ตอนที่ 344 พังทลาย
สมองฉินมู่ปั่นป่วนไปหมด และความคิดสับสนทุกๆ อย่างก็ระดมกันเข้ามาในหัวของเขา ทําให้ยิ่งวุ่นวาย แม้แต่หูของเขาก็ได้ยินเสียงหวี่อึง
สิ่งที่ผู้สันโดษชิงโยวเผยออกมานั้นน่าตระหนกตกใจจนเกินไป เหลือเชื่อจนเกินไป!
นครหยกน้อย ลัทธินักบุญสวรรค์ และโถงแห่งกษัตริย์มนุษย์ กลับมาจากแหล่งเดียวกัน และยุคสมัยเดียวกัน พวกมันถูกสร้าง ขึ้นมาโดยผู้คนที่เดินออกมาจากสถานที่เดียวกัน ไม่เพียงแค่นั้น
แดนศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 ยังเป็นชิ้นส่วนแตกหักของสถานที่เดียวกัน อีกด้วย!
ฉินมู่หันไปมองผู้ใหญ่บ้าน ผู้ซึ่งมีสีหน้าเป็นปกติ ไม่มีความหวั่นไหวสะทกสะท้าน ราวกับว่าถ้อยคําสะเทือนโลกของผู้สันโดษ ชิงโยวไม่เพียงพอที่จะเขย่าใจเขา
หรือที่เป็นไปได้มากกว่า เขาน่าจะรู้ถึงความเชื่อมโยงระหว่าง 3 แดนศักดิ์สิทธิ์มาก่อนแล้ว ดังนั้นคําพูดดังกล่าวจึงไม่มีอะไรน่า แตกตื่นสําหรับเขา
ในทางกลับกัน ยูไลเฒ่า เจ้าสํานักเต๋าเฒ่า ล้วนแต่แตกตื่น เห็นได้ชัดว่าอดีตประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 2 นี้ไม่รู้สายสนกลในความเป็นมาของ 2 แดนศักดิ์สิทธิ์จริงๆ แล้วดึกดําบรรพ์กว่า แต่มิใช่ว่าจะบันทึกประวัติศาสตร์ไว้ทั้งหมด
ผู้สันโดษชิงโยวถอนสายตาออกไปจากผู้ใหญ่บ้าน เขาแย้ม ยิ้มและใบหน้าก็มีวี่แววของความประหลาดใจ “ดูท่ากษัตริย์มนุษย์ เฒ่าจะไม่ได้จะไม่ได้บอกเล่าข้อมูลเบื้องหลังให้เจ้าฟัง และเจ้าก็ยัง
ไม่เคยไปยังโถงแห่งกษัตริย์มนุษย์ กษัตริย์มนุษย์เยาว์เอ๋ย ท่านควร ไปเยือนที่นั่นสักครา ท่านจะได้เรียนรู้ความลับมากมายจากสถานที่ แห่งนั้น”
ฉินมู่ตั้งสติขึ้นมาและกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ผู้อมตะชิงโยว โปรดเผยให้กระจ่างเถอะ!”
ผู้สันโดษชิงโยวมองไปยังผู้ใหญ่บ้านที่ดูสีหน้าเรียบกริบ เหมือนบ่อนํ้าเก่าแก่
ผู้สันโดษชิงโยวยิ้มกล่าว “หากว่าเจ้าไม่พูด ข้าก็จะสอดมือ เข้าไปยุ่งกับธุระของเจ้าล่ะ แม้ว่าจะไม่ใช่กงการของข้าก็ตาม กษัตริย์มนุษย์ เชิญตามข้ามา”
เขาเดินลงจากภูเขา และฉินมู่เดินตามไป ผู้ใหญ่บ้านก็ลอย เลื่อนตามไปข้างหลังอย่างไร้สุ้มเสียง เสียงซีอวี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ แล้วก็ดึงเสียงฉีเอ๋อกลับมาพลางส่ายหน้า “พวกเราไม่ควรยุ่มย่าม กับธุระกงการของแผ่นดินภาคกลาง”
เสียงฉีเอ๋อไม่เข้าใจความหมาย แต่เสียงซีอวี่นั้นก็มีความกังวล ของนาง เพียงแค่เรื่องของตําหนักสวรรค์แท้ก็ทําให้นางปวดหัว แทบระเบิด แต่เรื่องราวของแผ่นดินภาคกลางกลับน่าตื่นตระหนกและหวาดผวายิ่งกว่า นางสัมผัสได้เลาๆ ว่าความลับบางอย่างถ้าไม่ล่วงรู้ก็จะดีที่สุด
เจ้าสํานักเต๋าเฒ่า และยูไลเฒ่าหันไปมองหน้ากัน และเจ้าสํานักเต๋าเฒ่าก็แย้มยิ้ม “พวกเรานั้นพ้นห่วงสิ้นภาระแล้วและได้ กลายเป็นเซียนผู้อมตะแห่งนครหยกน้อย อย่าไปรู้ความลับอะไร เพิ่มเข้าอีกเลย จะได้ไม่ทําลายความสงบของจิตใจ”
ยูไลเฒ่ามองไปที่เขาและกล่าว “ในหนังสือทองคําเล่มนั้น บันทึกวิธีการเชื่อมต่อสะพานเทวะ สหายเต๋าไม่หวั่นไหวใจเลยเลย หรือ”
“แล้วอย่างไรล่ะ” เจ้าสํานักเต๋ากล่าวอย่างเกียจคร้าน “แล้วผู้คนที่คิดค้นวิธีเชื่อมต่อสะพานเทวะหายไปไหนแล้วล่ะ”
ยูไลเฒ่าอึ้งไป จากนั้นก็หัวเราะด้วยเสียงอันดัง เขาก็ไม่คิดจะตามพวกนั้นไปเหมือนกัน “กษัตริย์มนุษย์รุ่นก่อนหน้าทั้งหมด ล้วนแต่ล้มเหลว เช่นนั้นพวกเราไม่มีความจําเป็นจะต้องไปร่วมวงด้วย”
ส่วนกิเลนมังกร เขาไม่ได้ตาม 3 คนนั้นไป เขาไปนอนแผ่อยู่ ข้างๆ และนอนกรนด้วยเสียงสนั่นราวฟ้าผ่า
“เจ้าจะถูกกิน” เสียงฉีเอ๋อกระซิบใส่หูเขา กิเลนมังกรโงหัวขึ้นมาและมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง เมื่อ
เขาเห็นว่าฉินมู่ไม่ได้อยู่แถวๆ นี้ เขาจึงกล่าวแก่เด็กหญิง “ข้าจะออกกําลังกายหลังจากหลับสักงีบ”
เสียงฉีเอ๋อก็ดันไปเชื่อเขาจริงๆ
ฉินมู่ตามผู้สันโดษชิงโยวข้ามสะพานแขวนอันยาวเหยียด ผ่านขุนเขาผู้อมตะหลายลูก จนกระทั่งพวกเขามาถึงขุนเขาลูกหนึ่ง
ผู้สันโดษชิงโยวนําพวกเขาปีนขึ้นไปบนยอดเขา ผ่านโถงอัน โบราณเป็นอย่างยิ่ง มันดูเหมือนกับว่าไม่ได้รับการซ่อมแซมมา หลายปี และค่อนข้างซอมซ่อ กําแพงหักพัง และหลงเหลือเสาไม่กี่ ต้นที่ยังคํ้ายันเพดานเอาไว้อยู่ ราวกับว่าสถานที่นี้ถูกทําลายจาก ไฟสงคราม
โถงใหญ่นี้เรียกว่าโถงแห่งบันทึกประวัติศาสตร์ ข้อความบน ป้ายขวางที่ระบุชื่อโถงนั้นค่อนข้างรางเลือน แต่ฉินมู่ก็ยังพอมอง ออกว่าผู้ที่เขียนอักษรเหล่านี้จะต้องมีความสําเร็วอันสูงส่งในด้าน การคัดลายมือและวาดภาพ ถ้อยคํา ‘โถงแห่งบันทึกประวัติศาสตร์’ นี้มีความหมายอันลึกลํ้าถึงการเปลี่ยนแปลงอันพวยพุ่งออกมาจาก ตัวอักษรใส่หน้าผู้ชมดู
“ในช่วงสมัยจักรพรรดิก่อตั้ง โถงแห่งบันทึกประวัติศาสตร์นี้ เป็นสถานที่โด่งดังมีชื่อเสียง”
ผู้สันโดษชิงโยวเดินผ่านโถง แต่ที่นี่ไม่มีหนังสือสักเล่ม มีก็แต่ชั้นหนังสือโบราณหลายต่อหลายแถวตั้งเอาไว้ การตกแต่งภายในห้องจัดวางไว้เป็นรูปวงกลม อันกว้างใหญ่โอ่โถง ฉินมู่เห็นชั้น หนังสือมากมายเจาะฝังเอาไว้ในกําแพงโค้งเป็นวงกลมรอบห้องนี้ ดังนั้นหากว่าใครหมายจะอ่านหนังสือเหล่านั้นก็จะต้องเดินวนไป รอบๆ
แต่น่าเสียดาย หนังสือทั้งหมดหายสาบสูญไปแล้ว
“หนังสือมากมายในสถานที่แห่งนี้ถูกทําลายจากไฟสงคราม ขณะที่หนังสือที่เหลือถูกเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่โถงอื่นๆ ใน ตอนแรกนั้น เซียนผู้อมตะกลุ่มที่ก่อตั้งนครหยกน้อย กะว่าจะรื้อโถง
แห่งบันทึกประวัติศาสตร์ลงไป แต่ในท้ายที่สุด พวกเขาก็รู้สึกว่ามัน มีความหมายในตนเอง จึงปล่อยให้หลงเหลือเอาไว้ และไม่แตะต้อง มัน”
ผู้สันโดษชิงโยวเดินไปที่กําแพง ผ่านชั้นหนังสืออันโล่งว่าง หลายแถว มือของเขาไล้ชั้นหนังสือพวกนั้นไปด้วย
ฉินมู่เดินตามเขาไป ตะลึงเล็กน้อย พลังแม่เหล็กพลันแผ่พุ่ง ออกมาจากผนัง ดึงดูดร่างของเขาเข้าไปหามัน ทําให้เขาสามารถ เดินตั้งฉากบนผนังได้อย่างเสรี
“เหล่าเซียนที่ก่อตั้งนครหยกน้อยนั้นทําหน้าที่บันทึ ก ประวัติศาสตร์ในระหว่างยุคสมัยจักรพรรดิก่อตั้ง”
“ไม่เพียงแต่บันทึกเรื่องราวในช่วงนั้น พวกเขายังบันทึก ประวัติศาสตร์ยุคก่อนหน้าอีกด้วย เพราะว่าพวกเขาบันทึกทุกสิ่ง
ทุกอย่าง พวกเราจึงได้เห็นความล้มเหลวมากมายในประวัติศาสตร์ และรู้ถึงอันตรายที่มาพร้อมกับพวกมัน นั่นจึงเป็นเหตุว่าทําไมเมื่อ ยุคสมัยจักรพรรดิก่อตั้งถูกล้มล้าง พวกเขาก็ย้ายออกมาจากโถง แห่งบันทึกประวัติศาสตร์ และก่อตั้งนครหยกน้อย แดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้”
“นครหยกน้อยนั้นอยู่ห่างไกลจากโลกปุถุชนและไม่ยุ่งเกี่ยวกับ เรื่องราวทางโลก พวกเราเพียงแต่ลอยล่องอยู่นอกแดนปุถุชนอย่าง เงียบงันเพื่อบันทึกความรุ่งเรืองและความตกตํ่าของโลกหล้า กษัตริย์มนุษย์ท่านรู้หรือไม่ว่าโถงแห่งบันทึกประวัติศาสตร์นี้เคยตั้งอยู่ ณ ที่ใดในยุคสมัยจักรพรรดิก่อตั้ง”
ฉินมู่ส่ายหัว
ผู้สันโดษชิงโยวเดินไปที่หลังคารูปโดมด้วยหัวชี้พื้นและเท้าเหยียบอยู่บนเพดาน “ถ้าเช่นนั้น กษัตริย์มนุษย์ท่านทราบความหมายของอัครนครหยกหรือไม่”
“มันเป็นเมืองหลวงที่จักรพรรดิสวรรค์อาศัยอยู่” ฉินมู่กล่าว ผู้สันโดษชิงโยวถอนหายใจ “ใช่แล้ว เมืองหลวงที่จักรพรรดิ
สวรรค์ประทับอยู่ อัครนครหยกก็คือวิมานสวรรค์ของเหล่าเทพยดา นั่นเอง นามนครหยกน้อยนี้ใช้เพื่อรําลึกถึงเมืองหลวงอันเป็นที่ ประทับของจักรพรรดิสวรรค์ ประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ในโถงแห่ง บันทึกประวัติศาสตร์ อันที่จริงแล้วมีไว้เพื่อให้จักรพรรดิสวรรค์อ่าน”
ฉินมู่สะท้านใจอย่างรุนแรง และเขาจ้องไปด้วยสายตาว่างเปล่า พลางพึมพํา “นครหยกน้อยมาจากอัครนครหยก?”
“ใช่แล้ว นครหยกน้อยมาจากอัครนครหยก!” ผู้สันโดษชิงโยว หันกลับมาและเบือนสายตาจากเขาไปจ้องผู้ใหญ่บ้าน เขากล่าว ด้วยเสียงอันเคร่งขรึม “นครหยกน้อยมาจากเมืองหลวงแห่งยุคสมัยจักรพรรดิก่อตั้ง อัครนครหยก! โถงแห่งกษัตริย์มนุษย์ก็มาจากที่ นั่น! เช่นเดียวกับภูเขานักบุญเยือน!”
“พวกมันล้วนแต่เป็นเศษชิ้นส่วนของอัครนครหยก! และเหล่า ผู้ที่ก่อตั้งแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 ไม่ว่าจะเป็นเหล่าเซียนแห่งนคร หยกน้อย กษัตริย์มนุษย์รุ่นแรกแห่งโถงกษัตริย์มนุษย์ หรือนักบุญ คนตัดไม้แห่งลัทธินักบุญสวรรค์ พวกเขาล้วนแต่มาจากอัครนคร หยกแห่งยุคสมัยจักรพรรดิก่อตั้ง!”
ผู้ใหญ่บ้านตาเป็นประกาย “ในเมื่อพวกเราล้วนแต่มาจาก แหล่งเดียวกัน ไฉนนครหยกน้อยถึงไม่ยื่นมือช่วยเหลือล่ะ กษัตริย์ มนุษย์ฉินก็เป็นจ้าวลัทธิแห่งลัทธิมารฟ้าด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะมุมมองของสายสัมพันธ์หรือเหตุผล นครหยกน้อยของเจ้าน่าจะ สนับสนุนพวกเราด้วยกําลังทั้งหมดที่มีสิ!”
ผู้สันโดษชิงโยวเดินลงจากหลังคาโดมและส่ายหัว “กษัตริย์ มนุษย์เฒ่า ปณิธานอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรของเจ้าช่างยากจะขจัด ให้สิ้น เจ้านั้นยังคงดื้อด้านกบาลหนา เรียนรู้เรื่องโบราณโดยไม่รู้จักย่อยคิด ข้าอยากจะแสดงบันทึกประวัติศาสตร์ในนครหยกน้อย ให้เจ้าดูเสียจริงๆ ข้าอยากที่จะแสดงความโหดร้ายของมันและบด ขยี้ความเชื่อของเจ้าทั้งหมด เพื่อจะได้เห็นเจ้าคลานอยู่กับพื้นและ
รํ่าไห้อย่างจนตรอก เห็นเจ้าถูกทําลายล้างและไร้สิ้นเป้าหมาย
ชีวิต!”
เขาระบายลมหายใจสะท้านและเสริมอย่างไม่ยินดียินดี “ข้าไม่ จําเป็นต้องทําเช่นนั้น เพราะข้าเพียงแต่ต้องแสดงรูปสลักหินสอง สามรูปให้เจ้าเห็น แล้วเจ้าก็จะพังทลาย”
เขาเดินออกจากโถงแห่งบันทึกประวัติศาสตร์ และมองไปยัง ขุนเขาผู้อมตะใกล้ๆ
ฉินมู่และผู้ใหญ่บ้า นก็ออกจากโถงแห่งบันทึกประวัติศาสตร์ เช่นกัน เดินเคียงกันไป
หมู่เมฆเหนือขุนเขาผู้อมตะที่อยู่ห่างไกลหมุนเป็นเกลียววน และแสงรัศมีเซียนมากมายราวกับสายรุ้งก็โอบรัดห้อมล้อมรูปสลัก หินอันยิ่งใหญ่จํานวนหนึ่ง รูปสลักหินเหล่านี้ประณีตอัศจรรย์และ ตระการตา ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือช่างสวรรค์ใดที่ปฏิมากรรมเอาไว้
ผู้สันโดษชิงโยวเดินลงขุนเขาผู้อมตะและมุ่งหน้าลงไปยัง สะพานเชือก
พวกเขามาถึงขุนเขาผู้อมตะที่มีรูปสลักหินเหล่านั้นตั้งอยู่ และ หางตาของฉินมู่ก็กระตุก เขาเห็นรูปสลักหินที่ดูเหมือนคนตัดไม้ อันมีขวานหินอยู่ในมือ
มันยิ่งใหญ่มโหฬาร ราวกับว่าบุคคลผู้นี้เป็นยักษ์ตนหนึ่ง รูปคนตัดไม้นี้ถูกสลักเสลาไว้อย่างมีชีวิตชีวา เขาดูไม่เหมือน
ถูกสลักขึ้นมาจากหิน แต่กลับเป็นมนุษย์ที่กลายเป็นหิน
“นี่คือนักบุญที่ลัทธินักบุญสวรรค์เคารพบูชา เขาคือคนตัดไม้ ที่ถ่ายทอดมรรคาเต๋าบนก้อนหิน”
ผู้สันโดษชิงโยวมองขึ้นไปยังรูปสลักหินคนตัดไม้ และกล่าว “หลังจากที่เขาถ่ายทอดมรรคาเต๋า เขาก็ถอดใจยอมแพ้โดยสมบูรณ์แบบ และมายังนครหยกน้อย เหมือนกับบรรดาเซียนผู้อมตะที่ก่อตั้งนครหยกน้อย เขาเลือกที่จะกลายเป็นรูปสลักหินที่นี่ สายตาของเขามองไปที่ใดล่ะ”
ฉินมู่สะท้านใจ เขากล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง “แดนโบราณ วินาศ”
“เขามองตรงไปยังแดนโบราณวินาศ ที่นั่นครั้งหนึ่งเคยเป็น บ้านเกิดเมืองนอนของเขา แต่ตอนนั้นมันได้กลายเป็นพื้นที่รกร้าง กันดารไปแล้ว เขาไม่สามารถกระทําหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ทั้งสิ้น”
คําพูดของชิงโยวนั้นราวกับมีดที่กรีดเข้าไปในใจฉินมู่ คําพูด ธรรมดาๆ ของชายผู้นี้ไม่ต่างกับทักษะเทวะอันร้ายกาจที่สามารถ ทําลายจิตมุ่งมั่นของเขา “จ้าวลัทธิคนก่อนหน้าของลัทธินักบุญ สวรรค์ของเจ้านั้นล้วนแต่โดดเด่นเหนือธรรมดา แต่มีใครบ้างที่ ความสําเร็จของเขาข้ามพ้นคนตัดไม้ไ ปได้บ้าง ต่อให้เขาเป็น นักบุญของเจ้าแล้วอย่างไรล่ะ เขาก็ถอดใจจนกลายเป็นรูปสลักหิน อยู่ที่นครหยกน้อยเหมือนกันไม่ใช่หรือ”
เขาเดินไปยังรูปสลักหินที่ 2 อันมีท่วงทีเหมือนกับบัณฑิต หนอนหนังสือ สายตาของชายผู้นั้นเหมือนกับครํ่าครวญสภาวะ โลกหล้าและเวทนาชะตามนุษย์ เขามีม้วนคัมภีร์อยู่ในมือ อันแม้ว่า จะเปิดเอาไว้อยู่แต่สายตาเขาไม่ได้จับจ้องอยู่ที่มัน
เขาก็มองไปที่แดนโบราณวินาศเช่นกัน
“นี่คือหนึ่งในเซียนผู้อมตะที่ก่อตั้งนครหยกน้อย เขาเคยเป็น หนึ่งในอาลักษณ์ที่ดูแลโถงแห่งบันทึกประวัติศาสตร์ใ นยุคสมัยจักรพรรดิก่อตั้ง”
ผู้สันโดษชิงโยวจึงเดินต่อไปยังรูปสลักที่ 3 “นี่ก็คือ อาลักษณ์อีกคนจากโถงแห่งบันทึกประวัติศาสตร์ เขาก็ด้วย นางก็ ด้วย!”
เขาเดินผ่านบรรดารูปสลักหินเหล่านั้น มายังรูปสลักหินหนึ่ง อันใหญ่โตมหึมาเป็นพิเศษ มันมีท่วงทีของความห้าวหาญอันเหนือ ธรรมดา และมือของชายผู้นี้จับอยู่บนกระบี่ที่ปักไว้ในพื้น สายตาของเขาจ้องมองไปที่ไกลๆ ในทิศของแดนโบราณวินาศ
“มาตุภูมิของพวกเขาได้กลายเป็นซากโบราณอันพังพินาศ และไม่ว่าพวกเขาจะห้าวหาญหรือแข็งแกร่งสักแค่ไหน ปณิธานอัน เกรียงไกรของพวกเขาก็ถูกบดขยี้ไปจนหมดสิ้น”
ผู้สันโดษชิงโยวเงยหน้าขึ้นและเผยสีหน้าเคร่งเครียดจริงๆ “ใน โบราณกาลเมื่อยุคสมัยจักรพรรดิก่อตั้งถูกทําลาย บุคคลผู้นั้น พยายามดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือโลกหล้า แต่เขาผู้ซึ่งดิ้นรน เพื่อให้เผ่าพันธุ์มนุษย์มีชีวิตรอดอยู่ต่อ ก็ไม่อาจทําสิ่งใดได้ นอกจากถอดใจยอมพ่ายเช่นกัน กลายเป็นหินอยู่ที่นี่ กษัตริย์มนุษย์เฒ่า ท่ามกลางซากสังขารของกษัตริย์มนุษย์รุ่นก่อนๆ ทั้งหมด มีซากสังขารหนึ่งที่หายไปใช่หรือไม่ เขาอยู่ที่นี่”
สีหน้าของผู้สันโดษชิงโยวกลายเป็นเศร้าสลด “เขาอยู่ที่นี่…”
สมองทั้งก้อนของผู้ใหญ่บ้านพลันอึงอลเมื่อเขาเงยหน้าขึ้น มองไปยังรูปสลักหินอย่างยิ่งใหญ่ตระการเป็นพิเศษนี้
ผู้ก่อตั้งโถงแห่งกษัตริย์มนุษย์ กษัตริย์มนุษย์รุ่นแรก ผู้ที่ช่วยชีวิตค่ายสํานักน้อยใหญ่ทั้งหลาย รักษาเมล็ดพันธุ์เอาไว้ สําหรับยุคอารยธรรมในอนาคต บุรุษผู้ได้รับการยกย่องบูชาจาก ทุกค่ายสํานักว่าเป็นกษัตริย์แห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ บุรุษที่สร้า งโถงแห่งกษัตริย์มนุษย์ขึ้นมา แต่ตัวตนในตํานานนี้ก็สูญเสียแรงใจในท้ายที่สุดเช่นกัน
เขาได้กลายเป็นรูปสลักหินในนครหยกน้อย! เสียงครืนครันดังมาจากหัวใจของผู้ใหญ่บ้าน มันคือเสียงของ
ความยืนกรานและความตั้งมั่นของเขาที่กําลังพังทลาย
มันคล้ายกับวันหนึ่งเมื่อหลายร้อยปีก่อน เมื่อความยืนกราน และความศรัทธาทั้งหมดของเขาแหลกสลาย ทําให้เขากลายเป็น ชายชราไร้ประโยชน์ซึ่งแขนขาถูกตัดสะบั้น เขาอยากจะดิ้นรนสู้ ต่อ แต่เขาไม่มีมือไว้คว้าจับใดอีกต่อไป ข้าอยากจะยืนหยัดลุกขึ้น ใหม่ แต่เขาไม่มีขาไว้หยั่งยืน เขาได้แต่กระเสือกกระสนไปบนพื้น!
นั่นคือสภาพของเขาในตอนนั้น
ตราบจนเมื่อฉินมู่ตัวน้อยๆ ได้มายังหมู่บ้านพิการชรา นั่น แหละเขาถึงค่อยๆ เดินออกจากความจนตรอกและไร้สิ้นความหวัง
แต่กระนั้น ในวินาทีที่เทพเจ้าในหัวใจของเขาพังทลาย เขาก็ ถูกโยนกลับเข้าไปในหล่มปลักของความหดหู่สิ้นหวัง!
สายตาของเขาพร่ามัว และเขาหมายจะยื่นมือออกไปจับอะไร เพื่อพยุงตนเองเอาไว้ แต่ก็ไม่สามารถจับอะไรได้ เขาล้มลงกับพื้น อยากจะที่จะลุกขึ้นยืน แต่ก็ทําไม่ได้
ฉินมู่อุ้มชายชราผมขาวโพลนผู้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ขึ้นมา จากพื้น
“มู่เอ๋อ…” กษัตริย์มนุษย์รุ่นก่อนรํ่าร้องออกมาด้วยเสียงวิงวอน “พวกเรากลับไปหมู่บ้านพิการชรากันเถอะ กลับไปกัน อย่าออกมา ข้างนอกอีกเลย… คืนลัญจกรกษัตริย์มนุษย์มาให้ข้า คืนมันมาให้ ข้า! ข้าปล่อยให้เจ้าดําเนินตามรอยข้าไม่ได้ ข้าจะเอามันติดตัวลง ไปในหลุมศพ! เจ้าแบกรับสิ่งนี้ไว้ไม่ไหว…”



