Home Novel Novel Action Scumbag System 19

Scumbag System 19

ตอนที่ 19

บนแผ่นป้ายประกาศรายชื่อ รายนามสิบอันดับแรกเรืองแสงสว่างขึ้น ชื่อของผู้ที่ได้อันดับหนึ่งในตอนนี้ กลายเป็นตัวอักษร ‘กงอี๋เซียว’ สามคำตามมาด้วยตัวเลข ‘สิบสอง’

หมายความว่าภายในชั่วเวลาสั้นๆที่ลงสู่สนาม ไม่ถึงครึ่งชั่วยามเขาก็ปราบปีศาจไปได้แล้วสิบสองตัว ได้ลูกประคำมาสิบสองลูก!

ที่ตามมาเป็นอันดับสองคือหลิ่วหมิงเยียน ได้รับลูกประคำมาแค่หกลูก ถูกเขาทิ้งห่างหนึ่งเท่าตัว

บนจอแก้วผลึก ฉายภาพหนุ่มน้อยในชุดขาวคนหนึ่งท่วงท่าสง่างามราวกับเมฆเหินน้ำไหล แต่ยามลงมือกลับรวดเร็วปานสายฟ้า ฟาดฟันวิญญาณร้ายน่าสังเวชที่โผเข้าใส่เขาจนสลายวับไปหมดสิ้นในชั่วพริบตา

ได้ยินเสียงชมเชยไม่หยุดปากลอยเข้าหู เสิ่นชิงชิวเพียงยิ้มไม่พูดอะไร

กงอี๋เซียวผู้นี้ ดูท่าจะออกแนวองอาจมาดแมน แต่ความจริงเป็นแค่ลิ่วล้อตัวประกอบระดับชั้นดีกว่าตนหน่อยเดียวเท่านั้นแหละ หึๆ

หมอนี่จัดเป็นตัวละครประเภท ‘รูปหล่อพ่อรวย พรสวรรค์สูง เป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ จิตใจกล้าหาญ ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย’ แต่โชคร้ายไปนิด ในเมื่อมีพระเอกอยู่ทั้งคน นายย่อมตกเป็นลิ่วล้อตัวประกอบที่เสริมให้พระเอกโดดเด่นเท่านั้นแหละ ต่อให้มีคนแทงว่านายจะได้เป็นผู้ที่ได้อันดับหนึ่งมากที่สุด แต่ขอโทษด้วย อันดับรายชื่อนี้อีกไม่นานก็จะถูกลั่วปิงเหอโค่นแล้ว

ชื่อของลั่วปิงเหอในตอนนี้ยังอยู่แถวกลาง ตัวเลขข้างหลังมีแค่ ‘หนึ่ง’ แต่เสิ่นชิงชิวกลับไม่กังวลแม้แต่น้อย

เขารู้ว่าเดี๋ยวพอถึงยามจื่อ* คืนนี้ รายชื่อเหล่านั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ความวุ่นวายครั้งใหญ่กำลังจะเปิดม่านขึ้น และชื่อของลั่วปิงเหอลำดับจะพุ่งพรวดจนฉุดไม่อยู่

(ยามจื่อ คือ เวลา 23.00-01.00 น.)

งานชุมนุมเซียนวันแรก ใกล้จะเข้ายามจื่อ

จันทราเต็มดวงลอยสูงอยู่บนฟ้าโปร่งใสไร้เมฆหมอก บนแท่นอัฒจันทร์จุดไฟไว้สว่างไสว

ท่ามกลางจอแก้วผลึกที่มีอยู่มากมาย ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็หาจอหนึ่งที่ฉายให้เห็นสถานการณ์ทางฝั่งลั่วปิงเหอพบ

ลั่วปิงเหอกำลังเดินช้าๆในป่า สะอาดเอี่ยมไร้ซึ่งฝุ่นละออง ไม่เห็นเค้าความเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้าประหนึ่งจะทะลุจอแก้วผลึก

แต่เขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

คนส่วนใหญ่จะออกปฏิบัติการตามลำพัง หากหลายคนช่วยกันปราบปีศาจ แล้วจะแบ่งลูกประคำกันอย่างไร หรือไม่ก็ต้องจับกลุ่มกับคนที่สนิทกันอย่างพวกศิษย์พี่ศิษย์น้องอย่างมากไม่เกินสามคน

ผู้ฝึกวิชาเซียนที่เป็นผู้หญิงความจริงแล้วก็เก่งกาจไม่เบา ทว่าหากพูดในภาพรวม กำลังกายยังไม่แกร่งพอ กำลังขวัญก็ไม่แกร่งพอเช่นกัน มักจำเป็นต้องมีคนช่วย โดยมากมักรวมกลุ่มกันเองศิษย์พี่ศิษย์น้องที่สนิทกัน หัวเราะพูดคุยสนุกสนานกันไม่หยุดไปตลอดทาง โดยมากแล้วไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร

ทว่าทางฝั่งลั่วปิงเหอกลับมีคนติดตามเขาอยู่เจ็ดแปดคน ซึ่งถ้าไม่ใช่หญิงสาวบอบบางอ่อนแอ ก็เป็นศิษย์ชายที่อายุยังน้อย ลักษณะการรวมกลุ่มเช่นนี้ ช่างดึงดูดความสนใจได้ไม่น้อย จนเริ่มมีคนละสายตาจากงอี๋เซียวผู้หล่อเหลาหันมามองคณะผู้คนที่เกาะกลุ่มกันมาเป็นโขยงอ้วนๆเหล่านี้แทน

ในบรรดาคนเหล่านี้ คนที่เดินใกล้ลั่วปิงเหอมากที่สุดคือศิษย์ของวังฮ่วนฮวาในชุดสีเหลืองอ่อน ชูไข่มุกประกายราตรีอยู่ในมือเพื่อสร้างความสว่าง

สตรีผู้นี้หน้าตางดงามหมดจด ท่าเดินกะโผลกกะเผลกอยู่บ้าง ดูเหมือนว่าขาจะแพลง น่าจะได้รับบาดเจ็บตอนสู้กับปีศาจ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นเชิงรู้สึกผิด “ศิษย์พี่ลั่ว ข้าขอโทษจริงๆ เมื่อครู่ได้ท่านช่วยเหลือ ตอนนี้ยังสร้างความลำบากให้ท่าน หากไม่ใช่เพราะปกป้องพวกเรา ท่านคงเดินไปได้ไกลแล้ว…พวกเรามาถ่วงท่านไว้แท้ๆ”

ลั่วปิงเหอกล่าวตอบอย่างมีมารยาท “เป็นผู้ฝึกวิชาเซียนด้วยกัน ย่อมต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้ว”

เสิ่นชิงชิวรับรู้ถึงความดอกบัวบาวของลั่วปิงเหอมานานแล้ว จึงไม่แปลกใจแม้แต่น้อย

เขาปราบปีศาจไปพลางยังต้องพานักรบอ่อนหัดซึ่งมีเด็กและสตรีที่อ่อนแอกลุ่มนี้ไปด้วย จึงเป็นเหตุให้อยู่มาทั้งวันแต่อันดับไม่ขยับขึ้นเลย หาไม่แล้วด้วยความสามารถของเขา ย่อมแข่งกับกงอี๋เซียวได้สบาย พึงรู้ว่าแม้แต่อันดับของหมิงฟานยังไม่เลว แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวลั่วปิงเหอมาทีหลังดังกว่า!

