Scumbag System 15

0 Comments

ตอนที่ 15

เสิ่นชิงชิวน้ำตาไหลพราก เห็นอยู่ว่าเป็นแค่ศิษย์ตัวน้อยเท่านั้น ทำไมถึงสามารถโจมตีได้อย่างรุนแรงขนาดนี้ ราวกับว่านับตั้งแต่เขาสามารถเปิดใช้ฟังก์ชั่น OOC ได้ ไม่เพียงไม่มีคุณประโยชน์ใหญ่โตอะไร กลับมีแต่ต้องเอาตัวเข้าขวางดาบ แล้วก็เอาตัวเข้าขวางดาบ แล้วก็ขวางดาบเท่านั้น สละเลือดเนื้อตัวเองเพื่อชาวบ้านลูกเดียวเลย ให้ตายเถอะ!

หลังลั่วปิงเหอโจมตีออกไป ภาพมายารอบด้านถูกตีแตกกระเจิงทันที ร่างคนและวัตถุดูราวกับแก้วที่แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ห้วงฝันที่พวกเขาอยู่แปรสภาพเป็นป่าเปลี่ยวบนภูเขาที่ห่างไกลแห่งหนึ่ง ท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินเข้ม พระจันทร์สว่างนวลลอยสูงอยู่เหนือศีรษะ

ลั่วปิงเหอได้สติกลับคืนมาทันทีทันใด ตอนแรกเขามองไปยังเสิ่นชิงชิวที่ยืนไม่อยู่ ทรุดลงไปนั่งชันเข่าข้างหนึ่งกับพื้น พาให้ตกตะลึงพูดไม่ออก จากนั้นจึงก้มมองฝ่ามือของตัวเอง ยังมีพลังทิพย์สายหนึ่งแล่นวนเวียนที่ปลายนิ้วอยู่เลย ครั้นนึกขึ้นมาได้รางๆว่าเมื่อครู่ทำอะไรลงไป ใบหน้าก็เผือดสีลงไปเดี๋ยวนั้น

ลั่วปิงเหอผวาเข้าไปประคองเสิ่นชิงชิว ทั้งร้อนใจทั้งนึกเสียใจ “ซือจุน! ท่าน ไยท่านไม่ซัดข้ากลับเล่าขอรับ!”

อาศัยพลังทิพย์ของเสิ่นชิงชิวย่อมสามารถซัดเขากลับได้สบาย ตอนพลังทิพย์สองสายปะทะกัน ผู้แข็งแกร่งกว่าย่อมชนะ ไม่เพียงสามารถสลายการโจมตีของลั่วปิงเหอ ยังสามารถสะท้อนกลับการโจมตีได้ด้วย

เสิ่นชิงชิวกล่าวคำพูดจากใจออกไปคำหนึ่ง “เด็กโง่” จากนั้นเอ่ยอย่างระโหยโรยแรง “…ที่ทำไปเพราะไม่ต้องการให้เจ้าบาดเจ็บ หากซัดเจ้ากลับไปจนเจ้าบาดเจ็บขึ้นมา ที่ทำไปจะมีความหมายอะไร”

ลั่วปิงเหอได้ฟังเสียงอ่อนแรงของเขา ก็นึกอยากฟาดตัวเองให้ตายในคราวเดียวนัก “แต่ตอนนี้ที่บาดเจ็บคือซือจุนนะขอรับ!”

เหตุการณ์ตอนประลองกับเผ่ามารเพิ่งจะพ้นไปไม่นาน ซือจุนได้รับบาดเจ็บเพราะตนทีหนึ่งแล้ว ตอนนี้ตนยังลงมือด้วยตัวเองเสียนี่!

เสิ่นชิงชิวเห็นใบหน้าของเด็กคนนี้ท่วมท้นไปด้วยความเศร้าเสียใจและตำหนิตัวเองก็นึกสงสาร ปลอบเขาว่า “พลังฝึกปรือของเจ้ากับข้าเอามาเปรียบกันได้หรือ ต่อให้โจมตีมาอีกสองสามที เหวยซือก็ไม่เป็นไรหรอก”

ลั่วปิงเหออยากให้เสิ่นชิงชิวต่อยเขา ด่าเขา ระบายอารมณ์ใส่เขาอย่างเมื่อก่อนยังจะดีเสียกว่า จะไม่สนใจไยดีเยาะเย้ยถากถามอย่างไรก็ได้ อย่างน้อยเขาจะได้สบายใจหน่อย แต่เสิ่นชิงชิวกลับพูดจาอ่อนโยนนุ่มนวลเช่นนี้ ชวนให้เขาอ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้เลยว่าควรทำอย่างไรดี

ผ่านไปครู่หนึ่งเขากล่าวเสียงแผ่ว “ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง”

เนื่องจากช่วงต้น ลั่วปิงเหอมาแนวดอกบัวขาวใสบริสุทธิ์ น่ารักนุ่มนวลอ่อนโยน ไร้สามารถ เสิ่นชิงชิวเลยคิดว่าเช่นนี้เขาคงกำลังติดอยู่ในโหมดเด็กดีใสซื่อที่กำลังสับสนและตำหนิตนเองอยู่ จึงโน้มน้าวอย่างอดทน “ไม่เกี่ยวกับเจ้า เผ่ามารมากเล่ห์เพทุบาย ระวังป้องกันไม่ได้ตลอดเวลาหรอก แต่หากคราวหน้าเจ้าไม่อยากเจอเรื่องแบบเดียวกันอีกก็ต้องลุกขึ้นมาแข็งแกร่งให้ได้”

คำพูดนี้ของเขาเป็นความรู้สึกที่ออกมาจากใจล้วนๆ นี่เป็นแดนแห่งเซียนและปีศาจซึ่งผู้อ่อนแอเป็นเหยื่อของผู้เข้มแข็ง ทำตัวให้แข็งแกร่งเข้าไว้เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ตัวเองไม่ไหลไปกับกระแสคลื่นของโลกใบนี้แล้วลงเอยด้วยการเป็นลิ่วล้อพลีชีพ!

ลั่วปิงเหอไหววูบในใจ ไม่มีคำพูดจะกล่าว ชั่วครู่ก็เงยหน้าขึ้นมองเสิ่นชิงชิวด้วยสายตาแน่วแน่

เสิ่นชิงชิวในเต้นตึกตัก

ดวงตาดำขลับของลั่วปิงเหอสุกสว่างเป็นประกายระยิบระยับเสียยิ่งกว่าจันทราดาราบนฟากฟ้าเสียอีก

วะ…แววตาเช่นนี้!

มันคือแววตาของพระเอกที่ต้องเอาคำบรรยายอย่างพวก ‘ความเชื่อมั่นอันแน่วแน่’ ‘จิตวิญญาณนักสู้ที่ลุกโชน’ มาใช้เลยทีเดียว

หรือ…เราได้กลายเป็นดาวประกายพรึกที่คอยส่องแสงสว่างนำทางชีวิตพระเอกไปแล้ว!

ลั่วปิงเหอนั่งคุกเข่า ยืดตัวตรงอยู่ข้างกายเสิ่นชิงชิว กล่าวเสียงกังวานว่า “ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”

เดี๋ยวนะ แล้วนายเข้าใจว่าอะไร ไม่ต้องพูดครึ่งๆกลางๆทุกครั้งจะได้ไหม จะพูดก็พูดให้จบซิฟะ!

เขาไม่ได้สังเกตว่าเมื่อครู่คำพูดของลั่วปิงเหอไม่ได้ใช้คำว่า ‘ศิษย์’ แทนตัวเองเลย

ลั่วปิงเหอกำหมัดแน่น กล่าวช้าๆทีละคำ “เรื่องเช่นนี้…ข้าจะไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองแน่”

ลำบากซือจุนให้ต้องปกป้องตนเองที่อ่อนแอไร้กำลัง ทำให้ซือจุนต้องบาดเจ็บเพราะเหตุนี้ เรื่องเช่นนี้จะไม่มีอีกอย่างแน่นอน!

เสิ่นชิงชิวทำเสียง “อืม”

…นี่มันอะไรเนี่ย ทำไมถึงรู้สึกว่า ‘สบายใจที่ได้พระเอกปกป้อง’ มันเกิดอะไรขึ้น!

สบายใจพ่องซิ! เดี๋ยวต่อไปคนๆนี้มันจะจับเอ็งหั่นจนเหลือแต่ร่างกุดๆนะ มีสติหน่อยซิเว้ย!

เสิ่นชิงชิวปั่นป่วนสับสนในใจ

แม่งเอ๊ย ปกติแล้ว ความคิดอย่าง ‘ลุกขึ้นมาแข็งแกร่งเพื่อปกป้องคนสำคัญ’ มันควรเป็นสิ่งที่พระเอกคิดยามเห็นนางเอกได้รับบาดเจ็บ ดูน่าสงสารเพราะนางเอกเสี่ยงชีวิตช่วยตน หลังจากนั้นนางเอกก็ทำท่าหอบหายใจเบาๆ…นี่ระบบมันเอาบทของนางเอกมาให้ตูเล่นเรอะ

หรือว่าจะส่งบทผิด แล้วที่เพิ่มบทนี่ได้ค่าตัวเพิ่มด้วยไหม!?

ต้องมาพูดสคริปต์ของตัวเอกที่ทั้งยาวทั้งน่าเบื่อ ด้วยค่าแรงตัวประกอบซึ่งน้อยนิด กดขี่แรงงานกันชัดๆ

เพื่อผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง เสิ่นชิงชิวฝืนยกมือขึ้นลูบศีรษะลั่วปิงเหอที่เดิมทีสายตาแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้ มือนี้คล้ายดั่งน้ำพุเย็นฉ่ำชื่นใจราดรดโทสะเด็กหนุ่มให้ดับลงได้ทันที

เสิ่นชิงชิวคิดก่อนจะกล่าวว่า “ความจริงไม่จำเป็นต้องกังวลให้มากไป หากเจ้าไม่อาจเข้มแข็งขึ้นมาได้ ข้าจะคอยปกป้องคุ้มครองอยู่ข้างกายเจ้าเอง”

หากจะให้ลั่วปิงเหอต้องกายเป็นชายหนุ่มสายดาร์กโรคจิตผู้ถือว่าการทำลายโลกเป็นหน้าที่ แบบนี้สู้ปล่อยให้เขาเป็นบัวขาวดอกน้อยๆใสซื่อน่ารักน่าเอ็นดูแบบนี้ต่อไปดีกว่า

เสิ่นชิงชิวไม่เดือดร้อนเลยสักนิดที่จะรับเขาซึ่งเป็นเช่นนี้มาดูแลอยู่ข้างกายไปชั่วชีวิต

วิธีคิดของเขาเรียบง่าย หากเป็นผู้อื่นที่ได้ยินคงไม่ได้มีผลอะไรนัก แต่ลั่วปิงเหอตะลึงงันไปเรียบร้อย

ไม่เคยมีใครให้คำมั่นสัญญาต่อเขาอย่างจริงใจและจริงจังเช่นนี้มาก่อน

โลกหล้าแม้กว้างใหญ่ จะมีสักกี่คนกันที่สามารถพูดว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องเข้มแข็ง มีข้าอยู่ ย่อมไม่มีทางปล่อยให้เจ้าถูกรังแกอย่างแน่นอน

และนี่ย่อมมิใช่คำพูดลอยๆ หากซือจุนบอกว่าทำได้ก็คือทำได้ เขาได้ใช้การกระทำมาพิสูจน์คำพูดหลายครั้งแล้ว ซือจุนยอมให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บดีกว่าให้เขาต้องบาดเจ็บแม้เพียงรอยขีดข่วน

