บทที่ 530 กระบี่อสนีบาต! (ต้น)
กล่าวจบ คนพูดก็หันหลังกลับและหายวับไปทันที……
เยี่ยฉวนออกจะงุนงงสับสน……
คนรับใช้งั้นหรือ?
จะให้ราชันย์กระบี่อย่างเขาไปเป็นคนรับใช้?
ช่างน่าละอายยิ่งนัก
พลันมีเสียงชายวัยกลางคนซึ่งยืนอยู่ข้างหน้าพูดขึ้นว่า “อานเยี่ย เจ้าอยากจะไปยอดเขาอวิ่นเจี้ยนไหมล่ะ?”
เยี่ยฉวนออกอาการลังเล ที่เขามานี่เพื่อฝึกฝนต่างหาก!
ถ้าไปเป็นคนรับใช้ จะฝึกอะไรได้!
ราวกับอีกฝ่ายจะเดาใจเยี่ยฉวนออกทะลุจนปรุโปร่ง ชายวัยกลางคนจึงกล่าวพลางยิ้มน้อยๆ “อันที่จริงเจ้าน่าจะไปเป็นคนรับใช้ที่หุบเขาอวิ่นเจี้ยนก่อน ถ้ามีความตั้งใจจริงเจ้าจะได้เรียนรู้อีกมาก หากไม่อยากไปจะอยู่ที่นี่ ต้องเริ่มจากการเป็นศิษย์สายใน ต่อไปถ้าฝีมือโดดเด่น เจ้ายังมีโอกาสเปลี่ยนมาเป็นศิษย์สายตรงของเราได้”
คนนิ่งฟังพลางครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงตอบมาว่า “ข้าไป!”
การเริ่มต้นจากศิษย์สายใน จะยิ่งช้ากันไปใหญ่!
และสตรีที่เพิ่งออกไปนางคงเป็นเซียนกระบี่!
ถ้าได้อยู่กับคนเช่นนี้ เขาคงได้เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง
ชายวัยกลางคนพยักหน้าช้าๆ “ถ้าเช่นนั้นก็ไปลงชื่อที่หุบเขาอวิ่นเจี้ยน อ้อจำไว้ว่าพี่สาวเยว่ฉีออกจะเป็นคนแปลกอยู่สักหน่อย อืม……จะว่าไปที่จริงก็ไม่แปลกหรอก นางเป็นคนดีมากด้วยซ้ำ.เอาเป็นว่าเจ้ารีบไปลงชื่อที่ยอดเขาอวิ่นเจี้ยนดีกว่า!”
จากนั้นเขารีบหันกลับและหายไปทันที
เยี่ยฉวนยืนอยู่ที่เดิมหมดคำถามไร้คำพูด ยอดเขาอวิ่นเจี้ยนบนนั้นต้องมีปัญหาอะไรสักอย่างแน่
หลังจากลังเลใจอยู่ชั่วครู่ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจตามสตรีไปที่หุบเขาอวิ่นเจี้ยน เพราะในเมื่ออุตส่าห์มาจนถึงที่นี่แล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะถอดใจเสียแต่เนิ่นๆ
ก่อนที่จะมาเยี่ยฉวนได้สำรวจสำนักชางเจี้ยนมาหมดแล้ว ที่นี่ประกอบด้วยยอดเขาสูงหลักๆ จำนวนเจ็ดยอดด้วยกัน ได้แก่ยอดเขาชางเจี้ยน ยอดเขาซวนเจี้ยน เขาอวิ่นเจี้ยน ยอดเขาไป๋เชา ยอดเขาอวี๋ปี่ ยอดเขาเจิ้นต่าว และยอดเขาจูชี
เขาไม่เคยพบปรมาจารย์ที่ประจำบนยอดเขาทั้งเจ็ด ทว่าหลังจากที่ไปสำรวจดูยอดเขามาหกแห่งแล้วจึงพบว่าแต่ละแห่งมีเซียนกระบี่เป็นเจ้าของสถานที่ประจำอยู่ทุกแห่ง
ที่หุบเขาชางเจี้ยนมีเซียนกระบี่ทั้งสิ้นเจ็ดคน……
ความเข้มแข็งของสำนักชางเจี้ยนแข็งแกร่งกว่าที่ชายหนุ่มคิดไว้มาก
ถึงตอนนี้แล้วเยี่ยฉวนไม่มัวคิดซ้ำ จึงผลุนผลันหันหลังกลับออกจากหอโถง และมุ่งหน้าไปยังยอดเขาอวิ่นเจี้ยน
ที่ยอดเขาซึ่งเยี่ยฉวนยินอยู่นั้น มีสถานีเปลี่ยนเส้นทางเพื่อไปยังยอดเขาแต่ละแห่ง ดังนั้นชายหนุ่มจึงเดินไปหาสถานที่เปลี่ยนเส้นทางและจากนั้นก็อาศัยเส้นทางนี้ขึ้นสู่ยอดเขาอวิ่นเจี้ยน
เมื่อขึ้นไปถึงที่หมายเยี่ยฉวนจึงได้คำตอบว่าเหตุใดสถานที่จึงได้ชื่อว่าหุบเขาอวิ่นเจี้ยน ด้วยยอดเขาที่สูงชันเสียดฟ้า และส่วนยอดเขาถูกห้อมล้อมไปด้วยก้อนเมฆจนดูเหมือนดินแดนในเทพนิยายทีเดียว
เป็นทัศนียภาพที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง
ความรู้สึกกดดันของเยี่ยฉวนเมื่อครู่พลันมลายหายสิ้น จากนั้นจึงเดินหน้าต่อเพียงครู่เดียวก็มาถึงยังด้านหน้าคฤหาสน์ใหญ่โตโอ่อ่า เยี่ยฉวนก้าวเข้าไปหยุดยืนที่หน้าประตูและค้อมกายแสดงคารวะ “อาจารย์เยว่ ข้าน้อยอานเยี่ยมาลงชื่อขอรับ”
เงียบกริบไม่มีสัญญาณตอบรับจากในคฤหาสน์
เยี่ยฉวนส่งเสียงอีกเป็นคำรบสอง ทว่ายังคงไม่มีเสียงตอบรับเหมือนเดิม
คงจะไม่มีคนอยู่!
เมื่อเขาผลักบานประตูหอโถงและประตูแง้มเปิดออกนั้นเอง เยี่ยฉวนต้องถึงกับตกตะลึง
ภายในหอโถงที่ปรากฏเบื้องหน้า มีกองกระบอกไม้ไผ่จำนวนมาก นอกจากกองกระบอกไม้ไผ่พวกนี้แล้วยังมีแถบผ้ายุ่งเหยิงระเกะระกะ บนแถบผ้านั้นมีตัวหนังสือเขียนไว้เต็ม เยี่ยฉวนเดินเข้าไปพิจารณาดูใกล้ๆ อย่างระมัดระวังจึงพบว่าตัวหนังสือบนแถบผ้าแต่ละชิ้นเป็นความทรงจำที่ถูกบันทึกไว้
บางส่วนมีเนื้อหาเกี่ยวกับเพลงกระบี่และบันทึกเกี่ยวกับกระบี่เต๋า!
เยี่ยฉวนหยิบแถบผ้าชิ้นที่วางอยู่ใกล้ตัวขึ้นมาดู บนนั้นมีตัวหนังสือเขียนไว้ว่า ‘เพลงกระบี่ชนิดนี้น่ากลัวก็จริง ทว่ากว่าจะรวบรวมพลังได้ใช้เวลานานเกินไป ถ้าเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่รวดเร็ว เพลงกระบี่ยังไม่ทันแสดงผลข้าคงจบชีวิตเสียก่อน ควรต้องปรับเปลี่ยนในบางส่วน……’
ใกล้กับแถบผ้าสีขาวมีลักษณะเป็นม้วนกระดาษวางไว้ด้วย ม้วนกระดาษนี้กลับกลายเป็นสุดยอดเพลงกระบี่ขั้นปฐพี.เพลงกระบี่สี่ฤดู!
มือคลี่ม้วนกระดาษออกและก้มหน้ามองดู พลันสีหน้าของเยี่ยฉวนบ่งบอกว่าอึ้งต่อสิ่งที่เห็น ด้วยนี่คือการปรับเปลี่ยนสิ่งที่เยว่ฉีได้บันทึกเอาไว้นั่นเอง เป็นการแปรเปลี่ยนเพลงกระบี่สี่ฤดูทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง อาจกล่าวได้ว่าภายหลังที่มีการปรับเปลี่ยน เพลงกระบี่สี่ฤดูนี้เทียบได้กับขั้นสวรรค์ปรุงแต่งนั่นเอง!
น่าทึ่งมาก!
เยี่ยฉวนรู้สึกตระหนกขึ้นมาฉับพลันทันใด
ด้วยเป็นเพราะก่อนนี้ นอกจากอาจารย์สตรีลึกลับแล้วเขาไม่เคยพบเจอผู้ฝึกกระบี่ที่ทรงพลังคนอื่นอีก! อีกทั้งก่อนหน้าเขารู้สึกเหยียดหยามและดูถูกผู้ฝึกกระบี่ในโลกชิงฉางทุกคน หรือจะบอกว่าเยี่ยฉวนค่อนข้างยโสโอหังก็ไม่ผิดนัก ที่คิดว่าตนเป็นที่สุดแห่งโลกชิงฉาง
ในขณะนั้นเขาเข้าใจแล้วว่าไม่มีใครสามารถเป็นที่สุดได้ตลอดกาล……
มนุษย์เราควรต้องรู้จักถ่อมตน เพราะต่อไปอาจมีคนที่เหนือกว่าเสมอ
เรียนรู้จากข้อดีของผู้อื่น
จงเรียนรู้อย่างไม่หยุดยั้งเพื่อพัฒนาตนเอง
นอกจากนั้นในหอโถงยังมีตู้เก็บของวางโดยรอบอีกหลายใบ เป็นที่แน่ชัดว่าตู้พวกนั้นมีไว้ใช้เก็บม้วนบันทึกเหล่านี้
เยี่ยฉวนเริ่มลงมือทำความสะอาดและจัดวางให้เข้าที่เข้าทาง ขณะเดียวกันเขาก็คอยอ่านบันทึกและเพลงกระบี่ซึ่งเยว่ฉีบันทึกเอาไว้ ซึ่งมีทั้งคัมภีร์ฝึกปราณและอื่นๆ
อย่างไรก็ตามชายหนุ่มได้แต่อ่านบันทึกเหล่านั้นทว่ามิได้เรียนรู้แต่อย่างใด ด้วยเพลงกระบี่ชนิดนี้ไม่ได้เหนือกว่าหนึ่งกระบี่ชี้ชะตาและหนึ่งกระบี่พิฆาตวิญญาณ รวมทั้งเพลงกระบี่สามพันพิฆาตที่เขาคิดค้นขึ้นเองอีกด้วย แต่ถึงกระนั้นเยี่ยฉวนยังคงค่อยๆ อ่านและอ่านต่อไป……
การเรียนรู้ทักษะในการค้นหาข้อบกพร่องของเพลงกระบี่!
นอกจากนั้นยิ่งศึกษาและค้นคว้าไปเรื่องๆ เยี่ยฉวนก็ยิ่งค้นพบรอยตำหนิในเพลงกระบี่หลายอย่าง……
ถ้าอีกหน่อยมีคนนำเพลงกระบี่มาต่อสู้กับเขา เยี่ยฉวยน่าจะมองเห็นจุดอ่อนของคนผู้นั้นได้อย่างง่ายดาย
ถึงกระนั้นก็ยังมีปัญหาในการทำงานนี้เหมือนกัน ด้วยมีม้วนกระดาษอีกมากที่ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกัน อันเป็นประสบการณ์และบันทึกของเยว่ฉี เขาจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการคัดเลือก หากพบทั้งสองอย่างก็จะนำมาวางไว้ในที่เดียวกัน
แม้จะมีปัญหาอยู่บ้างหากเยี่ยฉวนกลับรู้สึกสนุก ด้วยตนเองก็ได้เรียนรู้ไปด้วยในตัว
เขายังคงทำงานเพลินกระทั่งเวลาผ่านไป ในคืนถัดมาเยี่ยฉวนก็ยังคงเก็บกวาด และภายในหอโถงแห่งนั้นเขาทำการคัดแยกได้อย่างน้อยหนึ่งในห้าของทั้งหมด
ทั้งสกปรก ทั้งรกรุงรัง
เยี่ยฉวนไม่รู้จะพูดอย่างไร ตอนที่เยว่ฉีใช้ตำราเหล่านี้ นางคงหยิบและโยนอย่างไม่เป็นระเบียบ มิเช่นนั้นมันคงไม่รกรุงรังขนาดนี้!
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เยว่ฉีไม่กลับมาเลย ไม่รู้ว่านางหายไปเสียที่ไหน
รุ่งเช้าของวันที่สอง เยี่ยฉวนรู้สึกเหนื่อยล้าแทบหมดเรี่ยวแรง ดังนั้นจึงทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาไปบนพื้นห้องและเริ่มเข้าสู่ภวังค์ด้วยความง่วงงุน
ในตอนนั้นเองประตูคฤหาสน์เปิดผลัวะ และสตรีนางหนึ่งก้าวผ่านช่องประตูเข้ามา……



