พลิกปฐพี 729

ตอนที่ 729

ใครไม่ยอม สังหารไม่เว้น!

สายตาทั้งพันคนมองมายังร่างมู่ชิงเกอพร้อมกัน

แต่นางราวกับไม่มีความรู้สึกใดๆ ยังคงเดินไปยังที่ว่างตรงกลาง

เซวี่ยนหย่าถอยไปข้างหลังนางเคียงคู่กับมั่วหยางเพื่อคุ้มกันนางซ้ายขวา

องครักษ์เขี้ยวมังกรสิบคนที่มั่วหยางนำมาก็ตามอยู่ด้านหลังพวกเขา พวกที่เดินรั้งท้ายสุดหกคนแยกกันไปยืนซ้ายขวาที่ทางเข้าตำหนักอย่างสง่าผ่าเผย บารมีสาดส่อง

ที่เหลือสี่คนตามมู่ชิงเกอไปถึงด้านหน้าตำหนัก มู่ชิงเกอก้าวขึ้นบันได บันไดเก้าขั้นเป็นสัญลักษณ์เก้าชั้นฟ้า บนแท่นเก้าชั้นนั้นวางเพียงเก้าอี้สลักเสลาประณีตสวยงามนั่งได้สบายเพียงตัวเดียวเท่านั้น

มู่ชิงเกอยืนอยู่บนแท่น มั่วหยางกับเซวี่ยนหย่าแยกกันอยู่ด้านล่าง องครักษ์เขี้ยวมังกรสี่คนต่างยืนเรียงอยู่ด้านล่างแท่นอย่างองอาจผึ่งผาย บารมีท่วมท้น

ภายในตำหนักทั้งพันคนแยกกันยืนซ้ายขวา

ที่ยืนด้านหน้าสุดซ้ายขวาแบ่งเป็นราชครูกับซวีซิว

พวกเขาเคยเป็นผู้เฝ้ามองของตระกูลมู่ในอดีต ปัจจุบันก็ยังเป็น อนาคตก็ไม่เปลี่ยน

มู่ชิงเกอเอาสองมือไพล่หลังค่อยๆ หันกายจ้องมองสายตาที่มองมายังนาง สายตาเหล่านี้ส่วนที่นับถือบูชาล้วนเป็นหน่วยรบของนางเอง ส่วนสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยากสืบค้นนั้นเป็นคนตระกูลมู่เหลือเดนในแผ่นดินเทพมาร

คนเหล่านี้มีทั้งชายทั้งหญิงแต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาย มู่ซานมู่หลินที่นางเคยพบหลายครั้งก็อยู่ภายในนั้นด้วย

พวกเขาต่างกับคนตระกูลมู่เหลือเดนคนอื่น สายตาที่มองมู่ชิงเกอมีความรู้สึกใกล้ชิดมากขึ้นอีกหลายส่วน

อาจเพราะเคยผ่านเหตุการณ์มาด้วยกันหลายครั้ง พวกเขาต่างก็ยอมรับฐานะของมู่ชิงเกอ นายน้อยคนนี้แล้ว

ความจริงมู่ชิงเกอไม่ได้กังวลว่าพวกเขาจะไม่ยอมรับนายน้อยคนนี้ เนื่องจากตระกูลมู่เหลือเพียงนายน้อยคนนี้คนเดียว ไม่รับก็ต้องรับ

อีกทั้งนางยังปฏิบัติตามคำสั่งเสียของบรรพชนตระกูลมู่ ชิงตำแหน่งนายน้อยตามธรรมเนียมปฏิบัติ พวกเขาใครก็คัดค้านไม่ได้!

แต่นี่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาเลย

ปัญหาที่นางจะต้องสะสางก็คือเรื่องการละทิ้งอำนาจของซวีซิว

สายตาของมู่ชิงเกอค่อยๆ เคลื่อนจนมาหยุดที่ร่างของซวีซิว

ซวีซิวรู้สึกได้ถึงสายตาของนางจึงเดินขึ้นหน้าแล้วหันกายไปทางทุกคนในตำหนัก เขาเป็นผู้เฝ้ามอง ทั้งยั เป็นผู้นำที่แท้จริงของตระกูลมู่ในแผ่นดินเทพมารในช่วงหมื่นปีที่ผ่านมานี้

เมื่อเขาเดินออกมา ไม้เท้าในมือกระทบพื้นเบาๆ ก็ทำให้คนที่มองมู่ชิงเกอต่างเก็บสายตาคืน หลุบตาฟังคำพูดของเขา

บารมีเช่นนี้มู่ชิงเกอเห็นอยู่ในสายตาแววตาพลันบังเกิดความเย็นชาขึ้นมา

การตอบสนองเช่นนี้กลับไม่ใช่เรื่องดีเลย

มู่ชิงเกอเข้ามาในตำหนักเพียงช่วงสั้นๆ ก็เห็นทั้งท่าทีและความคิดของทุกคนอยู่ในสายตาแล้ว

สำหรับนางแล้วลูกน้องที่ไม่เชื่อฟังไม่สามารถยอมรับได้โดยเด็ดขาด

นางไม่ใช่แม่พระ ไม่มีเวลามากมายที่จะไปกล่อมเกลาจิตใจให้พวกเขาค่อยๆ รับรู้และเปลี่ยนแปลง หากพวกตระกูลมู่เหลือเดนเหล่านี้ไม่สามารถแยกแยะนายน้อยที่แท้จริงของพวกเขาได้ เช่นนั้นแล้วนางก็ยอมตัดแขนที่ไม่เชื่อฟังนี้ทิ้งดีกว่าขณะเกิดเหตุการณ์คับขันแล้วมีความยุ่งยากเกิดขึ้น

“ทุกท่าน หมื่นปีแล้ว พวกเรารอมาแล้วหมื่นปี หัวหน้าตระกูลมู่ครั้งนั้น ผู้นำของพวกเราก่อนที่จะสิ้นชีพเคยตั้งกฎการแย่งชิงตำแหน่งนายน้อยเอาไว้ พวกเจ้ายังจำได้ ใช่ไหม” ซวีซิวพูด

“จำได้! จำได้!”

“จำได้!”

“พวกเราจำได้!”

ในตำหนัก นอกจากองครักษ์เขี้ยวมังกรที่เป็นของมู่ชิงเกอแล้ว คนที่เหลือต่างอารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นมา

มู่ชิงเกอยืนอยู่บนแท่นเบื้องหน้าบัลลังก์นั้น สองมือไพล่ หลังมองดูนิ่งเฉย สองตาที่ใสกระจ่างหรี่ลงโดยไม่รู้ตัว

ราชครูยืนอย่างเงียบสงบอยู่กับที่ราวกับหลับตาตั้งสมาธิไม่ได้เคลื่อนไหว

ซวีซิวยกไม้เท้า เสียงทั้งหมดเงียบทันที ตำหนักใหญ่กลับคืนสู่ความเงียบสงบ

ภาพนี้ทำให้มั่วหยางกับเซวี่ยนหย่าสบตากันต่างรู้สึกได้ถึงภัยร้ายภายใน

หลังจากเงียบสนิทแล้วซวีซิวจึงพูดอีกว่า “เวลานี้นายน้อยที่แท้จริงของพวกเราเหล่าตระกูลมู่ได้ปรากฎตัวขึ้นแล้ว เขาก็คือมู่ชิงเกอ! เขาต่อสู้ชนะทุกคน รวมทั้งนายน้อยเทียนอินที่พวกเจ้าคุ้นเคยก็พ่ายแพ้ในมือเขา ดังนั้นตามกฎของตระกูล เขาก็คือผู้ที่จะนำพวกเรากลับคืนสู่เก้าชั้นฟ้า นายน้อยฟ้ากำหนดที่จะหล่อหลอมตระกูลมู่ ให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป! ทุกคนทำความเคารพนายน้อย!”

พอสิ้นคำสั่งซวีซิว ตระกูลมู่เหลือเดนในตำหนักต่างคุกเข่าข้างเดียวลงพร้อมกัน ก้มศีรษะหลุบตา ตะโกนพร้อมกัน

“คารวะนายน้อย—–!”

“พวกเราขอคารวะนายน้อย—–!”

เสียงในตำหนักดังมากสะท้อนก้องไปมาทั้งตำหนัก

ข้างกายมู่ชิงเกอมีเพียงองครักษ์เขี้ยวมังกรสองร้อยคน แต่ในช่องว่างของนางยังมีกองทัพของตระกูลมู่เหลือเดน ส่วนมู่เฉิน มู่เผิง มู่เฟิงสามคนต่างถูกส่งไปอยู่ในแผ่นดินเทพอีกสามแห่งเช่นเดียวกับมั่วหยาง

เสียงคารวะค่อยๆ สงบลง

มู่ชิงเกอเลิกคิ้วยิ้มคล้ายนึกขำ “พวกเจ้ากำลังคารวะข้าหรือ”

คำพูดนี้ของนางทำให้คนเกือบพันคนที่คุกเข่าบนพื้นต่างงุนงง มองตากันคาดเดาความหมายของนายน้อยคนใหม่

ซวีซิวก็เงียบลงด้วย

มุมปากมู่ชิงเกอยกขึ้นอย่างเย้ยหยัน แววตาเหน็บแนม

“พวกเจ้าคารวะข้า แต่ข้ารู้สึกไม่ได้ถึงความจริงใจของพวกเจ้าแม้เพียงนิดเดียว”

เสียงของนางดังก้องขึ้นมาในฉับพลัน “พูดมาชิว่าในใจพวกเจ้า ใครจึงเป็นนายน้อยของพวกเจ้า ข้าหรือเขาจึงจะเป็นผู้นำในใจของพวกเจ้า”

พูดแล้วนางยื่นมือชี้ไปที่ซวีซิว

คนร่วมพันในตำหนักต่างตะลึงเงยหน้าขึ้นมองมู่ชิงเกอด้วยความงุนงงแล้วมองไปที่ซวีซิว

ส่วนทหารของมู่ชิงเกอกลับมองทุกอย่างด้วยความเย็นชา จดจำท่าทีและความรู้สึกของคนทั้งหมดไว้ในใจ

ซวีซิวค่อยๆ หลุบตาลง หันกายมองมู่ชิงเกอแล้วค้อมกายพูดว่า “นายน้อย ข้าเพียงแค่รับตำแหน่งผู้นำชั่วคราวขณะที่นายน้อยยังไม่ได้ปรากฎตัว เวลานี้นายน้อยปรากฎตัวขึ้นแล้วทุกสิ่งย่อมแล้วแต่นายน้อยสั่งการ ข้าเองก็สมควรถอยออกมาได้แล้ว”

คำพูดละทิ้งอำนาจของเขา มู่ชิงเกอฟังแล้วไม่ได้รู้สึกอะไร เขาเองก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูกต้อง แต่ในกลุ่มตระกูลมู่เหลือเดนกลับเกิดคลื่นลมปั่นป่วนขึ้น

ก่อนมาพวกเขาไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นนี้

พวกเขาคิดว่าถึงแม้จะเปลี่ยนตัวนายน้อยก็คงเหมือนเมื่อครั้งมู่เทียนอิน พวกเขาเคารพนายน้อยคนนี้ในเชิงสัญลักษณ์ก็เพียงพอ แต่ยังคงฟังคำสั่งซวีซิวทั้งหมด เขาต่างหากจึงเป็นผู้นำที่แท้จริงในใจของพวกเขา แต่เวลานี้ไม่ใช่แล้ว!

พวกที่ใจร้อนลุกออกมาตะโกนทันทีว่า “ผู้อาวุโส ท่านพูดเช่นนี้ไม่ได้! ในหมื่นปีนี้พวกเราอาศัยท่านจึงรอดมาได้ เวลานี้ท่านจะไม่สนใจพวกเราได้อย่างไร”

“ถูกต้อง! ผู้อาวุโส พวกเราฟังท่านเท่านั้น นายน้อยก็คือนายน้อย ท่านก็คือท่าน”

“เขาเป็นแค่เด็กน้อย ขนยังขึ้นไม่เต็มจะนำทัพได้อย่างไร? ผู้อาวุโส ท่านพูดเช่นนี้ไม่ได้”

“ผู้อาวุโสใช่ถูกใครบังคับหรือไม่ ท่านวางใจเถอะพวกเราจะไม่ยินยอมแน่!”

คนคล้อยตามมากขึ้นทุกที

มู่ชิงเกอมองดูอย่างสงบ นัยน์ตาที่ใสกระจ่างนั้นไม่ได้สั่นไหวแม้เพียงนิดเดียว พวกมั่วหยางกับเซวี่ยนหย่า มองดูจนนัยน์ตาผุดแววพิฆาต ราชครูสั่นศีรษะช้าๆ พลางถอนหายใจเงียบๆ

ซวีซิวเห็นเช่นนี้แล้วก็ขมวดคิ้วแน่น

“ใครไม่ยอม สังหารไม่เว้น!” ทันใดนั้นมู่ชิงเกอเปิดปาก คำพูดเรียบง่ายนี้ก็หยุดเสียงอึกทึกเหล่านี้ลงได้หมดสิ้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น