พลิกปฐพี 700

ตอนที่ 700

เล่นละครให้ครบเรื่อง

รังสีพิฆาตที่พุ่งเข้ามากะทันหันตัดบทคำพูดนางลง

แววตานางเครียดขึ้น ผลักเหยาชิงไห่กับซีเซียนเสวี่ยไปข้างหลัง

ตัวนางเองก็เบี่ยงตัวหลบกระบี่ที่พุ่งแทงมาที่นาง

ทันใดนั้น แสงสีเงินแวบผ่านตัวนางเข้าต่อสู้กับเงาดำที่ลอบสังหารนาง แสงสีเงินนั้นก็คือหยินเฉินนั้นเอง

คนที่ต่อสู้กับหยินเฉินเองก็ว่องไวเหลือแสน ความรวดเร็วนั้น นอกจากมู่ชิงเกอแล้ว คนในที่นั้นทั้งหมดคงมีเพียงหยินเฉินกับเซียนสุ่ยที่สามารถต่อกรได้

พอเสียงต่อสู้ดังขึ้น พวกหลีเฉาสี่คนต่างก็รู้ ตัวรีบเข้ามาทันที ฝั่งผู้ลอบสังหารเองก็มีคนเพิ่มมาไม่น้อย

“คนพวกนี้เป็นใครกัน” จวงซานพุ่งเข้ามาข้างตัวมู่ชิงเกอเอ่ยถามอย่างร้อนรน

มู่ชิงเกอสั่นศีรษะ

เหยาชิงไห่ว่า “พวกเขาไม่พูดไม่จาก็ลงมือทันที ทั้งเป้าหมายชัดเจนก็คือชิงเกอ แสดงว่าพวกเขาไม่ได้มาเพราะของนั่น แต่ต้องการชีวิตชิงเกอ”

พูดจบ เขาก็หันไปถามมู่ชิงเกอว่า “เจ้ามีคู่แค้นที่ไหนไหม เป็นคนของดินแดนจื่อกวงหรือไม่”

มู่ชิงเกอส่ายหน้าแค่นยิ้ม “ราชาเทวะจื่อกวงเองตอนนี้ยังไม่รู้จะหลุดพ้นจากความวุ่นวายแล้วหรือยัง จะเอาเวลาว่างที่ไหนมายุ่งกับข้า อีกอย่าง เขาไม่มีเหตุผลที่จะเล่นงานข้าจนถึงแก่ชีวิต”

นางไม่ได้หลอกเขาแม้เพียงนิดเดียว

“หากไม่ใช่คนของดินแดนจื่อกวง พวกกลุ่มอิทธิพลที่คิดจะสังหารเจ้าในแผ่นดินเทพตะวันตกก็เหลือแค่…” จวงซานพูดถึงตรงนี้แล้วตาดำก็หดลง พูดเสียงดังว่า “พวกเจ้าเป็นตระกูลมู่เหลือเดน!”

พวกมือสังหารเห็นคนรอบข้างมู่ชิงเกอต่างมากันแล้ว ทั้งยังถูกล่วงรู้ฐานะจึงตัดสินใจทันที พูดว่า “ไป!”

พร้อมกันนั้นก็หายไปในความมืดของราตรีทันที

“ไม่ต้องตามหรอก พวกตระกูลมู่เก่งเรื่องการหลบซ่อนมากที่สุด เมื่อพวกเขาหนี พวกเราก็ตามไม่ทันหรอก” หลีเฉาห้ามจวงซานที่คิดจะตามไป

หยินเฉินมองมู่ชิงเกอ ทั้งสองคนแอบส่งสายตาให้กัน

เซียนสุ่ยเก็บรอยยิ้มที่มุมปากลง ท่าทีดูเคร่งขรึมพูดเรียบๆ ว่า “ไม่นึกเลยว่า สามน้อยหลุดพ้นจากการซุ่มโจมตีของดินแดนเทพอื่นแล้ว แต่ก็ยังหลบไม่พ้นการตามสังหารของตระกูลมู่ คิดว่าพวกเขาคงตามเรามาตลอดทางโดยที่พวกเราไม่รู้ตัว คงเห็นพวกเราใกล้ออกจากแผ่นดินเทพตะวันตกแล้ว เป็นช่วงที่หละหลวม ในการระวังตัวมากที่สุดจึงลงมือ”

“ถูกต้อง ดูแล้ว คนตระกูลมู่ซ่อนเร้นเก่งเสียจริง ไล่สังหารติดๆ กันเช่นนี้ ชัดเจนว่าคนที่ถูกเจ้าสามสังหารนั้นคงเป็นนายน้อยพวกเขาจริงๆ” หลีเฉาผงกศีรษะพูด

จวงซานก็ว่า “นายน้อยตระกูลมู่ตายแล้ว เมื่อขาดเสาหลักคนตระกูลมู่คงรวมตัวกันอีกได้ยาก ก็ไม่แปลกที่พวกเขาจะเจ็บแค้นชิงเกอจนต้องหาทางสังหารให้ได้ แต่พวกเขาขาดหัวขบวนแล้ว คงต้องเก็บตัวเงียบไปพักใหญ่ ไม่รู้เมื่อไรจึงจะกลับมาอีก”

“ความรุ่งโรจน์ของตระกูลมู่กลายเป็นอดีตไปแล้ว ไม่ว่าข้อหาเหล่านั้นจะจริงหรือปลอมก็ผ่านไปแล้ว หมื่นปีแล้วคนตระกูลมู่ยังไม่ถอดใจ คิดจะฟื้นฟูตระกู ลมู่อีก เหมือนฝันกลางวันแท้ๆ” ซวนเฉียงก็ส่ายหน้ากล่าวเช่นนี้

“เอาล่ะ” มู่ชิงเกอเอ่ยปากตัดบทการวิจารณ์ของพวกเขา

นางพูดอย่างเยือกเย็นว่า “คืนนี้พวกเขาลอบสังหารล้มเหลวคงไม่มาอีกแล้ว พวกเรารีบพักผ่อนกัน พอฟ้าสางก็ออกเดินทาง หลังเข้าสู่มหาสมุทรดวงดาวแล้ว ไม่ว่าใครจะสังหารข้า คงไม่ง่ายนักแล้ว”

ทุกคนต่างผงกศีรษะ

มหาสมุทรดวงดาวกว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีที่หลบซ่อน อย่างน้อยการซุ่มโจมตีนั้นก็ไม่สามารถทำได้ในมหาสมุทรดวงดาว

คำพูดมู่ชิงเกอทำให้ทุกคนผงกศีรษะ

แต่โดนมือสังหารก่อกวนเช่นนี้ เวลานี้พวกเขาต่างหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง จึงเพียงแค่นั่งสมาธิ ถึงแม้ มู่ชิงเกอจะบอกว่ามือสังหารทำภารกิจล้มเหลวแล้วจะ

ไม่กลับมาอีกแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่กล้าประมาท

เกรงว่าเพียงแค่พลาดนิดเดียว แล้วจะโดนเล่นงาน

เรื่องนี้ผ่านพ้นไป คำถามของเหยาชิงไห่กับซีเซียนเสวี่ยมู่ชิงเกอยังไม่ทันให้คำตอบ แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะคุยอย่างละเอียดได้ ดังนั้นนางจึงได้แต่ถ่าย ทอดเสียงให้ทั้งสองคนว่า ‘ความสัมพันธ์ของข้ากับตระกูลมู่จะต้องไม่ให้ใครล่วงรู้ได้’

คำว่าตระกูลมู่นั้นนางหมายถึงตระกูลมู่เหลือเดนในโลกแห่งยุคกลาง

เรื่องตระกูลมู่ในแผ่นดินเทพมารนั้น พวกเขาทั้งคู่ต่างก็ยังไม่รู้เรื่องราว

เมื่อมีการกำชับของมู่ชิงเกอแล้ว ทั้งคู่พอรู้จึงไม่คิดหรือพูดอะไรอีก

จัดการด้านนี้เสร็จแล้วมู่ชิงเกอกับหยินเฉินก็นั่งเคียงกันใช้ความสัมพันธ์ทางพันธสัญญาพูดคุยกัน

‘ชิงเกอ คนที่ประมือกับข้าเมื่อครู่นี้ฝากให้ข้ามาบอกเจ้าคำหนึ่ง’ หยินเฉินว่า

มู่ชิงเกอตอบรับ ‘อืม ว่ามาเลย’

ในเมื่อเป็นคนตระกูลมู่ก็ย่อมไม่ตั้งใจสังหารนางจริง การที่พวกเขามาปรากฎตัวที่นี่ นอกจากจะแสดงละครให้จบเรื่องแล้วยังคิดจะได้เจอนางสักครั้ง ก่อนที่นางจะออกจากแผ่นดินเทพตะวันตก

นางเชื่อว่าคำพูดที่คนคนนั้นบอกผ่านหยินเฉิน ก็คือเวลาและสถานที่จะนัดพบกันแน่นอน

‘เขาว่า พรุ่งนี้หลังจากพวกเราไปถึงโหย่วโข่วแล้ว หวังว่าเจ้าจะแยกตัวไปยังจุ้ยฝูจวี จะมีคนรอเจ้าอยู่’ หยินเฉินบอกคำพูดของคนคนนั้นออกมา

มู่ชิงเกอพยักหน้าเบาๆ

นางเข้าใจแล้วจึงไม่ถามมาก หยินเฉินเองก็ไม่พูดอีก

ตระกูลมู่ในแผ่นดินเทพมารนั้น นางไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีสักเท่าไร แต่เคล็ดวิชาเทวะส่วนล่างอีกสองส่วนที่เหลืออยู่ในมือผู้เฝ้ามอง เบาะแสของอีกสองส่วนที่เหลือก็อาจจะอยู่ในมือเขาด้วย นางจึงไม่ไปพบไม่ได้

คืนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก เป็นเช่นที่มู่ชิงเกอคาดการณ์ไว้ พวกมือสังหารไม่ได้มาอีก

แต่พวกหลีเฉาก็ยังไม่กล้าประมาท ระหว่างเดินทางก็ยังคงระมัดระวัง คอยสังเกตความเคลื่อนไหวรอบๆ ตลอดเวลา

ขณะที่พวกเขาไปถึงโหย่วโข่วก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว

โหย่วโข่วนั้นเป็นท่าเรือของแผ่นดินเทพตะวันตก จากที่นี่สามารถเข้าสู่มหาสมุทรดวงดาวไปยังแผ่นดินเทพต่างๆ ได้ ดังนั้นที่นี่จึงมีจำนวนคนมากมายทุกวันโดยสารเรืออากาศไปกลับแผ่นดินเทพต่างๆ

เรืออากาศสาธารณะชนิดนี้โดยสารได้ง่ายมาก เพียงมีป้ายแสดงฐานะที่ถูกต้องและมีหยกเทพเพียงพอก็สามารถรับตั้วโดยสารเรือได้แล้ว

นอกจากนั้นยังมีชนิดส่วนตัว เช่นลูกศิษย์หน้าตำหนักแผ่นดินเทพดังเช่นพวกหลีเฉาต่างก็มีเรืออากาศเป็นของตัวเอง ไม่ต้องถูกจำกัดการเดินทาง

“วันนี้ใกล้คํ่าแล้วไม่เหมาะที่จะออกทะเล พวกเราค้างสักคืนที่โหย่วโข่วแล้วกัน” หลีเฉาบอกทุกคน

การไม่จากไปทันทีนั้นเป็นสิ่งที่มู่ชิงเกอต้องการอยู่แล้ว นางย่อมไม่ปฏิเสธ

ทั้งหมดเข้าพักที่โหย่วโข่ว เพื่อป้องกันมือสังหารมาอีก หลีเฉาจึงยืนยันให้ห้องพักของมู่ชิงเกออยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขา หากมีเรื่องเกิดขึ้นจะได้มีคน ช่วยเหลือได้ทัน

ตกดึก หลังจากมู่ชิงเกอกำชับหยินเฉินแล้วก็แอบออกไปเงียบๆ มีภาพมายาของหยินเฉินพรางตาไว้ นางไม่กังวลว่าคนอื่นจะรู้ว่านางออกไป

ขณะเข้ามาที่โหย่วโข่วเมื่อตอนกลางวัน นางได้แอบดูที่ตั้งจุ้ยฝูจวีไว้แล้ว

จุ้ยฝูจวีนั้นโดดเด่นมากในโหย่วโข่ว หาเจอได้ง่ายมาก เมื่อมาถึงด้านนอกจุ้ยฝูจวีมู่ชิงเกอก็ถูกคนนำเข้าไป พอเข้าไปถึงในห้องแล้วมู่ชิงเกอจึงพบว่าคนที่

จะพบนางนั้นไม่ได้มีเพียงคนเดียว

นอกจากผู้เฝ้ามองแล้ว ยังมีราชครูที่ออกไปตามหาเขาอีกด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น