พลิกปฐพี 718

ตอนที่ 718

คนเราจะยโสโอหังนักไม่ได้

หน้าตาอัปลักษณ์?

ผู้คนที่โดนเขาตวาดสีหน้าเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด

แม้แต่มู่ชิงเกอเองก็หลุบตาลงอย่างทนดูไม่ได้ ให้ขนตาที่งอนยาวนั้นปิดบังความรู้สึกในแววตาไว้

”ตัวข้าถึงแม้ไม่ได้เป็นชายงามอะไรนัก แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าก็นับว่าหล่อเหลาเอาการ เจ้าเป็นใคร อยู่ดีๆ ถึงโผล่มาใช้วาจาสามหาวที่นี่’’ มีคนก้าวออกมาพูดเสียงดัง

ดูท่าทาง เขาน่าจะมาหาของวิเศษที่นี่ครั้งแรกจึงไม่ทันได้สังเกตว่าหลังจากคนคนนี้กับลูกน้องของเขาปรากฎตัวขึ้น พวกมนุษย์เทพที่มาหาของวิเศษประจำที่นี่ต่างพยายามลดตัวตนที่มีอยู่อย่างเงียบๆ

เขาไม่ทันสังเกตแต่มู่ชิงเกอสังเกตเห็นแล้ว

ไม่ใช่ว่านางคอยสังเกตคนอื่นตลอดเวลา แต่ประสาทสัมผัสทั้งห้าของนางไวมาก พอตรวจจับได้ถึงการเปลี่ยนแปลงแม้เพียงนิดเดียวก็สามารถรับรู้ได้อย่างง่ายดาย

เมื่อกวาดตามองรอบหนึ่งแล้ว มู่ชิงเกอก็เก็บสายตาคืนรู้สึกแปลกใจ ‘เหตุใดพวกเขาจึงมีแววตาที่หวาดหวั่นเกรงกลัวนัก’

คิดแล้ว นางก็มองไปยังคนที่มีท่าทางยโส โอหังคนนั้นอีกครั้ง

หน้าตาคนคนนั้น… อืม คงบอกได้เพียงว่า อัปลักษณ์ ทั้งการแต่งตัวที่ไม่ได้ดูเป็นมนุษย์มนาก็ยิ่งทำให้คนรู้สึกทนดูไม่ได้ ชวนอเนจอนาถใจนัก

สิ่งที่ทำให้มู่ชิงเกอสนใจที่สุดคือ ขั้นบำเพ็ญของคนคนนี้เป็นเพียงขั้นจิตวิญญาณชั้นเก้าเท่านั้น

ส่วนพวกที่มีแววตาหวาดหวั่นคอยหลบหลีกนั้น ขั้นบำเพ็ญล้วนเป็นขั้นถํ้าวิญญาณชั้นหนึ่งชั้นสอง เมื่อพิจารณาจากความแข็งแกร่งแล้วนางก็หาเหตุผลที่คนอื่นต้องเกรงกลัวคนคนนี้ไม่ได้เลย

กระทั้งพวกผู้ติดตามข้างกายเขาเองก็ยังมีขั้นบำเพ็ญที่ใกล้เคียงกับเขา มีสองคนที่ขั้นสูงกว่าเขาด้วยซ้ำ ดังนั้น เหตุใดต้องกลัวเขาด้วย

“กล้ามาต่อปากต่อคำ! ไป ไปลากตัวมันมาให้ข้า” คนคนนั้นถลึงตา สั่งคนทางซ้ายขวาทันที

พอเขาสั่งแล้วคนสองคนด้านหลังเขาก็เดินออกมาพุ่งไปยังคนที่พูดนั้นด้วยความเกรี้ยวกราด

ถงเถิงเบียดไปอยู่ข้างกายมู่ชิงเกอ กระซิบถามว่า “ลูกพี่ เจ้านี่โผล่มาจากไหนกัน พวกเราจะช่วยไหม”

เขาหมายถึงคนหาของวิเศษที่กล้าหาญชาญชัย พูดจาฉะฉานคนนั้น

แต่มู่ชิงเกอกลับสั่นศีรษะช้าๆ “ยังไม่ต้องรีบ รอดูก่อนว่าเป็นอย่างไรแน่ คนคนนี้มีอะไรแปลกๆ”

ที่นางเอ่ยถึงย่อมเป็นคนที่ยโสโอหังคนนั้น

ถงเถิงผงกศีรษะรับคำไม่พูดต่อ

“ฮึ! อาศัยเจ้าสองคนก็คิดจะจับข้ารึ” ผู้มาหาของวิเศษแค่นเสียงด้วยใบหน้าดูแคลน

สองคนที่มาจับเขา ไม่ได้พูดมากก็ออกกระบวนท่าทันที

ทั้งสามคนต่อสู้กันนัวเนีย คนอื่นๆ ต่างถอยไปเงียบๆ เพื่อที่จะได้ไม่โดนลูกหลง

“ศิษย์พี่เซียนสุ่ย คนคนนี้เป็นใคร เหตุใดจึงยโสโอหังเช่นนี้” ถงเถิงกระซิบถามเซียนสุ่ย

เซียนสุ่ยขมวดคิ้วส่ายหน้า “ข้ามาที่นี่น้อยมาก มาคราวที่แล้วก็ราวพันปีก่อน ตอนนั้นยังไม่ได้พบคนคนนี้ เขาคงเพิ่งมาปรากฎตัวในพันปีนี้”

“ที่ข้าแปลกใจคือเหตุใดคนพวกนั้นต้องกลัวเขาเช่นนั้นด้วย” มู่ชิงเกอพูดเรียบๆ

พอนางพูดขึ้น ทั้งสามคนก็มองไปอีกด้านทันที

จริงดังนั้น กลุ่มคนที่หาของวิเศษที่นี่ประจำดูว้าวุ่นและหวาดกลัว อยากจากไปแต่ก็ไม่กล้าจากไป

ปัง!

ทันใดนั้น เงาร่างคนคนหนึ่งก็ลอยมาทางที่พวกมู่ชิงเกอสี่คนยืนอยู่

หากไม่หลบออกก็จะโดนชนเข้าอย่างจัง

เซียนสุ่ยมือไวใจเร็ว ฟาดพลังเทพออกไป ปัดคนที่บินมาตกกระแทกพื้นข้างๆ อย่างแรง เวลานี้จึงเห็นชัดว่าคนที่ตกกระแทกบนพื้นนั้นที่แท้คือชายที่ออกเสียงโต้แย้งคนนั้น

ส่วนพวกมู่ชิงเกอสี่คนก็ยังคงยืนเฉย ไม่ได้ขยับตัวแม้แต่นิด

“เจ้า… พวกเจ้า…,” คนที่มาหาของวิเศษ ฟุบอยู่ที่พื้น มือหนึ่งจับหน้าอก มุมปากมีรอยเลือด มือ หนึ่งชี้ไปที่ชายยโสโอหังคนนั้น นัยน์ตามีประกายเคืองแค้น

เขายังไม่ทันพูดจบก็ถูกสองคนที่โจมตีเขาลากไปยังเบื้องหน้าชายยโสโอหังคนนั้นด้วยเจตนาต้องการให้อับอาย

ในเวลานี้เองชายที่ยโสโอหังคนนั้นก็มองมาทางพวกมู่ชิงเกอสี่คน

พวกเขาทั้งสี่แต่ละคนล้วนหล่อเหลาเอาการ โดยเฉพาะมู่ชิงเกอกับหยินเฉินที่มีรูปโฉมถึงขั้นที่เรียกได้ว่าปีศาจ

เมื่อพวกเขายืนอยู่ด้วยกันสี่คนก็ช่างเป็นภาพที่เห็นแล้วสุดแสนจะสบายตาสบายใจ

“งาม งามจัง!” ชายยโสโอหังคนนั้นพูดขึ้นด้วยแววตาเพ้อฝัน

ส่วนชายที่ฟุบอยู่แทบเท้าราวกับสุนัขนั้น เขากลับไม่สนใจมองแม้แต่นิด ท่าทางเย่อหยิ่งเหนือใครนั้น ราวกับเขาเป็นเจ้าของพื้นที่ไร้ชื่อแห่งนี้

“หัวหน้า คนคนนี้จะจัดการอย่างไรดี” คนข้างๆ เขาเอ่ยถาม

เขาโบกมือด้วยความรำคาญ ไม่ทันมองสักนิดก็พูดอย่างไม่คิดว่า “ฆ่าทิ้ง ฆ่าทิ้ง เก็บไว้ทำอะไรเล่า”

คนหาของวิเศษที่สู้แพัจนถูกจับได้เมื่อได้ยินคำนี้แล้วสีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที แววตาเริ่มหวาดหวั่นคิดจะต่อต้านแต่กลับถูกเตะต่อยมากขึ้น

เวลานี้ คนที่ยโสโอหังกลับชี้ทุกคน แล้วตะโกนว่า “หากไม่อยากตายก็วางของที่พวกเจ้าหยิบไปลง”

ตามด้วย แย้มรอยยิ้มที่น่าคลื่นไส้ออกมา มองไปที่พวกมู่ชิงเกอสี่คน “คนงามทั้งสี่ ในเมื่อมาถึงที่นี่ แล้วก็อยู่ต่อเถิด ปรนนิบัติข้าดีๆ ข้ารับรองว่าจะทำให้พวกเจ้าเสพสุขจนลืมสวรรค์ไปเลย”

นํ้าเสียงที่กระเซ้าเย้าแหย่นั้นทำให้พวกเซียนสุ่ยหน้าบึ้งตึงทันที

เล็บของหยินเฉินยาวขึ้นเปล่งแววคมกริบเย็นวาบ

“เจ้าอัปลักษณ์นี่ แค่เย้าแหย่ข้ายังพอว่า ถึงขนาดกล้าเย้าแหย่ลูกพี่ข้า!” ถงเถิงหักข้อนิ้วจนเกิดเสียงดัง ‘กร๊อบ’ แล้วพูดอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

“ว่าอย่างไร อยู่ต่อเถอะ ที่นี่เป็นของข้าทั้งหมด พวกเจ้าเองก็เป็นของข้า” ใบหน้าที่แสนทุเรศนั้นแย้มรอยยิ้มที่น่าคลื่นไส้ออกมา

“เจ้ากำลังหาที่ตาย” เซียนสุ่ยเก็บรอยยิ้ม ใบหน้าอ่อนเยาว์เย็นเฉียบแล้วพูดเรียบๆ

คนคนนั้นสีหน้าเปลี่ยนในทันที ตวาดขึ้น “เหิมเกริม! ยืนอยู่บนพื้นที่ของข้ายังกล้าว่าข้าหาที่ตาย หากพวกเจ้าไม่ยอม ข้าก็จะสังหารพวกเจ้าแล้วลอกหนังออก แขวนเอาไว้ค่อยๆ ชื่นชมก็ได้เหมือนกัน”

“คนเราจะยโสโอหังนักไม่ได้ เมื่อยโสโอหังมากไปก็จะโดนฟ้าลงโทษได้ง่ายๆ” ถงเถิงแหงนหน้ามองฟ้าแล้วพูดอย่างสะท้อนใจ

คนที่อยู่ขั้นจิตวิญญาณชั้นเก้าถึงขนาดกล้าทำตัวใหญ่โต ขู่ว่าจะลอกหนังพวกเขา นี่มันเป็นเรื่องน่าขันระดับโลก ช่างยโสโอหังจนไม่ยอมรับรู้อะไรเลยจริงๆ

พูดจบ เขาก็ละสายตาที่มองฟ้ากลับมากระ ซิบถามว่า “ลูกพี่ เหตุใดจึงเงียบเช่นนี้ คงไม่ใช่ว่าโดนเจ้านี้ขู่จนตกใจหรอกนะ”

มู่ชิงเกอค่อยๆ ส่ายหน้า นางไม่พูดเพราะกำลังคาดเดาอยู่ว่าเหตุใดพวกขั้นบำเพ็ญเหนือกว่าคนคนนี้จึงได้เกรงกลัวเขานัก

ทันใดนั้น ในสมองมู่ชิงเกอก็มีเสียงของหยวนหยวนดังออกมาว่า ‘ลูกพี่ ร่างคนคนนั้นมีกลิ่นพญาเพลิง ถึงแม้จะจางมากแต่ข้ายังก็ได้กลิ่น’

พญาเพลิง!

สองตามู่ชิงเกอสว่างวาบขึ้นมา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น