พลิกปฐพี 739

ตอนที่ 739

ให้ตายเถอะ! เหตุใดเป็นเจ้าได้

มู่ชิงเกอเลิกคิ้วแล้วมองไปที่หลียวน

หลียวนยืนขึ้นจากเก้าอี้เผยให้เห็นถึงเรือนร่างที่สูงโปร่งอรชร

ต้องบอกเลยว่าหลียวนเป็นคนที่รู้จักอวดจุดเด่นของตัวเอง ทั้งรู้จักซ่อนเร้นจุดบกพร่องของตัวเองอย่างมาก ทำให้มองดูแล้วช่างสมบูรณ์แบบอย่างถึงที่สุด แทบจะหาข้อตำหนิไม่ได้เลยแม้แต่นิด

นางสวมชุดเสื้อกระโปรงรัดรูป รัดเอวไว้เผยให้เห็นถึงเอวที่คอดกิ่วและสองขาเรียวยาว

หลียวนเดินลงบันไดมาทีละก้าวจากบนแท่น กระโปรงยาวด้านหลังยิ่งเพิ่มพูนความสูงศักดิ์สง่างามของนาง

มู่ชิงเกอมองดูนางเดินเข้ามาใกล้ตัวเองทีละก้าวโดยที่สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงแม้แต่นิด

หลียวนเดินมาถึงเบื้องหน้ามู่ชิงเกอ นางเตี้ยกว่ามู่ชิงเกอเพียงเล็กน้อย แต่บารมีของราชาเทวะทำให้นางดูเหนือกว่าผู้อื่นมากมายนัก

พลังบารมีของนางกดดันมู่ชิงเกออยู่

นางไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่เมื่อติดนิสัยแล้วย่อมจะเป็นไปโดยธรรมชาติ

ราวกับว่านางชอบดูท่าทีของทุกคนที่สยบต่อนาง ก้มศีรษะคุกเข่าค้อมเอวต่อหน้านาง

แต่วันนี้ที่พบนั้นคือมู่ชิงเกอ

มู่ชิงเกอไม่มีสิ่งอื่น แต่มีกระดูกสันหลังที่ไม่ยอมค้อมให้ใคร

นางยืนอยู่ต่อหน้าหลียวนและจ้องมองกัน กระดูกสันหลังยังคงตรงดิ่งดั่งด้ามทวน พลังบารมีที่รุนแรงราวกับกระบี่เทพที่ออกจากฝักนั้นทำให้คนไม่อาจมองข้ามได้

ทั้งคู่ประจันหน้ากัน แววตาที่ประสานกันนั้นรุนแรงราว กับสู้รบกันถึงหลายร้อยกระบวนท่า

แต่ถึงแม้ขั้นบำเพ็ญมู่ชิงเกอเวลานี้จะยังไม่เท่าหลียวน แต่ก็ไม่ได้พ่ายแพ้ในการประจันหน้าครั้งนี้

แววตาหลียวนมีประกายประหลาดใจเอ่ยขึ้นอย่างเฉยชาว่า “เจ้าทำให้ข้าผิดคาดมากทีเดียว”

มู่ชิงเกอยิ้มน้อยๆ แล้วพูดอย่างเรียบเฉยว่า “ขอบคุณ ราชาเทวะที่กล่าวชม”

“อ้อ ข้ากำลังชมเจ้าอยู่หรือ” หลียวนยิ้ม รอยยิ้มนั้นเย็นเฉียบ แววตาก็กลายเป็นเย้ยหยันราวกับกำลังหัวเราะเยาะมู่ชิงเกอในความโอหังของตัวเขา

มู่ชิงเกอกลับอมยิ้มอย่างไม่สนใจเอ่ยว่า “ข้าเชื่อว่าใช่”

บางครั้ง คำชมของศัตรูก็ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง!

“ฮ่าๆๆ…” จู่ๆ หลียวนก็หัวเราะขึ้นมา เสียงหัวเราะนั้นยังคงความสูงศักดิ์และถือตัวของราชาเทวะเอาไว้ แต่อย่างไรก็ยังขาดความสง่างามจริงใจไปหลายส่วน “เจ้า น่าสนใจมากจริงๆ ทำให้ข้าชักสนใจแล้วสิ เจ้าลองพยายามดูอีกสิ ไม่แน่ว่าข้าอาจจะไปดินแดนฮ่วนเยวี่ยสักเที่ยว”

“ราชาเทวะจะไปดินแดนฮ่วนเยวี่ย?” มู่ชิงเกอเลิกคิ้ว

หลียวนยิ้มอย่างนึกสนุก “ใช่แล้ว หากเจ้าน่าสนใจจริงๆ ข้าจะไปหาราชาเทวะฮ่วนเยวี่ยแล้วขอตัวเจ้ามาเองจะดีไหม”

“ราชาเทวะหมายความว่า…” มู่ชิงเกอนิ่งคิดแล้วถามเช่นนั้น

หลียวนผายมือออกสองข้าง เดินไปมาหลายก้าว ท่าทางหยิ่งยโสราวกับเฟิ่งหวง นางว่า “เจ้าดูดินแดนเฟิ่งเทียนของข้าสิ สาวงามรายล้อม ทิวทัศน์งามลํ้า เป็นลูก ศิษย์ของข้าจะไม่ดีกว่าอยู่ที่ดินแดนฮ่วนเยวี่ยหรือ”

“…” มุมปากมู่ชิงเกอกระตุก นางนึกไม่ถึงเลยว่าหลียวนถึงขนาดมีความคิดอยากได้ตัวนาง “ในเมืองชิงหลวน ได้ยินว่าดินแดนเฟิ่งเทียนกำลังรับสมัครลูกศิษย์ ชาย ดูแล้วท่าจะเป็นความจริง”

สีหน้าหลียวนเครียดลงมาทันที นางจ้องหน้ามู่ชิงเกอแล้วถามว่า “เจ้าคิดจะพูดอะไร”

สีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปในทันทีของนางนั้นทำให้มู่ชิงเกออารมณ์ดีขึ้นมาก มู่ชิงเกอเอ่ยด้วยท่าทางบริสุทธิ์ใสซื่อว่า “ข้าก็ไม่ได้คิดอยากจะพูดอะไรหรอก เพียงพูดตามที่ได้ยินมาก็เท่านั้น”

“ฮึ! เจ้าก็เหมือนพวกที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ด้านนอกนั้น ที่คิดว่าดินแดนเฟิ่งเทียนรับสมัครลูกศิษย์ชายเพราะมีความประสงค์อะไรอื่นงั้นหรือ” หลียวนบีบคั้นมู่ชิงเกอมากขึ้น

มู่ชิงเกอกลับไม่ถอยหนี ยังคงยิ้มว่า “ราชาเทวะจะไปสนใจคำพูดคนนอกทำไมเล่า”

ความนิ่งเฉยของนาง ทำให้อารมณ์หลียวนสงบลงมาบ้าง

แต่หลียวนกลับไม่รู้ว่า มู่ชิงเกอเวลานี้กำลังคิดว่า ‘ทำเลย ทำไปเลย ทำให้เต็มที่ ทำจนฟ้าดินครํ่าครวญจะดีที่สุด คราวหลังขณะที่ข้าจัดการเจ้าผู้คนก็จะยิ่งยินดี อย่างไรเล่า’

แววตาหลียวนมองมู่ชิงเกออย่างมีความหมาย นํ้าเสียงนุ่มนวลลงแล้วถามว่า “เจ้ารู้สึกเช่นนั้นจริงๆหรือ”

มู่ชิงเกอชะงัก รู้สึกว่าคำพูดของนางไม่ค่อยสอดคล้องกันนัก

ความเงียบของนางกลับทำให้นัยน์ตาหลียวนผุดความขุ่นเคืองใจขึ้นมาอีก “ข้าก็รู้อยู่ เจ้าเพียงแค่พูดเออออไปตามข้าเท่านั้นเอง”

อะไรกันโมโหอีกแล้ว วัยทองหรือ!

มู่ชิงเกออดบ่นในใจอีกไม่ได้

เปลือกนอกนางยังคงยิ้มแย้มพูดปลอบหลียวน ‘ด้วยความหวังดี’ ว่า “ราชาเทวะ ข้าไม่ได้เพียงพูดเออออไปอย่างนั้น ราชาเทวะเป็นผู้สูงศักดิ์ที่สุดในแผ่นดินเทพ สิ่งที่กระทำย่อมไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้ ท่านเป็นผู้สูงส่งไยต้องไปอธิบายให้คนอื่นเข้าใจด้วยเล่า”

หลียวนมองเขา แววตาเปลี่ยนแปลงไปมา

มู่ชิงเกอก็จ้องนาง แววตาที่ใสกระจ่างมีแต่ความจริงใจเหลือล้น

เนิ่นนาน หลียวนจึงสะบัดแขนเสื้อว่า “เจ้าไปก่อนเถอะ”

พูดจบ นางก็หันกายหันหลังให้มู่ชิงเกอ

ไม่ทันรอมู่ชิงเกอพูดอะไรก็มีคนก้าวเข้ามาบอกนางว่า “ราชาเทวะน้อย โปรดตามข้ามา”

มู่ชิงเกอไม่ได้รั้นจะอยู่ต่อแล้วตามสาวใช้เดินออกจากวังราชาเทวะ แต่พวกนางไปได้ไม่ไกล มู่ชิงเกอก็ถูกสาวใช้นำไปยังตำหนักข้างที่อยู่ด้านหลังวังราชาเทวะ

เมื่อไปถึงแล้วสาวใช้นางนั้นก็หน้าแดงเรื่อค้อมกายให้มู่ชิงเกอ “ราชาเทวะน้อย ที่นี่เป็นตำหนักรับแขกพิเศษของดินแดนเฟิ่งเทียน ขณะที่ท่านอยู่ในดินแดนเฟิ่ง เทียนก็พักที่นี่เถอะเจ้าค่ะ”

มู่ชิงเกอพยักหน้า “ขอบใจ”

พอนางขอบใจกลับทำให้สาวใช้ตื่นเต้นและรีบพูดด้วยความเอียงอายว่า “ไม่…ไม่ต้องขอบคุณหรอกเจ้าค่ะ”

แล้วก็รีบหันกายวิ่งไปด้วยความตื่นเต้น

“นี่…” มู่ชิงเกอมองเงาหลังนางที่ ‘วิ่งหนี’ไปด้วยความงุนงงและประหลาดใจ จนเมื่อสาวใช้คนนั้นวิ่งออกไปไกลแล้วนางจึงบ่นพึมพำ “ตำหนักใหญ่โตปานนี้ เจ้า ยังไม่ได้บอกเลยว่าจะให้ข้าอยู่ห้องไหน”

แต่คนจากไปแล้วย่อมไม่มีใครได้ยินที่นางบ่น

หมดหนทาง มู่ชิงเกอจึงสะบัดแขนเสื้อแล้วหมุนตัวเข้าไปในตำหนัก

“ที่นี่ใหญ่โตเช่นนี้ ขณะที่มาก็ไม่ได้ยินใครพูดถึงว่ามีแขกมาเยือน เกรงว่าคงจะว่างหมด ในเมื่อไม่มีใครนำทางข้าก็เลือกเอาเองสักห้องแล้วกัน” มู่ชิงเกอรำพึง รำพันเดินเข้าไปในตำหนัก เลือกห้องตามสบาย

ส่วนสาวใช้ที่วิ่งไปครึ่งทางเมื่อหายตื่นเต้นแล้วก็ค่อยนึกขึ้นได้ สีหน้าเปลี่ยนไปทันทีแล้วร้องว่า “แย่แล้ว!”

นางรีบหันกลับและมุ่งหน้าไปยังตำหนักข้างอย่างรวดเร็วทันที

มู่ชิงเกอเดินมาถึงด้านหน้าห้องห้องหนึ่ง ยื่นมือออกไปดันประตูที่ปิดสนิทแล้วพึมพำว่า “อืม ห้องนี้แล้วกัน”

แต่พอนางเปิดประตู ภายในก็มีเสียงตกใจออกมา “ใครน่ะ!”

ในนั้นมี คนหรือ

มู่ชิงเกอชะงัก ภาพที่สะท้อนเข้าสู่สายตานั้นเป็นแผ่นหลังขาวสะอาดเนียนไร้ที่ติ ส่วนโค้งเว้าที่เย้ายวนเปิดเผยอยู่ตรงหน้านางทั้งหมด เพียงแต่ชั่วพริบตาเดียวรังสีกระบี่ก็มุ่งมาที่นางทันที

มู่ชิงเกอเอียงกายหลบรังสีกระบี่ คนภายในนั้นจึงสวมเสื้อแล้วพุ่งตัวออกมา

“เหตุใดเป็นเจ้า” มู่ชิงเกอกับหญิงที่พุ่งตัวออกมานั้นหลังจากมองเห็นฝ่ายตรงข้ามชัดเจนแล้วต่างก็ร้องขึ้นพร้อมกัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น