Home Novel Novel Action Scumbag System 16

Scumbag System 16

ตอนที่ 16

มารฝันเห็นเขาสงบนิ่งไม่ลนลาน ทำให้มองไม่ออกว่าเด็กคนนี้คิดอะไรอยู่ จึงกล่าวต่อว่า “แต่เจ้าอย่าได้หลงเข้าใจว่าร่างที่ข้าต้องการเกาะอาศัยเฉพาะเจาะจงต้องเป็นเจ้าเท่านั้น ผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นของเผ่ามารมากมายนับไม่ถ้วนล้วนเต็มใจยอมคุกเข่าเพื่อให้ได้รับเกียรตินี้ เจ้าต่างหากที่ต้องใคร่ครวญให้ดีเสียก่อนว่าจะยอมพลาดโอกาสนี้ไปหรือไม่”

ความจริงแล้วหลายปีมานี้ดวงจิตของมารฝันเริ่มเสื่อมถอยลงไปทุกวัน ก่อนนี้เขาอาศัยอยู่ในเครื่องรางมารชิ้นหนึ่ง เขาอยู่ของเขาดีๆ หากบำเพ็ญฌานต่อไปเงียบๆอีก 180 ปีก็จะกลับมามีสภาพประดุจเสือโผนมังกรทะยานได้ แต่ดันจับพลัดจับผลูถูกซาหัวหลิงที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวนึกว่าเครื่องรางชิ้นนี้เป็นเครื่องรางมารทั่วไป เลยนำมาวางในร่างลั่วปิงเหอ ตอนนี้เขาไม่มีแรงจะไปหาร่างใหม่แล้ว

ระหว่างที่อับจนหนทาง กลับพบว่าภายในกายเนื้อกับดวงจิตของเด็กหนุ่มที่เป็นเจ้าของบ้านใหม่นี้ แฝงเร้นพลังมหาศาลขุมหนึ่งยากจะสัมผัส คล้ายมีคล้ายไม่มี เขาลิงโลดไม่หยุด ไหนเลยจะยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆเล่า

เขาตกลงใจแน่วแน่ ไม่สนว่าลั่วปิงเหอจะคัดค้านหัวชนฝาอย่างไร จะใช้ทั้งไม้นวมไม้แข็ง ทั้งขู่ทั้งปลอบ งัดสารพัดวิธีมาเกลี้ยกล่อมให้เจ้าหนูนี่ยอมฝึกวิชามารกับตน เพื่อให้กายเนื้อและดวงจิตของฝ่ายนั้นเหมาะจะเป็นที่อยู่ให้ตนมากยิ่งขึ้น

มารฝันกล่าวว่า “ผู้อาวุโสเช่นช้าให้เวลาเจ้าไปคิดใคร่ครวญให้ดีก่อนก็แล้วกัน หาไม่แล้ว ดวงจิตของเจ้าและของซือจุนเจ้าจะต้องถูกขังอยู่ในห้วงฝันไปตลอดกาล เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่เกินความสามารถของผู้อาวุโสเช่นข้า”

ลั่วปิงเหอเงยหน้าขึ้นทันที ชั่วพริบตานั้นรังสีอันเย็นยะเยียบที่วาบขึ้นในดวงตาของลั่วปิงเหอ ทำให้มารฝันถึงกับสะเทือนขวัญเลยทีเดียว

ความสงบนิ่งและอ่อนน้อมถ่อมตนเมื่อครู่ของลั่วปิงเหอสาบสูญสิ้น น้ำเสียงเรียบจัด “ตอนนี้ท่านกำลังเจรจาเงื่อนไขกับข้า จะพูดอะไรก็ได้ แต่หากทำร้ายซือจุนล่ะก็ ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมา เลิกพูดไปได้เลย!”

มารฝันตะลึงลานไปชั่วขณะ ก่อนจะได้สติกลับคืนมา ที่ตกตะลึงเมื่อครู่เพราะตนถึงกับถูกท่าทีของเจ้าเด็กมนุษย์ตัวน้อยที่มีพลังฝึกปรือธรรมดาสามัญผู้นี้ทำเอาหวาดผวาได้ ตอนที่เขายิ่งใหญ่เกรียงไกรไปทั่วสามภพเมื่อ 300 ปีก่อน ต่อให้เป็นศึกโหดครานั้นที่ทำให้กายเนื้อของเขาถูกทำลายเขายังไม่เคยรู้สึกกดดันเพราะท่าทีของใครเช่นนี้มาก่อนเลย

แน่นอนว่าเขาย่อมไม่รู้ ท่าทางลักษณะนี้แหละ คนรุ่นหลังเขาเรียกว่าราศีของบอสผู้ยิ่งใหญ่(ที่เป็นสิทธิพิเศษของผู้เป็นพระเอกเท่านั้น) อย่างไรล่ะ

ทันใดนั้น ในถ้ำพลันมีเสียงหัวเราะดังลั่น

“เจ้าหนูนี่ขี้โมโหเสียจริง”

หลังจากเสียงชราภาพกล่าวประโยคนี้จบ ลั่วปิงเหอรู้สึกว่าทั่วทั้งร่างหนักอึ้งขึ้นมาทันใด ภาพรอบตัวหมุนพลิกกลับตาลปัตร จมลงสู่ความมืดมิด เพียงชั่วแล่นลั่วปิงเหอก็ตื่นขึ้นมาในห้องเก็บฟืน และพบว่าเสื้อตัวในของตนเปียกชุ่มโชกเลยทีเดียว

เวลาเดียวกันนี้เองเสิ่นชิงชิวดีดกายผึงขึ้นจากเตียง

เขาหอบหายใจไปหลายสิบเฮือกอย่างมึนงงกว่าจะผ่อนคลายได้ในที่สุด

หะ หะ หะ โหดสุดๆ

อะไรวะ ตอนหนิงอิงอิงในนิยายดั้งเดิมถูกจับโยนเข้าไปในความฝัน ทำไมฝันของเธอถึงมีแต่ความทรงจำอบอุ่นในวัยเด็ก พ่อแม่พาไปขี่ม้าเก็บดอกไม้อะไรพวกนั้น แต่ทีเขากลับถูกผึ้งกินคนขนาดเท่ากำปั้นรุมต่อย จากนั้นก็วิ่งพล่านอยู่ในอุโมงค์ทางเดินสุสานอันคับแคบ โดยมีลูกไฟใหญ่เบ้อเริ่มไล่กวดอยู่ข้างหลัง!

ที่น่ากลัวที่สุดคือในฝัดชุดสุดท้าย มารฝันยังให้เขาเห็นสิ่งที่เขากลัวที่สุด

ในคุกใต้ดินที่มืดมิดและเปียกชื้น ที่เอวเขาถูกรัดไว้ด้วยห่วงเหล็กแขวนห้อยอยู่กลางอากาศ ไม่รู้สึกถึงการคงอยู่ของแขนขาทั้งสี่ อ้าปากก็ไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกมา ได้แต่ครวญครางอืออาอย่างจนหนทาง ปวดแสบปวดร้อนไปทั่วทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท่า

เขาไม่รู้ว่าอยู่ในความฝันนานแค่ไหนแล้ว ต่อมามีเสียงเปิดประตูหินดังมาจากนอกคุก และเสียงฝีเท้าที่ดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เงาร่างสายหนึ่งสาดเข้ามาที่พื้นตรงหน้าเขา

ชายเสื้อสีดำปักลายเส้นสีเงินอย่างประณีต พลังกดดันอันเย็นเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างของคนผู้นั้น คุกคามผู้คนให้อึดอัดหายใจไม่ออกได้ยิ่งกว่าคุกใต้ดินที่อับทึบไร้ลมนี่เสียอีก

เสิ่นชิงชิวเห็นหน้าคนผู้นั้นไม่ชัด แต่ตระหนักดีกว่าเป็นใคร!

มารฝันสมกับเป็นบุคคลในตำนานของเผ่ามาร สร้างห้วงฝันนี้ได้สมจริงเกินไปแล้ว กระทั่งกลิ่นอับชื้นที่ลอยอวลอยู่ในอากาศยังเหม็นติดปลายจมูกเขาอยู่เลย ชวนคลื่นเหียนที่สุด

เสิ่นชิงชิวฝืนลุกขึ้นนั่งได้ครู่หนึ่ง ก่อนกลิ้งลงมาจากเตียง แล้วอาเจียนออกมาจริงๆ

ติ๊งต่อง ระบบเกิดจะโผล่ออกมาประกาศในเวลานี้พอดี

[ขอแสดงความยินดีที่ท่านเดินเรื่องตอน ‘เขตอาคมของมารฝัน’ เป็นผลสำเร็จ ระบบขอมอบค่าความฟินให้ 500 คะแนน! ขอให้พยายามต่อไป]

เสิ่นชิงชิวทำมือเป็นท่า ‘พอเลย’ เขายังอุตส่าห์มีอารมณ์คิดบัญชีกับระบบ “เรามาคุยกันดีๆหน่อยนะ เวลาคุณขู่จะหักค่าความฟิน ไม่เห็นหักเท่านี้เลย ทำไมไม่ตั้งค่า 500 คะแนนให้เท่ากัน ลงโทษมากรางวันน้อยแบบนี้จะดีเหรอ แถมผมยังเดินพล็อตเรื่องความฝันในความฝันเพิ่มขึ้นอีกเรื่อง คุณจะไม่เอามานับแล้วเพิ่มค่า B ให้ผมเลยเรอะ ระบบ? ระบบ! อย่ามาทำแกล้งตายนะ มาเซ็นสัญญากันใหม่เลย!”

เวลานี้เองคนผู้หนึ่งเปิดประตูเรือนไผ่ พุ่งพรวดเข้ามาราวกับลมหอบ “ซือจุน”

เมื่อได้ยินก็รู้ทันทีว่าเป็นใคร เสิ่นชิงชิวกลอกตาด้วยความทุกข์ทรมาน

ตอนนี้เขาไม่อยากเห็นหน้าคนๆนี้เลย

ลั่วปิงเหอโถมตัวลงข้างกายเขา ถามอย่างลนลาน “ซือจุนขอรับ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง มีตรงไนไม่สบายบ้างขอรับ”

ที่จริงก็ยังดีอยู่หรอก แต่หากท่านออกไปห่างๆกระผมสักนิด จะยิ่งสบายกว่านี้เยอะเลย…

เสิ่นชิงชิวหันหน้าไปอีกทาง ลุกขึ้นจากพื้นเองอย่างหยิ่งในศักดิ์ศรีและมีมาด “เหวยซือสบายดีทุกอย่าง”

ลั่วปิงเหอเดิมีคิดจะเข้าไปประคองเขา ครั้นถูกผลักออกมาโดยไม่รู้ตัวก็อดตะลึงลานไม่ได้

เสิ่นชิงชิวไม่แยแสความรู้สึกเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ เขาจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย หลังจากมั่นใจว่าถึงใส่แค่เสื้อตัวในก็ไม่มีตรงไหนทำให้เสียลุคจึงค่อยเอ่ยถาม “หลังจากนั้นมารฝันได้สร้างความลำบากให้เจ้าหรือไม่”

สร้างความลำบากกับผีอะไรเล่า มารฝันแทบลงไปคุกเข่าเลียเท้าลั่วปิงเหออยู่แล้ว เสิ่นชิงชิวทำเป็นถามทั้งที่รู้ดี ลั่วปิงเหอลังเลอยู่ครู่ แล้วตอบว่า “ผู้อาวุโสมารฝันท่านนั้น เหมือนว่าพลังทิพย์จะไม่พอ ภายหลังศิษย์เลยถูกเขาขับออกมาจากห้วงฝัน ซือจุนท่านเผชิญกับอะไรในฝันซ้อนฝันหรือไม่ขอรับ”

เสิ่นชิงชิวคุยโว “ต่อให้เผชิญกับอะไร เหวยซือยังจะจัดการไม่ได้หรือ”

อันที่จริงไม่มีปัญญาจัดการเลยต่างหาก!

ตอนนี้ภาพก้อนเนื้อกุดๆ ยังติดตาเขาอยู่เลย พอลั่วปิงเหอเข้ามาใกล้เสียขนาดนี้ ถึงได้พาหเขาขนลุกซู่ไปทั้งตัว เบนสายตาไปทางอื่นด้วยความหวาดผวา

ลั่วปิงเหอไม่เข้าใจสาเหตุ เห็นแต่เขามีสีหน้าแปลกไป สายตาก็ไม่มองมาตรงๆเหมือนเมื่อก่อน ในใจจึงทั้งกระสับกระส่ายและร้อนรน

ดีที่เสิ่นชิงชิวปรับท่าทีได้อย่างรวดเร็ว ยังระลึกได้ว่าตนมีฐานะเป็นอาจารย์ เวลาเช่นนี้สมควรทำอย่างไร ครู่ต่อมาจึงยื่นมือออกไปคว้าข้อมือของลั่วปิงเหอไว้ กล่าวเสียงขรึมว่า “ถูกเผ่ามารก่อกวนไม่ใช่เรื่องตลก ให้เหวยซือตรวจเจ้าก่อน ไม่อาจปล่อยปละละเลยเด็ดขาด”

ข้อมือถูกยึดไว้ ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างว่าง่าย “ขอรับ”

หัวใจที่เพิ่งจะวางลงได้ครู่หนึ่งก็มีอันขึ้นไปแขวนค้างใหม่อีกรอบ หากเสิ่นชิงชิวตรวจเจอมารฝัน แล้วมารฝันเปิดโปงว่าร่างกายเขาผิดปกติเล่า…

เสิ่นชิงชิวถึงแม้ตรวจสอบเขาด้วยความมุ่งมั่นเต็มกำลัง แต่กลับตรวจไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด แน่อยู่แล้วที่จะตรวจไม่พบอะไร พลังฝีมือที่สั่งสมมาหลายปีบวกกับชื่อเสียงโด่งดังของมารฝันย่อมมิใช่ราคาคุย กระนั้นก็จำต้องทำเป็นตรวจนู่นนี่เสียหน่อยพอเป็นพิธี

เสิ่นชิงชิวตรวจไม่เจออะไรแต่ไม่วายกำชับลั่วปิงเหอให้ไปเชียนเฉ่าเฟิงและฉยงติ่งเฟิงเพื่อให้คนที่นั่นตรวจอาการให้ หากมีปัญหาตรงไหนห้ามเก็บงำไว้กับตัว

ลั่วปิงเหอกลับไม่มีความคิดที่จะยอมไปให้ห่างเขา ท่าทางเหมือนในใจมีเรื่องหนักอึ้ง ทำท่าจะพูดแต่ไม่พูด ในที่สุดก็ถามว่า “ซือจุนขอรับ เผ่ามาร…ล้วนโหดเหี้ยมอำมหิต สมควรต้องกำจัดประหารให้สิ้นใช่หรือไม่ขอรับ”

ได้ฟังคำถามนี้ เสิ่นชิงชิวไม่ได้ตอบกลับทันที ด้วยสถานะของเขายากที่จะตอบจริงๆนั่นแหละ

เห็นลั่วปิงเหอยืนตัวแข็งอยู่กับที่ไม่ขยับ รอคอยคำตอบของตนโดยแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง ทว่าแผงทีท่าคาดหวังรอคอยคำตอบจากเขาอยู่ เสิ่นชิงชิวจึงกล่าวช้าๆ “คนเรามีดีมีชั่ว เผ่ามารเองก็ย่อมมีทั้งดีและเลวแตกต่างกันไป ที่พวกเราเห็นส่วนใหญ่มักเป็นเผ่ามารที่ไล่ล่าทำร้ายผู้คน แต่ก็ใช่ว่าไม่มีเหตุการณ์ที่มนุษย์ทำร้ายและสร้างความเดือดร้อนให้ผู้บริสุทธิ์ในเผ่ามาร ความคิดเห็นเรื่องเผ่าพันธุ์ เจ้าอย่าได้ยึดถือเป็นสำคัญ”

เป็นครั้งแรกที่ลั่วปิงเหอได้ฟังอาจารย์กล่าวแสดงความคิดเห็นส่วนตัวออกมาในลักษณะนี้ เขารับฟังอย่างตะลึง ใจเต้นโครมคราม “ความหมายของซือจุนก็คือ ต่อให้เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับเผ่ามาร ก็ไม่แน่ว่าฟ้าดินจะไม่ยอมอภัยให้ ใช่หรือไม่ขอรับ”

เสิ่นชิงชิวถามกลับ “ฟ้าดินไม่ยอมอภัยให้ ใครเป็นคนพูดขึ้นมาหรือ ในเมื่อไม่ยอมอภัยให้ ไยกลับปล่อยให้มันคงอยู่ ยอมอภัยไม่ยอมอภัย ผู้ใดมีสิทธิตัดสิน?”

ถูกย้อนถามเป็นชุด แววตาของลั่วปิงเหอก็ค่อยๆสดใสขึ้น รู้สึกเลือดลมแล่นพล่านขึ้นมาบ้าง

สุดท้ายเสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ลั่วปิงเหอ คำพูดที่เหวยซือจะกล่าวกับเจ้าภายหลังจากนี้ เจ้าฟังไว้เฉยๆก็ได้ แต่คำพูดที่กล่าวกับเจ้าในวันนี้ เจ้าต้องจดจำไว้ให้มั่น ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่ฟ้าดินให้อภัยไม่ได้ เรื่องของเผ่าพันธุ์ก็เช่นกัน เรื่องของมนุษย์ก็เช่นกัน”

ลั่วปิงเหอในเวลานี้ถึงแม้จิตใจฝักใฝ่ฝั่งธรรมะ แต่กลับมิใช่คนคร่ำครึ ในเมื่อไม่มีวิธีกำจัด สู้เอามันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ไปเลยดีกว่า

เขาจะต้องแข็งแกร่งให้ได้!

แข็งแกร่งจนถึงขนาดว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้อีกต่อไป แข็งแกร่งขนาดสามารถปกป้องซือจุนไม่ว่าจากอะไรก็ตามที่จะเข้ามาทำร้ายท่าน

เห็นสองตาเขาเรืองประกายเจิดจ้า เสิ่นชิงชิวไม่รู้ว่าลั่วปิงเหอคิดอะไรอยู่ กลับรู้สึกปั่นป่วนสับสนในใจขึ้นมา

คำแนะนำของเสิ่นชิงชิวไม่ใช่เพียงเพราะอยากเป็นอาจารย์ผู้ทรงภูมิที่คอยชี้นำพระเอก

ถึงแม้เหตุผลโบราณคร่ำครึสุดๆนี้ จะถูกละครพีเรียดเอย ละครกำลังภายในเอย แล้วก็พวกละครเทพเซียนเอาไปยำซ้ำๆซากๆหลายสิบปี ไม่มีความเปลี่ยนแปลงสักกระผีก แต่ในโลกที่คนกับมารบ่มเพาะความแค้นกันอย่างลึกซึ้งชนิดไม่ขออยู่ร่วมฟ้าเดียวกัน ก่อเหิดเป็นสงครามนับครั้งไม่ถ้วนจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ความคิดนี้แหวกแนวมาก ถึงขึ้นไม่สนใครหน้าไหนด้วยซ้ำ

ในฐานะที่เป็นเลือดผสมต่างเผ่า ยากนักที่ลั่วปิงเหอจะไม่ได้รับผลกระทบจากทัศนคติอันคร่ำครึดังว่านี้ ที่ทำให้กว่าครึ่งค่อยชีวิตของเขาต้องลุ่มๆดอนๆก็เพราะยึดติดอยู่กับทัศนคตินี้นั่นเอง จนหมดอาลัยตายอยากด้วยความรู้สึกที่ไม่ว่าจะที่ไหนก็ไม่มีที่ให้เขายืน ไม่สมควรเกิดมาเลยแต่แรก

เสิ่นชิงชิวหวังว่านับจากนี้ไปคำพูดนี้จะสามารถหยั่งรากลงในจิตใจเขา เปิดโลกทัศน์ของเขา วันข้างหน้าเมื่อถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงจะได้ปล่อยวางได้บ้าง เมื่อเผชิญกับการโจมตีเรื่องสายเลือดก็ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ เช่นนี้อาจช่วยให้เขารับมือกับปัญหาโดยไม่รุนแรงสุดโต่ง คิดแต่จะแก้แค้นเอากับโลกอยู่ตลอดเวลาขนาดนั้น

และต่อให้ในวันหน้าเมื่อต้องถูกตนเตะลงห้วงอเวจี ก็จะเข้าใจว่ามันไม่ใช่ความผิดของเขาที่เป็นลูกครึ่งเผ่ามารเลย

หากเป็นเช่นนี้แล้ว ถึงแม้ตอนที่เนื้อเรื่องมาถึงช่วงดังกล่าว ตอนที่ระบบบังคับให้เขาพูดตามสคริปต์จำพวกว่า ‘คนกับมารไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกัน ความแค้นระหว่างเผ่าพันธุ์ดุจดั่งห้วงมหาสมุทรที่ไม่อาจก้าวข้าม ตัวบัดซบเช่นเจ้ารีบตายๆไปซะเถอะ’ เขาจะเสียหน้าขนาดไหนก็ช่วยไม่ได้แล้ว

บรรยากาศเปลี่ยนเสียแล้ว เสิ่นชิงชิวคิดว่าเมื่อกี้ตัวเองออกจะเก็กมากเกินไปหน่อย โรคกลัวจะต้องขายขี้หน้าพลันกำเริบขึ้นมา เขาทำเป็นไอแห้งทีหนึ่ง “จะว่าไปเผ่ามารเกิดมาก็มีพลังทิพย์ติดตัวมามากกว่าผู้คนธรรมดาทั่วไป หากสามารถเอาจุดแข็งของพวกเขามาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายธรรมะ และต่อมวลสรรพสัตว์ทั้งหลาย ก็ไม่เห็นจะมีตรงไหนไม่ดี”

พวกเผ่ามารนั้นว่ากันในด้านทักษะและพรสวรรค์ในการฝึกปรือร่ำเรียนวิชาแล้ว แน่นอนว่าเบียดแซงมนุษย์กระเด็นเลยทีเดียว เผ่าพันธุ์แตกต่างกัน โครงสร้างพลังก็แตกต่างกัน เผ่ามนุษย์อาศัยปราณทิพย์ เผ่ามารอาศัยปราณมาร

เสิ่นชิงชิวคิดว่าที่จริงก็ไม่ต่างกันเท่าไร เพียงแค่สีและชื่อเรียกไม่เหมือนกันเท่านั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฮวงจุ้ยของเผ่ามารดีจัดหรือเป็นเพราะเกิดอะไรขึ้น เผ่ามารส่วนใหญ่ตอนเกิดมาก็มีปราณมารเต็มเปี่ยม สามขวบก็จับคนเป็นๆฉีกได้แล้ว แปดขวบผ่าภูเขาทลายก้อนหิน…แค่กๆ เอ่อ อันนี้ก็พูดเวอร์เกินไปหน่อย

แต่ความจริงคือมนุษย์ส่วนใหญ่ที่มีสติปัญญาปานกลาง ฝึกบำเพ็ญเพียรไปยี่สิบสามสิบปีก็ได้แค่ระดับหนูน้อยของเผ่ามารเท่านั้น อีกทั้งคนส่วนใหญ่เป็นเหมือนบ่อน้ำที่แห้งผาก พลังทิพย์เป็นศูนย์ คนเช่นนี้มักเรียกกันว่าไม่มี ‘หลินเกิน’ (รากปราณ) ไม่มีวาสนาบำเพ็ญเซียน ไม่มีอะไรจะรันทดไปกว่านี้แล้ว หากไม่ใช่เป็นเพราะมนุษย์ค่อนข้างนิยมชมชอบการแตกหน่อขยายพันธุ์ ขณะที่ประชากรของเผ่ามารหาทำยายากแล้วล่ะก็ ภพมนุษย์คงกลายเป็นอาณานิคมของเผ่ามารไปเสียนานแล้ว มนุษย์เลยพลอยได้ประโยชน์จาการที่ผู้อื่นเขาคุมกำเนิดกันอย่างจริงจังนี่เอง

วุ่นวายกับเรื่องสะท้านฟ้าสะเทือนดินนี้มายกหนึ่ง เสิ่นชิงชิวอดนอนมาทั้งคืนจนได้เบ้าตาดำคล้ำมาสองวง เลยโบกมือกล่าว “ดึกมาแล้ว หากไม่มีอะไรแล้วก็รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ”

ลั่วปิงเหอถอยออกไปอย่างว่าง่าย แต่เดินไปยังไม่ทันจะกี่ก้าว ก็ได้ยินเสิ่นชิงชิวเรียกไว้ “กลับมาก่อน”

เขาหันกลับมาทันที “ซือจุนมีอะไรจะสั่งหรือขอรับ”

เสิ่นชิงชิว “ห้องพักไปทางนั้น เจ้าเดินไปอีกทางทำไม”

ไม่ว่าจะเป็นเรือนไผ่ที่เป็นห้องพักของพวกลูกศิษย์หรือจะห้องเก็บฟืนล้วนต้องไปทางซ้าย แต่ลั่วปิงเหอตั้งท่าจะเลี้ยวไปทางขวา

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ศิษย์จะไปห้องครัวขอรับ จะไปเตรียมอาหารเช้าของซือจุนไว้ก่อน”

เสิ่นชิงชิวกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที

เขาอยากกินอาหารเช้าฝีมือลั่วปิงเหอก็จริง แต่ดึกๆดื่นๆ เช่นนี้ให้เด็กคนหนึ่งอดหลับอดนอนไปทำอาหารให้ตัวเอง ไม่ฟังเหมือนซินเดอเรลล่ากับแม่เลี้ยงใจร้ายไปหน่อยเหรอ ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ก็ฟังไร้มนุษยธรรมสิ้นดี

ในที่สุดมโนธรรมก็มีชัยชนะเหนือความตะกละ เขากระแอมทีหนึ่ง “อย่าวุ่นวายไปหน่อยเลย กลางดึกยังจะมาทำอาหารอะไรอีก กลับไปนอนเสีย”

ลั่วปิงเหอรู้ว่าเขาเป็นห่วงตนจะนอนไม่พอจึงยิ้มรับ แต่แอบคิดว่าเดี๋ยวอีกสักพักค่อยย่องไปห้องครัวก็แล้วกัน

เสิ่นชิงชิวความจริงอยากถามเขาว่าตอนนี้ยังนอนอยู่ที่ห้องเก็บฟืนหรือไม่ แต่คิดดูแล้ว เด็กหนุ่มมักมีความถือตัวกันอยู่บ้าง จะถามออกไปตรงๆเกรงจะทำเขาเสียหน้าเอา อีกอย่างต่อให้สั่งลั่วปิงเหอไปนอนที่ห้องของพวกลูกศิษย์คนอื่น พวกนั้นก็คงต้องกีดกันเขาตามที่หมิงฟานสั่ง ยึดผ้าห่มเอารองเท้าไปซ่อน ให้รู้สึกน่าสงสาร

เสิ่นชิงชิว “พรุ่งนี้เจ้าเก็บข้าวของ แล้วมาหาข้า”

ลั่วปิงเหอไม่อาจเข้าใจความหมายของเขาได้ในทันที “ซือจุน?”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ห้องข้าง* ที่อยู่ด้านนอกเรือนไผ่เขียวยังว่าง นับจากพรุ่งนี้ไปเจ้าก็ย้ายมาอยู่ที่นี่แล้วกัน”

(ห้องข้าง คือ ห้องเล็กๆที่อยู่ติดกับห้องหลัก หรืออาจเป็นมุมหนึ่งในห้องนอนแล้วใช้ม่านกั้น ถ้าเป็นบ้านผู้มีฐานะสมัยโบราณมักใช้สำหรับให้คนรับใช้ประจำตัวนอน)

