Home Novel Novel Action Scumbag System 35

Scumbag System 35

ตอนที่ 35

แต่ตอนนี้กลายเป็นเขาที่อาการแย่ ปวดท้องสุดๆหรือที่สาวๆปวดประจำเดือนมันเป็นแบบนี้นี่เอง

ลั่วปิงเหอกล่าวเสียงนุ่ม “ซือจุน ท่านอยากให้กัดตรงไหนหรือไม่”

ตรงไหนก็ไม่อยากทั้งนั้นแหละ

ที่แม้มันยังไม่กัดหรือนี่ แล้วถ้ามันกัดจะเป็นความรู้สึกแบบไหน

เสิ่นชิงชิวตบเรียกระบบป้าบหนึ่ง “ช่วยหาวิธีหน่อยได้ไหม จะดีจะชั่วผมก็ถือว่าเป็นลูกค้าคุณนะ”

ระบบ [ต้องการเปิดใช้งานไอเทมสำคัญ : จี้กวนอิมหยกปลอมหรือไม่ โปรดทราบ ไอเทมนี้จำกัดการใช้งานได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น]

เสิ่นชิงชิว “ตอนนี้ค่าความโกรธของลั่วปิงเหอเป็นเท่าไหร่”

ระบบ [30 คะแนน]

เสิ่นชิงชิว “ทำไมต่ำขนาดนี้เนี่ย แน่ใจหรือว่าไม่ได้คำนวณพลาด นี่มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์เลยนะ”

เอาไอเทมชั้นเทพที่สามารถสลายความโกรธได้ 5,000 คะแนนมาใช้กับ 30 คะแนน ไม่เอาเด็ดขาด

เสิ่นชิงชิว “ยังมีตัวเลือกอื่นไหม ตัวเลือกอันดับรองลงมาที่ยูสเซอร์วงในชื่นชมคืออะไร

ระบบ [ต้องการเปิดใช้งานตัวสร้างสถานการณ์หรือไม่]

ชื่อนี้ฟังแล้วเหมือนไม่ค่อยมีระดับเท่าไหร่ แต่ในเมื่อเป็นตัวเลือกอันดับ 2 ก็เอาแหละ เสิ่นชิงชิวกดเลือกอย่างไม่ลังเล

ลั่วปิงเหอหัวเราะหยัน “ไม่อยากมองข้า ทั้งไม่อยากพูดกับข้าก็แสดงว่ารังเกียจว่าข้าสกปรกหรือ” กล่าวพลาวเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ลั่วปิงเหอแค่นเสียง “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ไม่มีทางยอมให้ท่านได้สมใจหรอก” ว่าแล้วก็ยื่นมือมาจะกระชากไหล่เสิ่นชิงชิว

เห็นเขาขยับ เสิ่นชิงชิวก็หดกายหนีตามสัญชาตญาณ ลั่วปิงเหอคว้าพลาด เพียงกระชากผ้าขาดติดมือไปชิ้นหนึ่ง

เดิมทีเสื้อนอกตัวนี้ก็ถูกแส้ของกงจู่น้อยฟาดจนเปื่อยขาดเป็นริ้วๆอยู่ก่อนแล้ว พอดึงนิดเดียวก็หลุดออกมาจากไหล่เป็นแถบ

คนทั้งคู่คาดไม่ถึงกับการเปลี่ยนแปลงนี้ ต่างตกตะลึงตัวแข็งอยู่กับที่ไปทั้งคู่

เสิ่นชิงชิวเพิ่งถูกน้ำเย็นสาดหน้า ถึงตอนนี้เสื้อผ้าเส้นผมเปียกลู่แนบติดกับผิวขาวๆโดยมีเชือกมัดเซียนเส้นเล็กราวกับด้ายแดงพันมัดทั่วร่าง แม้สีหน้าจะเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงจนไม่อาจตื่นตะลึงไปได้มากกว่านี้ แต่พอมองทั้งตัวแล้วก็ยังคง…ดูไม่เรียบร้อย…อย่างมาก

ลั่วปิงเหอเบิกตาค้างไปเลย

ตะลึงอยู่ชั่วขณะก็พลันเรียกสติคืนกลับมาได้ ราวกับถูกเหล็กตีตราร้อนๆนาบ เขาสะบัดมือหมุนกายทันที

การหมุนตัวออกห่างของลั่วปิงเหอ ทำให้หนอนกู่โลหิตที่เดิมทีดิ้นยุกยิกอยู่ในร่างเหมือนจะได้รับความตกใจไปด้วย พากันสลายตัว อาการเลือดลมติดขัดเมื่อครู่หายหมดสิ้นทันที

เสิ่นชิงชิวหอบหายใจ แอบน้ำตาไหลพราก ป้าใหญ่* ไปซะที

(ป้าใหญ่มา คือ คำสแลงของคำว่าประจำเดือนมา เสิ่นชิงชิวจึงเล่นคำ ป้าใหญ่ไป แปลว่า ประจำเดือนหมดแล้ว)

ตกลงไอ้ ‘ตัวสร้างสถานการณ์’ ที่ว่า มันทำงานยังไงของมันนี่ ทำให้เขาเสื้อผ้าขาดกระจุยเนี่ยนะ แบบนี้เรียกว่า ‘ตัวทำเสื้อขาด’ ไปเลยไม่ดีกว่าเรอะ อาศัยหลักการพื้นฐานอะไรของมัน อาศัยหลักการว่าพอลั่วปิงเหอเห็นผู้ชายเกือบเปลือยจะเกิดปฏิกิริยารังเกียจงั้นเรอะ

ลั่วปิงเหอยืนตัวแข็งหันหลังให้เขาอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนไม่รู้จะเอามือเท้าไปวางไว้ที่ไหน แต่แล้วก็โยนเสื้อตัวนอกเหวี่ยงมาข้างหลัง

เสื้อตัวนอกร่วงโปะลงมาใส่หน้าเสิ่นชิงชิวเต็มๆ

เสิ่นชิงชิง “…”

ทำแบบนี้หมายความว่าไง

ฉากนี้ ท่าทางนี้ ทำไมถึงได้ทำให้รู้สึกอึดอัดขัดใจอย่างบอกไม่ถูกก็ไม่รู้ มันทำให้เขาอดนึกไปถึงฉากวาบหวิวตามสูตรไม่ได้ ‘หลังจากช่วยหญิงสาวให้รอดพ้นจากการถูกย่ำยีมาได้ ชายหนุ่มก็ถอดเสื้อของตัวเองให้เธอคลุมกายเพื่อคลายหนาว’

เสิ่นชิงชิวขนลุกเกลียว พอขยับแขนเลยทำให้เสื้อตัวนอกสีดำไถลหลุดจากไหล่

เสื้อตัวนอกสีดำเนื้อนุ่มร่วงลงพื้น เส้นสีเงินยวงที่ปักแทรกในเนื้อผ้าอย่างประณีตสะท้อนแสงวาบ

ลั่วปิงเหอได้ยินเสียงสวบสาบ จึงหันมาก็เห็นเสื้อนอกกองอยู่ที่พื้น ส่วนเสิ่นชิงชิวกำลังเขี่ยๆมันมาทางนี้อย่างระแวง

ความจริงเสิ่นชิงชิวกำลังครุ่นคิดว่าต้องพับเสื้อให้ลั่วปิงเหอไหม ใครจะไปนึกว่ายังไม่ทันลงมือทำ พอเงยหน้าขึ้นลั่วปิงเหอก็หันกายมาแล้ว แสงไฟในดวงตาลุกเรืองเจิดจ้า ดูท่าความโกรธจะเพิ่มขึ้นแล้ว เอ็นเขียวๆบนหลังมือปูดโปน นิ้วเหยียดแล้วงอสองสามครั้ง ฟาดออกไปสองสามทีอย่างจะระบายความโกรธ

การฟาดออกมาสองสามทีนี้ความจริงเป็นคอมโบชุดเดียว ไม่ได้มีเป้าหมายไปที่ใครทั้งนั้น เขาฟาดไปที่ผิวน้ำ ทำเอาน้ำแตกกระจายตูมใหญ่บานกระเซ็นไปไกล และยังฟาดไปที่ผนังถ้ำทีหนึ่งจนระเบิดออกเป็นรูเบ้อเริ่มเศษหินร่วงกราว คบไฟที่ปักอยู่ตามผนังได้รับความกระทบกระเทือน ร่วงลงทะลสาบแต่ไม่ดับ กลับยังคงลอยตัวลุกโชนต่อบนผิวน้ำ แสงไฟอาบจับใบหน้าของลั่วปิงเหอเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง ไอปีศาจพวยพุ่ง

เขาชักมือกลับ “เกือบลืมไป ของที่ผ่านมือเผ่ามาร ซือจุนย่อมรังเกียจ”

พระเอกผู้ยิ่งใหญ่ดันแสดงอาการโมโหแบบไม่มีเหตุผล โดยไม่ห่วงภาพลักษณ์แถวนี้เนี่ยนะ แบบนี้ต่างอะไรกับเด็กเอาแต่ใจที่โมโหก็เตะทำลายกองของเล่นล่ะ หมดท่าหมดราคา

ผนังถ้ำดีๆถูกฟาดจนเป็นหลุมเป็นบ่อ ลั่วปิงเหอระบายอารมณ์เป็นที่พอใจ เขาหมุนกายกลับมา

เสิ่นชิงชิวยังคงอยู่ในท่าสังเกตการณ์อยู่ข้างๆอย่างไม่มีอะไรจะทำ เส้นเอ็นเขียวบนขมับของลั่วปิงเหอเหมือนจะเต้นกระตุกสองสามครั้ง เขากัดฟันกรอด “ข้าจะคอยดูให้เห็นกับตา อีก 1 เดือนชื่อเสียงท่านจะป่นปี้อย่างไร”

กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อจากไปทันที ตอนจะออกจากปากถ้ำเขาฟาดกลไกที่ผนังอย่างแรง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ม่านน้ำไหลลงมาพลั่งๆ

เสิ่นชิงชิวนั่งอยู่ที่เดิม แหงนหน้ามองเหม่อ ยังงงอยู่เลย ตนตกต่ำจนกลายมาเป็นักโทษในกำมือเขาแล้ว งั้นเพลิงโทสะนี้ยังมาจากไหนอีกล่ะ

ลมในทะเลสาบพัดซู่ซ่าเย็นยะเยือก เสื้อผ้าก็เปียกแนบเนื้อ ทำเอาเสิ่นชิงชิวหนาวจนตัวแข็งปากสั่น

เสื้อของลั่วปิงเหอยังคงกองอยู่กับพื้นด้านข้าง

เสิ่นชิงชิวพลันนึกขึ้นได้ อันที่จริงลั่วปิงเหอสมัยฝึกวิชาอยู่ที่ชิงจิ้งเฟิงไม่เคยมีช่วงที่โมโหร้าย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องอารมณ์เสียของขึ้นง่ายเหมือนอย่างตอนนี้ แต่ตอนที่เขาสะบัดแขนเสื้อก่อนจากไปด้วยอาการโกรธเกรี้ยวนั้นกลับทำให้เสิ่นชิงชิวเห็นเงาของลูกแกะน้อยแสนงอนในอดีตขึ้นมานิดๆ

นึกแล้วก็กลับมาหนาวกายต่อ อยากจะจาม เสิ่นชิงชิวเลยได้แต่เอานิ้วคีบเสื้อสีดำตัวนั้นมาคลุมร่างอย่างอิดออด

ทำไงได้ ไม่ใช่ว่าเมื่อกี้เขาปากว่าตาขยิบหรอกนะ เพียงแต่ต่อหน้าลั่วปิงเหอ มันทำอะไรอย่างนั้นไม่ได้จริงๆต่างหาก

ในนิยายดั้งเดิม ทุกครั้งที่ปั้บๆๆ เสร็จ ที่ลั่วปิงเหอเอาเสื้อคลุมร่างให้สาวๆ ก็เสื้อตัวนี้ไม่ใช่เหรอ

อยู่ต่อหน้าพระเอก จะให้เขารับเสื้อมาสวมได้ไงล่ะ

……………………………..

เสิ่นชิงชิวพบว่า ขอเพียงเขาคิดจะนั่งสมาธิหรือเข้าฌานสักหน่อย ก็มักมีปัจจัยรบกวนจากภายนอกสารพัด เช่น คราวก่อนในถ้ำหลิงซี หรืออย่างคราวนี้ในคุกน้ำก็ด้วย

ทางเดินหินยกตัวขึ้น ม่านน้ำหยุดไหล

กงอี๋เซียวเดินมาตามทางเดินหินอย่างรีบร้อน แต่พอเห็นเสิ่นชิงชิวก็เท้าลื่นก้าวพลาดทีหนึ่ง เขากล่าวตะกุกตะกัก “ผะ…ผะ…ผู้อาวุโสเสิ่น ท่าน…”

เสิ่นชิงชิวอดแปลกใจไม่ได้ “ข้าทำไมรึ”

กงอี๋เซียวตีหน้าไม่ถูก เหมือนไม่รู้ว่าควรหมุนตัววิ่งหนีดีไหม เขาลังเลหยุดอยู่ด้านนอกแท่นหิน ไม่ยอมเดินต่อ

เสิ่นชิงชิวก้มมองตามสายตาของเขา

กงอี๋เซียงกล่าวอย่างลังเล “เสื้อตัวนั้นดูเหมือนจะ…”

เสิ่นชิงชิวตอบ “แค่กๆ ก็เสื้อลั่วปิงเหอน่ะแหละ”

กงอี๋เซียวเพิ่งจะตั้งตัวได้ รีบกระแอมบ้างทีหนึ่ง “ผู้อาวุโสเสิ่น 2 วันมานี้เป็นอย่างไรบ้างขอรับ”

เสิ่นชิงชิวตอบ “ไม่เลว”

แต่อย่าให้ป๊อปปูล่าห์ไปมากกว่านี้เลย ใน 2 วันมีคนมาเยี่ยมถึง 3 คน ห้องเดี่ยวแบบเดอลุกซ์ที่ใช้เป็นห้องขังเขาชั่วคราวนี้ จะต้องป๊อปปูล่าร์ที่สุดนับแต่มีการสร้างคุกน้ำแห่งนี้มาเป็นแน่

กงอี๋เซียวกล่าวว่า “ได้ยินว่าเมื่อวานศิษย์พี่ลั่ว…ตอนออกไปโมโหหนักมาก ผู้เยาว์ยังห่วงอยู่เลยว่าเขาจะทำอะไรผู้อาวุโสเสิ่นหรือไม่…” ปากพูดไป ส่วนสายตาเหลือบมองเสื้อตัวนอกนั้นอย่างอดไม่ได้

เสิ่นชิงชิวถูกเขาจ้องเสียจนทนไม่ไหว ต้องรวบอกเสื้อให้กระชับขึ้นไปอีก

เขาจะทำอะไรได้เล่า ก็แค่ฟาดถ้ำพังไปครึ่งหนึ่งด้วยความโมโหเท่านั้นแหละ ว่าแต่สายตาที่มองแบบนี้น่ะ มันหมายความว่าไง!

เสิ่นชิงชิวกล่าวต่อ “ลั่วปิงเหออยู่ในวังฮ่วนฮวาเหมือนปลาได้น้ำโดยแท้”

กงอี๋เซียวหัวเราะฝึดๆ “ไม่เพียงเท่านั้น ศิษย์พี่ลั่วพลังทิพย์แข็งแกร่ง จัดการเรื่องราวได้รวดเร็วเฉียบขาด ผู้อื่นได้แต่ถูกเขาทิ้งห่างอย่างไม่เห็นฝุ่น ไม่แปลกที่ซือจุนจะให้ความสำคัญต่อเขาปานนี้ หากมิใช่เพราะเขายืนกรานไม่ขอทำพิธีกราบอาจารย์ เกรงว่าตำแหน่งหัวหน้าศิษย์ในวันนี้คงไม่ตกมาถึงข้าเป็นแน่”

เสิ่นชิงชิวมองเขาด้วยแววตาแฝงความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง

กงอี๋เซียวเก็บงำสีหน้าให้เรียบร้อย “ผู้เยาว์มาคราวนี้ เพราะมีเรื่องสำคัญ เมื่อเช้าเจ้ายอดเขาซั่งมาขอป้ายผ่านทางจากอาจารย์ แต่ถูกบ่ายเบี่ยง ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะอนุมัติ เขาดูจะมีธุระด่วน จึงให้ผู้เยาว์นำจดหมายมาส่ง” ว่าพลางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ

จดหมายบ้าบอคอแตกอะไรของมัน

แค่พับมาง่ายๆอย่างขอไปที กระทั้งจะเอาครั่งประทับลงคาถาผนึกก็ไม่ทำ

ไอ้ซั่งชิงหัว ไอ้คนฉลาด!

กงอี๋เซียวพูดว่า “ผู้อาวุโสโปรดวางใจ จดหมายนี้ข้าอ่านแล้ว”

แบบนั้นยังจะวางใจบ้านเอ็งซิ!

กงอี๋เซียวกล่าวต่อ “แต่ไม่เข้าใจ”

เสิ่นชิงชิวแอบโล่งอก เออก็ได้ ดูท่าเขาจะด่าผิดไป ซั่งชิงหัวก็ไม่ได้หละหลวมขนาดนั้น ที่เขียนในจดหมายน่าจะเป็นรหัสลับ ต่อให้ถูกคนแอบเปิดอ่านเพื่อเซ็นเซอร์ก็ไม่กลัว

เสิ่นชิงชิวใช้สองนิ้วสะบัดจดหมายออกอ่าน กวาดตาดูรอบหนึ่งก็หน้าเขียวคล้ำ อ่านแถวที่สองจบก็หน้าซีด สารพัดสีตัดกันเป็นดอกไม้บานอยู่บนหน้าอย่างครึกครื้น

เสิ่นชิงชิว “…”

จดหมายนี่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ

ซ้ำยังเขียนเป็น Chinglish* แบบอุบาทว์ๆ แต่ไวยากรณ์แบบจีนแท้ๆ

(Chinglish คือ ภาษาอังกฤษแบบจีน ที่เขียนผิดๆมั่วๆ)

คำไหนที่เขียนไม่เป็นจะใช้พินอิน* แทน

(พินอิน คือ การใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษกำกับการออกเสียง แบบเดียวกับภาษาคาราโอเกะ)

ไอ้คุณเซี่ยงเทียนต่าเฟยจี นายก็ไม่ได้คิดเลยนะ หากฉันอ่านภาษาอังกฤษไม่ได้เรื่องของนายไม่เข้าใจจะทำยังไง

หลังจากมั่วๆเดาๆความหมายโดยคร่าว เสิ่นชิงชิวก็โคจรกำลังภายในที่มือทำลายกระดาษเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษกระดาษโปรดปรายราวกับหิมะเดือนหก เช่นเดียวกับความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงในจิตใจเขาเวลานี้

ที่แท้เขาดูถูกไอ้คุณเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีเกินไปจริงๆ

‘ถึงคุณเจวี๋ยซื่อหวงกวา

จัดการเรียบร้อย เตรียมการพร้อมแล้ว สถานที่ไม่เปลี่ยน แต่ด้านเวลามีเหตุไม่คาดฝันเล็กน้อย เพื่อให้หญ้าน้ำค้างแก่นสุริยันจันทราโตทันใช้ผมเลยใช้ของมาเร่งให้มันโต แต่ไม่ระวังใช้เยอะไป ตอนนี้มันเลยโตได้ที่จนไม่อาจได้ที่ไปกว่านี้แล้ว อย่างมากสุดไม่เกิดอาทิตย์เดียวก็จะเน่า จึงหวังว่าคุณจะออกมาจากคุกน้ำวังฮ่วนฮวาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ วางใจได้ แค่ใช้ของที่คล้ายๆปุ๋ยวิทยาศาสตร์นิดหน่อย เอามาใช้ได้ไม่มีปัญหา คิดว่านะ’

ไอ้ที่ว่าเชื่อถือได้นี่ ชีวิตของไอ้คนๆนี้มันเคยมีของพรรค์นั้นด้วยรึ!

พืชบริสุทธิ์ปลอดสารพิษแบบนั้น ดันกล้าใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์มาเร่งให้โต เร่งให้โตเนี่ยนะ! ที่รับประกันแบบ ‘เอามาใช้ได้ไม่น่ามีปัญหา’ มันก็ครือๆกับความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตนมผงเด็กหัวตัว* นั่นแหละ

(ผู้ผลิตนมผงที่เด็กกินแล้วหัวโต อ้างถึงเหตุการณ์ที่เกิดในปี 2003 ที่พบเด็กเป็นโรคหัวโตในจีน จากการบริโภคนมผงปลอม)

กงอี๋เซียงมองไปรอบตัว “ผู้อาวุโส ท่านอ่านจบแล้วหรือยังขอรับ หากอ่านจบแล้วโปรดเอาจดหมายหย่อนลงในทะเลสาบเพื่อทำลายทิ้งด้วยขอรับ ความจริงเมื่อวานศิษย์พี่ลั่วมีคำสั่ง นอกจากตัวเขาแล้ว ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อนุญาตให้เข้ามา ผู้เยาว์ต้องรีบไปแล้ว เพื่อมิให้เรื่องยุ่งยากไปกว่านี้”

เสิ่นชิงชิวคว้าตัวกงอี๋เซียวไว้ทันที “ช่วยข้าหน่อย”

กงอี๋เซียวกล่าว “ผู้อาวุโสเชิญกล่าว ขอเพียงข้า…”

เสิ่นชิงชิวไม่รอให้เขาพูดว่า ‘ทำได้จะทำสุดความสามารถ’ ออกมา กล่าวออกไปตามตรง “ปล่อยข้าออกไป”

“…” กงอี๋เซียวกล่าวอย่างลำบากใจ “ผู้อาวุโส…เรื่องนี้ทำไม่ได้จริงๆ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวเสียงขรึม “ข้ามีความจำเป็นต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้ หาใช่คิดหนีจากการไต่สวนของ 4 สำนัก หลังจากจัดการธุระแล้ว ข้าจะกลับมาที่คุกน้ำเองเพื่อรับผลการลงโทษ หากเจ้าไม่เชื่อ เรามากรีดเลือดสาบานกันก็ได้”

กรีดเลือดสาบานเป็นสิ่งที่ไม่อาจกลับคำได้ แต่ในความเป็นจริง หลังจากจัดการธุระแล้ว เสิ่นชิงชิวจะกลับมาที่วังฮ่วนฮวาหรือไม่ก็ไม่สำคัญแล้ว ดังนั้นไอ้ที่พูดไปเนี่ยเขากำลังเล่นเล่ห์น่ะแหละ

กงอี๋เซียวกระอักกระอ่วน “ข้าย่อมเชื่อใจผู้อาวุโส แต่ผู้อาวุโสมิใช่เป็นฝ่ายขอเข้ามาอยู่ในคุกน้ำเองหรอกหรือ ตกลงว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เรื่องสำคัญถึงกับต้องออกไปจากคุกน้ำให้ได้ หากว่าผู้อาวุโสเสิ่นยอมบอกกล่าว ข้าอาจจำไปแจ้งเจ้าสำนักทุกท่านและผู้อาวุโสที่จะร่วมกันพิจารณาดคีท่าน…”

เสิ่นชิงชิวคิดอีกที กงอี๋เซียวเป็นศิษย์ของวังฮ่วนฮวา ลอบปล่อยนักโทษหลบหนี้ โทษนี้จะตกไปอยู่ที่ใครล่ะ มิใช่โทษเล็กๆเลย หนุ่มน้อยคนนี้ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ทำร้ายเขาเช่นนี้ดูไม่เข้าทีจริงๆ เวลาที่กำหนดคือ 7 วัน โอกาสยังมี

เขาจึงแก้ไขคำพูดเสียใหม่ “งั้นก็อย่าเลย อย่างไรเสียก็มิใช่เรื่องใหญ่โตอะไร” กล่าวพลางพยายามกอบเศษกระดาษบนพื้นไปโปรยลงในทะเลสาบ เพื่อเป็นการทำลายหลักฐาน

เพราะถูกเชือกมัดเซียนพัดรัดเกือบทั้งตัว เคลื่อนไหวไม่สะดวก ขยับตัวได้ไม่เท่าไหร่ เสื้อชุดดำก็หลุดจากร่าง

กงอี๋เซียวเดิมทีก้มตัวจะมาช่วย แต่พอเห็นเสื้อชุดดำที่พื้นก็เงยหน้าขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ แขนขาพลันแข็งทื่อไปทันที

เสิ่นชิงชิว “…?”

เสื้อขาวตัวในตรงไหล่ขาดหายไปแถบหนึ่ง มองทีเดียวก็รู้ว่าถูกคนใช้มือเปล่าฉีกกระชาก นอกจากนี้ยังมีรอยขาดเป็นหย่อมๆดูเหมือนจะเป็นรอยแส้โบย ตามผิวเนื้อขาวที่โผล่พ้นเสื้อออกมา มีแผลถลอกเป็นรอยแดงไม่น้อย มองให้ละเอียด ที่คอก็ดูเหมือนจะมีรอยช้ำจางๆที่ยังไม่หายดีด้วย

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: