พลิกปฐพี 733

ตอนที่ 733

ทางผ่านดินแดนเฟิ่งเทียน

เชื่อฟัง! เชื่อฟังอย่างเด็ดขาด!

สำหรับมู่ชิงเกอแล้ว คนเหล่านี้จะยอมรับตัวนางหรือไม่นั้นไม่สำคัญ แต่คำสั่งของนางนั้นจะต้องปฏิบัติตามได้อย่างสมบูรณ์

นี่เป็นหลักเกณฑ์!

หากแม้แต่จุดนี้ยังทำไม่ได้นางก็จะยอมไม่รับคนเหล่านี้ แม้จะร้ายกาจแค่ไหนก็ไม่ต้องการ

ในตำหนักใหญ่ เงียบกริบ

มู่ชิงเกอได้บอกเงื่อนไขของนางออกมาแล้ว หากทำไม่ได้ก็ไสหัวออกไปเสีย

สังหารหรือ

นางไม่ทำเช่นนั้นหรอก แต่ความเป็นตายของพวกเขาจะไม่เกี่ยวข้องกับนางอีกต่อไป

“พวกเจ้าอยากฟังคำสั่งผู้อาวุโสของพวกเจ้า หรืออยากฟังคำสั่งจากข้านายน้อยคนนี้ คิดให้ดีๆ” มู่ชิงเกอกลับมาพิงพนักเก้าอี้แล้วพูดอย่างเกียจคร้าน

ซวีซิวชะงักงันหันกลับมาทันที เขาหันมาหามู่ชิงเกอแล้ววางไม้เท้าในมือลง คุกเข่าสองข้างลงต่อหน้ามู่ชิงเกอแล้วพูดช้าๆ ว่า “นายน้อย ตระกูลมู่มีนายน้อยได้เพียงคนเดียวและคนคนนั้นจะต้องเป็นนายน้อยแน่นอน ซวีซิวเป็นเพียงผู้เฝ้ามองของตระกูลมู่เพื่อสนับสนุนนายน้อย วางแผนเพื่อนายน้อยและเพื่อตระกูลมู่เท่านั้น”

เขากำลังชี้แจงมู่ชิงเกอถึงทางเลือกของตัวเอง และเตือนสติพวกตระกูลมู่เหลือเดนที่ยังคงไม่รู้เรื่องราวชัดเจน

ยังดีที่คนร่วมพันนี้ไม่ใช่พวกดื้อรั้นไม่สนใจอะไร คนพวกนี้หลังจากฟังคำเตือนของซวีซิวแล้วก็รู้สึกตัวขึ้นมาทันใด

‘ใช่แล้ว! ตระกูลมู่จะมีผู้นำสองคนได้อย่างไร จะให้มีสองเสียงปรากฎขึ้นได้อย่างไร’

เมื่อเข้าใจแล้ว คนตระกูลมู่เหลือเดนที่งุนงงอยู่ในตำหนักต่างก็คุกเข่าลงที่พื้น เลียนแบบซวีซิว หมอบลงต่อหน้ามู่ชิงเกอ

“พวกข้ายินดีรับนายน้อยเป็นผู้นำ ไม่ขอเป็นอื่นเด็ดขาด!”

“พวกข้ายินดีรับนายน้อยเป็นผู้นำ ไม่ขอเป็นอื่นเด็ดขาด!”

คนตระกูลมู่เหลือเดนยอมศิโรราบหมดแล้ว!

ศิโรราบโดยสิ้นเชิง!

มู่ชิงเกอไม่เพียงแต่เอาชนะนายน้อยที่พวกเขาคัดเลือกมาอย่างดีและสิ้นเปลืองพลังกายใจบ่มเพาะขึ้นมา ทั้งสามารถสร้างชื่อเสียงในแผ่นดินเทพทั้งสี่สมุทรได้ เวลานี้ยังแสดงออกถึงฝีมือการปราบพยศพวกเขาอีกด้วย

พวกเขาไม่ยอมไม่ได้ ไม่อาจไม่ยอม กระทั้ง…ไม่กล้าไม่ยอม!

ในตำหนักคนร่วมพันคุกเข่าต่อหน้าตัวนาง ส่วนตัวนางกลับนั่งอยู่อย่างสูงส่ง มุมปากมู่ชิงเกอคล้ายมีรอยยิ้มผุดขึ้นมา

นางคิดในใจว่า ‘อำนาจทำให้คนหลงทาง ทำให้คนบ้าคลั่ง แต่ก่อนนี้ยังไม่รู้สึกอะไร แต่เวลานี้เมื่อนั่งอยู่บนที่นี่ มองดูคนที่ก้มศีรษะยอมสยบเหล่านี้ ข้าเหมือนจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดไม่ว่าจะเป็นโลกข้างล่างหรือโลกข้างบนนี้จึงมีคนมากมายแย่งชิงทั้งอำนาจและตำแหน่งอย่างบ้าคลั่งโดยไม่คำนึงสิ่งใด’

เวลานี้มู่ชิงเกอรับรู้ได้ถึงการมีอำนาจในมือ รับรู้ถึงความรู้สึกการอยู่เหนือคนนับหมื่น

แต่จิตใจนางไม่ได้เปลี่ยนแปลง ความตั้งใจแรกเริ่มยังคงอยู่

เส้นทางผู้แข็งแกร่งของนาง เส้นทางฝืนชะตาฟ้าของนาง สิ่งที่ตามหาแต่ไรมาก็ไม่ใช่อำนาจสูงสุดเหล่านั้น นางเพียงแค่ต้องการดิ้นให้หลุดจากชะตาชีวิต ควบคุมชะตาชีวิตไม่ให้ถูกบังคับโดยผู้ใดและปกป้องคนที่ตัวเองต้องการปกป้องเท่านั้น

เรืองตระกูลมู่ได้รับการแก้ไขแล้ว

แต่จะจัดการคนเหล่านี้อย่างไรยังต้องวางแผนให้ละเอียดรอบคอบ

คนพันคนที่เคยชินกับการหลบซ่อนมาถึงหมื่นปีนั้น เวลานี้ต่อให้พวกเขาสามารถปรากฎตัวอย่างสง่าผ่าเผยต่อหน้าผู้คน พวกเขาก็ย่อมมีความหวาดหวั่นหลงเหลืออยู่ ความระมัดระวังจนเกินไปกลับจะทำให้คนผิดสังเกตได้

ในตำหนักข้างของวังใต้ดินมู่ชิงเกอนั่งอยู่หลังโต๊ะเขียนหนังสือ ที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะมีมั่วหยาง เซวี่ยนหย่า ทั้งยังราชครูกับซวีซิว

มู่ชิงเกอเอนหลังพิงพนักด้วยท่าทางสบายอารมณ์

มือของนางวางที่ขอบโต๊ะ ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ

ทั้งสี่คนต่างนิ่งเงียบไม่พูดรอนางเอ่ยปาก

ผ่านไปสักครู่มู่ชิงเกอจึงว่า “เวลานี้พวกเจ้าต่างมีป้ายแสดงฐานะถูกต้องไม่ต้องหลบอยู่ในถํ้าแอบดำเนินแผนอย่างลับๆ แล้ว”

“นายน้อยมีแผนอย่างไรบ้าง” ราชครูถาม

มู่ชิงเกอมองมั่วหยางกับเซวี่ยนหย่า “พวกเจ้า จัดการนำคนทั้งพันคนแยกย้ายไปอยู่ในเฟิงหลินเยี่ยตู้ ตามที่ต่างๆ ประการแรกคือให้พวกเขากลับมาเคยชินกับชีวิตภายใต้แสงอาทิตย์ก่อน”

“ขอรับ / เจ้าค่ะ”

มั่วหยางกับเซวี่ยนหย่าก้มศีรษะรับคำสั่ง

สั่งเสร็จแล้วนางก็มองซวีซิวแล้วพูดช้าๆ ว่า “เจ้าอยู่กับราชครูทำในสิ่งที่ควรทำของผู้เฝ้ามอง เรื่องแรกคือให้พวกเจ้าคิดคำนวณดูว่า เคล็ดวิชาเทวะส่วนล่างส่วนที่เหลืออีกสองส่วนอยู่ที่ไหนกันแน่”

ดวงตาซวีซิวเปล่งประกายบอกมู่ชิงเกอว่า “หนึ่งส่วนนั้นควรจะอยู่ที่ดินแดนเส้าเทียน ครั้งนั้นเขาเป็นตัวหลักในการวางแผนฆ่าล้างตระกูลมู่ ดังนั้นคงไม่มีทางปล่อยเคล็ดวิชาเทวะส่วนล่างไปเด็ดขาด แต่ส่วนสุดท้ายนั้น ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน”

มู่ชิงเกอหรี่สองตาลงนึกถึงคำพูดราชาเทวะฮ่วนเยวี่ยเฒ่า นางถามว่า “ครั้งนั้นเคล็ดวิชาเทวะส่วนล่าง ถูกแบ่งเป็นห้าส่วนได้อย่างไร”

“พูดให้ถูกต้อง ควรบอกว่าถูกแบ่งเป็นหกส่วน” ซวีซิวมองสบตามู่ชิงเกอ

“แบ่งเป็นหกส่วน?” มู่ชิงเกอเลิกคิ้ว

คำพูดของซวีซิวตรงกับที่ราชาเทวะเฒ่าเคยบอกนางไว้

ซวีซิวผงกศีรษะ “ครั้งนั้นเพื่อล่อทัพใหญ่ออกไป ยื้อเวลาให้สายเลือดตระกูลมู่จากไป ราชาเทวะแกล้งนำเคล็ดวิชาเทวะส่วนล่างออกมาล่อศัตรู ขณะที่พวกเขาแย่งชิงกันก็ได้แยกเคล็ดวิชาเทวะส่วนล่างออกเป็นหกส่วน แต่ส่วนหนึ่งในนั้นหลังจากแยกออกแล้วก็ถูกทำลายไปในระหว่างแย่งชิง ที่เหลือห้าส่วนต่างถูกแย่งชิงเอาไป ในช่วงหมื่นปีมานี้ถูกเปลี่ยนมือหลายครั้ง ข้าเองก็ลงแรงไปมากจึงได้มาสองส่วน”

“ความจริงขอเพียงรู้ว่าใครได้ส่วนที่เหลือตั้งแต่ครั้งแรกแล้วไล่ตามลงไปก็น่าจะหาได้ง่าย” มู่ชิงเกอพูดเสียงเรียบ

“เป็นเช่นนั้นจริง แต่ขณะนั้นเหตุการณ์ชุลมุนมาก ผู้ร่วมแย่งชิงไม่ได้มีเพียงราชาเทวะ ยังมีผู้แข็งแกร่งขั้นศักดิ์สิทธิ์อีกมากมายร่วมด้วย ดังนั้นเวลานั้นถูกใครแย่งไปจึงไม่มีทางรู้ได้” ซวีซิวกล่าว

มู่ชิงเกอขมวดคิ้วนิดๆ พูดเสียงเครียดว่า “ดี ข้ารู้แล้ว ด้านดินแดนเส้าเทียนข้าจะส่งคนไปสืบดูเพื่อให้แน่ใจว่าส่วนที่เหลือยังอยู่หรือไม่ ที่เหลืออีกหนึ่งส่วนพวกเจ้าจงคาดเดาหาเบาะแสออกมาให้ดี”

“นายน้อย ดินแดนเส้าเทียนมีเวรยามเฝ้าหนาแน่นมาก คนนอกลอบเข้าไปยากมาก” ซวีซิวเตือน

มู่ชิงเกอกลับพูดอย่างราบเรียบว่า “ข้าย่อมมีวิธี”

ซ่งเทียนจี๋ก็ได้ถูกนางวางตัวไว้ในดินแดนเส้าเทียน

เห็นมู่ชิงเกอพูดเช่นนี้แล้วซวีซิวก็ไม่ได้พูดต่อ

วันรุ่งขึ้นมู่ชิงเกอก็แยกออกไป มุ่งหน้าไปยังป่าอสูร

นางออกไปคนเดียวโดยไม่ได้ให้ใครรู้

เพียงแต่ขณะที่ออกจากเฟิงหลินเยี่ยตู้นางก็ยังเห็นรถที่ลากโดยสัตว์เขาเดียวและมั่วหยางนั่งอยู่บนที่นั่งคนขับ

“คุณชาย ให้ข้าไปส่งสักระยะหนึ่งเถอะ” มั่วหยางพูดก่อน

มู่ชิงเกอยิ้มน้อยๆ ไม่ได้ปฏิเสธแล้วขึ้นไปบนตู้รถ นางจะไปป่าอสูรต้องผ่านดินแดนเฟิ่งเทียน เฉาลู่เป็นเมืองมนุษย์ธรรมดาที่ขึ้นกับดินแดนเฟิ่งเทียนอยู่แล้วจึงนับว่าไม่ได้ออกนอกเส้นทาง

“เจ้าส่งข้าไปเมืองมนุษย์เทพดินแดนเฟิ่งเทียนก็พอแล้ว” มู่ชิงเกอสั่งมั่วหยาง

มั่วหยางผงกศีรษะแล้วสะบัดแส้ในมือให้สัตว์เขาเดียวสองตัวบินขึ้นฟ้ามุ่งหน้าสู่ดินแดนเฟิ่งเทียน มู่ชิงเกอนั่งอยู่ในตู้รถมองดูเมฆหมอกที่ปกคลุมบริเวณรอบด้านด้วยจิตใจนิ่งสงบ…

ดินแดนเฟิ่งเทียน เมืองมนุษย์เทพที่ขึ้นกับดินแดนเฟิ่งเทียนนั้นชื่อว่าเมืองชิงหลวน

คนในเมืองชิงหลวนส่วนใหญ่เป็นมนุษย์เทพสตรี อาจจะเพราะดินแดนชิงหลวนเป็นดินแดนเทพแห่งเดียวที่สตรีเป็นใหญ่

แน่นอนว่าในเมืองมีมนุษย์เทพบุรุษไม่น้อยอยู่ด้วย พวกเขาบ้างเป็นครอบครัวมนุษย์เทพสตรี บ้างเป็นเพราะเหตุผลอื่นๆ จึงเลือกที่จะอาศัยอยู่ในดินแดนชิงหลวน

มู่ชิงเกอเดินอย่างสบายอารมณ์เข้าใกล้เมืองชิงหลวน นางไม่ได้เปิดเผยตัวตนว่าเป็นราชาเทวะน้อยดินแดนฮ่วนเยวี่ย

เนื่องจากหากเปิดเผยตัวตนแล้ว หลียวนในดินแดนเฟิ่งเทียนก็จะรู้ว่านางมาแล้ว ครั้งนี้ที่นี่เป็นเพียงทางผ่านส่วนจุดหมายคือป่าอสูร อีกทั้งซือมั่วกำลังปิดประตูบำเพ็ญ นางไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับหลียวนในเวลานี้

แน่นอนว่าหากมีโอกาสเล่นงานนางบ้าง เก็บดอกเบี้ยกลับคืนมาก่อน นางย่อมไม่เกรงใจแน่นอน

‘หลียวนอยู่ในดินแดนเฟิ่งเทียนที่ห่างจากเมืองชิงหลวนไปอีกระยะหนึ่ง การจะไปป่าอสูรจะต้องผ่านเมืองชิงหลวน’ มู่ชิงเกอคิดในใจ

นางไม่ทันสังเกตว่าพอนางเดินเข้ามายังเมืองชิงหลวนนั้นมีสายตาชื่นชมจำนวนไม่น้อยจับจ้องมาที่ร่างของนาง

สายตาชื่นชมเหล่านี้ล้วนเป็นมนุษย์เทพสตรีในเมือง

“รีบมาดูเร็ว! มีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเข้ามาในเมืองละ”

“ช่างงามจนไม่มีใครเทียบได้ข้ายังไม่เคยเห็นหนุ่มรูปงามเท่านี้มาก่อนเลย”

“งามจนใจคอข้าหวั่นไหวไปหมด หากได้อยู่ด้วยสักคืนต่อให้ลดอายุขัยไปสักสิบปี ข้าก็ยินดี”

“งามถึงขนาดนี้หรือว่าเป็นพวกเผ่าจิ้งจอกในป่าอสูรแปลงกายมา?”

“ต่อให้เป็นเผ่าจิ้งจอกก็มีเพียงไม่กี่ตัวที่แปลงกาย แล้วจะงามพร้อมได้เพียงนี้”

“หากเป็นเผ่าจิ้งจอก พวกเจ้าไม่กลัวว่าเขาจะกินพวกเจ้าจนเกลี้ยง แล้วดูดเอาทั้งพลังทั้งตบะบำเพ็ญของพวกเจ้าไปด้วยหรือ” มีคนแกล้งเย้าเล่น

แต่เหล่ามนุษย์เทพสตรีที่ตกตะลึงในความงามของมู่ชิงเกอกลับไม่รู้สึกเขินอายแต่อย่างใด ยังคงซุบซิบกันต่อไป

“หากจะต้องถูกเขาล้างตบะบำเพ็ญไปจนหมดสิ้น แต่เพียงแค่ได้ร่วมราตรีด้วยข้าก็ยังยินดี”

“ถูกต้อง ชายงามเช่นนี้ พวกเราบำเพ็ญมานานนมเพื่ออะไรกัน ไม่ใช่เพื่อจะมีโอกาสได้เสวยสุขให้ดีขึ้นหรือ งามขนาดนี้ต่อให้เทพเหล่านั้นในดินแดนเฟิ่งเทียนเห็นแล้วยังยากที่จะไม่หวั่นไหว”

“เฮ้อ น่าเสียดาย! พวกเรายืนอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว เขายังไม่ยอมแลพวกเราเลยสักนิด”

เสียงชื่นชมและเสียงท้อแท้รอบบริเวณราวกับไม่ได้เกี่ยวข้องกับมู่ชิงเกอเลยแม้แต่น้อย

นางเดินไปบนถนนใหญ่เมืองชิงหลวน มองดูสิ่งปลูกสร้างรอบๆ อากาศแผ่นดินเทพเหนือจะหนาวเล็กน้อย สิ่งปลูกสร้างก็ดูหนาหนัก หน้าต่างดูเล็กกว่า ประตูก็มีผ้าม่านหนาๆ กั้นไว้

ต้นไม้สองข้างทางล้วนเป็นพืชทนหนาวได้ มีดอกไม้เล็กๆ อยู่บ้างล้วนบริสุทธิ์สวยงาม

หากไม่มีหลียวนคนนี้ มู่ชิงเกอคงจะมีความรู้สึกที่ดีต่อเมืองชิงหลวน ต่อดินแดนเฟิ่งเทียนนี้ ในโลกที่บูชาความแข็งแกร่งนั้นเป็นการยากที่สตรีจะมีดินแดนเทพเป็นของตัวเองได้

แต่พอมีหลียวนและหลียวนยังทำร้ายซือมั่ว ทำให้นางเจ็บแค้นแสนสาหัสก็ทำให้ความรู้สึกของนางที่นางมีต่อดินแดนเฟิ่งเทียนทั้งหมดเลวร้ายลงไปด้วย

มู่ชิงเกอคิดเองว่าตัวเองไม่ใช่เป็นคนที่มีอคติ แต่เรื่องซือมั่วสำหรับนางแล้วเป็นสิ่งต้องห้าม ใครก็จะมายุ่งเกี่ยวด้วยไม่ได้

เรื่องที่หลียวนกระทำต่อซือมั่วเท่ากับเป็นการท้าทายอำนาจของนาง แม้ทนได้แต่นางจะไม่ยอมทน!

ละสายตาคืนแล้วมู่ชิงเกอไม่อยากจะสนใจเมืองชิงหลวนอีก

เมืองชิงหลวนใหญ่โตมาก ยิ่งเข้าใกล้ป่าอสูร อากาศก็ยิ่งหนาว ว่ากันว่าหลังจากเข้าไปในป่าอสูรแล้ว อากาศจึงจะกลับมาสบายเหมือนฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งปีอีกครั้ง

ไตร่ตรองแล้วมู่ชิงเกอจึงเตรียมหาโรงเตี๊ยมบ้านถํ้าเพื่อพักก่อน รุ่งขึ้นค่อยเดินทางต่อ

โห่วกลับไปป่าอสูรนานแล้ว หยินเฉินก็ล่วงหน้าไปป่าอสูร ที่เขาจากไปอย่างรีบร้อนไม่รู้เพราะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ดังนั้นมู่ชิงเกอจึงไม่อยากชักช้า อยากรีบไปสมทบกับพวกเขาโดยเร็วที่สุด

แต่มู่ชิงเกอยังไม่ทันหาโรงเตี๊ยมบ้านถํ้าที่ถูกใจได้ ก็ถูกฝูงชนที่เบียดเสียดอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลนักดึงดูดเอาไว้

ถนนสายที่นางยืนอยู่มีคนไม่น้อยต่างเบียดเสียดกันแน่นขนัดไม่รู้ทำอะไรกัน เพียงแต่รู้สึกว่าทุกคนต่างตั้งอกตั้งใจกันเต็มที่

มู่ชิงเกอเห็นว่าที่นี่ไม่มีทางแยกไปได้หากจะผ่านที่นั่นก็ต้องเบียดเข้าไปโดยผ่านทะลุไปโดยตรง หาไม่แล้วก็ต้องกลับไปหาทางอ้อมใหม่

ทั้งสองอย่างนางล้วนไม่อยากทำ

บังเอิญริมถนนมีแผงนํ้าชา มู่ชิงเกอคิดแล้วจึงเดินเข้าไปนั่งบนที่ว่างในแผงนํ้าชานั่น

เจ้าของแผงน้ำชาเป็นสตรีขั้นจิตวิญญาณชั้นสาม เนื่องจากการบำเพ็ญทำให้มองอายุออกได้ยากมาก โดยเฉพาะมนุษย์เทพสตรีหลังจากมีตบะบำเพ็ญแล้วก็มักเลือกบัญญัติอาคมของการบำเพ็ญชนิดหนึ่ง นั่นคือบัญญัติอาคมรักษาความอ่อนเยาว์

นางหันมายิ้มให้มู่ชิงเกอ ขณะที่เห็นชัดเจนถึงใบหน้ามู่ชิงเกอ นางก็ตกตะลึงจนเหม่อลอยไป ดวงตาเปล่งประกายความชื่นชมออกมา

นางยืนนิ่งอยู่กับที่ ในมือถือกานํ้าร้อนราวกับถูกคนสกัดจุดไว้จนไม่อาจขยับเขยื้อนได้ มองอยู่เนิ่นนาน มู่ชิงเกอจึงหันหน้าไปมอง พอดวงตาที่ใสกระจ่างของนางกวาดผ่าน เจ้าของแผงนํ้าชาจึงรู้สึกตัว นางแย้มรอยยิ้มที่หวานกว่าเมื่อครู่นี้ ถือกานํ้าร้อน หยิบถ้วยชาแล้วเดินมาที่โต๊ะมู่ชิงเกอ

“แขกท่านนี้ข้าเพิ่งเคยพบเป็นครั้งแรก ท่านคงมาจากเมืองอื่นสินะ” นางวางถ้วยชาบนโต๊ะแล้วรินนํ้าร้อนในกาใส่ถ้วยชา

พอนํ้าร้อนไหลลงไปในถ้วยชา มู่ชิงเกอก็รู้สึกว่าภายในถ้วยชามีพลังเทพลอยขึ้นมา ในนํ้าชาที่ใสแจ๋วก็ค่อยๆ รวมตัวเป็นใบชาสีเขียวสดใสหลายใบ

มู่ชิงเกอมองการใช้บัญญัติอาคมของเจ้าของแผงแล้ว ดวงตาก็เปล่งประกายแวบหนึ่ง เอ่ยว่า “รากวิญญาณไม้”

เจ้าของแผงยิ้มราวดอกไม้บาน “ถึงแม้ข้าเป็นรากวิญญาณไม้ แต่สติปัญญาจำกัดยากที่จะไปไกล จึงทำได้เพียงขายนํ้าชาในเมืองชิงหลวนเท่านั้น”

มู่ชิงเกอยิ้มน้อยๆ และผงกศีรษะนิดๆ

“แขกท่านนี้ยังต้องการอะไรอีกไหม ที่นี่นอกจากน้ำชามีชื่อแล้วยังมีของกินเล่นต่างๆ ด้วย ล้วนไม่ได้ใช้พลังเทพแปลงมา แต่ข้าทำด้วยสองมือของข้าเอง” กานํ้าร้อนในมือเจ้าของแผงหายไป นางยื่นสิบนิ้วโบกไปมาอยู่ตรงหน้ามู่ชิงเกอ

มู่ชิงเกอสั่นศีรษะยิ้มนิดๆ เป็นเชิงปฏิเสธ นางมองไปที่ฝูงชนเบียดเสียดกัน ยังไม่เห็นทีท่าว่าจะแยกย้ายไป ไม่รู้ว่าต้องรอนานอีกเท่าไร

เจ้าของแผงเห็นแล้วจึงพูดอย่างขบขันว่า “แขกท่านนี้ อยากรู้ขนาดนี้เหตุใดไม่ไปลองดูเล่า”

มู่ชิงเกอมองกลับมาพลางเลิกคิ้วนิดๆ

เจ้าของแผงพูดต่อว่า “รูปโฉมระดับท่านจะต้องได้ที่หนึ่ง สามารถกระโดดขึ้นสู่ประตูมังกรได้แน่นอน ต่อนี้ไปค่าตัวคงสูงขึ้นร้อยเท่ากลายเป็นมนุษย์เหนือมนุษย์ทั่วไป”

เจ้าของแผงพูดอย่างเกินจริง

แต่นี่กลับทำให้มู่ชิงเกอชักสนใจ นางผายมือออกสะบัดเสื้อคลุมตัวเองแล้วถามว่า “นี้กำลังทำอะไรกันหรือ”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น