ทว่าสัมผัสแห่งความรักความเอ็นดูที่อยู่ในคำพูดประโยคนั้น…ดูเหมือนจะมากเกินไป หลังจากความรู้สึกอบอุ่นที่แล่นพลุ่งขึ้นมาในตอนแรกสงบลง ใบหน้าลั่วปิงเหอก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที

เสิ่นชิงชิวไออยู่ครู่หนึ่ง และค้นพบว่าอยู่ในห้วงฝันจะไม่ไอเป็นเลือดออกมา เลยบีบแขนลั่วปิงเหอ “เอาล่ะ พยุงข้าลุกขึ้นก่อน”

ลั่วปิงเหอมีความรู้สึกว่า ตรงข้อมือของตนที่ถูกบีบนั้นไม่เจ็บไม่ปวดหากแต่ชาวูบอย่างประหลาด ทันทีที่ตระหนักถึงความรู้สึกนึกคิดอันไม่พึงจะมี ก็ลอบก่นด่าตัวเองในใจ เวลาเช่นนี้ยังจะคิดอะไรอยู่ได้ ช่างไม่เคารพซือจุนเกินไปแล้ว จึงรีบปรับความคิดแล้วทำตามคำสั่ง

ทันใดนั้นเสียงชราภาพเสียงหนึ่งดังขึ้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เสียงคนแก่นั้นร้อง ‘เอ๋’ แล้วกล่าวอย่างแปลกใจ ‘เจ้าหนูนี่กลับสามารถฝ่าเขตอาคมของผู้เฒ่าเช่นข้าได้ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ’

เสียงนั้นสะท้อนก้องไปมารอบทิศทางที่พวกเขายืนอยู่ ไม่สามารถระบุได้ว่าดังมาจากทางไหน

บอสของด่านนี้ในที่สุดก็ออกโรงแล้ว

ลั่วปิงเหอประคองเสิ่นชิงชิวไว้ยังไม่ทันจะลุกขึ้นดี สายตาตั้งป้อมระวังภัยทันใด มารฝันปรากฏตัวขึ้นในเวลาที่เสิ่นชิงชิวได้รับบาดเจ็บ ถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ค่อยจะดีนัก ลั่วปิงเหอตกลงใจเดี๋ยวนั้น หากมารฝันคิดลงมือสังหาร ถึงแม้เรี่ยวแรงเขาจะน้อยนิด ก็ต้องถ่วงอีกฝ่ายเอาไว้ให้ถึงที่สุด เพื่อช่วงชิงโอกาสที่เสิ่นชิงชิวจะรอดชีวิตมาให้ได้แม้สักน้อยนิดก็ยังดี

เขาตกลงใจไม่ทันไร เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก “เจ้าเข้ามาให้ผู้เฒ่าเช่นข้าดูทีว่าเป็นคนหนุ่มที่องอาจกล้าหาญแบบไหนกัน จึงมีความสามารถเช่นนี้”

ลั่วปิงเหอมองเสิ่นชิงชิง ขณะที่ฝ่ายหลังนึกยินดีว่าการแสดงฉากกระชับมิตรของเขาจบแล้วจะได้กลับสักที ด้วยความดีใจเลยอุตส่าห์มีแก่ใจล้อเลียนลั่วปิงเหอ “ผู้อาวุโสถามเจ้าที่เป็นคนหนุ่มผู้องอาจกล้าหาญนั่นแหละ ไม่ตอบสักคำหรือ”

ลั่วปิงเหอหน้าแดง หันกายไปตอบเสียงดังฟังชัดว่า “มิกล้าขอรับ ฝ่าทะลวงเขตอาคม ล้วนเป็นความสามารถของซือจุนข้าแต่เพียงผู้เดียว”

ฝ่ายนั้นแค่นเสียงเฮอะ เหมือนเหยียดหยามอย่างมาก

เสิ่นชิงชิวรู้ว่าทำไมเขาถึงแค่นเสียง แม้ตนจะเป็นคนรับการโจมตีแทนลั่วปิงเหอ แต่นี่คือห้วงฝันของลั่วปิงเหอ หลักๆแล้วต้องอาศัยตัวลั่วปิงเหอเองในการแย้งอำนาจควบคุมจิตสำนึกกลับคืนมา จึงจะทำลายฝันร้ายได้ แต่เสิ่นชิงชิวไม่อยากสอดปากอธิบาย

เสียงนั้นกล่าวว่า “ผู้เฒ่าเช่นข้าให้เจ้าเข้ามา แต่ไม่อยากให้ผู้ฝึกวิชาเซียนฝีมือธรรมดาๆของชางฉยงซานผู้นี้มาได้ยินบทสนทนาระหว่างข้ากับเจ้า ให้เขาหลับไปก่อนเถอะ”

จริงดังคาด สภาพการณ์ออกมาเป็นอย่างเดียวกับที่หนิงอิงอิงในนิยายดั้งเดิมเจอ คนอื่นนอกเหนือจากลั่วปิงเหอล้วนถูกมารฝันผลักกระเด็น ทันใดนั้นเสิ่นชิงชิวรู้สึกปวดหัว จากนั้นล้มลงไปกองกับพื้นทันที

ลั่วปิงเหอตกใจใหญ่ รีบกอดเขาพลางร้องเรียก “ซือจุน? ซือจุน!”

มารฝันกล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง ผู้อาวุโสเช่นข้าเพียงส่งเขาเข้าไปอยู่ในฝันซ้อนฝัน หลับลึกมากขึ้นอีกหน่อยเท่านั้นเอง เจ้าน่ะ รีบเข้ามาเร็ว!” หนนี้ได้ยินชัด เสียงนั้นดังมาจากถ้ำภูเขาทางทิศตะวันตกอันมืดมิด

ลั่วปิงเหอปลุกเสิ่นชิงชิวไม่ตื่น ก็วางเขาลงนอนราบกับพื้นอย่างเบามือ หันไปทางทิศที่เสียงนั้นดังมา “ซือจุนของข้าเรียกท่านว่าเป็นผู้อาวุโส ตัวข้าจึงยิ่งต้องนอบน้อมต่อท่าน หวังว่าท่านจะไม่ทำให้ซือจุนต้องลำบาก”

มารฝันหัวเราะเฮอะๆ “เจ้าเด็กน้อย ข้าดูความทรงจำของเจ้าแล้ว ซือจุนผู้นี้ของเจ้าปฏิบัติต่อเจ้าไม่นับว่าดี เหตุใดจึงไม่ปล่อยให้ข้ากำจัดเขาทิ้งเสียเลย นี่ข้าช่วยเจ้าอยู่นะ”

ที่มารฝันดูส่วนใหญ่เป็นความทรงจำในอดีตช่วงที่เสิ่นชิงชิวตัวออริจินอลปฏิบัติต่อลั่วปิงเหอ ความทรงจำเหล่านี้ก็เยอะพอสมควร

ลั่วปิงเหอส่ายหน้า “ซือจุนหาได้เป็นเช่นที่ผู้อาวุโสกล่าว แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ซือจุนก็คืออาจารย์ที่เคารพ เขาจะทำอย่างไรกับข้าก็ได้ ผู้ที่เป็นศิษย์ไม่อาจไม่เคารพ”

มารฝันแค่นเสียง “คร่ำครึ! มนุษย์ฝ่ายธรรมะล้วนแล้วแต่มีคุณธรรมจอมปลอมเช่นนี้ ข้าไม่สนหรอกว่าเขาจะเป็นอาจงอาจารย์หรือไม่ น่าเคารพหรือไม่ แต่หากมีมนุษย์หน้าไหนเอาเปรียบข้า มันต้องตาย! เขารู้ทั้งรู้ว่าพลังฝึกปรือของเจ้าไม่เพียงพอจะรับมือค้อนสวรรค์ กลับส่งเจ้าขึ้นประลอง เขามีเจตนาอะไร หรือว่าเจ้ามองไม่ออก”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “เวลานั้น กระทั่งข้าเองก็ไม่เชื่อว่าตัวเองจะชนะ ซือจุนกลับเชื่อมั่นในตัวข้า ไม่เพียงให้โอกาสข้า ระหว่างการประลองก็คอยให้กำลังใจข้า แล้วสุดท้ายข้าก็ชนะ”

ยังมีอีกประโยค ที่เขากล่าวกับตัวเองในใจ

เพื่อช่วยข้า ซือจุนรับการโจมตีแทนข้าถึงสองครั้ง เขาดีต่อข้าจริงๆ

มารฝันเองก็แค่มองดูความทรงจำส่วนนี้อย่างผ่านๆ เขาไม่รู้จักนิสัยของเสิ่นชิงชิว และไม่อยากวุ่นวายกับปัญหาข้อนี้อีก ท่าทีที่มีต่อลั่วปิงเหอแสดงออกถึงความพออกพอใจอย่างมาก “เจ้าหนูนี่เป็นผู้ที่มีจิตใจและคุณธรรมหนักแน่นทีเดียว”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ยังไม่เทียบเท่าหนึ่งในหมื่นที่ซือจุนปฏิบัติต่อข้า”

หากว่ามารฝันมีปาก มุมปากคงกระตุกไปนานแล้ว เขาตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง

หลังจากกล่าวงึมงำกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง “ผู้อาวุโสเช่นข้ารู้สึกว่าบนร่างกายเจ้าเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างถูกสะกดไว้ แม้มองไม่ออกว่าเป็นอะไรกันแน่ แต่เกรงว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง”

ลั่วปิงเหอนึกฉงน “ของอะไรหรือขอรับ กระทั่งท่านยังมองไม่ออกหรือ”

มารฝันแค่นเสียงเฮอะ กล่าวว่า “เผ่าของข้ามีผู้เก่งกล้าสามารถมากมาย เผ่ามารที่เก่งกาจยิ่งกว่าข้าจะสะกดข่มสิ่งที่อยู่ในภายเจ้ามิใช่เป็นไปไม่ได้”

มารฝันไม่มีทางยอมเอาหนังหน้าแก่ๆที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาหลายร้อยปี วิ่งโร่มาหลอกเด็กหนุ่มยากจนเข็ญใจวัยสิบกว่าปีเช่นเขาผู้นี้แน่ ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ความหมายของผู้อาวุโสคือ สิ่งที่อยู่บนร่างข้า…เกี่ยวข้องกับเผ่ามารหรือขอรับ”

มารฝันหัวเราะหยัน “กระไรเล่า ไม่พอใจ? ต้องรับประกาศตัวว่าไม่เกี่ยวข้องกับเผ่ามารเลยหรืออย่างไร”

อาการตกตะลึงของลั่วปิงเหอมิได้อยู่นานนัก เขาใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว แล้วประกาศกร้าว “เผ่ามารก่อกรรมทำเข็ญมากมาย ทำให้ซือจุนของข้าได้รับบาดเจ็บหลายครั้ง ข้าไม่มีทางเอาตัวไปข้องแวะด้วยหรอก”

มารฝันกล่าวอย่างหงุดหงิด “เจ้าหนู เจ้าลองพูดสักสามประโยคโดยไม่ต้องพูดถึงซือจุนเจ้าได้หรือไม่ ผู้อาวุโสเช่นข้าขอเดาว่า ประโยคต่อไปของเจ้าจะต้องถามว่า ขอถามผู้อาวุโส มีวิธีเอามันออกไปจากร่างของข้าหรือไม่”

ลั่วปิงเหอยิ้มฝืด “หากว่าข้าถามผู้อาวุโสจะบอกหรือขอรับ”

มารฝันหัวเราะลั่น “นี่กลับมิใช่ข้าไม่อยากบอกเจ้า แต่เป็นเพราะผู้อาวุโสเช่นข้าเองก็ไร้ความสามารถที่จะทำได้ กระทั่งมองยังมองได้ไม่ชัดจะกล้าเอ่ยอ้างถึงวิธีเอาออกได้อย่างไร หากมิใช้เป็นเพราะข้าดูเจ้าไม่กระจ่าง คงลงมือปลิดชีพพวกเจ้าทั้งคู่ไปนานแล้ว ไหนเลยจะมีอารมณ์กล่าววาจาให้มากความเช่นนี้ เจ้านึกว่าผู้อาวุโสเช่นข้าว่างนักหรือไร”

ลั่วปิงเหอมิได้ตอบ

เขาคิดในใจ ร่างจริงท่านก็ไม่มีเสียหน่อย แค่เงาร่างเป็นกาฝากอยู่ในห้วงฝันผู้อื่นเท่านั้น ท่านไม่ว่างแล้วใครจะว่าง

มารฝันไม่รู้ว่าเขากำลังนินทาตนอยู่ในใจ ยังกล่าวต่อ “วิธีเอาออกข้าอาจทำไม่ได้ แต่วิธีสะกดข่มใช่ว่าจะไม่มี”

ลั่วปิงเหอถามอย่างหยั่งเชิง “ผู้อาวุโสยินดีบอกวิธีให้ข้าหรือไม่ขอรับ”

มารฝันกล่าวชักจูง “ผู้อาวุโสเช่นช้าไม่เพียงสามารถสอนวิธีสะกดข่มให้เจ้าได้ แต่ยังสามารถสอนเรื่องอื่นให้แกเจ้าได้อีกมากมาย”

นี่เป็นการบอกใบ้กันอย่างโจ่งแจ้งเต็มที่แล้ว ลั่วปิงเหอเข้าใจชัดเจน ศีรษะเล็กๆของเขาก้มต่ำ “ท่านจะสอนข้าให้เป็นมารหรือขอรับ”

ได้ยินน้ำเสียงที่แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาของเขา มารฝันนึกเคืองตงิดๆ “เป็นมารมีอะไรไม่ดี หากว่าเจ้าสามารถฝึกเป็นมารได้ ของที่อยู่ในกายเจ้าจะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อพลังฝึกปรือของเจ้ามหาศาล ก้าวหน้าราวกับหนึ่งวันกระโดดได้พันลี้ อยู่เหนือผู้คนนับหมื่น นี่หาใช่เป็นการคุยเขื่องไม่ รอแค่วันเวลาเท่านั้น จะกวาดล้างไปทั่วทุกสารทิศพลิกฟ้าพลิกดินมันทั้งสามภพก็หาใช่เรื่องยากเย็นไม่!”

พอได้ยินประโยคสุดท้าย ลั่วปิงเหอก็จิตใจหวั่นไหว

หนึ่งวันพันลี้ อยู่เหนือผู้คนนับหมื่น กวาดล้างไปทั่วสารทิศ สรุปคือเขาจะแข็งแกร่ง แข็งแกร่งที่สุด!

แต่แล้วก็ยับยั้งความคิดนี้อย่างรวดเร็ว

เสิ่นชิงชิวเกลียดชังเผ่ามารอย่างที่สุดมาโดยตลอด หากว่าตนหลงเชื่อมารฝันเดินเข้าสู่เส้นทางมาร จะมีหน้าไปพบเขาได้อย่างไร เสิ่นชิงชิวจะต้องพิโรธปานฟ้าผ่าอย่างแน่นอน หรือไม่ก็ต้องเศร้าเสียใจอย่างมาก แต่คิดก็ไม่อยากเห็นแล้ว

“ไม่ได้” ลั่วปิงเหอปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

มารฝันหัวเราะหยัน “หากเจ้าไม่ยอมเรียนวิชากับข้า ปราณมารในร่างเจ้าคงไม่อาจสะกดข่มเอาไว้ได้ ตอนนี้มันยังฝังอยู่ลึกมาก มองไม่ออกก็ยังไม่เป็นไรหรอก แต่ผู้อาวุโสเช่นช้ารู้สึกว่าผนึกบนร่างเจ้าเริ่มอ่อนแอขึ้นมาแล้ว ถึงวันที่มันฉีกผนึกหลุดออกมาได้ อาจารย์ผู้แสนดีที่เกลียดชังเรื่องชั่วร้ายดังศัตรูประกาศตนว่ามีหน้าที่กำราบมาร ปกป้องธรรมะจะปฏิบัติต่อเจ้าเยี่ยงไร”

เมื่อหยิบยกเรื่องที่ลั่วปิงเหอเป็นกังวลที่สุดขึ้นมากล่าว ก็ทำเอาเขากัดฟันกรอด “ผู้เยาว์เป็นเพียงแค่ผู้ฝึกวิชาเซียนตัวเล็กๆคนหนึ่ง กระทั่งจะฝึกให้ได้จู้จียังยากเย็นแสนเข็ญ ไฉนท่านจึงอยากบังคับให้ข้าเป็นมารให้ได้เล่า”

คำถามนี้ถามได้มีระดับมาก ยกเว้นนักเขียนแล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่เข้าใจกันทั้งนั้น ว่าเพราะอะไรบรรดายอดคนที่มีฝีมือพันลึกพิสดารถึงอยากได้พระเอกเป็นศิษย์ หรือผู้สืบทอด หรือเป็นเขยกันเสียขนาดนั้น

ไม่ซิ อันที่จริงนักเขียนส่วนใหญ่เองก็อาจไม่รู้คำตอบของปริศนาพันปีนี่หรอก

“เจ้าหนูนี่ช่างไม่รู้จักสำนึกในความปรารถนาดีของผู้อื่นเอาเสียเลย! ผู้อาวุโสเช่นข้าเห็นร่างเจ้ามีลักษณะพิเศษ ไม่อยากให้วิชาชั้นสูงของข้าสูญหายไปเช่นเดียวกับกายเนื้อของข้า คนตั้งเท่าใดร่ำร้องอยากเรียน แต่ก็ไม่อาจเรียนได้ดังหวัง”

ลั่วปิงเหอสีหน้าไม่บอกความรู้สึก มารฝันเห็นเขาไม่ตอบรับ พลันนึกสังหรณ์ใจขึ้นมาทันที

จริงดังคาด ลั่วปิงเหอเปิดปากเอ่ยวาจาอีกครั้ง ทั้งเผยรอยยิ้มที่แฝงเอาไว้ด้วยความใสซื่อ

เขากล่าวอย่างไม่รีบไม่ร้อย “ผู้อาวุโสร้อนใจอยากสอนข้าเช่นนี้ เกรงว่าไม่ใช่แค่กลัวจะไม่มีผู้สืบทอดวิชากระมัง”

มารฝันลอบตะโกนในใจว่าแย่แล้ว

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “เป็นกาฝากอยู่ในห้วงฝันคนอื่น หากเปลี่ยนร่างที่เกาะอาศัยอยู่เป็นประจำ ระหว่างที่เร่ร่อนย้ายหลักแหล่ง ดวงจิตจะได้รับความกระทบกระเทือนจนอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ แต่หากสามารถเกาะอาศัยอยู่บนร่างใดร่างหนึ่งได้เป็นเวลานาน จะสามารถรักษาตัวและสะสมพลังฟื้นฟูดวงจิตให้มั่นคงได้”

เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ “ผู้อาวุโสมารฝันคงใกล้หมดอายุขัยแล้ว จึงต้องจำใจฝึกฝนข้าให้เป็นร่างเกาะอาศัยกระมัง”

มารฝันถูกเขาจี้ใจดำก็ไม่ปฏิเสธและไม่เคืองโกรธ กลับยอมรับแต่โดยดี “ถูกต้อง! คิดไม่ถึงว่าเจ้าหนูนี่กลับมีความรู้กว้างขวาง แม้แต่จุดนี้ก็รู้ด้วย”

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 243
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 242
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 241
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: