พลิกปฐพี 704

ตอนที่ 704

ไปเถอะ ไปหอเซียนสวรรค์กัน

จวงซานว่า “เขาเคยสนิทกับอวี๋หยามาก เจ้าคงได้ยินมาบ้างว่า อวี๋หยามีนิสัยเก็บตัว ไม่ไปมาหาสู่ผู้คน ความจริงแล้วนอกจากเขาจะมีพรสวรรค์ที่สุดยอดแล้ว ด้านอื่นๆ ล้วนไม่เหมาะที่จะดำรงตำแหน่งราชาเทวะน้อย เทียบกันแล้วเจ้าเหมาะสมกว่ามาก”

“ศิษย์พี่จวงซานเริ่มจะยกยอข้าแล้วหรือ” มู่ชิงเกอพูดหยอก

จวงซานสั่นศีรษะยิ้มนิดๆ “ไม่ได้ยกยอ เป็นความจริง อวี๋หยามีสหายน้อยมาก แต่เขาก็เป็นคนหนึ่งในนั้น กระทั่งเขายังคิดมาตลอดว่าอวี๋หยาเป็นคนที่สมบูรณ์แบบที่สุด ความรู้สึกชนิดนั้น ส่วนใหญ่คงเป็นเพราะเทิดทูนบูชาด้วย แต่หลังจากเกิดเรื่องกับอวี๋หยา อวี๋หยาก็ตัดขาดจากเผ่าเทพเพื่อหญิงเผ่ามารคนนั้น นี่ส่งผลกระทบต่อเขาอย่างมาก ข้าได้ยินว่า เขาใช้เวลาอยู่นานจนหาตัวอวี๋หยาพบ อยากเกลี้ยกล่อมให้เขากลับมา แต่อวี๋หยากลับบอกเขาว่า เทพกับมารแตกต่างกันตรงไหน เหตุใดจะต้องแตกต่างกันด้วย”

มู่ชิงเกอเลิกคิ้วขึ้นมา ความรู้สึกที่มีต่ออวี๋หยาดีขึ้นมาในทันใด

ไม่รู้ว่าเพราะคนที่นางรักนั้นก็เป็นเผ่ามารเหมือนกันจึงไม่ชอบให้ใช้ความแตกต่างระหว่างเผ่าเทพมารมาเป็นตัวตัดสินหรือไม่

“สองคำถามนี้ทำให้เขาคิดไม่ตก หลังจากไล่ตามอวี๋หยามาหลายร้อยปี สุดท้ายแล้วก็หมดอาลัยตายอยาก ยอมรับความจริงที่อวี๋หยาจะไม่กลับมาอีกแล้ว กลับคืนสู่ดินแดนฮ่วนเยวี่ย เขารู้สึกว่าอวี๋หยามีความผิดจึงรับผิดแทนอวี๋หยาโดยคุกเข่านอกวังราชาเทวะแทนอวี๋หยาสามร้อยปี ขอให้ราชาเทวะอภัยโทษให้อวี๋หยา อย่าได้โกรธอวี๋หยาอีก” จวงซานกล่าว

มู่ชิงเกอได้ยินแล้วก็อดไม่ได้หันไปมองหอสุดหล้าฟ้าเขียวที่เดินห่างไปมากแล้ว นึกถึงเงาร่างคนที่หมดอาลัยตายอยากผมเผ้ายุ่งเหยิงใบหน้าสกปรกที่ซูหมิงเคยพาเข้าไปพบ

“ช่างเป็นคนหัวแข็งดื้อรั้นยิ่งนัก” มู่ชิงเกอกระซิบออกมา

“ใครว่าไม่ใช่เล่า” จวงซานพยักหน้าถอนหายใจแล้วพูดต่อ “ความจริง ราชาเทวะไม่ได้โกรธเคืองอวี๋หยาเลย กระทั่งขณะที่อวี๋หยาจากไปเขาก็พูดเพียงว่า ตัวเองเลือกเองก็จะต้องรับผลนั้นเอง เพียงแต่ราชาเทวะก็รู้ว่าการที่เขาทำเช่นนั้น ที่บอกว่ารับโทษแทนอวี๋หยานั้นล้วนเป็นการลงโทษตัวเอง เขาโทษตัวเองที่ไม่สามารถพาอวี๋หยากลับมาได้ ที่คุกเข่าอยู่นอกวังราชาเทวะก็เพื่อให้ตัวเองสบายใจเท่านั้น ดังนั้น ราชาเทวะจึงตามใจเขา จนเมื่อเขาลงมาจากวังราชาเทวะแล้วก็กลายเป็นคนขี้เมาเอาแต่ร่ำสุรา ไม่เคยคิดเรื่องบำเพ็ญ มีชีวิตราวกับผีตายซาก เป็นเช่นนี้จนผ่านไปไม่รู้กี่ปี อยู่มาวันหนึ่งเขาเกิดร้องขอราชาเทวะ ขอมาเฝ้าหอสุดหล้าฟ้าเขียว ราชาเทวะเห็นเขาไม่อยากอยู่ในดินแดนฮ่วนเยวี่ยแล้วจึงอนุญาต”

“ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง” ครั้งก่อนมู่ชิงเกอเห็นเขาหดหู่เช่นนั้น ยังเข้าใจว่าเป็นเพราะความรัก แต่ไม่นึกว่าเป็นความรักจริง แต่ไม่ใช่รักระหว่างชายหญิง เป็นรัก

แบบเพื่อนแท้ เมื่อฟังจวงซานบรรยายจบแล้ว มู่ชิงเกอจึงยิ้มเอ่ยว่า “ศิษย์พี่คนนี้ออกจะยึดติดเรื่องในอดีตไม่ยอมปล่อยวางจนเกินไปแล้ว”

นึกถึงเรื่องอวี๋หยากับหญิงเผ่ามารที่ซือมั่วเคยบอกนางแล้ว นางจึงพูดเพิ่มเติมว่า “ไม่แน่ว่า ศิษย์พี่อวี๋หยากับคนที่รักนั้น ขณะนี้อาจกำลังท่องเที่ยวในดินแดนต่างๆ อย่างมีความสุขตามประสาคนมีรัก ส่วนเขานั้นกลับมัวลุ่มหลงอยู่กับอดีตจนถอนตัวไม่ขึ้น รํ่าสุราเพื่อมอมเมาตัวเองตลอดทั้งวันทั้งคืน”

“ที่เจ้าพูดนั้นก็มีเหตุผล แต่เรื่องเช่นนี้ตัวเขาเองต้องคิดให้ตก เวลาพวกเรามาทำธุระไปมาในพื้นที่นี้ ต่างยึดถือตามคำสั่งราชาเทวะ ไม่เคยไปรบกวนเขา”

จวงซานผงกศีรษะกล่าว

ขณะที่พูดนั้น พวกเขาก็เดินห่างจากหอสุดหล้าฟ้าเขียวไปไกลจนไปถึงหน้าโรงเตี๊ยมบ้านถํ้าแห่งหนึ่ง

“พวกเราพักที่นี่แล้วกัน” หลีเฉาหันมาบอกพวกเขา

“พวกเจ้าพักกันที่นี่ก่อน ข้าจะไปที่แห่งหนึ่งจะกลับมาโดยเร็ว” มู่ชิงเกอบอกทุกคน

“เจ้าจะไปไหน ถึงแม้เวลานี้อยู่ที่แผ่นดินเทพตะวันออก แต่คนตระกูลมู่ไม่รู้จะติดตามมาหรือเปล่า ยังประมาทไม่ได้” หลีเฉาขมวดคิ้วพูด

“ข้าจะไปเยี่ยมเพื่อนเก่า พวกเขาอยู่ในเทียนหยาจวี ไม่เกิดเรื่องหรอก” มู่ชิงเกอพูด

“ข้าไปด้วย” หยินเฉินที่ยืนข้างกายมู่ชิงเกอเอ่ยขึ้น

“ข้าก็ไปด้วย” เหยาชิงไห่ก็ตามออกมา

ซีเซียนเสวี่ยคิดจะตามไปด้วย มู่ชิงเกอกลับพูดว่า “สถานที่นั้น เจ้าไม่เหมาะที่จะไปนัก”

นัยน์ตาซีเซียนเสวี่ยผุดความสงสัยขึ้น แต่ก็ไม่ได้ไต่ถาม เพียงแต่ถอนเท้าที่ยื่นออกมากลับไปอย่างเชื่อฟัง

“ในเมื่อพวกเจ้าต่างก็ไปกัน งั้นข้าก็ไปด้วย” จวงซานยิ้มพูด

หลีเฉาเอ่ยว่า “เช่นนั้นพวกเจ้าไปกันเถอะ รีบไปรีบกลับ หากพบเหตุการณ์อะไร ให้รีบส่งสัญญาณ พวกเราจะไปทันที”

เขายังคงกังวลเรื่องความปลอดภัยของมู่ชิงเกอ กำชับอย่างไม่วางใจอีกหลายรอบ

หลังจากนั้น ทั้งกลุ่มก็แยกเป็นสองสาย

มู่ชิงเกอนำหยินเฉิน เหยาชิงไห่กับจวงซานแยกออกไป คนที่เหลือก็เข้าไปในโรงเตี๊ยมบ้านถํ้า

ทั้งสามคนตามมู่ชิงเกอเดินไปสักพักก็มาถึงสิ่งปลูกสร้างที่ดูหรูหราฟุ้งเฟ้อหลังหนึ่ง

เมื่อมองดูป้ายที่แขวนไว้ เห็นตัวหนังสือโตๆ สี่ตัวนั้นแล้ว สีหน้าจวงซานกับเหยาชิงไห่ต่างเปลี่ยนเป็นพิลึกขึ้นมา โดยเฉพาะจวงซานที่ถึงขั้นไออย่างเคอะ

เขินออกมา

“เจ้าสาม เจ้ามาที่นี่ทำไม” จวงซานมองป้ายชื่อหอเซียนสวรรค์แล้วก็อดไม่ได้ต้องถามดู

มู่ชิงเกอตอบอย่างเยือกเย็นว่า “มาพบเพื่อนเก่า”

“เจ้ามีเพื่อนเก่าอยู่ที่นี่หรือ” จวงซานถามอย่างตกใจ

เห็นท่าทีของเขา มู่ชิงเกอก็รู้ว่าเขาเข้าใจผิดแล้ว นางสั่นศีรษะเอ่ยว่า “ที่ข้าสามารถลงทะเบียนไปยังดินแดนฮ่วนเยวี่ยได้อย่างรวดเร็วนั้นก็เพราะอาศัยเถ้าแก่ของที่นี่ ข้ารู้จักกับถงเถิงที่นี่และออกเดินทางไปด้วยกัน”

“ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง” จวงซานโล่งอก

ไม่เช่นนั้น เขาจะเข้าใจไปว่าเพิ่งจะถึงเทียนหยาจวี มู่ชิงเกอก็ร้อนรนทนไม่ไหววิ่งมาหาหญิงสาวรู้ใจที่นี่แล้ว

มู่ชิงเกอนำคนทั้งสามเดินเข้าไปในหอเซียนสวรรค์ด้วยกัน เพียงแต่นางพบว่า มีความเปลี่ยนแปลงในหอเซียนสวรรค์ ตั้งแต่นอกประตูนางก็รู้สึกถึงความ ผิดปกติ พอเข้าไปข้างในแล้วจึงพบว่าที่นี่ว่างเปล่าไปเสียแล้ว

”คนหายไปหมดแล้ว’’ เหยาชิงไห่มองดูรอบๆ

มู่ชิงเกอยืนอยู่ข้างโต๊ะหน้าเวทีการแสดง ยื่นมือไปลูบหน้าโต๊ะ ที่นิ้วมีชั้นฝุ่นติดอยู่

ที่นี่ อย่างน้อยก็ไม่มีคนอยู่มาเกินครึ่งปีแล้ว

มู่ชิงเกอเม้มปากนิดๆ ครุ่นคิดอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นที่หอเซียนสวรรค์ ซูหมิงไม่เหมือนคนที่จะปิดกิจการหอเซียนสวรรค์เอง อะไรที่ทำให้นางจำต้องทำเช่นนั้น

ยังมีอีก คนในหอเซียนสวรรค์เล่าไปไหนกันหมด

“ข้าจะไปถามเหตุการณ์จากบริเวณใกล้ๆ นี้” หยินเฉินบอกมู่ชิงเกอ

มู่ชิงเกอผงกศีรษะนิดๆ

หยินเฉินแปลงเป็นแสงสีเงินหายไปจากเบื้องหน้าคนทั้งสาม

เหยาชิงไห่ก็พูดว่า “ถึงแม้ที่นี่ไม่มีคนอยู่นานแล้ว แต่ข้าขอตรวจค้นให้ละเอียดอาจจะพบอะไรก็ได้”

“ดี” มู่ชิงเกอพยักหน้าหน้าพูด

จวงซานก็ไปช่วยดูด้วย ในลานกลางบ้านคงเหลือมู่ชิงเกอคนเดียว นางหาเก้าอี้ที่ยังสมบูรณ์อยู่ใช้อาคมกำจัดฝุ่นจนสะอาดแล้วจึงนั่งลง

เพียงครู่เดียว หยินเฉินก็กลับมาปรากฎตัวอยู่เบื้องหน้านาง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น