เสิ่นชิงชิวไม่ได้นึกเอะใจเลยว่าตัวเองเกิดความคิดเป็นเดือดเป็นแค้นอย่าง ลูกศิษย์ข้าร้ายกาจที่สุดในโลก หากไม่ใช่เพราะเขาดีเกินไป มีน้ำใจเกินไป รังแกง่ายเกินไปแล้วล่ะก็ พวกเจ้าอย่าได้คิดมาแข่งกับเขาเด็ดขาด ขึ้นมาได้อย่างไร

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวยิ้มๆ “ชิงชิว ศิษย์ของเจ้าผู้นี้ นิสัยใจคอดีมากทีเดียว”

เสิ่นชิงชิวคลี่พัดด้ามจิ้วยิ้มรับอย่างสบายอกสบายใจ

ฉีชิงชีแค่นเสียง “นั่นซิเจ้าคะ ช่างดูไม่ให้เลยว่าเป็นศิษย์ที่เขาสอนมา”

คนอื่นก็กล่าวชมเช่นกัน แต่ไม่แน่ว่าจะจริงใจเท่าใดกัน นิสัยใจคอดีแล้วมีประโยชน์อะไร ที่งานชุมนุมเซียนให้ความสำคัญคือความสามารถ ลั่วปิงเหอทำเช่นนี้ ในสายตาของพวกเขาคืออ่อนต่อโลกนั่นเอง

กงจู่เฒ่ามองดูใบหน้าของลั่วปิงเหอชัดๆจากจอแก้วผลึก ทำเสียง “เอ๊ะ” เบาๆชนิดที่แทบไม่ได้ยิน ทว่ากลับเห็นได้ชัดว่าเกือบจะลุกขึ้นยืนอยู่แล้ว

เสิ่นชิงชิวรู้โดยไม่ต้องเหลียวไปมอง หน้าตาหล่อเหลาของลั่วปิงเหอค่อนไปทางแม่ กงจู่เฒ่าจะต้องเห็นใบหน้านี้แล้วนึกว่าเป็นชนรุ่นหลังที่หน้าตาคล้ายคลึงกันโดยบังเอิญ แล้วหวนนึกถึงศิษย์เอกของตัวเองในครั้งนั้นขึ้นมา โดยไม่รู้เลยว่าลั่วปิงเหอเป็นลูกชายแท้ๆของศิษย์รักตนนั่นเอง

ส่วนอีกด้านหนึ่งในหุบเขาทางตัน ลั่วปิงเหอครุ่นคิดเงียบๆว่าจะจัดการหาทางแก้ปัญหาให้กับคนที่อ่อนแอกลุ่มนี้อย่างไรดี

ว่ากันด้วยมโนธรรมเขาไม่อาจทอดทิ้งกลุ่มคนเหล่านี้ที่เพิ่งเข้าวังฮ่วนฮวาได้ไม่นาน แต่ก็ไม่อยากพลาดโอกาสที่จะได้แสดงความสามารถในงานชุมนุมเซียน เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้แก่ซือจุน

ขณะที่ลั่วปิงเหอกำลังคิดว่าจะหาทางสลัดให้หลุดจากสถานการณ์นี้อย่างไร เสิ่นชิงชิวกลับเข้าใจว่าเขากำลังสปาร์คกับสาวๆจนไม่อยากถอนตัวจากไป

นี่คือน้องหนูคนแรกที่มีอะไรกับลั่วปิงเหอเชียวนะ ฉินหว่านเยวีย ศิษย์น้องหว่านเยวียเลยนะ!

ที่เสิ่นชิงชิวจำน้องสาวคนนี้ได้แม่นยำเพราะนางเป็นผู้ที่ช่วยให้ลั่วปิงเหอได้เป็นชายหนุ่มเต็มตัวนั่นเอง ต่อมาภายหลังก็รับบทผู้ถูกกระทำจากการแก่งแย่งตบตีประจำวันในฮาเร็ม มีแต่ไอ้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีจอมวิปริตผิดมนุษย์นี่แหละที่สามารถเขียนนิยายฮาเร็มฟินๆให้ออกมามีกลิ่นอายแบบเจินหวน จอมนางคู่แผ่นดิน* ได้

(เจินหวน จอมนางคู่แผ่นดิน เป็นนิยายแนวพีเรียด ถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ในชื่อเดียวกัน เน้นบทบาทของตัวละครหญิงและการแก่งแย่งชิงอำนาจในตำหนักใน)

ฉันขออ่านที่แกบรรยายว่าแมงมุมปีศาจมันผสมพันธุ์กันอย่างไรสักแสนตัวอักษรดีกว่าต้องอ่านเรื่องที่ซาหัวหลิงฉีกทึ้งน้องฉินหว่านเยวียอย่างไร จะขอบใจมาก

พอเห็นคนกลุ่มนี้ยึดถือลั่วปิงเหอราวกับเป็นพระเจ้ามาโปรด เดินตามหลังเขาต้อยๆไม่ห่าง เสิ่นชิงชิวชักไม่พอใจขึ้นมา

ในบรรดาศิษย์เหล่านี้ มีบางคนที่ยังปรับตัวไม่ได้ในช่วงนี้ เลยยังแสดงความสามารถออกมาได้ไม่เต็มที่ แต่พอปรับตัวได้ก็ไม่มีปัญหา ไม่เหมือนบางคนที่ไม่ตั้งใจร่ำเรียน ไม่มีวิชาความรู้ แล้วดันไม่ยอมถอนตัวจากการแข่งขัน หมายเกาะขาลั่วปิงเหอตีเนียนเอาลูกประคำและติดอันดับไปกับเขา

หากเป็นลั่วปิงเหอสายดาร์กแล้วล่ะก็ รับรองโดนฆ่าเรียบไม่เหลือภายในหนึ่งนาทีชนิดไม่กะพริบตา คนดีก็ถูกเอาเปรียบอย่างนี้แหละ!

เดินกันไปสักพัก ปีศาจเล็กปีศาจน้อยที่อาศัยความมืดฉวยโอกาสออกมาจู่โจมล้วนถูกลั่วปิงเหอจัดการเรียบร้อยเพียงแค่ดีดนิ้ว โดยไม่ต้องชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ ถึงกระนั้นก็ยังไม่อาจเดินทางไปได้เร็วขึ้น

เหตุผลน่ะหรือ

ศิษย์สตรีคนหนึ่งของวังฮ่วนฮวาเกาะฉินหว่านเยวีนไว้ ร้องไห้สะอึกสะอื้น “ท่านพี่ ข้าปวดขามากเลย”

ลั่วปิงเหอที่เดินนำอยู่ข้างหน้าหยุดเดิน แต่ไม่ได้หันกลับมา ก้มหน้าเอามือคลึงขมับ

ฉินหว่านเยวียทำหน้าเครียด ก้มหน้าไปกระซิบเสียงเบากับสตรีผู้นั้น

“หว่านหรง อดทนหน่อยได้หรือไม่ พวกเราต้องเดินกันให้เร็วขึ้นอีกหน่อยนะ”

น้องหว่านหรงร้องไห้กระซิก “แต่คนเขาปวดขาจริงๆนะ เดินไม่ไหวแล้ว! แล้วยังเดินกันมาทั้งวัน น้ำก็ไม่ได้อาบ เหนียวตัวจะแย่อยู่แล้ว”

ศิษย์ในกลุ่มนี้มีไม่น้อยที่เป็นพวกไม่รู้จักความลำบาก ต่างส่งเสียงเห็นด้วย หากเสิ่นชิงชิวมีอำนาจในการตัดสินล่ะก็ เป็นได้ตัดสิทธิ์ในการเข้าร่วมของคนเหล่านี้ แล้วเตะโด่งออกนอกหุบเขาทางตันไปนานแล้ว

ปวดขาง่ายดายขนาดนี้แล้วลงชื่อเข้าร่วมงานชุมนุมเซียนทำไม ลงชื่อก็แล้วไปเถอะ แต่ทำไมจะต้องมาเกาะถ่วงคนอื่นด้วย ดูหลิ่วหมิงเยียนซิ ความห่างชั้นไม่ใช่น้อยๆ มิน่าถึงได้ยึดตำแหน่งนางเอกอันดับหนึ่งไป

