Home Novel Novel Action Scumbag System 34

Scumbag System 34

ตอนที่ 34

กงจู่น้อยกล่าวอย่างสะเทือนอารมณ์ “ลั่วเกอเกอเป็นคนดีปานนั้น ย่อมไม่กล่าวเช่นนี้อยู่แล้ว บาดแผลที่เขาได้รับล้วนเก็บซ่อนในใจ ไม่ว่าใครก็ไม่ยอมให้แตะ ไม่ว่าใครก็ไม่ยอมให้เห็น แต่ท่านเข้าใจว่าเขาไม่พูด ข้าจะมองไม่ออกเชียวหรือ นึกว่าข้าไม่มีตา ไม่มีหัวใจหรืออย่างไร”

อินซะขนาดนี้…เสิ่นชิงชิวขนลุกขนพองไปหมดทั้งตัวแล้ว

นี่มันฉากงานแข่งขันร่ายบทกวีรึเปล่าเนี่ย

เขาไม่รู้เลยว่าควรร้องไห้หรือหัวเราะให้ฟันร่วงดี ขอโทษทีเหอะ คือก็รู้นะว่าการหัวเราะน้องๆหนูๆที่กำลังดื่มด่ำกับความรู้สึกอันลึกซึ้งมันเป็นเรื่องเสียมารยาทอย่างแรง แต่นี่มันน่าอายเกินไปแล้วจริงๆ! เป็นฉากที่น่าอาย!

ฮาเร็มของลั่วปิงเหอที่ใหญ่โตมโหฬารมีบรรยากาศมาคุมาก เรื่องวุ่นวายที่ทำให้เดือดเนื้อร้อนใจไม่ว่าจะรูปแบบไหนล้วนมีหมด มักมากไปจนเคี้ยงไม่ละเอียดก็เป็นเช่นนี้แหละ มีแต่ปริมาณไม่มีคุณภาพ แถมยังเป็นผลงานของเซี่ยงเทียนต่าเฟยจี ไอ้โอตาคุที่ในชีวิตได้แตะมือน้อยๆของหญิงสาวมาไม่กี่ครั้งแต่ดันอยากแต่งนิยายฮาเร็มกับเค้ามั่ง ลั่วปิงเหอเลยต้องรับกรรมไปเต็มๆ สมน้ำหน้าแล้ว ฮ่าๆๆๆ

กงจู่น้อยพลันกล่าวอย่างสงสัย “ทำไมเจ้าทำหน้าแบบนั้น”

เสิ่นชิงชิวรีบเก็บอาการทำหน้าให้นิ่งๆ ล่วงเกินสาวน้อยคนนี้ย่อมมีแต่ผลร้ายไม่มีผลดี จริงดังคาดกงจู่น้อยโมโหเดือดขึ้นมาทันควัน “เมื่อครู่เจ้าหัวเราะเยาะข้าใช่หรือไม่”

กงจู่น้อยเดิมทีหลงรักกงอี๋เซียวที่เป็นเหมยเขียวม้าไม้ไผ่กันมา แต่พอลั่วปิงเหอปรากฎตัวก็ทุ่มเทความรักให้พระเอกจนหมดหัวใจ ช่วยไม่ได้ นับแต่โบราณมา ม้าไม้ไผ่สู้กับสายเลือดของเทวดาตกสวรรค์ เทวดาตกสวรรค์ก็ต้องชนะอย่างไม่ต้องสงสัย พล็อตปันใจเป็นอื่นในนิยายแนวฮาเร็มมีให้เห็นบ่อยจนเป็นเรื่องธรรมดา เพราะในโลกนี้มีแฟนๆสาย NTR อยู่มากมาย ไม่ว่าจะแนว NTR คนอื่น หรือแนวถูกคนอื่น NTR นักอ่านย่อมได้รับความบันเทิงจากพล็อตลักษณะนี้ไปอีกแบบ

คนที่ปันใจเป็นอื่นนั้นมักถามว่าพวกเขาผิดหรือที่ต้องการรักแท้ แต่ยังไงในใจก็รู้สึกผิดอยู่ดี พอเห็นคนอื่นทำหน้าแปลกๆ ก็จะนึกเอาว่าเขากำลังหัวเราะเยาะตน กงจู่น้อยอับอายจนพาลโกรธขึ้นมา สะบัดแส้ใส่เดี๋ยวนั้น

แส้นั้นฟาดมาอย่างแรง แหวกฝ่าอากาศเสียงแหลมสูง เสิ่นชิงชิวแม้ถูกเชือกมัดเซียนมัดไว้ไม่อาจโคจรพลังทิพย์ แต่มือเท้ายังใช้การได้อยู่ เขากลิ้งตัวหลบวูบ แส้จึงฟาดพื้นเฉียดเท้าเขาไปไม่ถึง 3 ฉื่อ

แท่นหินถูกฟาดจนแตกเป็นสะเก็ดปลิวฟุ้ง เสิ่นชิงชิวยันเข่าข้างหนึ่งกับพื้นทรงตัวไว้

ไรวะ ผู้หญิงคนนี้ทำไมต้องเอาแส้เหล็กปลายหนามมาใช้ เล่นแบบนี้ไม่ถูกนะ

ที่ไม่ถูกต้องยิ่งกว่าคือ แส้เหล็กวิเศษของกงจู่น้อยในนิยายดั้งเดิมมันเอาไว้สู้กับศัตรูหัวใจไม่ใช่เรอะ มันเป็นอุปกรณ์สำหรับตบตีกับพวกผู้หญิงด้วยกันเพื่อแย่งผู้ชาย ปกติเอาไว้ฟาดใส่สาวสวยที่ลั่วปิงเหอชายตามองนานหน่อยไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมเอามันมาใช้ฟาดผู้ชายล่ะ แส้เธอมันร้องไห้แล้วนะนี่ เธอได้ยินไหม!

พอได้แล้ว อย่าเอาบทแบบนี้มาให้ฉันได้ม้าย!

กงจู่น้อยฟาดไม่โดน ก็ยิ่งเดือดดาล สบถออกมาคำหนึ่ง ชักแส้กลับไป พื้นที่บริเวณแท่นหินกว้างขวางสักแค่ไหนกัน

เสิ่นชิงชิวถูกมัดอยู่ ต่อให้รวดเร็วกว่านี้ก็เลี่ยงไม่ให้โดนแส้ยาก ทำเอาเสื้อผ้าฉีกขาดไปหลายแห่ง ดีที่ยังไม่บาดเข้าเนื้อ แต่หลบไปหลบมาก็หลบมาจนถึงสุดขอบแท่นหิน ไม่ช้าก็พบว่าถอยไปไหนไม่ได้อีกแล้ว คงต้องฝืนใจรับแส้ไปทีหนึ่ง เสิ่นชิงชิวกัดฟันนิ่ง หลับตารอความเจ็บปวดที่กำลังจะเกิดขึ้น

แต่ผ่านไปนานแล้ว ก็ยังไม่รู้สึกเจ็บผิวเนื้อตรงไหน

เขาลืมตาเดี๋ยวนั้น หัวใจพลันดิ่งวูบ

ลั่วปิงเหอคว้าแส้ไว้ด้วยมือเปล่า ในดวงตาราวกับมีลูกไฟปีศาจสองดวงลุกเรือง ทั้งเย็นเยือกทั้งน่ากลัว

เขาถามทีละคำ น้ำเสียงเย็นเฉียบจับขั้วหัวใจ “เจ้ากำลังทำอะไร”

กงจู่น้อยไม่รู้ว่าเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ตกใจจนสะดุ้งโหยง แต่สิ่งที่ทำให้นางตกใจอย่างแท้จริง คือสีหน้าดุดันเย็นชาบนหน้าเขาที่ไม่เคยเห็นมาก่อนพาให้นางตัวสั่นเทาอย่างอดไม่อยู่

เท่าที่รู้จักกันมา ลั่วปิงเหอมักอ่อนโยน มีท่าทีสบาย พูดจาเอาอกเอาใจคนเก่ง ไหนเลยจะเคยใช้สายตาราวกับฆาตกรฆ่าหั่นศพมองคนแบบนี้

กงจู่น้อยผงะถอยหลังโดยไม่รู้ตัว กล่าวตะกุกตะกัด “ขะ…ข้า…ข้าไปขอป้ายหยกของท่านพ่อมาไต่สวนเขา…”

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างเย็นชา “4 สำนักจะทำการไต่สวนในอีก 1 เดือนให้หลัง”

กงจู่น้อยพลันน้อยอกน้อยใจ กรีดร้องลั่น “เขาทำร้ายศิษย์พี่ศิษย์น้องข้าไปมากมายปานนั้น มิหนำซ้ำยังไม่ดีต่อเจ้า ข้ามาสั่งสอนเขาสักครั้งจะเป็นไรไป”

ลั่วปิงเหอยึดแส้ของนางไว้ มองดูหนามแหลมคมบนตัวแส้ราวกับความว่างเปล่า ทั้งที่ไม่ทันเห็นว่าฝ่ามือออกแรงแต่อย่างใด พอคลายนิ้วทั้งห้าอีกที แส้วิเศษเส้นนั้นก็กลายเป็นเศษเหล็กกองหนึ่งทันที

ลั่วปิงเหอกล่าวเสียงเฉยชา “กลับไป”

กงจู่น้อยเบิกตามองดูของรักของหวงกลายเป็นเศษขยะกองหนึ่งแบบนี้ แล้วกรีดร้องอย่างไม่อยากเชื่อ

นางร้องไห้โฮ ชี้หน้าเสิ่นชิงชิว จากนั้นชี้หน้าลั่วปิงเหอ “จะ…เจ้าทำเช่นนี้กับข้าหรือ ข้าระบายแค้นให้เจ้า เจ้ากลับไม่ยอมให้ข้าแตะต้องเขาหรือ”

ลั่วปิงเหอไม่หือไม่อือ เอาเศษซากแส้ในมือที่เหลือโยนลงทะเลสาบ เสียงโลหะกัดกร่อนดังฉี่ๆ มาเข้าหูไม่หยุด

กงจู่น้อยชมดูจนริมฝีปากสั่นระริก

พริบตานั้น นางพลันรู้สึกว่าสิ่งที่ลั่วปิงเหอปรารถนาจะบีบให้หักเป็นชิ้นๆแล้วโยนลงน้ำคือนางต่างหาก ทั้งไม่ได้ดูเหมือนล้อเล่นเลยสักนิด

กงจู่น้อยเสียใจ ตวาดลั่น “ข้าทำเพื่อเจ้าแท้ๆ!” ตวาดเสร็จก็หมุนกายวิ่งจากไปทั้งน้ำตา

เสิ่นชิงชิวกู่ร้องในใจ เฮ้ย บทมันไม่ถูกนะ ทำไมมันแหม่งๆงี้ล่ะ

ยังไม่ทันจะกู่ร้องเสร็จ สายตาของลั่วปิงเหอก็ย้ายมาจับที่ร่างเขา

เสิ่นชิงชิวหายใจไม่ทั่วท้องไปครู่หนึ่ง ในเวลาเช่นนี้เขายอมโดนกงจู่น้อยเอาแส้โบยสัก 180 ทียังจะดีเสียกว่า อย่างมากก็เจ็งตามเนื้อตามตัว ยังไงก็ดีกว่าอยู่ตามลำพังกับลั่วปิงเหอในห้องที่ปิดมิดชิดเยี่ยงนี้ แบบนี้ไม่ว่าตรงไหนเดี๋ยวต้องเจ็บไปหมดแน่นอน

สองคนจ้องตากันในความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นลั่วปิงเหอก็เดินเข้ามาหนึ่งก้าว

เสิ่นชิงชิวกระถดกายหนีเพื่อคงระยะห่างเอาไว้อย่างเคร่งครัดโดยไม่รู้ตัว

มือของลั่วปิงเหอที่ยื่นออกไปชะงักค้างกลางอากาศอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชักกลับไป

เขาแค่นเสียง “ซือจุนไฉนต้องหวาดระแวงขนาดนี้ หากข้าคิดทำอะไรท่าน ไม่จำเป็นต้องแตะตัวท่านเลยสักนิด”

นี่เป็นความจริง เลือดของมารฟ้าเข้าสู่ท้องแม้เพียงหยดเดียว ก็เหมือนมีระเบิดเวลาลูกหนึ่งฝังอยู่ในร่างกาย อะไรก็เกิดขึ้นได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ขอแค่ลั่วปิงเหอเกิดความคิด กระดิกนิ้วทีเดียวก็สามารถทำให้ลำไส้เขาเน่า เจ็บปวดจนอยากตายไปให้พ้นๆเลยทีเดียว

เสิ่นชิงชิวนั่งในท่าขัดสมาธิ เหลือบตาขึ้นมองลั่วปิงเหอ

1 เดือน

จะอะไรก็ขอให้ประคองผ่านไปให้ได้อีก 1 เดือน หลังจาก 1 เดือนแล้ว ทะเลกว้างใหญ่ท้องฟ้าสูงไกล จะไปไหนก็ได้ เรื่องบ้าบอคอแตกพวกนี้ พ่อก็ไม่สนแล้ว

คนทั้งสองต่างเงียบกันไป เสิ่นชิงชิวขบคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นกล่าวว่า “หากเจ้าต้องการจะทำอะไรข้าก็ไม่ต้องรีบร้อนไป รอจน 4 สำนักตัดสินคดีเสร็จ ชื่อเสียงข้าฟอนเฟะ ไม่เหลือที่ยืนอีกต่อไป ถึงตอนนั้นเจ้าค่อยสะสางบัญชี จะมิใช่ทั้งชอบธรรมและสะใจกว่าหรือ”

คำพูดนี้ของเขาเป็นการพูดตามสิ่งที่อยู่ในใจลั่วปิงเหอในนิยายดั้งเดิมทั้งหมด ว่ากันตามเหตุผลแล้ว น่าจะโดนใจลั่วปิงเหออย่างมากถึงจะถูก แต่กลับเป็นตรงกันข้าม สายตาของลั่วปิงเหอไม่เพียงไม่สดใสขึ้น หากแต่เย็นเยียบยิ่งกว่าเก่า

เขาหรี่ตา “ทำไมซือจุนถึงได้แน่ใจว่า ผลการตัดสินจะออกมาว่ามีความผิด”

เสิ่นชิงชิว “นี่ต้องถามเจ้าแล้ว หรือไม่ใช่”

ลั่วปิงเหอย้อนถาม “ถามข้าหรือ” เขาหัวเราะเสียงเย็น “เป็นข้าอีกจนได้”

เสิ่นชิงชิวพูดไม่ออก

เนื้อเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองจินหลันเป็นส่วนที่เสิรมเพิ่มมา ตามเส้นเวลาของนิยายดั้งเดิมแล้ว เวลานี้ลั่วปิงเหอยังควรที่จะฝึกฝนเก็บเลเวลอยู่ในโลกล่าง ยังไม่ออกมาปรากฏตัว เสิ่นชิงชิงไม่อาจใช้ประโยชน์จากมุมมองของพระเจ้าได้ แต่เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีเคยกล่าวไว้เรื่องหนึ่ง พอลั่วปิงเหออัปเลเวลเสร็จ หลังจากกลับคืนสู่พื้นพิภพ แผนร้ายและการเข่นฆ่าสังหารทั้งหมดล้วนเกี่ยวพันกับเขา คิดอย่างไร ผู้ที่น่าสงสัยมากที่สุดก็คือเขา

ลั่วปิงเหอสีหน้าอึมครึม เอามือไพล่หลังเดินกลับไปกลับมาอยู่ตรงหน้าเสิ่นชิงชิว แต่แล้วจู่ๆก็หันกลับมา ถามเสียงเข้ม “ขอบังอาจถามซือจุน เผ่ามารทั้งหมดในหล้าที่ฆ่าคนวางเพลิง ก่อกรรมทำเข็ญ บาปกรรมเหล่านี้ล้วนเอามาสุมบนหัวข้าหรือ”

เสิ่นชิงชิวเลิกคิ้ว

เห็นเขาไม่ตอบ ลั่วปิงเหอก็ค่อยๆกำหมัด กล่าวต่อ “เมื่อก่อนเคยเชื่อใจข้าถึงขนาดนั้น มาตอนนี้กลับสงสัยไปหมดว่าข้าซ่อนเร้นเจตนาไม่ดี ความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์สำคัญถึงปานนั้นเชียวหรือ จึงสามารถทำให้ท่านเปลี่ยนท่าทีต่อคนผู้หนึ่งได้อย่างสิ้นเชิงเช่นนี้”

เสิ่นชิงชิวอดใจไม่ไหว รวบรวมความกล้า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็มีเรื่องอยากถามเจ้าเหมือนกัน”

ลั่วปิงเหอเบือนหน้ามา “ศิษย์น้อมรอฟัง”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “แฝงตัวอยู่ในวังฮ่วนฮวา เจ้าอาจปฏิเสธว่าไม่มีสิ่งใดอยู่ในใจ เช่นนั้นแท้จริงแล้วเจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่”

ทำไมพระเอกถึงไม่เดินไปตามเนื้อเรื่องเดิมล่ะนี่ ความกดดันที่ได้รับจากเนื้อเรื่องและระบบ คำถามนี้ถ้าไม่ถามออกไปเขาคงนอนตาไม่หลับ

พอได้ยินคำถามนี้ลั่วปิงเหอก็ชะงัก ขยับริมฝีปากเหมือนจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่จนแล้วจนรอดในที่สุดก็ไม่ได้พูดออกมา

เสิ่นชิงชิวนึกประหลาดใจอยู่บ้าง “ตอบไม่ได้หรือ”

ในนิยายดั้งเดิมวาจาของลั่วปิงเหอคล่องแคล่วลื่นไหล คนเดียวก็เอาชะนะได้ทั้งชางฉยงซาน หรือนี่เป็นผลลัพธ์จากการผ่านด่านห้วงอเวจีเร็วเกินไป ไม่ได้ฝึกฝนเก็บเลเวลให้ดี เทคนิคการตีฝีปากเลยฝึกได้ไม่ดีไปด้วย…

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “อย่างไรซือจุนก็ไม่เชื่อข้าอยู่ดี ตอบหรือไม่ตอบ แตกต่างกันตรงไหน”

ในคุกอันมืดสลัว ผิวน้ำกระเพื่อมพรายภายใต้แสงไฟ ใจของเสิ่นชิงชิวดูเหมือนจะสั่นกระเพื่อมตามไปด้วย

เผชิญหน้ากันในความเงียบได้สักพัก จู่ๆลั่วปิงเหอก็กล่าวขึ้น “แต่ข้ามีคำถามหนึ่งที่หวังว่าซือจุนจะตอบอย่างจริงใจ”

เขาเม้มปาก กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงกระด้าง “ข้อเดียวเท่านั้น”

เสิ่นชิงชิวเอ่ย “ว่ามา”

ลั่วปิงเหอสูดลมหายใจเบาๆ

เขากล่าวเสียงแผ่ว “ท่านเคยนึกเสียใจหรือไม่”

เสิ่นชิงชิวนิ่งเงียบไม่ตอบคำ กลอกตามองลั่วปิงเหอจากศีรษะจรดปลายเท้าตลบหนึ่ง

คำว่า ‘เคยนึกเสียใจ’ นี้ เอาแบบเต็ม ไม่ย่อ ควรต้องถามว่า ‘ที่ถีบลั่วปิงเหอลงไปในห้วงอเวจี เขาเคยนึกเสียใจหรือไม่’

เหลวไหล เขาต้องเสียใจอยู่แล้วซิ เสียใจจะตายอยู่แล้ว แต่ความหมายที่แฝงอยู่ในคำถามนี้ของลั่วปิงเหอมันคืออะไรกัน

ขณะที่เสิ่นชิงชิวกำลังขมับเต้นตุบๆนั่นเอง เบื้องหน้าพลันมีหน้าต่างข้อความใหญ่ยักษ์เด้งออกมา

ระบบ [โปรดเลือกคำตอบจากตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[A : เสียใจ เหวยซือเสียใจแต่แรกแล้ว สองสามปีมานี้ไม่ว่าเวลาไหนก็คิดตลอดว่านึกเสียใจก็สายไปแล้ว]

[B : (หัวเราะหยัน) เห็นสภาพเจ้าในยามนี้ก็รู้ว่าไม่จำเป็นจะต้องนึกเสียใจเลย]

[C : เงียบต่อไป]

จะไปตายที่ไหนก็ไปเลย

พออัปเกรดมาแล้วกลายเป็นแบบนี้เหรอ

แล้วไอ้ประโยคในวงเล็บนั่นใส่มาทำบ้าอะไร แม้แต่น้ำเสียงกับสีหน้าก็กำหนดมาให้เสร็จสรรพ นี่แกคิดว่าเล่น GalGame* อยู่เรอะ

(Gal Game เป็นวิดีโอเกมจากญี่ปุ่น หรือบางครั้งเรียกเกมจีบสาว เนื่องจากเป็นเกมที่ผู้เล่นจะได้ผจญภัยและมีปฏิสัมพันธ์รูปแบบต่างๆกับตัวละครหญิงในเกม โดยเลือกไดอะล็อคคำพูดและท่าทางต่างๆจากตัวเลือกที่เกมมีให้)

แบบนี้เอาเวอร์ชั่นเดิมก่อนอัปเกรดยังดีกว่าอีก รีบ Install เวอร์ชั่น 1.0 กลับคืนอย่างไวเลย จะขอบใจมาก

หน้าผากเสิ่นชิงชิวเต็บไปด้วยขีดดำเรียงแถวกัน “ข้อ A ก็เฟคเกินไป ถ้าผมเป็นลั่วปิงเหอ ผมก็ไม่เชื่อหรอก แถมยังจะอ้วกด้วย ข้อ B นี่มาได้ไง คุณไม่พอใจที่คราวก่อนเขาไม่บีบคอผมตายใช่ไหม”

ระบบ [โปรดเลือก]

เสิ่นชิงชิว “ข้อ Cๆๆๆ!”

ระบบ [ค่าความบึกซึ้งด้านปรัชญาของภาพลักษณ์เพิ่มขึ้น 10 คะแนน]

เสิ่นชิงชิวถาม “ใครบอกผมได้บ้างว่าไอ้ค่าความลึกซึ้งด้านปรัชญามันวัดจากอะไร”

เขาจึงสายตาไม่วอกแวก คงความเงียบเอาไว้

ลั่วปิงเหอรอ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ มือที่กำเป็นหมัดแน่นค่อยๆคลายออก กล่าวเยาะตัวเอง “ทั้งๆที่รู้คำตอบ กลับยังจะถามคำถามนี้กับซือจุน ข้าก็โง่เง่าพอแล้ว”

หากไม่รู้อยู่ก่อนว่าลั่วปิงเหอคือแหล่งพลังงานทั้งหมดของโลกใบนี้ เสิ่นชิงชิวจะต้องนึกสงสัยว่าเขาถูกสวมร่างมาแน่

และหากมิใช่เพราะมุมมองของพระเจ้าเลยรู้เรื่องราวทั้งหมด เสิ่นชิงชิวจะต้องนึกสงสัยแน่ว่าลั่วปิงเหออาจกำลังเศร้าเสียใจอยู่จริงๆ

พูดไปก็เปลืองน้ำลายเปล่า เสิ่นชิงชิวหลับตา นั่งขัดสมาธิไปอย่างเงียบเชียบ

อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง ลั่วปิงเหอก็แค่นเสียงเบาๆอีกครั้ง “ซือจุนมักสงวนวาจา แต่เมื่อก่อนยังพูดกับข้ามากกว่านี้ พอมาตอนนี้กลับไม่ยอมพูดอะไรแล้ว”

เว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงก็เปลี่ยนกะทันหัน ยิ้มอย่างชั่วร้าย “แต่ไม่เป็นไร ข้าย่อมมีวิธีทำให้ท่านเปิดปากเอง”

ประโยคสุดท้ายเพิ่งจะพูดเสร็จ เสิ่นชิงชิวก็ตาเบิกโพลง

ในส่วนลึกที่สุดของท้องน้อยพลันเจ็บแปลบเป็นระลอก

พูดก็ไม่พอใจ ไม่พูดก็ไม่พอใจ นายจะทำแบบนี้ทำไม ฉันไม่รู้เรื่องอะไรด้วยซะหน่อย

หลังจากนั้นไม่นานความเจ็บแปลบหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังไต่มาตามเส้นเลือด

โลหิตมารฟ้ากบดานอยู่ในร่างมาหลายวัน ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของร่างกาฝากได้แล้ว เวลานี้ได้รับคำสั่งกระตุ้นจากผู้เป็นนายตัวจริง แข็งตัวแปรสภาพเป็นหนอน เริ่มหยั่งเชิงไปตามอวัยวะทั่วร่างกาย

ลั่วปิงเหอกล่าวไปทีละคำอย่างไม่รีบไม่ร้อน “ม้าม ไต หัวใจ ปอด”

เขาเอ่ยชื่อตำแหน่งใดมา ตำแหน่งนั้นจะเกิดอาการเจ็บคันขึ้น ทั้งคันทั้งเจ็บ เหมือนถูกฟันเล็กขบย้ำถี่ๆ ควบคู่ไปกับความรู้สึกแสบร้อนอยู่ในที

แม้ไม่เจ็บขนาดจะขาดใจ แต่แค่นี้ก็เหลือจะพอแล้ว

เสิ่นชิงชิวนั่งไม่ไหว จำต้องลงไปนอนกับพื้นอย่างห้ามไม่อยู่ พยายามฝืนไม่ขดตัวเป็นก้อนกลม เหงื่อเย็นไหลลงมารวมกันเป็นกระจุกอยู่ที่คาง

ท่าทางของลั่วปิงเหอในที่สุดก็ตรงกับคาแลคเตอร์สักที

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: