พลิกปฐพี 703

ตอนที่ 703

เข้าเทียนหยาจวีอีกครั้ง

ขึ้นบกแผ่นดินเทพตะวันออก ยังคงเป็นทางเข้าเดิม เพียงแต่หลายปีผ่านไปก็เกิดความรู้สึกว่าสถานที่สิ่งของเหมือนเดิมแต่คนได้เปลี่ยนไปแล้ว

มู่ชิงเกอเดินลงจากเรืออากาศ ดูทิวทัศน์เสี่ยวเทียนอี้ที่อยู่ไม่ไกลนัก

“กลับมาอีกครั้ง รู้สึกว่ามีอะไรต่างไปบ้างไหม” จวงซานยืนอยู่ข้างๆ พลางถามนาง

ความคิดของมู่ชิงเกอเพิ่งถอนกลับมาจากการรับรู้นิ้วหนึ่งจิต เมื่อได้มามองดูเสี่ยวเทียนอี้ในเวลานี้ก็เกิดความรู้สึกบอกไม่ถูกเลยจริงๆ

นางมองไปที่จวงซาน ยิ้มพูดว่า “เหมือนกลับมาเที่ยวถิ่นเก่า”

คำตอบของนางทำให้จวงซานชะงักไปเล็กน้อยแล้วหัวเราะขึ้นมา

“ชิงเกอ หลังจากที่เจ้าเข้ามาในแผ่นดินเทพก็มาที่นี่หรือ” ซีเซียนเสวี่ยเดินมาที่ข้างกายมู่ชิงเกอแล้วถาม

บนเรืออากาศ มู่ชิงเกอได้อธิบายให้ทุกคนฟังแล้วว่า นางกับซีเซียนเสวี่ยความจริงเป็นแค่เพื่อนเก่า ไม่ใช่สามีภรรยา คำพูดที่ดินแดนจื่อกวงนั้นก็เพียงเพื่อช่วยให้ซีเซียนเสวี่ยรอดพ้นจากอันตรายเท่านั้น

ดังนั้นเวลานี้ พวกเขาทั้งหมดจึงไม่ได้มองซีเซียนเสวี่ยเป็นภรรยามู่ชิงเกออีกต่อไป

มู่ชิงเกอผงกศีรษะ “อืม ครั้งที่ข้าออกมาจากบ่อบิน คนแผ่นดินเทพตะวันตกกับคนแผ่นดินเทพเหนือต่างไม่ยอมรับข้า คงมีเพียงศิษย์พี่จวงซานที่ยินยอมให้ข้าขึ้นเรืออากาศของแผ่นดินเทพตะวันออก  ครั้งนั้นพอลงจากเรืออากาศ ข้าก็เข้าไปบำเพ็ญในเสี่ยวเทียนอี้ราวปีครึ่ง”

”มีคนรังเกียจเจ้าด้วยหรือ’’ เหยาชิงไห่เดินมา เมื่อได้ยินคำพูดของนางแล้วก็เอ่ยเย้าขึ้น

จวงซานยิ้มพูดว่า “ความจริงพิสูจน์แล้วว่าสายตาข้าไม่เลว ข้ามารับราชาเทวะน้อยมาให้ดินแดนฮ่วนเยวี่ยเชียวนะ”

“ใช่ ให้พวกคนที่รังเกียจเจ้าเสียใจไปเลย” ซีเซียนเสวี่ยกลั้นหัวเราะพูด

“ข้าเชื่อว่าเวลานี้คนพวกนั้นคงเสียใจมากเชียวล่ะ” เหยาชิงไห่พูดต่อ

การสัพยอกของทั้งคู่ทำให้มู่ชิงเกอยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร

เวลานี้ นางยังจำหน้าตาคนที่รังเกียจนางไม่ได้เลย จะไปสนใจทำไมว่าพวกเขาเสียใจหรือไม่ กระทั้งตลอดมานางยังไม่เคยถามจวงซานด้วยซํ้าว่าคนทั้งสองฝ่ายนั้นเป็นคนของดินแดนเทพไหนกัน

“พวกเราไปเถอะ” หลีเฉาหันไปบอกพวกมู่ชิงเกอ

มู่ชิงเกอผงกศีรษะ

“วันนี้ไปพักผ่อนกันที่เทียนหยาจวีก่อน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางกลับดินแดนฮ่วนเยวี่ย” หลีเฉาพูดอีก

เซียนสุ่ยหัวเราะขึ้นมา “ในที่สุดก็กลับมาถึงแผ่นดินเทพตะวันออกของพวกเราแล้ว แผ่นดินเทพตะวันออกให้ความรู้สึกสบายกว่ามากมาย แม้แต่นํ้าก็ยังหวานใสกว่าที่อื่นมากนัก”

พูดแล้ว เขาโบกมือวาด นํ้าพลันปรากฎขึ้นที่อุ้งมือ เขาก้มศีรษะดื่มด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้มพลางเอ่ยว่า “หวานจริงๆ”

เมื่อเห็นฝีมือของเขาแล้ว สองตาซีเซียนเสวี่ยก็เป็นประกาย เนื่องจากนางเองก็เป็นรากวิญญาณสายนํ้า เพียงแต่ยังไม่ถึงระดับถํ้าวิญญาณจึงยังไม่สามารถควบคุมพลังกฎบัญญัติได้

ในโลกแห่งยุคกลาง นางจมดิ่งอยู่กับการบำเพ็ญ ต้องการรับรู้หลักธรรมที่ยิ่งใหญ่

เวลานี้ เมื่อเห็นเซียนสุ่ยที่มีรากวิญญาณนํ้าเช่นเดียวกับนาง ท่าทางมองอย่างตั้งอกตั้งใจเช่นนั้นก็ทำให้เซียนสุ่ยชักเขิน

“อะแฮ่มๆ” เซียนสุ่ยวางมือลง กระแอมขึ้นสองครั้ง ความจริงที่ซีเซียนเสวี่ยมองนั้นเป็นพลังกฎบัญญัติที่สามารถสั่งการได้ดังใจ ไม่ได้มองตัวเขาแต่อย่างใด

เมื่อได้ยินเสียงกระแอมของเขา นางจึงรู้สึกตัวว่าเมื่อครู่ออกจะบุ่มบ่ามเกินไปหน่อยจึงรู้สึกเขินขึ้นมา แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดีทำได้แค่ละสายตากลับมา

มู่ชิงเกอยิ้มแล้วบอกเซียนสุ่ยว่า “เซียนเสวี่ยก็เป็นรากวิญญาณสายนํ้า ชื่อพวกเจ้าทั้งคู่ล้วนมีตัวเซียน รอให้นางเข้าดินแดนฮ่วนเยวี่ยแล้ว ศิษย์พี่เซียนสุ่ยก็เป็นผู้ชี้ นำนางเถอะ”

เดิมทีนางคิดอยากให้ซวนเฉียงเป็นผูชี้นำซีเซียนเสวี่ย แต่นิสัยซวนเฉียงเป็นเช่นนั้น ทั้งเห็นสวีปีงแล้วจึงคิดว่านางน่าจะไม่เหมาะที่จะเป็นผู้ชี้นำ

พอเห็นเซียนสุ่ยแล้ว นางจึงนึกขึ้นได้ว่า เซียนสุ่ยก็เป็นรากวิญญาณสายนํ้า ทั้งยังรับรู้กฎบัญญัตินํ้าได้อย่างลึกซึ้ง ความจริงให้เซียนสุ่ยเป็นผู้ชี้นำซีเซียนเสวี่ยจึงจะ เหมาะสมมากที่สุด

“ข้า?” เซียนสุ่ยนึกประหลาดใจ ในเมื่อซีเซียนเสวี่ยเป็นเพื่อนรักมู่ชิงเกอ เดิมเขาเข้าใจว่ามู่ชิงเกอจะให้จวงซานเป็นผู้ชี้นำ ไม่นึกว่าจะเป็นเขา

นี่หมายความว่าเริ่มเชื่อถือในตัวเขาแล้วหรือ

ซีเซียนเสวี่ยกะพริบตาพูดอย่างสงสัยว่า “ผู้ชี้นำ?”

มู่ชิงเกอพยักหน้าให้นางและเหยาชิงไห่พลางเอ่ยว่า “ไปถึงดินแดนฮ่วนเยวี่ยแล้วพวกเจ้าก็จะเข้าใจ”

นางพูดกับเซียนสุ่ยว่า “ดีไหม ศิษย์พี่เซียนสุ่ยยินยอมหรือไม่”

เซียนสุ่ยเพิ่งจะรู้ตัวจึงยิ้มด้วยความบริสุทธิ์ใจ “ในเมื่อราชาเทวะน้อยมอบหมาย ข้าย่อมทำอย่างเต็มที่”

คนทั้งกลุ่ม เดินไปพลางคุยไปพลาง มุ่งหน้าไปยังเทียนหยาจวี

เทียนหยาจวีนั้นห่างจากเสี่ยวเทียนอี้ไม่ไกลอยู่แล้ว ครั้งมู่ชิงเกอเพิ่งออกจากเสี่ยวเทียนอี้ยังสามารถไปถึงได้ในเวลาสั้นๆ นับประสาอะไรกับพวกเขาเวลานี้เล่า

เมื่อเข้ามายังทางที่คล้ายปากถํ้าอีกครั้ง มู่ชิงเกอก็กลับมายังเมืองมนุษย์ธรรมดาที่นางมาถึงครั้งแรก

ครั้งนี้ นางไม่ต้องถูกตรวจป้ายแสดงฐานะก็สามารถเข้าไปได้เลย

ในเทียนหยาจวียังคงครึกครื้นเช่นเดิม มีทั้งมนุษย์ธรรมดา มีทั้งมนุษย์เทพ มนุษย์เทพส่วนใหญ่ ต่างเพิ่งบินขึ้นมาและออกจากเสี่ยวเทียนอี้เพื่อมารายงานตัว

“หากพวกเราไม่ได้ถูกบ่อพิสดารนั้นดูดเข้ามาจนไปตกอยู่ที่แผ่นดินเทพตะวันตกแต่แรก พวกเราก็คงเป็นเช่นนี้เหมือนกัน” เหยาชิงไห่เห็นแถวยาวเฟื้อยหน้าประตูหอสุดหล้าฟ้าเขียวก็พลันเอ่ยอย่างสะท้อนใจ

มู่ชิงเกอกลับขมวดคิ้วยิ้มอย่างแปลกประหลาด “ท่าทางผู้อาวุโสข้างในคงเมาอีกแล้ว”

พูดจบก็มองหาในแถวโดยไม่ตั้งใจ

ตามที่นางคาด ซูหมิงจะต้องไม่ละทิ้งโอกาสหาแขกที่ดีเช่นนี้ ไม่แน่ว่าขณะนี้อาจอยู่ในฝูงชนมองหามนุษย์เทพคนไหนที่ถูกใจ ให้ใครสักคนเรียกนางว่าพี่สาวแล้วพาเขาเข้าประตูหลังเพื่อจัดทำใบรับรองก็เป็นได้

แต่ว่า มองหาแล้วรอบหนึ่งก็ยังไม่พบซูหมิงแม้แต่เงา นางจึงเริ่มสงสัย

“เจ้ามองหาอะไรหรือ” ซีเซียนเสวี่ยถามด้วยความสงสัย

มู่ชิงเกอละสายตาสั่นศีรษะช้าๆ บอกนางว่า “คิดว่าจะเจอคนคุ้นเคยน่ะ ไม่นึกว่านางจะไม่อยู่”

“พวกเราไปหาที่พักก่อน ในเทียนหยาจวีนี้มีที่ดีๆไม่น้อย เมื่อเข้าที่พักแล้วทุกคนจะทำอะไรก็ได้” หลีเฉาบอกทุกคน

เพราะกลับมาถึงแผ่นดินเทพตะวันออก เขาจึงไม่ได้กังวลขนาดนั้นแล้ว คนทั้งหมดเดินผ่านหอสุดหล้าฟ้าเขียวไป มู่ชิงเกอละสายตากลับมาถามจวงซานข้างๆ ว่า “ศิษย์พี่จวงซาน รู้ไหมว่าผู้อาวุโสในหอสุดหล้าฟ้าเขียวมีที่มาอย่างไร”

ครั้งก่อน นางรู้จากซูหมิงมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก กลับมาครั้งนี้จึงเกิดอยากรู้ขึ้นมา

“เขาหรือ” จวงซานพูดแล้วก็ยิ้มคล้ายจนปัญญา จนเมื่อเดินห่างมาไกลแล้วเขาจึงพูดว่า “ว่าไปแล้ว เจ้าก็ควรเรียกเขาว่าศิษย์พี่สักคำ”

“ศิษย์พี่?” มูชิงเกอเริ่มจะประหลาดใจขึ้นมาแล้ว

จวงซานผงกศีรษะ “เรื่องนี้ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับศิษย์พี่อวี๋หยาอยู่บ้าง”

“อวี๋หยา…” มู่ชิงเกอเอ่ยขึ้นมาเบาๆ อวี๋หยา นางรู้ว่าเป็นใคร ราชาเทวะน้อยดินแดนฮ่วนเยวี่ยคนก่อนหน้านาง ผู้สูงศักดิ์เผ่าเทพที่หลงรักสาวเผ่ามารจนต้องออกจากเผ่าเทพผู้นั้นเพียงแต่ นางนึกไม่ถึงเลยว่า ผู้อาวุโสในหอสุดหล้าฟ้าเขียวคนนี้จะถึงขนาดเกี่ยวข้องกับอวี๋หยา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น