ถ้าเขามาอยู่ใกล้ขึ้นอีกนิด จากนี้ไปให้ทำอาหารเช้า เก็บกวาดห้องอะไรพรรค์นั้นจะยิ่งสะดวกเข้าไปอีก ความสามารถในการปรับอารมณ์ของเสิ่นชิงชิวยอดเยี่ยมเสมอมา กระทั่งหน้าของลั่วปิงเหอยังไม่กล้ามองตรงๆ มาตอนนี้ถึงกับหาญกล้าลอบวางแผนใช้พระเอกผู้ยิ่งใหญ่หิ้วน้ำร้อน ยกน้ำชา ซักผ้า พับผ้าห่มให้ตัวเองแล้ว ขณะกำลังคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อย ไม่ได้สนใจสักนิดว่าอีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ทันใดนั้นจู่ๆลั่วปิงเหอก็กระโจนเข้ามากอดเขาไว้เสียแน่น

เสิ่นชิงชิวไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อนก็ตกใจจนสะดุ้งโหยง หนังหน้าแก่ๆแดงแปร๊ด

ในที่สุดก็มีคนมากอดรัดเขาแน่นเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่ผลปรากฏว่าผู้ดอกไม่ใช่สาวน้อยตัวอุ่น หอม นุ่ม หากเป็นหนุ่มน้อยที่มีราศีของบอสผู้ยิ่งใหญ่ไปทั้งตัว อ๊าก…

ลั่วปิงเหอดูจะดีใจถึงขีดสุด กอดคอเขาไม่ยอมปล่อย ร้องตะโกนลั่นใส่หู “ซือจุน! ซือจุน!”

เสิ่นชิงชิวไม่รู้จะเอามือไปวางไว้ที่ไหนดี ว้าวุ่นอยู่สักพัก ก็วางบนศีรษะของลั่วปิงเหอ ลูบศีรษะเขา “เอาล่ะ ตะโกนก็ตะโกนแล้ว กอดก็กอดแล้ว เอะอะมะเทิ่งไปได้ ไม่รู้จักอายบ้างหรือ โตขนาดนี้แล้ว ไม่ใช่เด็กสิบขวบเสียหน่อย แบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน”

ลั่วปิงเหอไม่ทันรู้สึกตัว แต่พออีกฝ่ายพูดเช่นนี้ก็อับอายขึ้นมาโดยพลัน หากมิใช่เพราะความดีใจที่พลุ่งพล่านขึ้นมาชั่วขณะ เขาไหนเลยจะกล้าทำเช่นนี้ต่อซือจุนผู้สูงส่ง จึงรีบผละออกจากร่างเสิ่นชิงชิวอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าใดนัก ใบหน้าแดงก่ำ “ขะ…ขอรับ ศิษย์กระทำเกินขอบเขตไปแล้ว”

เรื่องอย่างขอกอดนี้ เด็กน้อยอายุไม่เกินสิบขวบทำก็น่าเอ็นดูดี แต่ลั่วปิงเหอที่อายุสิบห้าทำ…ก็ยังน่าเอ็นดูอยู่ดี!

หญ้าอ่อนหล่อใสวัยเอ๊าะก็งี้ ทำอะไรก็น่ารักไปหมดแหละ!

ลั่วปิงเหอทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ เดิมทียังสับสนอยู่บ้าง แต่แล้วก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของเสิ่นชิงชิวดูไม่ค่อยดีเท่าไร

ต่อให้มีพลังเซียนคุ้มครองกาย แต่เสิ่นชิงชิวมีทั้งแผลเก่าและเคยถูกพิษมาก่อน แล้วยังถูกม้วนเข้าไปในห้วงฝันของมารฝันก็เพราะตน ไม่ได้พักผ่อนให้ดี อย่างไรก็ยันไม่ไหว ย่อมต้องดูซีดเซียวอยู่แล้ว ลั่วปิงเหอไม่กล้าถ่วงเวลานอนของเสิ่นชิงชิวอีก ได้แต่ขอตัวจากไปอย่างจำใจ ทว่าไม่ได้ตรงกลับไปยังห้องเก็บฟืน คราวนี้เขาจงใจเดินอ้อมไปที่ห้องครัว

ลั่วปิงเหอตัดสินใจแน่วแน่ จากนี้ไปอีกสักระยะใหญ่ อาหารการกินและสุขภาพของซือจุนเป็นเรื่องที่เขาจะต้องให้ความสำคัญให้มาก

ทันทีที่ลั่วปิงเหอก้าวออกจากห้อง ระบบก็ตามมาแจ้งข้อความทันที

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: