลกใบเล็กขึ้นนับไม่ถ้วนด้วย

ราวกับเป็นปรากฏการณ์ประหลาดของฟ้าดินอย่างไรอย่างนั้น

โลกใบเล็กที่มาจากพวกเขาแต่ละใบเหล่านี้กำลังปะทะกันบนท้องฟ้า ร่างเงามายานับไม่ถ้วนถลาออกมาจากด้านใน กำลังประหัตประหารกัน ขณะที่สั่นสะเทือนจิตวิญญาณนั้น ก็มีโลกใบเล็กพังทลายตลอดเวลา

แต่โลกใบเล็กก็ยังก่อตัวขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้นโลกใบเล็กมากมายของทั้งสองฝ่าย ท่ามกลางเสียงครืนครัน ก็เข้าใกล้ขั้นตอนการผสานกันอย่างรวดเร็ว

กลิ่นอายของพวกเขาทั้งสองคนในระหว่างนี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าสุดท้ายที่ผสานกันอย่างสมบูรณ์จะก่อเป็นโลกมายาใบใหญ่ ซึ่งอยู่ในขอบเขตพลังบำเพ็ญของพวกเขา

และที่ทำได้ถึงขั้นนี้ สำเร็จโลกใบใหญ่มายาขึ้นมา ก็เท่ากับเป็นตัวแทนของหวนสู่อนัตตาขั้นที่สี่

หากสามารถชูโลกใบใหญ่มายานี้ขึ้นสูงหลังจากรวมเป็นหนึ่งได้ ทำให้มันแปรจากมายาสู่วัตถุจริง แบกเอาไว้บนตัว จากนั้นใช้จิตวิญญาณเทพผสานเข้าไป จุดมันให้สว่างขึ้นจนกลายเป็นโลกใบหนึ่ง

เช่นนั้นก็จะกลายเป็นเตรียมสู่เทวะขั้นที่หนึ่ง!

เห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะจักรพรรดิหงหลิงหรือเจ้าวังก็ยังไม่ได้ไปถึงระดับนี้ ถึงอย่างไรระหว่างหวนสู่อนัตตาขั้นสี่กับมหาขั้นเตรียมสู่เทวะขั้นหนึ่งก็เหมือนมีร่องน้ำขนาดยักษ์คล้ายรอยแยกอยู่ ไร้เทียมทานอย่างยิ่ง!

แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่ในระดับหวนสู่อนัตตาขั้นสี่ ก็ยังถือเป็นจอมเผด็จการเช่นกัน

เวลานี้ภายใต้การปะทะกันของโลกต่างๆ ของพวกเขา ท้องฟ้าปริแตก เมฆดำแตกซ่าน สายอัสนีกลายเป็นดาวกระจาย

บนพื้นดิน มีเพียงพวกยอดฝีมือของทั้งสองฝ่ายที่พลังบำเพ็ญไปถึงสมบัติวิญญาณ ที่จะกล้าเงยหน้ามองเวลานี้ ส่วนที่อยู่ต่ำกว่าสมบัติวิญญาณ ไม่มีใครกล้ามองไปบนฟากฟ้า

บางครั้งก็มีพวกผู้บำเพ็ญของทั้งสองฝ่ายที่อาจหาญ หรือถอนสายตากลับมาไม่ทัน หลังจากที่มองไป ดวงตาก็ปูดออกมาจนระเบิด ร่างสั่นเทิ้มเลือดเนื้อแตกสลาย ดับสูญไปทั้งร่างกายและวิญญาณ

สวี่ชิงเพียงแค่ชำเลืองมอง จิตใจก็โหมคลื่นยักษ์กระหน่ำซัดไม่หยุด จิตวิญญาณราวกับใกล้จะฉีกขาด ความเจ็บปวดแล่นมาเป็นระยะ แต่ตาเนื้อก็ดีขึ้นเล็กน้อย

สวี่ชิงสูดลมหายใจลึก เขาเข้าใจถึงสาเหตุทั้งหมดนี้ว่ากายเนื้อของตนเองแข็งแกร่งมากกว่าจิตวิญญาณนั่นเอง

เขาจึงกล้าลงเอาหินสีดำที่นายกองมอบให้ออกมาสูดรับพลางถอยไปทางตาข่ายสีทองตามกองทัพเผ่ามนุษย์รอบๆ

เสียงครืนครันที่กึกก้องในฟ้าดินเวลานี้ก็เหนือกว่าอาวุธเวทสงครามทั้งหมดในสนามรบ สั่นสะเทือนจนหูแทบดับ

ส่วนกองทัพใหญ่เผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์ เจตจำนงสู้รบก็ยิ่งชัดเจนขึ้น จากการออกคำสั่งของผู้บัญชาการกองทัพของพวกมัน ไม่นานกองทัพใหญ่เผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์ก็พุ่งเข้าหากองทัพเผ่ามนุษย์ของเขตปกครองผนึกสมุทรราวกับกระแสน้ำขึ้น

ฟ้าดินเปลี่ยนสี ลมเมฆหลั่งทะลัก ขณะที่เผ่ามนุษย์ถอยหลังอย่างต่อเนื่อง บนท้องฟ้าก็มีเสียงเย็นชาของจักรพรรดิหงหลิงดังลอดเข้ามา

“ข่งเหลียงซิว ถ้าไม่ใช่เพราะเขตปกครองผนึกสมุทรสนับสนุนดวงชะตา ช่วยเจ้ารวบรวมโลกใบใหญ่ได้ เจ้าก็ไม่ใช่คู่มือของข้าหรอก”

“เจ้าก็เป็นหนึ่งในสี่จักรพรรดิเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับไม่มีการสนับสนุนดวงชะตาจากอาณาเขตคลื่นศักดิ์สิทธิ์ เป็นเพราะอะไรกัน เจ้าไม่รู้ตัวหรือ”

เจ้าวังเอ่ยเสียงเรียบผู้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!