บทที่ 577 ข้ากำลังจะตาย!
เยี่ยฉวนยืนอย่างสงบนิ่ง
“ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสอง ท่านจะเอาด้วยหรือไม่!”
“ไม่!”
“ไม่เอาจริงๆ หรือ?”
“ข้าไม่เอาด้วย!”
“เช่นนั้นเราก็จบกัน!”
“ย่อมได้ ข้าเห็นชอบ!”
“……”
เมื่อรับรู้ว่าไม่สามารถขอให้ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองช่วยเหลือตนได้ เยี่ยฉวนจึงต้องไปกระตุ้นหอคอยแห่งเรือนจำ ระหว่างที่เขากำลังเร่งเร้านั้น ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองอยู่ๆ ก็กล่าวขึ้น “ห้ามกระตุ้น!”
เยี่ยฉวนตะโกน “ห้ามกระตุ้นหรือ? เช่นนั้นข้าจำต้องเฝ้ารอความตายหรืออย่างไร!”
“อย่างไรก็ห้ามกระตุ้นทั้งนั้น!”
“แต่ข้ากำลังจะตาย!”
“เจ้าไม่ได้รับอนุญาต แม้เจ้ากำลังจะตาย!”
“ไม่สนใจโว้ย!”
“ห้าม!”
เยี่ยฉวนกำลังจะเอ่ยต่อ และจังหวะนั้นเสียงหนึ่งที่เยี่ยฉวนไม่เคยได้ยินมาก่อนในหอคอยแห่งเรือนจำก็ดังขึ้นมา “ปล่อยให้เขากระตุ้นไป!”
ได้ยินเช่นนั้นเยี่ยฉวนก็ตื่นตกใจ ใครกันล่ะนั่น?
เสียงมาจากชั้นไหนกัน?
เยี่ยฉวนไม่มีเวลาให้คิดนักเหตุด้วยการมาถึงของอำนาจข่มขวัญจากผู้แข็งแกร่งรอบๆ ตัว ขณะที่เขากำลังจะกระตุ้นหอคอยแห่งเรือนจำ ฉับพลันทั้งร่างก็กลับแข็งทื่อไป ขณะเดียวกันตาที่เคยปิดสนิทอยู่ตลอดก็พลันลืมขึ้น……มันกลายเป็นสีฟ้าไปทั้งหมด!
เขาถูกสิงสู่ด้วยบางสิ่ง!
ณ ตอนนี้ เยี่ยฉวนรับรู้ได้ว่าเขาไม่สามารถควบคุมร่างกายของตนเองได้ แต่กลับสามารถรู้สึกถึงทุกสิ่ง รวมถึงตัวตนของผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสอง
เวลานี้ผู้เยี่ยมยุทธ์ขั้นสองเดือดดาลอย่างยิ่ง!
เดือดดาลยิ่งนัก!
‘เยี่ยฉวน’ ในสมรภูมิทอดมองไปรอบๆ อย่างเย็นชา พลันต่อมาก็ยื่นมือขวาออกไปแล้วกดลงเบาๆ
ตูม!!!
ทั่วทั้งผืนฟ้าพลันสั่นสะเทือนอย่างคลุ้มคลั่ง ต่อมาลมปราณของเหล่าสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งก็เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
‘เยี่ยฉวน’ มองรอบๆ อย่างเฉยเมย ตอนนี้เองกำปั้นขนาดใหญ่โตก็พุ่งทะยานข้ามฟ้ามุ่งตรงมาหาเขา
‘เยี่ยฉวน’ งอนิ้วมือขวาและสร้างรอยกรีด
ตูม!!!
กำปั้นอันมโหฬารนั้นพลันแตกออก
จากนั้น ‘เยี่ยฉวน’ ก็หายลับไปในทันที ในเวลาต่อมาเสียงกรีดร้องที่น่าสะพรึงก็ดังขึ้นที่สุดขอบฟ้าในฉับพลัน
สัตว์อสูรร่างใหญ่ร่วงลงมาจากท้องฟ้าช้าๆ และ ‘เยี่ยฉวน’ ก็อ้าปากเตรียมกินมัน
ภายในร่างนั้น เยี่ยฉวนตัวจริงนั้นกำลังอาเจียน “หยุดกิน! ท่านใช้ร่างของตัวเองกินสิ น่าขยะแขยงจริงๆ หยุดเดี๋ยวนี้…”
แม้จะเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองที่เป็นผู้กิน ร่างกายของเยี่ยฉวนก็สามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจน……
เขากินมันทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่!
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองเมินเฉยเยี่ยฉวน และหลังจากนั้นไม่นานสัตว์อสูรขั้นผนึกยุทธ์ระดับแท้จริงก็ถูกกินสดๆ
ณ ตอนนี้เอง ที่เหล่าสัตว์อสูรโดยรอบตะลึงอ้าปากค้าง
เยี่ยฉวนแข็งแกร่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?
ปรมาจารย์สัตว์อสูรที่อยู่ในเมืองห่างออกไปก็เห็นเหตุการณ์นี้เช่นกัน สายตามองอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เป็นไปได้อย่างไร……”
ตอนนี้ในเมืองสัตว์อสูรเองก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สีหน้าของปรมาจารย์สัตว์อสูรแปรเปลี่ยนไป พร้อมกับคำรามออกมา “เจี้ยนซ่วน!”
หลังจากนั้นเขาเร่งรุดมุ่งไปที่เมือง
ณ เวลานี้ เจี้ยนซ่วนกำลังกระหน่ำฆ่าชนรุ่นใหม่ของเผ่าอสูรอยู่ในเมือง
ไม่ปล่อยไว้แม้แต่ผู้เดียว!
อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่กินสัตว์อสูรทั้งเป็น ‘เยี่ยฉวน’ ก็ไม่ได้หยุดแต่อย่างใด แต่มองไปรอบๆ อย่างเลือดเย็นแทน “สัตว์อสูรช่างชั้นต่ำ!”
จากนั้นคนก็เร่งรุดมุ่งไปทางขวา
ปราดเปรียวว่องไวยิ่งนัก ประหนึ่งเคลื่อนย้ายที่สองที่ซึ่งห่างกันเป็นลี้เข้าด้วยกันภายในชั่วพริบตา เมื่อเขาปะทะกับเหล่าอสูร ก่อนที่พวกมันจะทันได้โต้ตอบอะไร ก็ถูกมือคนผลักกระเด็นออกไปเสียสิ้น!
ระหว่างที่ ‘เยี่ยฉวน’ กำลังจะจู่โจมต่อ อยู่ๆ หอคอยแห่งเรือนจำก็สั่นคลอน!
‘เยี่ยฉวน’ พลันหยุด
ในชั่วขณะ ดวงตาของเยี่ยฉวนก็ปิดลงช้าๆ และผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองก็กลับไปที่หอคอย!
“เกิดอะไรขึ้น?” เยี่ยฉวนเอ่ยถามอย่างวิตก
การสั่นคลอนของหอคอยแห่งเรือนจำเมื่อครู่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกตะขิดตะขวงใจ
ความเงียบดำเนินผ่านไปชั่วอึดใจ จากนั้นผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองถึงตะโกนออกมา “เจ้าคนโง่เง่า!”
เยี่ยฉวนอึ้งทึ่งไป ก่อนจะเอ่ยวาจาสู้ “ระวังคำพูดด้วย!”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองกล่าวอย่างโกรธเคือง “ผนึกจวนจะคลายแล้ว!”
เยี่ยฉวนเงียบไปก่อนจะรีบถามอย่างรวดเร็ว “ชั้นไหน?”
“ทั้งหมดนั่นแหละ!”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองโกรธสุดขีด
ทั้งหมด!
ร่างของเยี่ยฉวนพลันแข็งทื่อไป หอคอยแห่งเรือนจำมีทั้งหมดเก้าชั้น ในตอนนี้มีเพียงสามชั้นที่เปิดออก นั่นหมายความว่ายังคงเหลืออีกหกชั้น!
หากผนึกทั้งหกชั้นคลาย เหล่าผู้ที่อยู่ในนั้นจะออกมา……
เยี่ยฉวนไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการถึง!
เหตุเพราะมันไม่มีผู้มีคุณธรรมในนั้น แม้แต่ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองก็ไม่ใช่คนมีคุณธรรมสักนิด!
แต่ก่อนสตรีลึกลับสามารถควบคุมคนพวกนี้ได้ แต่ตอนนี้ใครจะสามารถทำได้เล่า?!
เยี่ยฉวนลังเลก่อนจะกล่าวไป “ทำไมไม่เอาหอคอยออกไปเสียล่ะ?”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองตอบกลับอย่างเย็นชา “เจ้าเอามันออกไปได้หรืออย่างไร?”
เยี่ยฉวนค้นพบว่าตนไม่สามารถเอามันออกไปได้ หอคอยแห่งเรือนจำในตอนนี้แทบจะหลอมรวมกับตัวเขาแล้ว!
“รอสตรีผู้นั้นกลับมาเสีย!” อยู่ๆ ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองก็กล่าวขึ้น
เยี่ยฉวนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “หรือเราควรหันไปพึ่งกฎแห่งเต๋าดี……”
“ไม่!”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองพูดแผ่วเบาอย่างเยือกเย็น “เจ้ากระตุ้นหอคอยครั้งแล้วครั้งเล่า หอคอยนี้เสียหายอย่างแสนสาหัส และไม่สามารถฟื้นคืนได้ ตอนนี้กฎแห่งเต๋าไม่สำคัญเช่นนั้น หากนางไม่กลับมาภายในครึ่งปี เจ้าคงทำได้แค่เฝ้ารอความตายของเจ้า! เฝ้ารอความตายของเจ้าไปเสียเถิด!”
เยี่ยฉวนลังเลก่อนเอ่ยกล่าว “มันจะไม่เป็นการดีสำหรับท่านหรือหากผนึกคลาย?”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองเงียบไป
เยี่ยฉวนกำลังจะเอ่ยถาม ทว่าจู่ๆ ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองก็กล่าวอย่างโมโหฉุนเฉียว “มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า!”
แท้จริงแล้วเยี่ยฉวนหารู้ไม่ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ปรมาจารย์ผู้นี้เกรงกลัว นางไม่ได้กลัวหอคอยแห่งนี้ และไม่ได้กลัวการมีอยู่ของผู้ที่ถูกกักขังอยู่ภายในหอคอยเช่นกัน……นางกำลังหวั่นเกรงสตรีลึกลับ!
นางเป็นบุคคลแรกที่ตื่นขึ้นมาและเป็นเพียงคนเดียวที่ติดต่อกับสตรีลึกลับ นางรู้มากกว่าเยี่ยฉวนว่าหญิงลึกลับผู้นั้นน่าเกรงขามเพียงไร และนางรู้อย่างแน่ชัดถึงสถานะของเยี่ยฉวนในใจของสตรีลึกลับ
เหล่าผู้ถูกกักขังในหอคอยไม่อาจรู้ได้ว่า หากเยี่ยฉวนอยู่ในสถานการณ์ลำบาก นางผู้นั้นจะบ้าคลั่ง!
และเมื่อสตรีผู้นั้นบ้าคลั่ง ผู้ถูกกักขังทั้งปวงในหอคอยอาจชะตาขาด แม้แต่โลกใบนี้ก็จะไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป!
และที่สำคัญที่สุดคือสตรีลึกลับเคยช่วยเหลือนาง นั่นเป็นเหตุว่าทำไมนางถึงยังคงช่วยชีวิตเยี่ยฉวนแม้นางจะไม่ชอบเขาเลยก็ตาม!
เยี่ยฉวนรู้เช่นกันว่าผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองไม่ชอบตน ดังนั้นเจ้าตัวจึงถามว่า “มีเรื่องเข้าใจผิดอะไรระหว่างพวกเราหรือไม่? ข้าว่าข้าก็เป็นคนมีคุณธรรม ทำไมท่านถึงไม่ชอบข้า?”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองตอบกลับอย่างเย็นชา “เจ้าก็คิดเอาเองสิ!”
เยี่ยฉวนโมโห
ก็ข้าไม่รู้น่ะสิ!
เยี่ยฉวนปล่อยผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองไปและกลับมาออกมาจากภวังค์ ตอนนี้อสูรหลายตนกำลังจ้องมองมายังเขา!
เห็นได้ชัดว่าเหล่าอสูรตัวใหญ่นั้นไม่รู้ว่าผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองได้กลับหอคอยไปแล้ว
เยี่ยฉวนที่ลอยอยู่กลางอากาศเอามือไพล่หลังและกล่าวด้วยท่าทางไร้ความรู้สึก “เผ่าอสูรมีผู้ใดอาจหาญพอจะประมือกับข้าหรือไม่!”
เหล่าอสูรโดยรอบหวาดกลัวเป็นอย่างมากและไม่มีตนใดบังอาจพอที่จะเข้าโจมตีอีก
เยี่ยฉวนสังหารอสูรในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงได้แล้วในตอนนี้!
เขาสังหารอสูรตัวมหึมาในชั่วอึดใจ มิหนำซ้ำยังกินมันสดๆ
ไม่มีผู้ใดที่ไม่หวั่นเกรงต่อเยี่ยฉวนแล้ว!
เยี่ยฉวนจึงตะเบ็งเสียงต่อ “อสูรหายหัวไปไหนหมด? ไม่มีใครอาจหาญพอจะออกมาประมือกับข้าแล้วหรืออย่างไร!”
ตอนนั้นเอง ชายผู้มีเคราหยักศกที่ยืนอยู่บนกำแพงเมืองก่อนหน้านี้ก็ปรากฏกายเบื้องหน้าเยี่ยฉวนอีกครั้ง บุคคลผู้นี้เป็นราชาสัตว์อสูรของเผ่าอสูร และยังอยู่ในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงด้วย!
คนเคราหยิกจ้องมองเยี่ยฉวน “เจ้าไม่ใช่เยี่ยฉวน!”
เยี่ยฉวนเฉยเมย “แล้วข้าเป็นใคร?”
อีกฝ่ายมองไปที่เยี่ยฉวนเป็นเวลานาน ท้ายที่สุดเขาก็ค่อยๆ กำมือขวาแน่น เมื่อเยี่ยฉวนเห็นว่าอีกฝ่ายทำท่าจะโจมตี มุมปากตนก็กระตุกก่อนจะพูดออกมาอย่างฉับไว “ช่างปะไร ข้าผู้เป็นผู้เยี่ยมยุทธ์จะเสวนากับเจ้าให้!”
ผู้เยี่ยมยุทธ์!
ได้ยินเช่นนั้น คนเคราหยิกก็ขมวดคิ้ว “เจ้าไม่ใช่เยี่ยฉวนจริงๆ!”
เยี่ยฉวนกล่าวตอบ “แล้วท่านคิดว่าข้าคือใคร?”
ชายมีเคราหยักศกจ้องไปที่เยี่ยฉวน “เจ้าคือใครกันแน่!”
เยี่ยฉวนฉีกยิ้มเหมือนกำลังมีความคิดบางอย่าง เขาถามคนที่อยู่ในร่างตนอย่างรวดเร็ว “ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสอง ข้าขนานนามท่านว่าอย่างไรได้?”
อีกฝ่ายเงียบ
เยี่ยฉวนส่ายศีรษะก่อนตั้งท่าจะลวงหลอกบอกชื่อปลอมอสูรพวกนั้น เห็นดังนั้นผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองจึงรีบตอบขึ้นมาทันควัน “ปรมาจารย์แห่งโลกอสูรเวท ฮวนหลี่!”
ปรมาจารย์แห่งโลกอสูรเวท?
เยี่ยฉวนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเผชิญหน้ากับชายเคราหยักศกที่อยู่ไม่ไกลออกไป “ข้าคือปรมาจารย์แห่งโลกอสูรเวท!”
“ปรมาจารย์แห่งโลกอสูรเวท?”
คนมีเคราขมวดคิ้ว “ข้าไม่เคยได้ยิน”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ อยู่ๆ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป “เจ้าไม่ได้มาจากโลกชิงฉาง!”
เยี่ยฉวนกำลังจะพูด ทว่าอยู่ๆ ก็มีเสียงของกระบี่ดังแทรกมาจากเมืองสัตว์อสูรที่ไกลออกไป ไม่ช้ากำแพงเมืองก็ถูกผ่าออกด้วยกระบี่แห่งแสงก่อนจะพังทลายลง
คนเคราหยิกหันขวับไปมอง มือกำแน่นแต่ไม่อาจหาญพอจะลงมือ
เหตุเพราะระดับของการต่อสู้นี้ไม่อยู่ในระดับที่เขาจะมีส่วนร่วมได้!
ขณะนี้กระบี่แห่งแสงนับไม่ถ้วนส่องแสงสว่างวาบไปทั่วทั้งเมืองสัตว์อสูร และที่ใดที่กระบี่แห่งแสงส่องผ่าน ก็ถูกทำให้พินาศ!
เมื่อเห็นสถานการณ์แล้ว เยี่ยฉวนก็ตื่นตกใจ
เมืองถูกทำลายอย่างนั้นหรือ?
เสียงสัตว์อสูรคำรามดังไปทั่วทั้งเมือง ไม่นานนักก็มีมวลพลังอันมหาศาลปรากฏขึ้นจากเมือง พุ่งตรงไปบนท้องฟ้า
นั่นมันเจี้ยนซ่วน!
ในอากาศเจี้ยนซ่วนดูเฉยเมย ทั้งยังชี้ออกไปด้วยนิ้วมือซ้าย
ซ่า!!!
ลำแสงของดาบแห่งแสงส่องประกายและฟาดลงมา พลังแตกกระจายไปในชั่วพริบตา
เจี้ยนซ่วนไม่หยุด มือซ้ายชี้กระบี่ไปทางขวาก่อนจะฟันลงแนวทแยง
ดาบแห่งแสงพาดผ่านฟากฟ้า
ฟึบ!
กำแพงเมืองกลายเป็นชิ้นๆ ในชั่วอึดใจ และเสียงกรีดร้องนับไม่ถ้วนดังระงมขึ้นเรื่อยๆ จากในเมือง!
แข็งแกร่งยิ่งนัก!
เยี่ยฉวนตื่นตาตื่นใจที่ได้ชม ความสามารถในการต่อสู้ของปรมาจารย์ผู้นี้ช่างน่ายำเกรงนัก!
เจี้ยนซ่วนยืนอยู่เงียบๆ เบื้องบนเมืองสัตว์อสูร เขาเก็บนิ้วมือซ้ายเข้าไปพร้อมกับดาบแห่งแสงที่อยู่ที่ปลายนิ้ว ไม่ไกลจากเขาคือปรมาจารย์สัตว์อสูร
ใบหน้าของปรมาจารย์สัตว์อสูรดูไม่น่ามองอย่างยิ่งในตอนนี้!
ชนรุ่นใหม่ของเมืองสัตว์อสูรแทบจะถูกสังหารหมดแล้ว!
หากชายผู้แข็งแกร่งหมายหัวชนรุ่นใหม่ มันคงหยุดยั้งอะไรไม่ได้ และคนผู้นี้ก็แข็งแกร่งอย่างยิ่งยวด!
ในโลกชิงฉางมีกฎที่ไม่ได้เป็นลายลักษณ์อักษรที่ว่าชนรุ่นเก่าไม่สามารถหมายหัวชนรุ่นใหม่ได้!
ในตอนนี้ปรมาจารย์สัตว์อสูรรู้สึกเศร้าสลด เริ่มเสียดายที่ดันฟังคำสั่งของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนซึ่งให้ทำซางเยว่พิการไป
นั่นก็เพราะว่าเขาไม่คาดว่าเจี้ยนซ่วนจะปรากฏกายอย่างไรเล่า!
และเห็นได้ชัดว่าเจี้ยนซ่วนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดมือ เขาเหลือบมองเยี่ยฉวนที่อยู่ไม่ไกล เมื่อเห็นว่าเยี่ยฉวนดูไม่แตกหักและสมบูรณ์ดี เขาจึงผินหน้าไปมองปรมาจารย์สัตว์อสูรที่อยู่ใกล้ๆ “วันนี้ข้าจะทำลายล้างเมืองนี้ให้พินาศ!”
ขณะกำลังตั้งท่าจะจู่โจม ในเวลานั้นเอง อยู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งปรากฏกายต่อหน้าเจี้ยนซ่วน
นั่นคือผู้ทรงเกียรติลู่แห่งสำนักผู้ตรวจการเขตแดน!



