พลิกปฐพี 705

ตอนที่ 705

ที่นี่คือที่ฝังร่างของเจ้า

มู่ชิงเกอมองไปที่หยินเฉิน

หยินเฉินว่า “ข้าสอบถามคนที่อยู่อาศัยบริเวณใกล้ๆ นี้แล้ว พวกเขาต่างพูดว่า เมื่อครึ่งปีก่อน คนในหอเซียนสวรรค์ต่างหายตัวไปหมดภายในคืนเดียว ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

มู่ชิงเกอเลิกคิ้ว แววตาเปลี่ยนเป็นคลุมเครือ

นางหรี่ตาลงถามว่า “ก่อนหายไปมีเรื่องผิดปกติอะไรเกิดขึ้นหรือไม่”

หยินเฉินขมวดคิ้วคิดแล้วนัยน์ตาสีเลือดก็สาดประกายวูบ เขามองมู่ชิงเกอและเอ่ยว่า “ไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติ แต่มีคนหนึ่งบอกว่า ก่อนที่พวกเขาจะหายไปราวเดือนหนึ่งนอกหอเซียนสวรรค์มีเด็กหญิงคนหนึ่งปรากฎตัวขึ้น”

“เด็กหญิง?” มู่ชิงเกอรู้สึกประหลาดใจ

ต่อให้นางฉลาดเฉลียวล้ำเลิศเท่าใดก็นึกไม่ออกว่าสภาพหอเซียนสวรรค์วันนี้เกี่ยวข้องอะไรกับเด็กหญิงคนหนึ่ง

“แล้วไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขาไปไหนกันหรือ” มู่ชิงเกอถามอย่างประหลาดใจ

คนหอเซียนสวรรค์มีตั้งมากมาย คนทั้งหมดรวมกันก็มีร่วมร้อย หายไปทั้งหมดในคืนเดียว ไม่น่าไม่มีใครสักคนที่รู้ถึงสาเหตุหรือที่มาที่ไป

แต่หยินเฉินยังคงสั่นศีรษะ “ข้าจะไปสอบถามบริเวณอื่นดู”

“ไม่ต้องหรอก” มู่ชิงเกอรั้งไว้ “พวกอยู่ใกล้หอเซียนสวรรค์ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกอยู่ไกลคงยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่”

มู่ชิงเกอขมวดคิ้วนิดๆ ครุ่นคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับซูหมิง

นางกับซูหมิงไม่นับว่าสนิทกัน แต่กลับเป็นคนแรกที่นางยอมรับหลังจากเข้ามาในแผ่นดินเทพ ไม่เช่นนั้นตนก็คงไม่คิดมาเยี่ยมเยียนนางขณะที่กลับมาเทียนหยาจวี

เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าจะกลายเป็นเช่นนี้

“ชิงเกอ”

เหยาชิงไห่กับจวงซานก็เดินกลับมา

มู่ชิงเกอมองไปยังพวกเขา หวังว่าจะรู้เรื่องอะไรจากพวกเขาบ้าง

เหยาชิงไห่ว่า “ดูออกว่าขณะที่พวกเขาจากไปนั้นไม่ได้รีบร้อน ไม่เหลืออะไรทิ้งเอาไว้ คาดว่าน่าจะขนไปจนหมดขณะจากไป”

จากไปปกติ?

มู่ชิงเกอค่อยวางใจลงเล็กน้อย การจากไปอย่างปกติก็หมายความว่าไม่ได้ถูกบีบคั้นหรึอมีอันตรายถึงแก่ชีวิต ดูท่าทางคงเพราะเกิดเรื่องอะไรขึ้นจึงทำให้ซูหมิงต้องทิ้งที่นี่ ออกจากเทียนหยาจวี

ทันใดนั้น นางก็นึกเรื่องหนึ่งจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินเข้าไปในหอเซียนสวรรค์อย่างรวดเร็ว

อีกสามคนไม่รู้เหตุผลจึงตามนางเข้าไปข้างใน

เมื่อตามทันนางแล้วจึงพบว่าสถานที่นางไปนั้นเป็นที่เก็บสุรา เพียงแต่ ที่ตั้งของที่เก็บสุรานี้ซ่อนเร้นไว้อย่างมิดชิด หากไม่เคยมาก็ยากที่จะหาพบได้

เพียงแต่ แม้ว่าที่นี่เป็นที่เก็บสุรา มีกลิ่นสุราหอมกรุ่นหลงเหลืออยู่ แต่ภายในล้วนว่างเปล่า

พอเห็นเป็นเช่นนี้แล้ว มู่ชิงเกอกลับรู้สึกวางใจได้อย่างสนิทใจ

นางยิ้มน้อยๆ สองมือไพล่หลัง หันกายออกไป ขณะที่ซูหมิงจากไปยังไม่ลืมที่จะนำสุราในนี้ไปด้วย แสดงว่านางไปอย่างมั่นคงและเยือกเย็น

เพียงแต่การที่นางทำเช่นนี้ยิ่งทำให้อีกสามคนนั้นต่างไม่เข้าใจ

เมื่อออกมาแล้ว ทั้งสี่ก็กลับไปสมทบกับคนอื่นๆ การที่ทั้งสี่คนกลับมาเร็วนั้นก็เป็นเรื่องที่เกินคาดไปบ้าง แต่แค่ไม่มีใครถามถึง

คืนนี้ มู่ชิงเกอยังคงรับรู้นิ้วหนึ่งจิตอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงเพราะนางต้องการเรียนรู้บัญญัติอาคมนี้เท่านั้น แต่ต้องการมองผ่านบัญญัติอาคมนี้เข้าไปล่วงรู้ถึงหลักวิถีของบรรพชนตระกูลมู่ซึ่งเป็นผู้สร้างเคล็ดวิชาเทวะนี้แต่แรก

สิ่งที่นางต้องการ ไม่ใช่หัดให้เป็นแต่ต้องการทำความเข้าใจ

เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งหมดก็ออกจากเทียนหยาจวีมุ่งหน้าไปยังดินแดนฮ่วนเยวี่ย

เพื่อสะดวกในการเดินทาง หลีเฉาจึงเช่าพาหนะบินได้ เห็นเขาเตรียมพร้อมทุกอย่างไว้แล้ว มู่ชิงเกอย่อมไม่ปล่อยเสี่ยวไฉ่ออกมา

มนุษย์เทพในแผ่นดินเทพทั้งสี่สมุทรนั้นมีไม่มากที่มีสัตว์พันธสัญญาของตัวเอง

เนื่องจากยังมีป่าอสูรอยู่ เผ่าอสูรยังมีฐานะของตัวเอง

ดังนั้น คนที่มีสัตว์พันธสัญญาจึงมีน้อยมาก ทั้งยังต้องมีฐานะสูงส่ง พาหนะที่ใช้แทนการเดินส่วนใหญ่มักเป็นเผ่าอสูรที่ปัญญาเทวะยังไม่เปิด เผ่าอสูรชั้นตํ่าที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับจากเผ่าอสูร เผ่าอสูรเหล่านี้ ไม่ว่าในเมืองของมนุษย์เทพหรือเมืองของมนุษย์ธรรมดาล้วนมีให้เช่า หลีเฉาเช่าสัตว์เครายาวตัวหนึ่ง สี่ขาแข็งแรง รวดเร็วว่องไว มันใช้เครายาวทั้งสองข้างของมันยืมพลังจากสายลมเพื่อใช้ในการเดินทาง

บนหลังของสัตว์เครายาวมัดตู้โดยสารไว้ตู้หนึ่ง กลุ่มมู่ชิงเกอก็นั่งอยู่ในตู้โดยสารนี้

ตลอดทางนับว่าสงบราบรื่นดี

ครั้งที่แล้วจากเทียนหยาจวีไปยังดินแดนฮ่วนเยวี่ย มู่ชิงเกอกับถงเถิงสองมือใหม่อาศัยสองเท้าเดินไป เวลานี้พวกเขานั่งอยู่บนหลังสัตว์เครายาว ก้มมองป่าเขาบน พื้นก็ให้รสชาติไปอีกแบบหนึ่ง สัตว์เครายาวถึงแม้บินได้เร็ว แต่ก็กินจุ ทุกหนึ่งชั่วยาม หลีเฉาจะต้องโยนอาหารเข้าปากมัน

บินไปเรื่อยๆ ราวครึ่งวัน สัตว์เครายาวร้องเสียงยาว แสดงออกว่าตัวเองเหนื่อยแล้ว หลีเฉาจึงสั่งให้มันร่อนลง หาที่พักวันนี้

สัตว์เครายาวพาคนโดยสารอยู่เป็นประจำย่อมรู้ว่าบริเวณไหนสามารถพักได้

เดิมที มันมุ่งหน้าไปยังเมืองมนุษย์ธรรมดาแห่งหนึ่ง แต่ขณะที่กำลังจะร่อนลง มันก็ร้องอย่าหวาดผวา เบนหัวพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างกะทันหัน

การเปลี่ยนทิศทางฉับพลันทำให้คนที่นั่งอยู่ในตู้รถหกคะเมนตีลังกากันไปหมด เดิมทีที่นั่งติดกับมู่ชิงเกอคือซีเซียนเสวี่ย ข้างซีเซียนเสวี่ยคือซวนเฉียง พอเจ้าสัตว์เครายาวทำเช่นนี้ซีเซียนเสวี่ยก็พุ่งเข้าใส่อ้อมอกของมู่ชิงเกอ ส่วนซวนเฉียงถึงแม้พยายามควบคุมร่างกาย แต่ พราะการหักเลี้ยวนั้นรุนแรงมากเกินไป ทำให้นางถูก สะบัดไปที่ฝั่งตรงข้ามของมู่ชิงเกอ

เบื้องหน้ามู่ชิงเกอก็คือประตูตู้รถ ที่ประตูมีเพียงผ้าปิดเอาไว้ ไม่สามารถรองรับคนได้

หากไม่ดึงซวนเฉียงกลับมา นางก็จะโดนเหวี่ยงออกนอกตู้รถ

อารามรีบร้อน มู่ชิงเกอจึงไม่ทันคิดมาก มือหนึ่งโอบเอวซีเซียนเสวี่ย ป้องกันนางไม่ให้ถูกเหวี่ยงออกไปอีก แล้วยื่นอีกมือหนึ่งไปคว้าเข็มขัดซวนเฉียงออกแรงดึง นางกลับมายังอ้อมกอดอีกฝั่งหนึ่งของตัวเอง

ทันใดนั้นหลังจากตู้รถนิ่งแล้ว มู่ชิงเกอที่กอดขวาประคองซ้ายก็กลายเป็นภาพที่สุดแสนงดงามไป

ตรงกลางเป็น ‘ชายหนุ่ม’ รูปงามราวกับปีศาจ ส่วนที่กอดอยู่ซ้ายขวาล้วนเป็นหญิงแสนงามหาใดเทียบ วาสนาเช่นนี้ทำให้คนที่เห็นทั้งหมดล้วนอิจฉายิ่งนัก

กระทั้งในชั่วขณะนั้นพวกเขาต่างลืมไถ่ถามถึงความผิดปกติของสัตว์เครายาวไปเสียสนิท

แต่แม้พวกเขาจะลืมไป แต่มู่ชิงเกอกลับไม่ได้ลืม

เมื่อวางร่างสองสาวมั่นคงแล้ว ไม่ทันเพลิดเพลินไปกับภาพอันงดงาม นางก็ปล่อยมือสายตาหนักแน่นบอกว่า “เกิดเรื่องแล้ว”

จริงดังนั้น พอนางพูดจบ เมืองเล็กๆ ตามปกติที่สัตว์เครายาวเตรียมร่อนลงแต่เปลี่ยนทิศทางหนีไปนั้นก็พลันมีคนพุ่งออกมากลุ่มใหญ่ ไล่ตามพวกเขามาด้วยจิตสังหารอันเปี่ยมล้น

“พวกเจ้าจะหนีไปไหน! ที่นี่คือที่ฝังร่างของพวกเจ้า!” เสียงราวฟ้าผ่าดังเข้ามาทันใด

นํ้าเสียงที่แฝงจิตสังหารทำให้สัตว์เครายาวตกใจจนวิ่งไร้สติอย่างสุดชีวิต…

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น