อย่างไรเขาก็ทำอะไรฉินหว่านหรงผู้นี้ไม่ได้อยู่ดี จะดีจะชั่วฉินหว่านเยวียกับฉินหว่านหรง สองศรีพี่น้องคู่นี้ก็เป็นสมาชิกในฮาเร็มของลั่วปิงเหอ ตามระเบียบสากลแล้วพวกนางจะเป็นคนที่ต่อให้รนหาที่ตายอย่างไรก็ไม่มีวันตายอยู่แล้ว

ในใจของเสิ่นชิงชิวอึดอัดกลัดกลุ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ

ปิงเหอเอ๊ย…วันหน้าตอนเริ่มสะสมสาวในฮาเร็ม นึกถึงปัญหาเชิงคุณภาพหน่อยก็ดีนะ อย่าเห็นแค่หน้าตาดีก็คว้ามากกหมด เหวยซือเห็นฮาเร็มของเจ้าที่คุณภาพไม่ได้มาตรฐานแล้วปวดใจแทน!

ฉินหว่านเยวียมองเงาหลังของลั่วปิงเหอแวบหนึ่ง กระซิบเบาๆว่า “น้องเล็ก พวกเราสร้างความลำบากให้ศิษย์พี่ลั่วมามากแล้วนะ…” นางยังคิดจะอาศัยเกาะลั่วปิงเหอสักตั้งในงานชุมนุมเซียนเพื่อขอลำดับที่ดีหน่อย หากความไม่รู้จักแยกแยะหนักเบาของน้องสาวทำให้เขารำคัญก็คงไม่ได้การแล้ว

ฉินหว่านหรงถามซื่อๆอย่างไม่คิดอะไรมาก “ศิษย์พี่ลั่วเป็นคนดีปานนี้เขาไม่ว่ากระไรหรอก ใช่หรือไม่เจ้าคะศิษย์พี่ลั่ว”

ลั่วปิงเหอหันมาในที่สุด บนใบหน้ายังคมมีรอยยิ้มบางหล่อเหลาไม่เกรงใจใคร ทว่าไม่พูดไม่จา ฉินหว่านเยวียกลับแอบตัวสั่นไปแล้วโดยไม่รู้สาเหตุ

ฉินหว่านหรงที่ในสมองมีแต่ปุยนุ่นผู้นี้ เห็นเขายิ้มก็เหมาเอาว่าเขาเห็นด้วย เดินตัวปลิวไปยังธารสายน้อยทันทีประหนึ่งโดนลมหอบ

มาแล้ว! เสิ่นชิงชิวจ้องเขม็ง

ลั่วปิงเหอตกตะลึง จากที่นางพูดเมื่อครู่ชวนให้เขาเข้าใจว่านางอยากอาบน้ำ ค่อยยังชั่วที่น้องสาวผู้นี้ยังไม่ใจกล้าถึงขั้นนั้น แค่ถอดรองเท้าออกแล้วเอาเท้าหย่อนลงไปในน้ำ

นี่เป็นต้นน้ำ หากที่ปลายน้ำมีคนอยากดื่มน้ำขึ้นมาล่ะก็…

เสิ่นชิงชิวได้แต่นึกสวดภาวนาให้กับบรรดาศิษย์ที่อยู่ปลายน้ำแล้ว

นางนำเป็นตัวอย่างเช่นนี้ คนอื่นเลยเอาอย่างบ้าง คนกลุ่มนี้เริ่มหัวเราะหยอกเย้ากันเป็นที่สนุกสนาน

ลั่วปิงเหอเห็นดังนี้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ครั้นจะเข้าไปใกล้ก็ไม่เหมาะ จึงได้แต่กล่าวอยู่ไกลๆ “เล่นนี้ตอนกลางคืนไม่ปลอดภัย ศิษย์น้องทุกคนรีบขึ้นมาจะดีกว่า”

เสิ่นชิงชิวนึกแปลกใจในนิยายดั้งเดิม ลั่วปิงเหอไม่ควรยืนเสียห่างขนาดนี้ซิ เขาไม่น่าจะจำผิดนะ ตอนนั้นเนื่องจากลั่วปิงเหอเป็นห่วง (หรือไม่ก็เป็นความปรารถนาส่วนตัวของไอ้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีที่อยากเขียนเอาใจแฟนๆ) เลยเดินไปที่ธารน้ำ หลังจากนั้นก็เพลินกับฉากที่บรรดาสาวๆเริ่มถอดถุงเท้า แล้วไล่ถอดขึ้นบนมาเรื่อยๆ เอาใจพวกนักอ่านที่ชอบเท้าสาวสวยเต็มที่

ลั่วปิงเหอกล่าวเตือน แต่เสียงหัวเราะสนุกสนานของคนเหล่านั้นไม่วายดังมาถึงทางนี้ “ไม่มีอะไรหรอกน่า ศิษย์พี่ลั่ว ท่านมาเล่นด้วยกันซิ!”

แม้แต่บรรดาเจ้าสำนักที่อยู่หน้าจอผลึกแก้วต่างอึ้งกันไปหมด

ใบหน้าของเสิ่นชิงชิวไม่แสดงความรู้สึก

ลั่วปิงเหอ ทำไมยังไม่เข้าไปอีกล่ะ ขืนยังไม่เข้าไปจะพลาดฉากนี้เอานะ

ฉินหว่านเยวียรู้ว่าน้องสาวตัวเองนิสัยประหลาด จึงขอโทษลั่วปิงเหออย่างเกรงอกเกรงใจ “ศิษย์พี่ลั่ว ขอโทษด้วยนะเจ้าคะ พวกศิษย์น้องข้าเข้าร่วมงานชุมนุมเป็นครั้งแรก…” ท่าทางน่ารักน่าสงสารเสียจริง นางกัดริมฝีปาก คล้ายดั่งตัดสินใจทำสิ่งที่ทรมานใจที่สุด “หากศิษย์พี่ลั่วลำบากใจก็ไม่ต้องสนใจพวกเรา ท่านไปก่อนเลย ไม่เป็นไร…”

ถ้อยคำบวกกับสีหน้าที่เหมือนจะร้องไห้แสดงชัดว่าไม่ได้หมายความตามนั้นจริง ผู้ชายที่มีบรรทัดฐานทางด้านมโนธรรมสูงกว่ามาตรฐาน ได้ยินแล้วย่อมไม่อาจจากไปตามที่นางบอกได้หรอกนะ!”

ลั่วปิงเหอยังไม่ทันได้เอ่ยคำ เสียงหวีดร้องแสบแก้วหูก็ดังมาจากริมธาร เขาหน้าเปลี่ยนสีในฉับพลัน ทิ้งฉินหว่านเยวียที่หน้าซีดไร้สีเลือดไว้ พุ่งกายไปยังธารน้ำทันที ทุกคนที่อยู่หน้าจอแก้วผลึกล้วนตกตะลึงไปตามๆกัน

ลั่วปิงเหอชูกระบี่ขึ้นขวางหน้า ถามเสียงต่ำ “เกิดอะไรขึ้น!”

ศิษย์ห้าหกคนที่เดิมทีเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ตอนนี้กลับหายไปสองคน ซึ่งมีฉินหว่านหรงรวมอยู่ด้วย

เสิ่นชิงชิวแค้นที่เหล็กไม่เป็นเหล็กกล้า* ดูซิ! บอกแล้วไงว่าให้รีบไป แล้วตอนนี้เป็นไงเล่า เมียหายไปคนแล้ว! เห็นไหม!

(แค้นที่เหล็กไม่เป็นเหล็กกล้า หมายถึง ขัดใจที่ลูกหลานไม่ได้ดั่งใจ)

โธ่ แล้วจากนี้ไปฉาก 3P* กับสองศรีพี่น้องสกุลฉินจะทำยังไงล่ะนี่!

(3P หมายถึง มีเพศสัมพันธ์พร้อมกันทีเดียว 3 คน)

นึกไม่ถึงจริงๆ คราวนี้น้องฉินหว่านหรงที่จะเป็นหนึ่งในฮาเร็มของพระเอกกลับรนหาที่ตายให้ตัวเองเสียอย่างนั้น!

ศิษย์คนหนึ่งกรีดร้อง “เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ จู่ๆใต้น้ำแปรเปลี่ยนเป็นสีดำ พวกศิษย์พี่ไม่รู้ถูกตัวอะไรม้วนลงน้ำไปแล้ว!”

ลั่วปิงเหอรีบฉุดคนที่ยังมัวยืนตกตะลึงขึ้นจากน้ำ ตอนที่เขายื่นมือไปดึงคนหลังสุด คนผู้นั้นก็คล้ายกับเท้าลื่น ชั่ววูบก็ล้มลง แล้วจมลงไปในน้ำจนมิดศีรษะ หายลับไปต่อหน้าต่อตาทุกคนชนิดทำอะไรกันไม่ถูก

ขณะเดียวกันไอสีดำในน้ำก็ม้วนตัวยกขึ้นสูงอย่างฉับพลัน เสิ่นชิงชิวมองผ่านจอแก้วผลึก มันคือเส้นสีดำมากมายนับไม่ถ้วน ดูเหมือนผมยาวของผู้หญิง ในเส้นสีดำมีเลือดสีแดงฉานแทรกซึมออกมา จากนั้นก็ถูกสายน้ำเจือจางไป ดูน่ากลัวเสียยิ่งกว่าผมของซาดาโกะซังแห่งเดอะริง* อีก!

(เดอะริง เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นแนวสะเทือนขวัญ ตัวเอกเป็นผีผู้หญิงผมยาวชื่อ ซาดาโกะ)

ที่หน้าจอมีคนหวีดร้องอย่างเสียขวัญ “นางมารเกศาพยาบาท!”

ส่วนในหุบเขาทางตัน ลั่วปิงเหอมองออกอย่างรวดเร็วว่าที่อยู่ในน้ำคือปีศาจอะไร เขาแผ่ปราณกระบี่ลงน้ำ ตะโกนว่า “รีบหนี้ไปให้ไกลจากริมน้ำ มันคือนางมารเกศาพยาบาทแห่งภพมาร!”

ปีศาจที่ดูเหมือนแพผมปื้นมหึมาหมุนวนอยู่ในน้ำครู่หนึ่ง จู่ๆก็ ‘พ่น’ บางสิ่งบางอย่างออกมาจากเส้นสีดำราวกับคนที่กินอิ่มจัดจนเรอ

ศพทั้งสามซึ่งถูกสูบเลือดสูบเนื้อจนเหลือซากร่างที่มีแต่หนังหุ้มกระดูกเปียกโชกนั่นเอง

รูขุมขนบนร่างศพดูใหญ่ผิดธรรมดา นั่นก็เพราะบนผิวหนังยังมีเส้นผมจำนวนมากแทงเข้าไปในรูขุมขน เพื่อดูดดื่มเลือดเนื้อและปราณละเอียดอย่างหิวกระหาย

มันซอกซอนเข้าไปทุกที่ เห็นรูเป็นมุด คือคุณสมบัติน่ากลัวที่สุดของนางมารเกศาพยาบาท

พวกศิษย์ที่อยู่ริมน้ำถูกภาพน่าสะพรึงกลัวนี้ทำจนตกใจเสียขวัญไปแล้ว ในป่าเต็มไปด้วยเสียงหวีดร้องระงม ทุกคนพากันเข้าไปหลบอยู่หลังลั่วปิงเหอ ฉินหว่านเยวียเห็นสภาพการตายอันสยดสยองของน้องสาวตัวเองก็แทบเป็นลมไปเดี๋ยวนั้น

แต่ดีที่นางยังฉลาดไม่ได้เป็นลมล้มพับไป ไม่อย่างนั้นแล้ว ในสภาพที่วุ่นวายโกลาหลแบบนี้ ใครจะมัวมาสนใจแบกนางหนีไปด้วยเล่า!

นางมารเกศาพยาบาทอยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก หลังจากสูบคนสามคนจนแห้งเหือดก็เตรียมคลานขึ้นบกหาเป้าหมายใหม่อย่างอดใจรอไม่ไหว

ลั่วปิงเหอสีหน้าเยียบเย็น ดีดนิ้วทีหนึ่ง เปลวไฟดวงหนึ่งพลันลุกขึ้นที่ปลายนิ้ว เขาใช้พลังทิพย์ยิงลูกไฟพุ่งเข้าใส่นางปีศาจร้าย พอโดนเข้าที่เส้นผมก็ลุกไหม้กลายเป็นลูกไฟขนาดยักษ์ทันที จนมันต้องถอยกรูดลงน้ำ ไม่กล้าขึ้นมาบนบกอีก การเคลื่อนไหวทั้งมวลรวบรัดหมดจด ทรงอานุภาพมหาศาลไม่เหลือช่องโหว่ใดๆ

เสิ่นชิงชิวชูป้ายรัวในใจ ‘ลั่วปิงเหอเอาไปเลยเต็มสิบ!’

ลั่วปิงเหอเก็บไข่มุกประกายราตรีที่ฉินหว่านเยวียลนลานทำตก แล้วชูขึ้นสูงราวกับเป็นตะเกียงดวงหนึ่ง เพื่อช่วยเรียกสติให้ผู้คนสงบใจแล้วตะโกนขึ้นว่า “อย่าได้วิ่งเพ่นพ่าน รวมกลุ่มกันไว้!” จากนั้นล้วงเอาพลุสัญญาณที่ทุกคนได้รับแจกออกมายิงขึ้นฟ้าเพื่อขอความช่วยเหลือ

พลุสัญญาณเป็นอุปกรณ์ขอความช่วยเหลือที่เตรียมเอาไว้ให้บรรดาศิษย์ที่เจอปีศาจที่ไม่สามารถรับมือด้วยตนเองได้ ความจริงสมาพันธ์เซียนไม่มีทางเอาปีศาจที่อันตรายเกินไปมาใส่ไว้แน่นอน หากใช้ไปสามครั้งจะถือเป็นการสละสิทธิ์ในการแข่งขันต่อโดยอัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้งานชุมนุมที่ผ่านมาจึงเอามาใช้ต่อเมื่อจำเป็นจริงๆเท่านั้น โดยทั่วไปแล้วก็ไม่มีใครเอาออกมาใช้ แต่เวลานี้เหนือน่านฟ้าของหุบเขาทางตัน ดอกไม้ไฟดอกแล้วดอกเล่าถูกยิงขึ้นฟ้าอย่างต่อเนื่องจนสว่างไสว อันที่จริงควรเป็นภาพที่สวยงามมาก แต่ในยามนี้ดอกไม้ไฟที่เห็นไม่เพียงไม่เจิดจ้างดงาม แต่ยังส่งผลให้ผู้คนหวาดผวาขวัญเสียไปตามๆกัน

เพราะเมื่อดอกไม้ไฟดอกหนึ่งถูกจุด ย่อมแสดงว่ามีศิษย์ผู้หนึ่งเจอปีศาจที่น่ากลัวเข้าให้แล้ว และกำลังมีภัยถึงชีวิต!

“จอผลึกแก้ว รีบดูที่จอผลึกแก้วเร็วเข้า!”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: