พลิกปฐพี 679

ตอนที่ 679

ข้าสังหารเขาเอง

“หยวนหยวน ยินดีต้อนรับกลับมา” หยินเฉินยิ้มให้หยวนหยวน

โห่วเองก็สลัดใบหน้าที่ดุร้ายลงยกมือตบที่หัวไหล่หยวนหยวนยิ้มว่า “ไอ้หนู ไม่เลวนี่ กลับมาได้ไวกว่าที่คิดไว้”

พวกเขาต่างเป็นผู้ใกล้ชิดมู่ชิงเกอ เหตุใดจะไม่รู้ว่าเรื่องหยวนหยวนเป็นปมในใจของมู่ชิงเกอมาตลอด

เวลานี้ มู่เทียนอินตายแล้ว หยวนหยวนก็ฟื้นคืนชีพแล้ว มู่ชิงเกอดีใจ พวกเขาก็ดีใจด้วย

‘คงเหลือเพียงเจียงหลีแล้ว’ มู่ชิงเกอมองหยวนหยวนที่กำลังมีความสุขอยู่กับพรรคพวก คิดในใจว่า ‘เจียงหลี เจ้าไปอยู่ที่ไหนกันนะ ในสามพันโลก แสนล้าน แดนมนุษย์ข้าจะหาเจ้าพบได้อย่างไร’

“ชิงเกอ ต่อไปเจ้าคิดจะทำอย่างไร คนที่นี่ตายไปไม่น้อย หากไล่ตรวจสอบขึ้นมา…” หยินเฉินเดินไปข้างกายมู่ชิงเกอ นัยน์ตาสีเลือดเผยแววหนักอึ้ง

เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ติดตามมู่ชิงเกอเดินทางในแผ่นดินเทพมาช่วงระยะหนึ่ง ย่อมเข้าใจสถานการณ์กว่าคนอื่นมาก

ไป๋สี่กลับพูดหน้าตาเฉยว่า “กลัวอะไรเล่า อย่างมากมาเท่าไรพวกเราก็ฆ่าเท่านั้น”

“ลูกพี่ หากมีใครกล้ารังแกท่าน หยวนหยวนจะช่วยท่านฆ่ามันเสีย” หยวนหยวนก็เบียดตัวไปที่ข้างกายมู่ชิงเกอแสดงท่าทีเช่นกัน

เวลานี้ที่เดียงข้างนางก็คือพวกเขาเหล่านี้หุ่นเทพมารย่อมพูดไม่ได้ เพียงยืนอย่างสงบนิ่งอยู่ข้างกายมู่ชิงเกอ เฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวรอบๆ

มู่ชิงเกอมองศพลูกศิษย์ดินแดนเทพหลายพันศพ บนก้อนหินลอยถูกเลือดย้อมจนแดงฉาน ไม่ได้ปริปาก เอ่ยคำใด

“นังหนู จะจัดการศพพวกนี้ไหม” โห่วเปิดปากถาม

แต่มู่ชิงเกอเพียงยิ้มน้อยๆ “ไม่ต้อง ทิ้งไว้ยังมีประโยชน์”

“มีประโยชน์?”

“ตายกันหมดแล้ว ยังมีประโยชน์อะไรหรือ”

โห่วกับไป๋สี่ทำหน้างุนงง

หยินเฉินหน้านิ่วคิ้วขมวด

ใบหน้าเล็กๆ ที่สวยงามของหยวนหยวนแสดงท่าทีไม่แยแส เหมือนจะบอกว่าลูกพี่ว่าอย่างไรก็ทำตามนั้น ที่ลูกพี่ว่าล้วนถูกต้องทั้งหมด

“มีประโยชน์…”

ผู้เฝ้ามองถือกระจกมองดูมู่ชิงเกอ พิจารณาความหมายของคำที่เขาพูดนี้

เขาคิดจะทำอะไร

นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เฝ้ามองคาดเดาวิเคราะห์การกระทำของมู่ชิงเกอ

การเข่นฆ่าเมื่อครู่นี้ เขาเห็นได้ชัดเจนผ่านกระจก

มู่ชิงเกอยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน ท่าทางเหมือนกำชัยชนะเอาไว้ในมือตลอดเวลา เขาไม่เคยเห็นท่าทีเช่นนี้ในตัวของมู่เทียนอินเลย

ท่าทีที่หนักแน่น ควบคุมแผนการทุกอย่างไว้ในกำมือ ท่าทียืนหยัดท่ามกลางฟ้าถล่มดินทลาย ล้วนทำให้เขานึกถึงบรรพชนตระกูลมู่ครั้งนั้น

‘หรือว่า เขาจึงจะเป็นคนที่สวรรค์ลิขิตไว้จริงๆ’ ผู้เฝ้ามองอดไม่ได้คิดในใจ

เขามองไปที่ราชครูซึ่งถูกเชือกสกัดเทพมัดไว้ ฝ่ายหลังยิ้มให้เขาอย่างเย้ยหยัน แววตานั้นชวนบาดตายิ่งนัก

แต่ผู้เฝ้ามองราวกับไม่รู้สึกอะไร เพียงแค่พูดช้าๆ ว่า “สายตาเจ้าไม่เลว”

“เป็นธรรมดา” ราชครูยิ้มเยาะ เรื่องอื่นเขาอาจจะไม่เก่งกาจเท่าศิษย์พี่คนนี้ แต่เรื่องเลือกมู่ชิงเกอเป็นนายน้อยเขาตาถึงจริงๆ มองครั้งเดียวก็เลือกมู่ชิงเกอแล้ว แม้จะรู้ภายหลังว่านางเป็นผู้หญิง ความเชื่อมั่นนี้ก็ไม่เคยสั่นคลอน

ศึกใหญ่เมื่อครู่นี้ ผลที่ได้ก็ทำให้เขาคาดไม่ถึง เดิมทีเขาเองก็เข้าใจว่าครั้งนี้มู่ชิงเกอตกอยู่ในอันตรายแสนสาหัส แต่นึกไม่ถึงว่านางกลับกำกับทุกอย่างได้ดีเยี่ยมเช่นนี้

ทันใดนั้น เขาก็เข้าใจเหตุผล เนื่องจากมู่ชิงเกอรู้ซึ้งถึงพลังอำนาจในมือตัวเองอย่างดี ชำนาญในการใช้พลังอำนาจเหล่านี้

คาดว่า ขณะที่เริ่มต่อปากกับคนเหล่านั้น นางก็ได้คิดก้าวเดินต่อไปเรียบร้อยแล้วว่าจะทำอย่างไรจึงใช้เวลาแสนสั้นจัดการหลายพันคนนั้นจนหมด

นายน้อยเช่นนี้จะไม่ดี ไม่ยอดเยี่ยมได้อย่างไร เขาย่อมจะต้องเชิดชูจนถึงที่สุด

“ปล่อยข้าได้แล้วหรือยัง” ราชครูพูดอย่างเย็นชา

ผู้เฝ้ามองเก็บเชือกสกัดเทพคืนมา ราชครูกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระอีกครั้ง

พอเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระแล้ว ราชครูก็แค่นเสียง เตรียมขึ้นไปบนฟ้าชั้นเก้าเพื่อสมทบกับมู่ชิงเกอ

แต่ก็ยังถูกผู้เฝ้ามองรั้งไว้อีก มองดูมือที่กั้นขวางอยู่เบื้องหน้าตัวเองราชครูพลันขมวดคิ้วมองศิษย์พี่ตัวเองด้วยสีหน้าเฉยเมย

ผู้เฝ้ามองพูดว่า “อย่าเพิ่งขึ้นไป เหมือนเขาคิดจะทำอะไรต่อ”

เขาอยากรู้ว่าที่มู่ชิงเกอบอกว่าทิ้งศพไว้ใช้ทำประโยชน์ได้นั้นคิดจะใช้ทำอะไร ศพเหล่านี้มีประโยชน์อย่างไร

ราชครูคิดจะโต้แย้ง แต่เวลานี้ในกระจกก็มีเสียงมู่ชิงเกอดังขึ้นมาอีก

“ข้าต้องอาศัยพวกเขาเพื่อรับความดีความชอบจะปล่อยให้เสียของได้อย่างไร” มู่ชิงเกอพูดด้วยความรื่นรมย์

“รับความดีความชอบ?”

คำพูดนี้ของนาง แต่ละคนฟังแล้วงงเป็นไก่ตาแตก

มู่ชิงเกอเอาสองมือไพล่หลัง เมื่อครู่ที่นางไม่ได้ขยับ เพราะการต่อสู้กับมู่เทียนอินทำให้นางเสียพลังไปไม่น้อย ดังนั้นจึงแค่วางทำท่าทำทางก็พอแล้ว

ไหนๆ การต่อสู้เมื่อครู่นั้นมีหรือไม่มีนางก็มีผลเหมือนกัน เวลานี้เมื่อได้ผ่านการพักฟื้น พลังเทพ ปัญญาเทวะได้คืนกลับมาบ้างแล้ว ความอ่อนล้าที่หว่างคิ้วก็จางหายไปแล้ว

“ตระกูลมู่เหลือเดนปล่อยข่าว ลวงเหล่าลูกศิษย์สี่ดินแดนเทพ แผ่นดินเทพ ตะวันตกมาถึงที่นี่ โดยมีเป้าหมาย เพื่อล้างแค้นให้ตระกูลมู่ บังเอิญว่าข้ามาฝึกซ้อมหาประสบการณ์ที่นี่จึงได้เห็นเรื่องเหล่านี้เข้าระหว่างต่อสู้ เนื่องจากข้าเคยเห็นนายน้อยตระกูลมู่ที่ดินแดนอู๋หวา แผ่นดินเทพใต้ ดังนั้นจึงสังหารเขาเสีย แต่น่าเสียดายข้าคนเดียวมีกำลังจำกัด ถึงแม้สังหารนายน้อยตระกูลมู่ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถช่วยเหล่าลูกศิษย์สี่ดินแดนเทพ

ได้ เป็นที่น่าเสียใจนัก”

นางพูดจบก็ยังสั่นศีรษะช้าๆ แสดงอาการเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ออกมา

กลุ่มคนที่ยืนล้อมรอบนาง รวมทั้งผู้เฝ้ามองกับราชครูที่มองดูนางผ่านกระจก เวลานี้ยังคงมีท่าทีตะลึงตาค้างมองนาง

คำพูดของนางนั้นน่าตื่นตะลึงมาก

เรื่องราวของเหตุการณ์สามารถพูดจนกลับดำเป็นขาวได้ถึงเพียงนี้อีกทั้งยังฟังไม่ออกถึงความผิดปกติตรงจุดไหนได้เลย

“แต่ว่า…” หยินเฉินพูด แต่ว่าอะไร…เขาก็ยังพูดไม่ถูก

มู่ชิงเกอยิ้มกว้าง พูดเรียบๆ ว่า “ไม่มีแต่ว่าอะไร ทุกคนล้วนตายกันหมดที่นี่ คนที่รู้ความจริงก็เหลือเพียงพวกเจ้า เรื่องที่เหลือไม่ใช่ว่าอยู่ที่ข้าจะพูดอะไรก็ได้หรือ ขอเพียงให้สมเหตุสมผลก็พอ”

“นี่สมเหตุสมผลแล้วหรือ” ไป๋สี่ถามตาปริบๆ

มู่ชิงเกอยิ้มมากขึ้น “ไม่มีอะไรสมเหตุสมผลไปกว่านี้แล้ว ข้าไม่ใช่ตระกูลมู่เหลือเดน เป็นราชาเทวะน้อยดินแดนฮ่วนเยวี่ย ฐานะถูกต้องชัดเจน ข้ามาเก้าชั้นฟ้าฝึกซ้อมหาประสบการณ์มีพยานรู้เห็น ข้าได้พบมู่เทียนอินที่ดินแดนอู๋หวาก็เป็นเรื่องจริง ส่วนพวกเขา…”

มู่ชิงเกอชี้ไปที่ศพเหล่านั้น พูดต่อว่า “ก็ถูกตระกูลมู่สังหารจริง ไม่ใช่หรือ มู่เทียนอินก็ตายในมือข้าจริงๆ”

รอบบริเวณ เงียบกริบทั้งหมด ราวกับได้ยินแต่เสียงลมพัดหวีดหวิว

น่ากลัว น่ากลัวเกินไปแล้ว

เป็นความเท็จแท้ๆ แต่พอมู่ชิงเกออธิบายเช่นนี้ก็ราวกับไม่มีอะไรไม่ถูกต้อง ทุกอย่างต่างเป็นเรื่องจริง เพียงแค่นางเปลี่ยนมุมมองในการเล่าเท่านั้น

กระทั้ง ‘ความจริง’ เช่นนี้ไม่ว่ามีใครเกิดสงสัยลงมาตรวจสอบก็ตรวจหาสิ่งผิดปกติไม่เจอ

เพราะทั้งหมดเป็นเรื่องจริง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น